xs
xsm
sm
md
lg

“ปิยบุตร” จบเห่! “พุทธะอิสระ” เย้ย ย้อนแย้ง “เครื่องราชฯ” “หมอวรงค์” ซัด มั่วเรื่องสถาบัน “ปลัด ยธ.” ตอกหน้าหงาย

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


ภาพ จากเฟซบุ๊ก หลวงปู่พุทธะอิสระ (Buddha Isara)
“พุทธะอิสระ” เย้ย “ปิยบุตร” พล่ามยืดยาว เรื่องเครื่องราชฯ สุดท้าย ส.ส.ก้าวไกล ย้อนแย้งอย่างเจ็บปวด “หมอวรงค์” ซัด เลิกมั่ว ถามการปฏิญาณตนของกษัตริย์เสียเครดิตอาจารย์ “ปลัด ยธ.” ตอกหน้าหงาย “ราชทัณฑ์ปันสุข”

น่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง วันนี้ (27 ม.ค. 64) เฟซบุ๊ก หลวงปู่พุทธะอิสระ (Buddha Isara) ของ อดีตหลวงปู่พุทธะอิสระ โพสต์ หัวข้อ “บุตรพล่ามไม่หยุดเรื่องเครื่องราชฯ”

โดยระบุว่า “เห็น ส.ส.พรรคพวก แสดงความกระสันอยากได้เครื่องราชฯ ถึงขนาดลงมือเขียนขอ

บุตรคงจะเจ็บปวดหัวใจพอสมควร
ถึงขนาดออกมาพล่ามโพสต์ลงเฟซบุ๊กเสียตั้งหลายหน้า โดยมีเนื้อหาหลักๆ คือ การปฏิเสธที่จะขอรับเครื่องราชฯ แล้วสรุปท้ายด้วยคำกล่าวของ..

ภาพ จากเฟซบุ๊ก หลวงปู่พุทธะอิสระ (Buddha Isara)
“Pierre Bourdieu เคยกล่าวไว้ที่ไหนสักแห่งว่า ระบบการมอบรางวัลเหรียญตรา เกียรติยศ คือ เครื่องมือแห่งการครอบงำ ไม่เพียงแต่ช่วยแบ่งแยกคนออกเป็นพวกเป็นประเภทเท่านั้น แต่ยังช่วยล้อมกรอบให้คนอยู่ในโอวาทด้วย”

แต่พอมีกระแสสังคมโจมตีพวก ส.ส.พรรคก้าวไกล ที่แสดงตนแจ้งชัดว่า อยู่ตรงข้ามสถาบันมาตลอด แต่ดันเขียนขอรับพระราชทานเครื่องราชฯ จากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

เมื่อเห็นว่า สังคมจะรุมทึ้งบรรดา ส.ส.พรรคก้าวไกล มากขึ้น จึงมีผู้กล้านามว่า ศศิพัฒน์ พงษ์ประภาพันธ์ หรือ กาณฑ์ นักเคลื่อนไหวทางการเมือง กลุ่มอยากเลือกตั้ง และเป็นแนวร่วมของพวกคณะราษฎร 63 ได้โพสต์ข้อความให้กำลังใจสนับสนุนพวก ส.ส.พรรคก้าวไกล ว่า..

“นักการเมืองใครได้รับเครื่องราชอิสริยาภรณ์ เป็นเรื่องปกติ ทุกพรรคได้หมด ทุกประเทศมีเครื่องราชฯ ยิ่งอังกฤษ นักการเมืองคนไหนมีความดีความชอบ ผลงานทำประโยชน์แก่ประชาชน ควีนอลิซาเบธพระราชทานเครื่องราชฯ ชั้นสูง พร้อมสถาปนาบรรดาศักดิ์เป็น “อัศวิน” เลย ผู้ชายมียศนำหน้าเป็น Sir ถ้าเป็นผู้หญิงจะมียศนำหน้าด้วย Dame”

อ่านความคิดข้อเขียนของ นายปิยบุตร กับแนวร่วมอย่างนายกาณฑ์ ทั้งสองบทความแล้ว ทำให้รู้สึกสงสัยว่า ทำไมเขาไม่ตกลงกันเสียก่อน ว่าจะเอาอย่างไร

