xs
xsm
sm
md
lg

ส่งท้ายปี! “ลุงไพศาล” ถามแรง ปล่อยแก๊งลี้ภัยตั้งวงด่าสถาบัน “หมอวรงค์” อวยพรเด็ด “นคร” ซูฮก ม็อบ 3 นิ้ว

เผยแพร่:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


ภาพ โฉมหน้ากลุ่มผู้ลี้ภัย ล้มเจ้า ในหลายประเทศ จากแฟ้ม
แรงถึงท้ายปี “ลุงไพศาล” ตั้งข้อสงสัย “ดอน-บัวแก้ว” ปล่อย “แก๊งลี้ภัย” ตั้งวงด่าสถาบันไร้น้ำยา หรือใครมีวาระซ่อนเร้น? “หมอวรงค์” ขอ “พระบารมีแห่งบูรพกษัตริย์” อวยพรปีใหม่ “นคร” ซูฮก “3 นิ้ว” ไม่ลุกขึ้นสู้ไม่มีเทพเจ้าองค์ใดช่วยได้

น่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง วันนี้(31 ธ.ค.63) เฟซบุ๊ก Paisal Puchmongkol ของ นายไพศาล พืชมงคล อดีตกรรมการผู้ช่วยรองนายกรัฐมนตรี โพสต์ข้อความระบุว่า

ภาพ นายไพศาล พืชมงคล จากแฟ้ม
“ต้องถามนายดอน ปรมัตถ์วินัย

ว่าทำไมคนไทยหนีคดี ไปลี้ภัยอยู่ในสหรัฐ ฝรั่งเศสและญี่ปุ่น

จึงตั้งวงด่าพระมหากษัตริย์เป็นรายวันอยู่ได้

ทำไมไม่ดำเนินการจับตัวกลับประเทศหรือ

ให้มิตรประเทศขับไล่ออกนอกประเทศ

หรือดำเนินการให้ หน่วยงานผู้ลี้ภัย สั่งให้หยุดกระทำการเช่นนั้น

เพราะกฎเกณฑ์สำหรับผู้ลี้ภัยคือห้ามเคลื่อนไหวทางการเมือง

ประชาชนมีสิทธิ์สงสัยว่า ที่เป็นอย่างนี้เพราะไร้น้ำยา

หรือว่า มีใครมีวาระซ่อนเร้นอย่างไรหรือไม่???”

ภาพ “หมอวรงค์” นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม จากเฟซบุ๊กส่วนตัว
ขณะเดียวกัน เฟซบุ๊ก Warong Dechgitvigrom ของ “หมอวรงค์” นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม แกนนำกลุ่มไทยภักดี โพสต์หัวข้อ “#สวัสดีปีใหม่ 2564”
โดยระบุว่า “แม้ปี 2563 ที่ผ่านมา จะเป็นปีแห่งความยากลำบาก ในหลายๆเหตุการณ์ ที่พี่น้องคนไทยต้องเผชิญ แต่ท้ายที่สุด พวกเราก็ผ่านไปได้ เพราะความรัก ความสามัคคีของพวกเรา โดยมีสถาบันพระมหากษัตริย์เป็นสิ่งยึดเหนี่ยว

ในโอกาสปีใหม่ 2564 ขออาราธนาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ พระบารมีแห่งบูรพกษัตริย์ จงปกป้องคุ้มครองพี่น้องทุกท่าน ให้มีความสุขความเจริญตลอดไปด้วยเทอญ”

ด้าน เฟซบุ๊ก Nakorn Machim ของ นายนคร มาฉิม อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดพิษณุโลก อดีตประธานคณะกรรมาธิการพัฒนาการเมืองสภาผู้แทนราษฎร และแกนนำพรรคเพื่อไทย โพสต์ข้อความระบุว่า

“ร่วมล้างเผด็จการทรราช ร่วมสร้างชาติในวันส่งท้ายปีเก่า ต้อนรับปีใหม่

นับจากโจรกบฏ คสช. ได้ร่วมกับ นายทุน ขุนศึก ศักดินา อำมาตย์ ข้าราชการระดับสูง องค์กรอิสระ กระบวนการยุติธรรมและพรรคการเมืองฝ่ายเผด็จการ ได้ร่วมสมคบคิด ทำการยึดอำนาจได้สำเร็จ เมื่อ 22 พฤษภาคม 2557 ถึงวันนี้เกือบ 7 ปี ที่คณะโจรกบฏ คสช. ปกครองประเทศมา บ้านเมืองของเราประสบปัญหา เกิดวิกฤต หนักหน่วง รุนแรงรอบด้าน

1.ด้านเศรษฐกิจ
เศรษฐกิจพังพินาศ สินค้าเกษตรตกต่ำ เกิดภาวะข้าวยากหมากแพง อาณาราษฎร ทุกข์ยาก ลำบาก เดือดร้อนไปทุกหย่อมหญ้า

