xs
xsm
sm
md
lg

เอาแล้ว! “หมอวรงค์” ขุดนิสัย “ทักษิณ” ผิดหวังได้นิรโทษ “บุญส่ง” จวก “อีแอบ” อำมหิต “จตุพร” ปั้น “พฤษภาทมิฬ”

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


ภาพ อดีต-ปัจจุบัน  นายทักษิณ ชินวัตร กับการปลุกกระแสทางการเมือง จากเพจเฟซบุ๊ก The METTAD
สู่ “เมษาระอุเดือด”! “เพจดัง” เทียบ “ทักษิณ” 2553 กับ 2564 เหมือนเดิม “หมอวรงค์” ลากไส้ “โทนี่แม้ว” มาถี่ผิดหวังได้นิรโทษกรรม “บุญส่ง” ซัด “อีแอบ” อำมหิต “ตู่-จตุพร” ปลุกไล่ “ประยุทธ์” รับไม้ “3 นิ้ว” ปั้นพฤษภาทมิฬ อีกรอบ?

น่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง วันนี้ (28 มี.ค. 64) เพจเฟซบุ๊ก The METTAD โพสต์ภาพการปลุกกระแสทางการเมืองของนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เมื่อปี 2553 กับ 2564 พร้อมข้อความระบุ

“ภาพจำยังชัดเจน เหมือนเดิมทุกอย่าง”

ภาพ นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม หรือ “หมอวรงค์” จากแฟ้ม
ขณะเดียวกัน เฟซบุ๊ก Warong Dechgitvigrom ของ นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม หรือ “หมอวรงค์” รักษาการหัวหน้าพรรคไทยภักดี โพสต์ข้อความ ระบุว่า

“#ทักษิณก็ยังเป็นทักษิณ

สังเกตไหมครับว่า ทำไมช่วงนี้ทักษิณจึงออกมาถี่มาก และพยายามโจมตีรัฐธรรมนูญ 60 เพราะคงจะผิดหวังมาก ที่ไม่สามารถล้มรัฐธรรมนูญ 60 ได้ ทำให้ผลประโยชน์ที่แอบหวัง จากการล้มรัฐธรรมนูญ 60 นั่นคือ การนิรโทษ โดยการล้มรัฐธรรมนูญต้องสลายไป

ภาพ จากเพจเฟซบุ๊ก The METTAD
ทักษิณคงจะรู้ว่า รัฐธรรมนูญ 60 ออกแบบมาเพื่อลดบทบาทนายทุนพรรค และลดโอกาสที่จะใช้ทุนมาครอบงำประเทศผ่านการเลือกตั้ง ส.ส. รวมทั้งการครอบงำ ส.ว.ที่จะต้องเลือกตั้งผ่านกลุ่มอาชีพ

ทักษิณจึงมุ่งโจมตีรัฐธรรมนูญ 60 เต็มที่ โดยใช้คำว่ารัฐธรรมนูญสืบทอดอำนาจ ทั้งๆ ที่อำนาจ ส.ว.ที่มีสิทธิเลือกนายกฯนั้น เป็นบทเฉพาะกาล 5 ปี ที่ผ่านประชามติจากประชาชน ท่ามกลางสองพรรคใหญ่ในขณะนั้นคัดค้าน

หัวใจที่ทักษิณอยากได้ คือ เปลี่ยนระบบเลือกตั้ง ส.ส. ให้ไปเป็นแบบรัฐธรรมนูญ 40 หรือ 50 เพราะนายทุนพรรคจะได้เป็นส.ส.บัญชีรายชื่อแน่นอน และมีโอกาสใช้เงินทุนทำงานเต็มที่

สังเกตอีกอย่าง ทักษิณไม่ค่อยมีสำนึก กับความเลวร้ายที่ตนเองทำ โดยเฉพาะการทุจริตที่บ้านเมืองเสียหาย หรือแม้แต่โครงการรับจำนำข้าว ที่ทักษิณคิด เพื่อไทยทำ ทำให้ประเทศเสียหายร่วม 600,000 ล้านบาท

นอกจากนายกฯหุ่นเชิดยิ่งลักษณ์ ต้องหนีคดีที่ศาลฎีกาตัดสินจำคุก 5 ปี ในวันที่ 2 เมษายนนี้ ยิ่งลักษณ์ ยังต้องมาลุ้นค่าเสียหาย 35,000 ล้านบาท ที่ต้องชดใช้ตาม พ.ร.บ.รับผิดทางละเมิด และร้องต่อศาลปกครอง เพื่อไม่ให้ตนเองต้องชดใช้ความเสียหาย ลองติดตามดูว่า ศาลปกครองจะวินิจฉัยอย่างไร