อยู่ดีๆ ออกมาหยามพวกเดียวกันซะงั้น

คนกลุ่มนี้ชอบทำอะไรที่มันย้อนแย้งกันอยู่ตลอดเวลา ดูท่าน่าจะวงแตกเสียแล้วหล่ะพี่น้อง”

ภาพ จากเฟซบุ๊ก Warong Dechgitvigrom ของ “หมอวรงค์” นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม
ขณะเดียวกัน เฟซบุ๊ก Warong Dechgitvigrom ของ “หมอวรงค์” นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม แกนนำกลุ่มไทยภักดี โพสต์หัวข้อ “#ปิยบุตรไม่เข้าใจจารีตไทย”

เนื้อหาระบุว่า “ผมขอตอบคำถาม ที่เห่อตามตะวันตกของนายปิยบุตร ที่ถามว่า “ทำไมพระมหากษัตริย์ไม่ปฏิญาณตนก่อนเข้ารับตำแหน่ง”

ก็เพราะนายปิยบุตรมีจิตใจหมกมุ่นฝรั่ง ไม่เข้าใจจารีตไทย จึงเอาวัฒนธรรม ประเพณีของฝรั่งตะวันตก มาอธิบายวิถีและสังคมไทย

นายปิยบุตร ไม่รู้เหรอว่า วัฒนธรรมประเพณีและจารีตที่เป็นของไทย สืบสานมาร่วม 800 ปี ไม่จำเป็นต้องเหมือนฝรั่ง แต่เปรียบเทียบก็คล้ายพิธีปฏิญาณตน หรือสาบานตนของประมุขแห่งรัฐ ของตะวันตก นั่นคือ พระราชพิธีบรมราชาภิเษก

พระราชพิธีบรมราชาภิเษก พระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๑๐ ระหว่างวันที่ 4-6 พ.ค. 2562 ดูแล้วมีความขลัง ตามแบบฉบับของสังคมไทย ประเทศที่ไม่เคยเป็นอาณานิคมของฝรั่ง โดยเฉพาะ พระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๑๐ พระราชทานพระปฐมบรมราชโองการแก่ปวงชนชาวไทยว่า

“เราจะสืบสาน รักษา และต่อยอด และครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งอาณาราษฎรตลอดไป”
ทั้งหมดนี้ น่าจะเป็นคำตอบ และเหนือกว่าการปฏิญาณตนของตะวันตก ที่นายปิยบุตรเอาไปเปรียบเทียบ

แถมให้นายปิยบุตรรู้เพิ่มเติมด้วยว่า แม้แต่ช่วงที่ รัชกาลที่ ๙ มีพระบรมราชโองการประกาศสถาปนา ให้ขึ้นดำรงพระอิสริยยศ “สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร” ก็ยังมีพิธีถวายสัตย์ปฏิญาณตน ในพระราชพิธีถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยา ซึ่งจัดที่พระอุโบสถ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม

ดังนั้น นายปิยบุตร ก่อนจะพูดอะไร ควรศึกษาวัฒนธรรม ประเพณี จารีตไทย ให้ถ่องแท้เสียก่อน ไม่ใช่ศึกษาแต่ฝรั่งตะวันตก แล้วเอามาพูดมั่วๆ เสียศักดิ์ศรีความน่าเชื่อถือของความเป็นอาจารย์เสียหมด

#บรมราชาภิเษกก็คือปฏิญาณตน
#จบไหมปิยบุตร”