นักลงทุนทั้งไทย และ เทศ จากที่เคยลงทุน สร้างเงินสร้างงาน ให้คนไทยมีงานทำ ถูกบอยคอตกีดกัน การค้าการลงทุนจากต่างประเทศ เพราะเป็นรัฐเผด็จการ ต้องย้ายฐานการผลิตออกไปต่างประเทศ คนไทย และนักเรียน นักศึกษาจบมาไม่มีงานทำ คนตกงานกว่า 10 ล้านคน

ประชาชนส่วนใหญ่ร้อยละ 90 ตกอยู่ในวังวนแห่งหนี้สินล้นพ้นตัวแทบล้มละลาย รวยกระจุก จนกระจาย ไทยเป็นประเทศอันดับหนึ่ง ที่มีความเหลื่อมล้ำ สูงที่สุดในโลก

นักเรียน นิสิต นักศึกษา มีหนี้สินตั้งแต่ยังเรียนหนังสือจากกองทุน กยศ. จบมาไม่มีงานทำ ถูกฟ้องร้องดำเนินคดี เสียเครดิต เสียอนาคต ตั้งแต่ยังเป็นเด็ก เยาวชน ทั้งที่พวกเขาเป็นอนาคตของชาติ

รัฐบาลเผด็จการทรราชนี้ ไร้ความสามารถในการสร้างเงิน สร้างงาน สร้างอาชีพ แต่มือเติบ บำรุง บำเรอชนชั้นสูง ชนชั้นศักดินา อย่างหรูหรา ฟุ่มเฟือยจากภาษีประชาชน บนความทุกข์ยาก แร้นแค้นของประชาชน รัฐบาลเผด็จการทรราชนี้ ลุแก่อำนาจ กู้เงินมาแจกเพื่อหาคะแนนนิยมจากประชาชน โดยไม่สนใจว่ากำลังนำพาประเทศไปสู่ความหายนะ และรัฐไทยจะล่มสลายในอนาคตอันใกล้ สร้างภาระหนี้สินให้ประเทศสูงที่สุดเป็นประวัติการณ์ ทิ้งมรดกบาปให้เป็นภาระของลูกหลานของเราอย่างงที่สุด

ไทยภายใต้รัฐบาลเผด็จการทรราชนี้ มีอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจต่ำสุดในอาเซียนและภูมิภาค

2. ด้านสังคม
เกิดความแตกแยก แบ่งฝักแบ่งฝ่าย ของประชาชนหนักหน่วง รุนแรง มากกว่าเดิม ไม่มีความสงบสุข ไม่มีการสร้างความปรองดอง สมานฉันท์ให้คนในชาติมีความรัก ความสามัคคีแม้แต่น้อย

มีการแพร่ระบาดของยาเสพติด ทุกชนิด ทุกประเภท อย่างรุนแรง เด็ก เยาวชน และหัวหน้าครอบครัว ติดยาเสพติด เข้าสู่วงจรยาเสพติด นักโทษล้นคุก หลายแสนคน ต่างจากประเทศอื่นที่เจริญแล้ว ที่เขาต้องทุบคุกทิ้งเพราะไม่มีนักโทษ ไม่มีผู้กระทำความผิด

หวยใต้ดิน บ่อนการพนัน ซ่องค้าประเวณี ค้ามนุษย์ และธุรกิจสีเทา สีดำ การเรียกรับสินบน การทุจริต คอรัปชั่นเบ่งบาน ติดอันดับต้นของโลก แซงหน้าเกือบทุกประเทศในเอเชีย ที่สำคัญตรวจสอบแทบไม่ได้ องค์กรอิสระง่อยเปลี้ย สยบยอมต่ออำนาจของรัฐบาลเผด็จการทรราช

ยุคนี้ จึงเป็นยุคคนชั่วครองเมืองอย่าแท้จริง ส่วนคนดี มีศีลธรรม มีความรู้ความสามารถจะถูกใส่ร้าย ทำลาย ไล่ล่าจนไม่มีที่ยืน ในประเทศที่ถูกสาบนี้

ที่เลวร้ายมากที่สุด คือ รัฐเผด็จการทรราชนี้ นอกจากจะไม่ปกป้อง คุ้มครอง ส่งเสริมพระพุทธศาสนาแล้ว ยังกลับกระทำย่ำยี ทำร้าย ทำลาย พุทธศาสนาให้ตกต่ำ เสื่อมทรุดลงไปมาก เช่นการจับพระเถระชั้นผู้ใหญ่ อย่างไร้เหตุผล ไร้ความผิด กระทำต่อพระเสมือนเป็นอาชญากร

ภาพ จากเฟซบุ๊ก Nakorn Machim ของ นายนคร มาฉิม
3. ด้านการเมือง
พวกเผด็จการทรราชได้ให้บรรดาลิ่วล้อบริวาร และ เนติบริกรที่ชั่วร้ายร่างรัฐธรรมนูญฉบับเผด็จการ คสช. ปี 60 แต่งตั้ง ส.ว. ปรสิต 250 คน เพื่อสืบทอดอำนาจ ไม่เป็นประชาธิปไตย

