xs
xsm
sm
md
lg

“รสนา” เชื่อผู้ป่วยโควิดใน กทม.มากกว่าตัวเลขรายงาน จี้รัฐบาลเร่งขยายแนวร่วมแก้ไขก่อนชาติพัง

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



“รสนา” เผยพบผู้ป่วยติดเชื้อโควิด-19 ใน กทม.จำนวนมากกว่าตัวเลขรายงาน ในชุมชนคนยากจนที่ตรวจพบเชื้อแล้วไม่มี รพ.หรือสถานที่กักตัวรองรับต้องอยู่บ้านและคนในครอบครัวติดเชื้อด้วย จี้รัฐแก้กฎหมายให้ใช้บ้าน วัด หรือโรงเรียนเป็นสถานที่กักตัวได้ พร้อมเร่งขยายแนวร่วมแก้ไขปัญหาก่อนชาติพัง

วันนี้ (26 เม.ย.) เวลา 00.54 น. น.ส.รสนา โตสิตระกูล อดีตสมาชิกวุฒิสภา และผู้เสนอตัวลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊กแฟนเพจ รสนา โตสิตระกูล ในหัวข้อ รสนาพบผู้ป่วยติดเชื้อ กทม.ระบาดหนักกว่าตัวเลขรายงาน จี้รัฐบาลเร่งแก้ไขขยายแนวร่วมก่อนชาติพัง มีรายละเอียดว่า ข่าววันนี้เรื่องคลองเตยวิกฤตและหวั่นจะเป็นคลัสเตอร์ใหม่ในการแพร่ระบาด เนื่องจากมีชาวชุมชนคลองเตยที่มีผู้อยู่อาศัยเป็นจำนวนมาก ประกอบกับระบบการตรวจการติดเชื้อต้องรอคิวนาน และเมื่อตรวจพบการติดเชื้อแล้วก็ไม่มี รพ.สนามหรือฮอสพิเทลเพียงพอที่จะรองรับได้ ทำให้คนติดเชื้อต้องอยู่บ้าน ซึ่งทำให้เกิดการแพร่ระบาดให้กับสมาชิกในครอบครัว และลุกลามออกไปในชุมชน

ถ้าว่ากันตามกฎหมายควบคุมโรคติดต่อร้ายแรงแล้ว ผู้ติดเชื้อที่ไม่เข้ารับการกักตัวของรัฐย่อมมีความผิด แต่ถ้ารัฐไม่มีสถานที่สำหรับกักโรคเสียเอง ก็ต้องระวังเรื่องการกระทำผิดฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ตามมาตรา 57 ด้วยเช่นกัน

สภาพการณ์เช่นนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะที่ชุมชนคลองเตยเท่านั้น จากการที่ดิฉันได้นำยาฟ้าทะลายโจรกระจายให้ชาวชุมชนทั่ว กทม.โดยผ่านอาสาสมัครสาธารณสุขในกรุงเทพฯ ได้รับคำบอกเล่าเช่นเดียวกันว่ามีคนยากจน หาเช้ากินค่ำที่ตรวจพบว่าติดเชื้อแล้วแต่ไม่มีสถานที่กักตัวของรัฐ ทำให้เกิดการแพร่เชื้อขยายเป็นวงกว้างจากบุคคลสู่ครอบครัวและลุกลามไปสู่ชุมชนอย่างรวดเร็ว ทำให้การระบาดของเชื้อโควิดในระลอก 3 ไม่อาจหยุดลงอย่างง่ายดาย

ข้อเสนอต่อรัฐบาล

1) ขอให้มีการสำรวจผู้ป่วยที่ติดเชื้อทั้งหมดที่ต้องอยู่บ้าน ให้ถือว่าสมาชิกในบ้านเป็นผู้ติดเชื้อด้วย และให้แก้ไขกฎหมายโดยเร่งด่วนเพื่อให้สามารถใช้บ้าน ใช้วัด หรือโรงเรียนที่ปิดการสอนแล้วสำหรับเป็นที่กักตัว โดยอาศัยพลังของอาสาสมัครสาธารณสุขในชุมชนที่ได้รับการอบรมฝึกฝน และการสนับสนุนเครื่องไม้เครื่องมือจากภาครัฐในการช่วยเหลือดูแลผู้ติดเชื้อที่อยู่บ้านหรืออยู่ในชุมชนอย่างมีมาตรฐานในการดูแลรักษาและความปลอดภัยไม่ให้โรคแพร่ระบาดออกไปจากสถานที่กักโรค