ภาพ นายวิศิษฎ์ วิศิษฎ์สรอรรถ จากแฟ้ม
อย่างไรก็ตาม วันนี้ ที่กระทรวงยุติธรรม นายวิศิษฎ์ วิศิษฎ์สรอรรถ ปลัดกระทรวงยุติธรรม ชิ้แจงกรณี นายปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการคณะก้าวหน้า ตั้งคำถามกรณีการตั้งคณะกรรมการราชทัณฑ์ปันสุข จนทำให้สังคมเกิดความสับสน โดย นายวิศิษฎ์ ระบุว่า “โครงการราชทัณฑ์ปันสุข ทำความดี เพื่อชาติ ศาสน์ กษัตริย์” เป็นโครงการที่ในหลวง รัชกาลที่ ๑๐ ทรงมีพระราชดำริว่า โรงพยาบาลราชทัณฑ์เป็นโรงพยาบาลแห่งเดียวในสังกัดกระทรวงยุติธรรม ต้องให้บริการแก่ผู้ต้องขังที่เจ็บป่วยจำนวนมาก แต่ยังขาดแคลนบุคลากร เครื่องมือแพทย์และเวชภัณฑ์ ซึ่งกรมราชทัณฑ์มีหน้าที่ดูแลสุขภาพของผู้ต้องขัง เพื่อให้เข้าถึงการรับการรักษาพยาบาลอย่างเท่าเทียมตามหลักมนุษยธรรม เมื่อพ้นโทษออกไปจะได้มีสุขภาพดี

จึงพระราชทานความช่วยเหลือทั้งการจัดหาอุปกรณ์และเครื่องมือทางการแพทย์ รวมทั้งมีจิตอาสาพระราชทานเข้าไปให้ความช่วยเหลือด้านการแพทย์ การพยาบาล การอบรมให้ความรู้ในเรื่องต่างๆ

“ปัจจุบันเรือนจำมีผู้ต้องขังจำนวนมาก แต่กรมราชทัณฑ์มีข้อจำกัดด้านงบประมาณ บุคลากร เครื่องมือแพทย์ และเวชภัณฑ์ที่ไม่สอดคล้องกับจำนวนผู้ต้องขังที่แออัด ในปี 2563 ได้รับพระราชทานเงินมาให้จัดซื้อครุภัณฑ์ทางการแพทย์ไว้ใช้ทั้งในเรือนจำและโรงพยาบาลภายนอกจำนวน 190 ล้านบาท ปีนี้พระราชทานให้อีก 118 ล้านบาท ซึ่งจะทำให้ประชาชนและโรงพยาบาลภายนอกได้ใช้ประโยชน์ร่วมกัน ยืนยันว่า โครงการพระราชทานสอดคล้องกับหลักสากล หลักสิทธิมนุษยชน หลักมนุษยธรรม และมาตรฐานขั้นต่ำขององค์การสหประชาชาติ ในการปฏิบัติต่อผู้ต้องขังหลายฉบับ ไม่ว่าจะเป็นปฏิญญากรุงเทพ และข้อกำหนดแมนเดลา และไม่ได้ใช้งบประมาณของทางราชการแต่อย่างใด” นายวิศิษฎ์ กล่าว

เมื่อถามว่า สามารถตอบคำถามนายปิยบุตร ทั้ง 9 ข้อได้หรือไม่ ปลัดกระทรวงยุติธรรม กล่าวว่า สิ่งที่พูดมาน่าจะชัดเจนทั้งหมดแล้ว โครงการราชทัณฑ์ปันสุขเป็นโครงการที่ให้ความช่วยเหลือ และการตั้งคณะกรรมการก็ไม่ต้องใช้กฎหมายรองรับ เพราะไม่ใช่การบริหารราชการแผ่นดิน อีกทั้งคณะกรรมการก็ไม่มีอำนาจสั่งการใดๆ รวมถึงรัฐมนตรีว่ากระทรวงยุติธรรม หรือปลัดฯ ก็ไม่มีอำนาจในการสั่งให้คณะกรรมการฯชุดนี้กระทำการใดๆ เช่นกัน

มีบทบาทเพียงให้ข้อมูลเพื่อให้การช่วยเหลือเข้าถึงจุดที่ยังขาดแคลนมากที่สุด เช่น รถเอกซเรย์เคลื่อนที่ควรไปตั้งที่จุดใดจึงจะเป็นประโยชน์ที่สุด หรือผู้ต้องขังเรือนจำใดจำเป็นต้องได้รับการดูแลรักษาวัณโรค ซึ่งการดำเนินงานของคณะกรรมการไม่มีกรอบระยะเวลา

