xs
xsm
sm
md
lg

เรียกสติกันหน่อย “พิมรี่พาย” ทำกุศลจิตเจตนาย่อมดี แต่คนโหนกระแสจาบจ้วงเบื้องสูง ต่ำตมเกินบรรยาย ** “หลงจู๊” อยู่เหนือลุง! โพลสุดผิดหวัง “โควิดบ่อน” สะท้อนผู้มีอำนาจไม่เด็ดขาด อิทธิพลมืดบดขยี้ “อำนาจรัฐ”

เผยแพร่:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


พิมรี่พาย-หลงจู๊สมชาย-พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา-พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข
ข่าวปนคน คนปนข่าว



** เรียกสติกันหน่อย ดรามาพิมรี่พาย” ทำกุศลจิตเจตนาย่อมดี แต่คนที่โหนกระแสจาบจ้วงเบื้องสูง ต่ำตมเกินบรรยาย

ดรามา “พิมรี่พาย” แม่ค้าออนไลน์ และยูทูปเบอร์ชื่อดังที่บริจาคเงิน 5 แสนบาท ทำการกุศลช่วยเหลือ “เด็กดอย” ติดตั้งโซลาร์เซลล์ ที่หมู่บ้านแม่เกิบ ต.นาเกียน อ.อมก๋อย จ.เชียงใหม่ ตลอด 2-3 วันที่ผ่านมา กลายเป็นประเด็นที่ถูกนำไปใช้ทางการเมือง และลุกลามไปถึงเรื่องสถาบันเบื้องสูง

เรื่องนี้ก่อนจะเกิดดรามาต้องบอกว่า เรื่องของเรื่องเริ่มต้นด้วยเรื่องราวที่ชาวเน็ตสุดประทับใจในการกระทำของเน็ตไอดอลที่พวกเขาตามไลก์เป็นล้าน และแสดงความเห็นหลักแสนกว่า หลังจากที่เธอได้ลงคลิป “สุขสันต์วันเด็ก พิมรี่พายจัดใหญ่ให้น้องบนดอยสูง” ซึ่งเป็นการนำของขวัญพิเศษไปมอบให้กับเด็กๆ บนดอยสูง ในหมู่บ้านแม่เกิบ ดังกล่าว ซึ่งว่ากันว่า การเดินทางเต็มไปด้วยความยากลำบาก และอยู่ห่างจากตัวเมืองเชียงใหม่ถึง 300 กิโลเมตร

เรื่องราวในคลิป สะท้อนให้เห็นความลำบากของเด็กๆ ทั้งชีวิตความเป็นอยู่และความขาดแคลน ทั้งไฟฟ้า อาหารการกิน “พิมรี่พาย” จึงควักทุนกว่าครึ่งล้าน เพื่อติดโซลาร์เซลล์ในหมู่บ้าน ซื้อทีวีจอยักษ์ และสร้างแปลงผัก

งานนี้ “พิมรี่พาย” ได้ใจมวลชนชาวโซเชียลฯไปเต็มๆ โดยที่ยูทูปเปอร์สาว บอกว่า นี่เป็นการลงทุนที่คุ้มค่าที่สุดในชีวิตของเธอ
เมื่อคลิปเผยแพร่ออกไปก็ปรากฏว่า ชาวโซเชียลฯ ช่วยกันตีแผ่ แล้วก็มีคนอยากรู้ตัวตนของ “พิมรี่พาย” ว่าเป็นใครมาจากไหน
ว่ากันว่า ขื่อ “พิมรี่พาย” เป็นการตั้งตาม “แพรี่พาย” แฟชันไอคอนและบิวตี้กูรูคนดัง ที่เจ้าตัวคือ “พิมรดาภรณ์ เบญจวัฒนะพัชร์” ชื่นชมในความเก่งและมีสไตล์

คาแรกเตอร์ของ “พิมรี่พาย” ที่แสดงออกทางโซเชียลฯส่วนตัว ถือเป็นคน กล้าพูด กล้าฟาด มีชื่อเสียงเริ่มต้นจากการเป็นแม่ค้าออนไลน์ ที่ผู้ติดตาม-ลูกค้าชอบในสไตล์พูดจาแรงๆ เวลาไลฟ์สดขายของ ก่อนก้าวเข้าสู่การเป็น “ยูทูปเบอร์”

ว่ากันว่า นอกจากบทบาทแม่ค้าและยูทูปเบอร์ตัวแรง สิ่งที่ผู้ที่ติดตามชอบ “พิมรี่พาย” ก็คือ การคืนกำไรให้สังคม เช่น การนำเงินจากการขายของมาซื้อของบริจาค รวมทั้งการช่วยปลดหนี้ และให้กำลังใจผู้คนไร้โอกาส ให้มีความสุขและคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ทำให้เป็นอีกหนึ่งภาพลักษณ์ของพิมรี่พาย ที่ชาวเน็ตยอมรับ