2) รัฐบาลต้องจัดยาฟ้าทะลายโจรให้กับผู้ติดเชื้อโควิด-19 ที่มีอาการน้อยถึงปานกลางให้ใช้ทั้งครอบครัว เพื่อระงับการลุกลามของเชื้อโรคจนอาการทรุดหนัก เป็นภาระต่อระบบสาธารณสุข ซึ่งขณะนี้มีความจำกัดด้านบุคลากรและอุปกรณ์ช่วยชีวิต

นอกจากนี้ ให้รัฐบาลต้องจัดหาอาหารส่งให้กับครอบครัวที่ถูกกักตัวทั้งหมดโดยอาศัยชุมชนในการทำอาหาร และส่งอาหาร 3 มื้อ รวมทั้งเครื่องบริโภค อุปโภคที่จำเป็น ซึ่งจะเป็นรายได้ของชาวชุมชนในระหว่างนี้

3) ถึงเวลาที่รัฐบาลต้องระดมสรรพกำลังของภาคประชาสังคมให้เข้ามาร่วมมือ โดยอาศัยอาสาสมัครสาธารณสุข เครือข่ายชุมชนวัด เข้ามาช่วยดูแลทั้งเรื่องการจัดส่งอาหาร สิ่งของจำเป็นประจำวัน และการติดตามอาการของผู้ถูกกักตัว รวมทั้งให้ความช่วยเหลือเด็ก ผู้สูงอายุ และผู้ป่วยติดเตียงด้วยโรคอื่นๆ ในพื้นที่ชุมชนคนมีรายได้น้อยด้วย โดยเฉพาะอาหารสำหรับเด็กนักเรียนที่เคยได้รับวันละ 2 มื้อ เมื่อหยุดเรียนอยู่บ้านก็ไม่ได้รับอาหาร และกลายเป็นภาระของครอบครัวคนจนที่ขาดรายได้ในช่วงวิกฤตโควิด

4) รัฐบาลควรระดมบุคลากรแพทย์ สาธารณสุขนอกภาครัฐ รวมทั้งแพทย์แผนไทย แพทย์แผนไทยประยุกต์ แพทย์พื้นบ้าน แม้เกษียณอายุแล้วแต่ยังแข็งแรงอยู่ ออกมาช่วยเหลือดูแลรักษาผู้ป่วยตามมาตรฐานทางวิชาชีพของตน เพื่อเเบ่งเบาภาระแพทย์ พยาบาล สาธารณสุขในระบบที่งานล้นมืออยู่แล้ว

5) รัฐบาลควรระดมอาสาสมัครแพทย์ที่เกษียณแล้วหรือแพทย์อาสาสมัครมาช่วยดูแลผู้ป่วย โดยใช้การปรึกษาและประสานงานผ่านระบบวิดีโอคอลเพื่อให้สามารถครอบคลุมการดูแลผู้ป่วยจำนวนมากได้อย่างทั่วถึงและรวดเร็ว

ด้วยการระดมสรรพกำลังของสังคมทั้งหมด กระจายการมีส่วนร่วมลงไปทุกภาคส่วน เพื่อหยุดยั้งการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 ระลอก 3 เป็นสิ่งที่จำเป็นที่ต้องทำให้เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วก่อนการแพร่กระจายเชื้อและการป่วยหนักของประชาชนจะเกินขีดที่ระบบสาธารณสุขของภาครัฐจะรองรับได้

ไม่ว่ากี่นายกฯ กี่รัฐมนตรีก็เอาโควิดไม่อยู่ การออกกฎหมายมาไล่จับ ปรับคนไม่ใส่มาสก์อย่างรุนแรงแบบอำนาจนิยมรวมศูนย์ที่ล้าสมัย ไม่มีทางหยุดยั้งการระบาดของโควิดระลอกนี้ได้ มีแต่ต้องใช้แนวทางการบริหารจัดการที่ดึงเอาพลังอำนาจที่แท้จริงของภาคประชาสังคมให้เข้ามามีบทบาทอย่างเข้มแข็งเท่านั้น ประเทศไทยจึงจะชนะสงครามโควิดได้


กำลังโหลดความคิดเห็น...