อยากจะบอกทักษิณว่า ต้องโทษทีครับ วันนี้ประชาชนเขารู้ทัน ทุกอย่างที่เกิดขึ้นกับสิ่งเลวร้ายในอดีต ลมชั่วไม่มีคำว่า หวนกลับ จะมีแต่สิ่งดีๆ เข้ามาในประเทศไทย แม้จะมาช้าสักหน่อย”

ภาพ นายบุญส่ง ชเลธร ขอบคุณภาพจากไทยโพสต์
ที่น่าสนใจไม่แพ้กัน นายบุญส่ง ชเลธร อดีตคนเดือนตุลาฯ เผยแพร่ความคิดเห็นทางกลุ่มไลน์ โดยมีรายละเอียดดังนี้

“ผมสงสารเด็กจับใจ

ผมวางเนื้อหาที่เด็กพูดไว้ก่อน ประเด็นไม่ได้อยู่ที่ว่า สิ่งที่เด็กพูด

ถูกหรือผิด

ไม่ใช่เรื่องมาถกเถียงในวันนี้

การกล่าวหา ฟ้องร้อง หมิ่นประมาทที่เด็กทำไปนั้นต่างหากที่น่าสนใจ

เด็กทำสิ่งที่ผิดกฎหมายชัดเจน ผิดทั้ง 112 ผิดทั้ง รธน. ที่บัญญัติห้ามกล่าวหา ฟ้องร้องใดๆ ต่อองค์พระมหากษัตริย์

เด็กเดินเข้าไปให้ตัวเองตายเอง

ที่ผมโกรธคือคนใดกลุ่มไหนที่เขียนบทให้เด็กพูด

สนับสนุนให้เด็กพูด

ปรบมือชื่นชมเด็ก

ล้วนอำมหิตทั้งสิ้น

ถ้ามั่นใจว่าเด็กทำถูก ทำดี

ทำไมไม่เอาบทพูดที่มีคนยัดใส่มือเด็กนั้นมาอ่านเอง หรือให้ลูกสาว น้องสาว เมีย จนถึงแม่ของตนเองอ่าน

อ่านออกสื่อ

อ่านใส่คลิปเผยแพร่

ไม่มีใครในหมู่ที่ออกมาเชียร์ๆ กันหน้าคีย์บอร์ด กล้าทำ

ต่างซุกหัวซ่อนหาง เก็บตัวอยู่ในรู แล้วทำดราม่าฟูมฟายเรียกกระแส ว่าเด็กถูกกลั่นแกล้งรังแก

แทนที่จะตักเตือน แนะทางการต่อสู้ที่สูญเสียน้อยที่สุด แต่ได้ประโยชน์ที่สุด

กลับกลายเป็นว่าผลักให้เด็กไปตาย

เด็กถูกถีบให้ไปตายทีละคน แล้วคิดว่าคุ้มหรือ เหมือนการโยนฟืนใส่กองไฟ

ฟืนไหม้

แต่ได้ไฟไว้เผาบ้าน

อนาถนัก

อำมหิตนัก

หลังจากเด็กเดินเข้าคุกตามแรงยุยง และท่ามกลางการปรบมือชื่นชมกึกก้องของกองเชียร์

แต่ก็ไม่นาน

ไม่ช้าคนเหล่านี้จะหายหน้าไปจนสิ้น

เหลือก็แต่พ่อแม่แก่ๆ ที่จะแวะเวียนไปเยี่ยมที่หน้าประตูคุกทุกครั้งที่ได้เยี่ยมพร้อมห่อข้าวในมือ

น้ำตานองหน้า

เสียงร่ำไห้ในวันนั้น จะดังกว่าเสียงปรบมือในวันนี้หลายเท่าพันทวีนัก

ตายังจะมืดบอด

บนหนทางที่มืดมนอีกไหม”(จากไทยโพสต์)

ภาพ นายจตุพร พรหมพันธุ์ จากแฟ้ม
ด้านความเคลื่อนไหว จากเวทีเสวนา “สามัคคีประชาชน เพื่อประเทศไทย” จัดโดย คณะญาติวีรชนพฤษภาทมิฬ และ 30 องค์กรประชาธิปไตย ซึ่งมีนักกิจกรรมเคลื่อนไหวทางการเมือง ภาคสังคม เข้าร่วมระดมความเห็น โดยใช้เวลาหารือกว่า 3 ชั่วโมงนั้น