อย่างไรก็ดี จะเป็นเพราะสถานการณ์การเมืองและโควิดระบาดที่เป็นอยู่ เมื่อมี “กระแส” ที่ชาวเน็ตกำลังสนใจก็ทำให้มีคนบางกลุ่มนำเอากรณีของ “พิมรี่พาย” ไปขยาย เกิดเป็นดรามาขึ้นมา ทั้งเรื่องการเมือง เปรียบเทียบกับการทำงานของรัฐบาล “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” แต่ก็ถูกอีกฝ่ายที่เชียร์ลุง สวนกลับด้วยการย้อนถามว่า พื้นที่เชียงใหม่นั้นใครเป็น ส.ส. ใครเป็นเจ้าของพื้นที่ โยงไปหาพรรคเพื่อไทย และ “ทักษิณ ชินวัตร” ที่เป็นคนเชียงใหม่ ด่าทอว่ากันเละเทะกันไป

ที่น่าเศร้า กระแสกุศลเจตนาของ “พิมรี่พาย” ยังถูกกลุ่มที่เชียร์ม็อบ 3 นิ้ว ที่เรียกร้องการปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ เห็นเป็นโอกาสพาดพิงเปรียบเทียบโครงการหลวง และ ในหลวง ร.๙ ในทางเสียหาย จนทำให้คนส่วนใหญ่ของสังคมสุดจะทนกับพฤติกรรม “ต่ำตม” ชั่วช้าเกินบรรยายของคนกลุ่มนี้ โดยได้แสดงความเห็นตอบโต้คนกลุ่มนี้อย่างกว้างขวาง

เรื่องนี้แม้ไม่ใช่ครั้งแรกและไม่ใช่ครั้งสุดท้าย แต่แทนที่เรื่องราวดีๆ ที่ “พิมรี่พาย” ไปจัดงานวันเด็กและมอบแผงโซลาร์เซลล์ให้กับน้องๆ ในหมู่บ้านแม่เกิบ จ.เชียงใหม่ เพื่อเพิ่มโอกาสการเรียนรู้ และสร้างความสุขให้เด็กๆ จะสะท้อนความเอื้ออาทรในสังคม กลายเป็นเรื่องที่บางคนนำมาบิดเบือน ขยายความ โจมตีกันทางการเมือง และใส่ร้ายสถาบันฯ อย่างไม่น่าจะเกิดขึ้นในสังคมไทย จึงอยากให้ทุกคนที่เป็นลูกหาบ และพวกห้อยโหนกระแส “พิมรี่พาย” เรียกสติกันหน่อย คนทำดีก็ควรได้ในสิ่งที่ดีๆ หากเห็นว่ายังไม่ดี หรือมีความเหลื่อมล้ำกันอย่างไร ก็ควรช่วยกันสะท้อนปัญหา หาทางช่วยกันไม่ดีกว่าหรือ

กรณี “พิมรี่พาย” ขึ้นไปช่วยเด็กบนดอย ไม่ใช่เรื่องผิด ตรงกันข้ามเป็นเรื่องดีที่ควรชื่นชม และไม่ใช่เพิ่งมีแต่กรณีพิมรี่พาย แต่ที่ผ่านๆ มา หมู่บ้าน และเด็กๆ ก็มีความช่วยเหลือจากหลายภาคส่วน ทั้งอาสาสมัคร จิตอาสา มูลนิธิฯ มากมายที่พยายามให้ช่วยเหลือชาวบ้านบนพื้นที่ทุรกันดาร และต่อๆ ไปก็คาดว่าจะมีมาเรื่อยๆ แต่การช่วยเหลือที่ผ่านมาไม่เกิดเป็นดรามา และคนที่ทำไม่ได้ออกสื่อให้คนรู้จักเท่านั้น

สุดท้ายนี้ พอดรามาลุกลามใหญ่โต “พิมรี่พาย” ก็ได้ออกมาชี้แจงผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว Pimradaporn Benjawattanapat เป็นข้อความสั้นๆ ว่า...“คนทำบุญอ่ะ ไม่มีใครคิดไม่ดีหรอก..น้องเจ้าของโพสต์และพิมต่างมีเจตนาที่จะทำบุญด้วยใจ ทำบุญแล้วรับบุญกันทั่วหน้านะคะ กล่าวสาธุพร้อมกัน แล้วแยกย้ายค่ะ สุขสันต์วันเด็ก จุ๊บๆ”

เมื่อเจ้าตัวออกมาอย่างนี้ ดรามานี้จะจบ-ไม่จบ ก็ต้องติดตามกันต่อไป



** “หลงจู๊” อยู่เหนือลุง! โพลสุดผิดหวัง “โควิดบ่อน” สะท้อนผู้มีอำนาจไม่เด็ดขาด อิทธิพลมืดบดขยี้ “อำนาจรัฐ”

ว่าด้วยโควิดระบาดระลอกใหม่ สร้างความหนักใจแก่บุคลากรทางการแพทย์ที่ยากจะรับมือที่สุด คือ “ซูเปอร์สเปรดเดอร์” จากบ่อนพนัน ซึ่งวันนี้ก็ยังเป็นปัญหา “เอาไม่อยู่” ยังมีบ่อนเถื่อนเกลื่อนกลาดอยู่ทุกหนแห่ง