“สำหรับรายชื่อของคณะกรรมการชุดดังกล่าวไม่ทราบมีการเสนอรายชื่ออย่างไร ในส่วนของกระทรวงยุติธรรมเป็นผู้รับพระราชทานความช่วยเหลือเท่านั้น ที่ผ่านมา ราชวงศ์ได้ทำโครงการความช่วยเหลือประชาชนชนผ่านกระทรวงยุติธรรมหลายเรื่อง ตั้งแต่รัชสมัยของในหลวง รัชกาลที่ ๙ เช่น โครงการห้องสมุดพร้อมปัญญา ในสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เพื่อให้ผู้ต้องขังได้อ่านหนังสือมากขึ้น และโครงการกำลังใจในพระดำริพระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา” ปลัดกระทรวงยุติธรรม กล่าว

ภาพ พล.ท.นันทเดช เมฆสวัสดิ์ จากแฟ้ม
ที่น่าสนใจไม่แพ้กัน พล.ท.นันทเดช เมฆสวัสดิ์ อดีตหัวหน้าศูนย์ปฏิบัติการพิเศษ ศูนย์รักษาความปลอดภัยแห่งชาติ (ศรภ.) โพสต์เฟซบุ๊กในหัวข้อ “แนวโน้มของม็อบ คณะราษฎร’63 ในปี 64”

โดยระบุว่า “วันนี้ไปคุยกับ อ.เสรี ในชุดสวยผ้าไหมสีแดงเพลิงมาครับ เนื้อความที่น่าสนใจ มีอย่างเดียว คือ เรื่องแนวโน้มของม็อบคณะราษฎร 63 ในปีนี้ ซึ่งสรุปได้ว่า

ม็อบ เริ่มอ่อนล้าลงตามลำดับเพราะ 1. ผู้ใหญ่ เมื่อเห็นม็อบผาดโผนมากขึ้นเรื่อยๆ ก็เริ่มดูแล ตักเตือน บุตรหลานมากกว่าเดิม 2. ผู้ชุมนุมที่ฉลาดหน่อย มาชุมนุมสัก 5-6 ครั้ง ก็พอรู้ว่าม็อบมีเจ้าของ มาทีไรก็พูดเรื่องเดิม 2 เรื่อง ด่าลุงตู่ กับ กล่าวพาดพิงสถาบันฯ ไม่เคยบอกเลยว่า จะทำอย่างไรต่อปัญหาโควิด หรือ จะทำประโยชน์ให้อะไรให้กับบ้านเมืองบ้าง ฯลฯ เด็กฉลาดพวกนี้ก็เลิกไปชุมนุม

และ 3. ผู้ชุมนุมที่มาสนุกๆ เพราะมีผู้หญิงสวย มีโชว์แปลกๆ หลายอย่าง ได้เต้นได้รำ ก็เริ่มรู้สึกว่าขาดอิสระ เพราะถูกกำกับด้วยม็อบหลายกลุ่มที่ไม่ค่อยลงรอยกันนัก คอยควบคุมอยู่ ก็เลยไม่อยากมาร่วม

บทบาทตอนนี้ จึงอยู่ที่ม็อบหลากหลายกลุ่ม บางกลุ่มโชว์บาดแผลของนักรบ บางกลุ่มก็อ้างว่าถูกหน่วยลึกลับ อุ้มไป (เดินเล่น) หลายกลุ่มแข่งกันล้อมศูนย์การค้า อุตลุดไปหมด สนุกดีครับทำเหมือนบ้านเมืองไม่มีขื่อแป

สรุปม็อบในปี 64 จะมีต่อไปอีกตามเดิม แต่จะมีเยาวชนมาร่วมน้อยลง และจะมีชาวบ้านจากจังหวัดต่างๆ เข้ามาแทนที่ แต่ก็ไม่น่าจะตกใจ เพราะความผิดที่ม็อบก่อขึ้นซ้ำซากนั้น เป็นการแสดงว่า เรื่องต่างๆ ที่ทำลงไป มีเจตนาทำจริง” ผู้บังคับใช้กฎหมายค่อยสบายใจหน่อย หลักฐานแน่นหนา ดังนั้น ปีนี้การบังคับใช้กฎหมายจะเคร่งครัดกว่าเดิมครับ ซึ่งคงต้องคอยดูกันไป”

ด้าน เฟซบุ๊ก Charnvit Kasetsiri ของ ศ.พิเศษ ดร.ชาญวิทย์ เกษตรศิริ อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โพสต์ข้อความระบุว่า

Congratulations again

112 ยิ่งใช้ ยิ่งดี หรือยิ่งเสื่อม
112 lese majeste law: the more the better or worse ?