ประเด็นสำคัญ นายจตุพร พรหมพันธุ์ หรือ ตู่ ประธาน นปช. กล่าวสรุปว่า วันที่ 4 เมษายน 2564 เวลา 16.00 น. ได้นัดกันที่อนุสาวรีย์วีรชนพฤษภา 35 มีกิจกรรมพูดคุยแลกเปลี่ยนจัดองค์กรโดยต้องเดินสายคุยกับผู้เห็นต่างกันในรอบ 15 ปีที่ผ่านมา เพื่อให้ได้ความสามัคคีประชาชน จัดการกับ พล.อ.ประยุทธ์ และหลังจากนั้น จะมีแนวทางที่ชัดเจนมากขึ้น ทั้งนี้ หากสามารถทำให้ 3 พรรคร่วมรัฐบาล คือ พรรคภูมิใจไทย, พรรคประชาธิปัตย์ และ พรรคชาติไทยพัฒนา ถอนตัวได้ เราไม่ต้องลงถนน แต่หากหมดหนทางต้องขับไล่ พล.อ.ประยุทธ์

“ประชาชนแต่ละภาคส่วนจะไม่ขัดแย้งกัน ต้องสามัคคีกัน ทั้งนี้ ศึกนี้อีกยาวนาน เมื่อพร้อมเราจะรบ รู้ว่าพฤติกรรมของพล.อ.ประยุทธ์ และคณะ ไม่เหมือนเผด็จการที่เราเคยเห็น”

อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้ (26 มี.ค. 64) เฟซบุ๊ก Suvinai Pornavalai ของ ดร.สุวินัย ภรณวลัย ประธานยุทธศาสตร์วิชาการ สถาบันทิศทางไทย อดีตอาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เคยโพสต์ข้อความเอาไว้ว่า

“เสด็จเตี่ยกรมหลวงชุมพรฯคุรุเทพของผม ได้ออกมาทำนายตั้งแต่ต้นปีนี้ว่า

“เดือนพฤษภาคม-มิถุนายน ปีนี้ การเมืองจะแรง มี “ตัวใหม่” มา สิ่งใดไม่ควรเกิดจะเกิดในเดือนมิถุนายน ...”
.........
ดูเหมือนว่า สิ่งที่เสด็จเตี่ยท่านออกมาเตือนชักจะเริ่มเข้าเค้าขึ้นทุกที

เพราะเราเริ่มเห็น #ร่องรอยการปรับยกเครื่องกันใหม่ของขบวนการล้มเจ้าไทย

โดยเฉพาะ #การแตะมือรับช่วงการนำ แทนกลุ่มเยาวชนปลดแอกที่ล่มสลาย และ “วงแตก” แล้ว!

เพราะตอนนี้พวกแกนนำและพวกหัวโจกของม็อบเยาวชนปลดแอก (ม็อบสามนิ้ว) ต่างทยอยเข้าคุกในคดี ม.112 กันเป็นแถว ขณะที่แกนนำบางคนได้เผ่นหนีไปต่างประเทศแล้ว

เค้าลางของ “ขบวนการใหม่และแกนนำใหม่” นั้น จะเผยโฉมในเดือนเมษายนนี้ สะสมโมเมนตัม แล้วออกมาปลุกระดมมวลชนฝั่งตนลงถนนในช่วงพฤษภาคม-มิถุนายน นี้ อย่างแน่นอน

ภาพ ดร.สุวินัย ภรณวลัย จากแฟ้ม
โมเดลการเคลื่อนไหวที่พวก “แกนนำใหม่” จะใช้น่าจะเป็น โมเดลพฤษภาทมิฬปี 2535 คือ #หันมามุ่งขับไล่ พลเอก ประยุทธ์ประเด็นเดียวเท่านั้น

“แกนนำใหม่” ที่เปิดตัวคนแรก คือ ตู่ จตุพร ซึ่งเคยออกมาเคลื่อนไหวตั้งแต่ยุคพฤษภาทมิฬ ปี 2535 และมีบทบาทสูงสุดในฐานะแกนนำ นปช. คนเสื้อแดงปี 2552-2553
#จับตาให้ดีเถิด
ต้องมี “คนบงการ” อีกคนขยับหมากแบบตาอยู่ คือ มุ่งช่วงชิงการนำจากผู้อยู่เบื้องหลังม็อบสามนิ้ว ... และมุ่ง “ขโมยทัพ (ขโมยมวลชน)” จากขบวนการสามนิ้วอย่างหน้าตาเฉย