พูดถึงบ่อนพนันที่เป็นต้นเหตุ นี่ต้องย้อนกลับไปพูดถึง “บ่อนระยอง” ที่ว่ากันว่า เจ้าหน้าที่รัฐเอี่ยวเกี่ยวข้องแน่นอน ดังที่ “สนธิ ลิ้มทองกุล” ออกมาแฉผ่านรายการไลฟ์สด “คุยทุกเรื่องกับสนธิ” แสดงความสัมพันธ์ที่โยงใยให้เห็นว่า บ่อนระยองที่มี “หลงจู๊สมชาย” เป็นเจ้าของ เป็นบ่อนระดับซูเปอร์โคตรวีไอพี มีคนใหญ่คนโต นายตำรวจตำแหน่งใหญ่ทั้งในอดีตและปัจจุบัน ปกป้องดูแล

กระทั่งความแตก ตำรวจใหญ่ในพื้นที่โดนย้ายกันหมด แต่วันนี้ “หลงจู๊สมชาย” ยังอยู่สุขสบาย ไม่มีคำตอบจาก “ลุงตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา และ “บิ๊กปั๊ด” พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผบ.ตร. ว่าจะทำอย่างไรต่อกับเจ้าของบ่อนที่เป็นตัวการแพร่ระบาดของโควิดรอบนี้

ต้องบอกว่า เรื่องนี้คนส่วนใหญ่ไม่พอใจรัฐบาลอย่างยิ่ง ตอกย้ำให้เห็นได้จาก สำนักวิจัยซูเปอร์โพล ได้เสนอผลสำรวจภาคสนาม เรื่อง “โควิด” กับ “การปฏิรูป” ความเห็นของประชาชนต่อเรื่องนี้ “ลุงตู่” ควรจะรู้ไว้ว่า คนในสังคม 98.5% เขาคิดว่า ข้าราชการ และเจ้าหน้าที่รัฐ คือ ต้นตอ และอุปสรรค แก้วิกฤตชาติ และโควิดรอบใหม่ ทั้งทุจริตต่อหน้าที่ ปล่อยปละละเลย และมีส่วนทำเอง โดยที่ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 98.3 ระบุ นายกรัฐมนตรี ควรไล่บี้ รัฐมนตรีเจ้ากระทรวง จัดการหัวหน้าส่วนราชการต้นเหตุโควิดรอบใหม่ และถ้าจัดการ ผู้บัญชาการตำรวจแต่ละระดับ ก็ต้องจัดการหัวหน้าส่วนราชการอื่นๆ ด้วย เช่น กระทรวงแรงงาน และกระทรวงมหาดไทย เพราะอยู่ในพื้นที่เกี่ยวข้องทั้งแรงงานต่างด้าว และบ่อน

นอกจากนี้ ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 96.3 ระบุ สิ่งที่เห็นคือ ความจอมปลอม เฟก ของนักการเมือง ผู้มีอำนาจรัฐท่าทีขึงขังจัดการบ่อนพนัน แต่หลังลงพื้นที่เจอผลประโยชน์เอื้อ เรื่องเงียบ และส่วนใหญ่หรือร้อยละ 91.9 ระบุ นายกรัฐมนตรี เปลี่ยนไป ไม่เด็ดขาด จัดการหัวหน้าส่วนราชการที่เป็นต้นเหตุ โควิดรอบใหม่ ไม่เหมือนช่วงยึดอำนาจใหม่ๆ

ที่น่าเป็นห่วงคือ ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 48.7 ระบุ ยังไม่เห็นมีหัวหน้าส่วนราชการใดออกมาทำให้เห็นว่า จะแน่วแน่แก้ไขในสิ่งผิด
บทสรุปของโพลได้ชี้ว่า “อิทธิพลมืด บดขยี้ อำนาจรัฐ” กำลังเป็นภาพเด่นชัดขึ้นหลังโควิดระบาดรอบใหม่ สะท้อนอำนาจรัฐอ่อนแอ แต่ทำเป็นขึงขังจัดการเด็ดขาด แต่แพ้ผลประโยชน์ส่วนตัว และพวกพ้องที่เกี้ยเซียะลงตัวจนเรื่องเงียบ แต่ที่เด่นดังเห็นชัดคือ ความเดือดร้อนทุกข์ยากของประชาชนเกิดขึ้นทุกหย่อมหญ้า

นี่เป็นความรู้สึก ความเห็นของประชาชนต่อโควิด และบ่อน

ว่าถึงที่สุด จะไม่ให้คิดกันได้อย่างไร เหตุที่เวลานี้ “หลงจู๊” ยังลอยนวลอยู่ได้ เพราะอยู่เหนือลุงไปแล้ว!!


กำลังโหลดความคิดเห็น...