112 ยิ่งใช้ ยิ่งดี หรือยิ่งเสื่อม
112 lese majeste law: the more the better or worse ?

แน่นอน, ประเด็นที่น่าโฟกัส ก็คือ กรณี นายปิยบุตร เลขาธิการคณะก้าวหน้า ออกมาแสดงความคิดเห็น 3 เรื่อง ต่างกรรมต่างวาระ แต่มีจุดจบเดียวกัน คือ “จบเห่”

กล่าวคือ เรื่องเครื่องราชฯ ที่พูดเอาไว้ยืดยาว ย้อนความหลังฝังอดีตไม่ลง ก็เพื่อที่จะบอกว่า มีคนจัดการให้ ทั้งที่ตัวเองไม่ต้องการ แล้วก็ดูเหมือนต้องการที่จะช่วยแก้ตัวให้กับ ส.ส.พรรคก้าวไกล ที่ได้เครื่องราชฯ อาจจะเป็นกรณีคล้ายกันหรือไม่

แต่กรรมดันออนไลน์ทันควัน เพราะมีสื่อมวลชนออกมาแฉว่า แท้ที่จริง มีพยานหลักฐานมัดแน่น ว่า ส.ส.พรรคก้าวไกล ที่ได้เครื่องราชฯนั้น ขอเอง และมีการกรอกข้อมูลด้วยตัวเอง พร้อมลงรายมือชื่อในเอกสาร ประกอบการขอด้วย... อันนี้ จบเห่หนึ่ง

กรณีที่สอง ปิยบุตร ตั้งคำถามว่า “ทำไมพระมหากษัตริย์ไม่ปฏิญาณตนก่อนเข้ารับตำแหน่ง” ซึ่งก็ถูก “หมอวรงค์” ให้คำตอบเอาไว้อย่างชัดแจ้ง ด้วยชุดความรู้ที่คนไทยน่าจะเข้าใจดี แต่นักเรียนนอกคลั่งฝรั่งเศส อาจคาดไม่ถึง... จบเห่สอง

กรณีที่สาม ปิยบุตร ตั้งคำถาม 9 ข้อ เกี่ยวกับการตั้งคณะกรรมการราชทัณฑ์ปันสุข ซึ่งล้วนอยากทำให้เห็นถึงการแทรกแซงการบริหารราชการแผ่นดิน หรือไม่

แต่ปรากฏว่า การออกมาชี้แจงเรื่องนี้ ของ นายวิศิษฎ์ วิศิษฎ์สรอรรถ ปลัดกระทรวงยุติธรรม ทำให้เห็นถึงอีกแง่มุมไปในทันทีทันควัน ซึ่งเป็นแง่มุมที่ชัดเจนมากว่า คนละเรื่องกับที่นายปิยบุตรตั้งข้อสงสัย ทั้งยังเป็นบวกอย่างมาก ในแง่สิทธิมนุษยชน...จบเห่สาม

ที่สำคัญ ดูเหมือน นายปิยบุตร ก็ไม่ต่างจาก นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้า ที่ออกมาวิพากษ์วิจารณ์เรื่อง “วัคซีน” แต่สุดท้าย ก็เสียเครดิตจนติดลบ ในท่ามกลางคนไทย ต่างภูมิใจที่มีโรงงานผลิตวัคซีนอยู่ใกล้ตัว แต่นักการเมืองบางคนออกมาขัดขวาง ตั้งคำถามเพื่อที่จะกระทบชิ่งไปถึงสถาบัน อันเป็นที่รักและเคารพของคนไทยอีกต่างหาก

เรื่องอย่างนี้ ไม่ต้องรอขึ้นศาล และใช้วิชากฎหมายช่วยแก้ต่างเอาตัวรอด แค่ความเป็นเหตุเป็นผลที่มีการชี้แจง สังคมเห็นว่าน่าเชื่อถือเท่านั้น ก็เป็นอันจบเห่ สำหรับคนที่ไม่ปรารถนาดี และมีเจตนาแอบแฝงแล้ว ลองพิจารณาดูก็แล้วกัน


กำลังโหลดความคิดเห็น...