เป้าหมายที่แท้จริงของ “คนบงการ” คนนี้คือ #ปลุกระดมคนเสื้อแดงให้คืนชีพอีกครั้ง ไว้เป็นฐานเสียงสำหรับการเลือกตั้งครั้งต่อไปในอีกสองปีข้างหน้านั่นเอง โดยหวังว่า พลเอก ประยุทธ์ คงวางมือแล้วในตอนนั้น

#นี่คือการอ่านหมากล่วงหน้าของผม นะ
แลกเปลี่ยนกันได้

ที่สำคัญ ประชาชนต้องรู้ทันความเจ้าเล่ห์ของพวกนักการเมืองเหล่านี้ #อย่าได้ตกเป็นเครื่องมือของคนพวกนี้เป็นอันขาด”

แน่นอน, สิ่งที่น่าวิเคราะห์ตามมา ก็คือ เกมกำลังจะเปลี่ยนมือ จากม็อบ 3 นิ้ว ที่ทะลุเพดานเรียกร้อง “ปฏิรูปสถาบัน” เอาไว้ แต่ไปต่อไม่สำเร็จ และขืนดันทุรัง ก็เท่ากับเอาตัวไปเสี่ยงคุกเสี่ยงตะรางเท่านั้น

ส่วนมือที่รับไม้ต่อ ดูเหมือนต้องการลดเพดานลงมาอย่างชัดเจน โดยตั้งเป้าหมาย ขับไล่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ออกจากตำแหน่งเท่านั้น ซึ่งอาศัยว่าคนส่วนใหญ่ มีความไม่พอใจ พล.อ.ประยุทธ์

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การหมกเม็ดปัญหาทุจริตคอร์รัปชัน ที่รัฐบาลไม่ยอมแก้ปัญหาอย่างจริงจัง เพียงจัดสรรให้ลงตัว เพื่อให้รัฐบาลอยู่รอด

แต่นั่นอาจเป็นแค่ฉากหน้าที่ใช้เป็นข้ออ้าง ก็เป็นได้ เพราะที่ต้องไม่ลืม ก็คือ ใครเป็นตัวละคร ปลุกเรื่องนี้ขึ้นมา และเชื่อมโยงไปถึงใครได้บ้าง ที่สำคัญ เขาคนนั้น ได้ประโยชน์อะไร

เรื่องนี้ ดร.สุวินัย เชื่อมโยงเอาไว้ชัดเจนพอสมควร เหลือก็แต่เติมคนลงในช่องว่างเท่านั้น และคนๆ นั้น ก็คือ ผู้บงการ หรือไม่?

เหนืออื่นใด ถ้าจะว่าไปแล้ว คนที่อยู่เบื้องหลังม็อบ 3 นิ้ว มีความคาดหวังหลายระดับ สูงสุด คือ “ปฏิรูป หรือปฏิวัติสถาบัน” เป็นความต้องการของทุกกลุ่ม ไม่ว่าจะเป็น กลุ่มนักการเมืองคนรุ่นใหม่ กลุ่มนักการเมืองลี้ภัยในต่างประเทศ และกลุ่มองค์กรต่างประเทศ ที่ต้องการแทรกแซงกิจการภายในของไทย ซึ่งถ้าทำสำเร็จ ก็เท่ากับว่า สมประโยชน์ทุกกลุ่ม แต่เมื่อไม่สำเร็จ ก็มีอยู่สองทาง ว่าใครกลุ่มไหน จะสู้ต่อ หรือพอแค่นี้?

นั่นหมายความว่า บางกลุ่มกำลังฉกฉวยโอกาส “...ช่วงชิงการนำจากผู้อยู่เบื้องหลังม็อบสามนิ้ว ...และมุ่ง “ขโมยทัพ (ขโมยมวลชน)” จากขบวนการสามนิ้วอย่างหน้าตาเฉย” อย่างที่ ดร.สุวินัย วิเคราะห์เอาไว้ หรือไม่

อะไรไม่สำคัญเท่ากับ คนกลุ่มนี้มีมวลชนของตัวเองอยู่แล้ว ปลุกเมื่อไหร่ก็มาเมื่อนั้น

ส่วนทำไมต้องปั้น “พฤษภาทมิฬโมเดล” คำตอบอาจอยู่ที่ว่า มีความชอบธรรมสูงกว่า ม็อบคนเสื้อแดง ในปี 2553 ที่ไม่ต่างอะไรกับม็อบทวงแค้นให้กับนักการเมืองบางคน (เพื่อผลประโยชน์ส่วนตัว) เท่านั้นเอง


กำลังโหลดความคิดเห็น...