พร้อมกับสร้าง ยุทธ์ศาสตร์ชาติ เป็นเครื่องมือใช้กดขี่ ริดรอน สิทธิ เสรีภาพ ความเสมอภาค และประชาธิปไตย ไม่ให้เข้มแข็งตลอดไป

รัฐบาลเผด็จการทรราชนี้ได้ให้ลิ่วล้อบริวาร ไม่ว่าจะเป็นองค์กรอิสระ และกระบวนการยุติธรรม เป็นเครื่องจักรสังหารทำการยุบพรรคการเมืองฝ่ายประชาธิปไตย หลายพรรค

รัฐบาลเผด็จการทรราชนี้ ได้นำพาประเทศให้ล้าหลัง ถอยกลับไปเป็นการปกครองแบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ซ่อนรูป เพื่อหลอกลวงชาวโลก ว่าเป็นประเทศไทยเป็นประชาธิปไตย ทั้งที่ความจริงเป็นเผด็จการฟาสซิสต์ ศักดินาล้าหลัง

พวกเขา สร้างความขัดแย้ง ความแตกแยก แบ่งฝักแบ่งฝ่าย ทำลายประชาชนและประชาธิปไตย เลือกปฏิบัติ อย่างไม่เป็นธรรมต่อประชาชนและฝ่ายประชาธิปไตย จนเกิดความแตกแยกไปทั่วแผ่นดิน

เมื่อนักเรียน นิสิต นักศึกษา ปัญญาชนฝ่ายประชาธิปไตยชุมนุมเรียกร้องให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญเผด็จการ คสช. ปี 60 ให้เป็นประชาธิปไตย ให้พลเอกประยุทธ์ ตัวปัญหาลาออก และให้มีการปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ เพื่อให้ดีขึ้น

พวกเขากลับไม่สนใจ ไม่ปฏิรูป ไม่แก้ไข แต่กลับใช้มาตรการรุนแรง ทำร้าย ทำลาย ข่มขู่ คุกคาม จับกุม คุม ขัง ใช้กฎหมายที่ล้าหลัง ตกยุค อย่าง มาตรา 112 เป็นเครื่องมือจับกุม ไม่เว้นแม้กระทั่งเด็ก เยาวชน อายุ 16 ปี

นี่เป็นแค่เพียงตัวอย่างที่ รัฐบาลเผด็จการทรราชนี้กระทำต่อนักเรียน นิสิต นักศึกษา และประชาชนฝ่ายประชาธิปไตย ซึ่งยังมีความเลวร้ายอีกนับไม่ถ้วนที่สร้างความวิบัติต่อประเทศชาติ และประชาชน

จึงขอให้พี่ น้อง ประชาชน ผู้มีใจเป็นธรรม ผู้รักในสิทธิ เสรีภาพ ความเสมอภาค และประชาธิปไตย ที่ไม่ยอมเป็นทาส ไพร่ได้โปรดใช้ สติปัญญา ใช้วิจารณญาณ พิจารณาว่า จะปล่อยให้รัฐบาลเผด็จการทรราชนี้ ปกครองประเทศ สร้างความหายนะต่อชาติบ้านเมืองของเราต่อไป หรือว่าจะไม่ยอมให้รัฐบาลเผด็จการทรราชนี้ปกครอง สร้างความเสียหายอีกต่อไป

หากท่านใด รู้แจ้ง เห็นจริง ไม่หลงงมงายก็ได้โปรดลุกขึ้นมาสู้ ร่วมกับ นักเรียน นิสิต นักศึกษาและ ประชาชนฝ่ายประชาธิปไตย เพื่อขับไล่รัฐบาลเผด็จการทรราชนี้ให้ออกไปให้เร็วที่สุด ก่อนที่ชาติบ้านเมืองของเราจะหายนะ ล่มจม จนมิอาจแก้ไขได้

# จะลุกขึ้นสู้ อย่างผู้กล้า หรือ จะนั่งก้มหน้าเป็นขี้ข้าโจร
# หากไม่ลุกขึ้นสู้ ก็จะอยู่อย่างทาส ตลอดไป
# หากมีแต่ก้มหน้าขอพร โดยไม่มีการลุกขึ้นสู้ ก็คงไม่มีเทพเจ้าองค์ใด ให้พร ให้ชัยชนะแก่พวกเราได้”

แน่นอน, นี่คือ ทัศนะทางการเมือง ที่แต่ละฝ่ายยังคงเดินเกมกันอย่างแหลมคม จนวินาทีสุดท้ายของปีเก่าต้อนรับปีใหม่ ก็ว่าได้ โดยเฉพาะระหว่างฝ่าย “ล้มเจ้า” กับฝ่ายปกป้องสถาบันฯ ที่ต่างมีความเชื่อศรัทธาของตัวเอง

ประเด็นสำคัญอยู่ที่สังคมไทยจะต้องเสพข้อมูลอย่างมีวิจารณญาณอย่างสูงสุด เพื่อที่จะได้ความจริงที่แท้จริง มาพิจารณาตัดสินใจ นั่นคือ ความมีเหตุมีผล มีหลักฐานน่าเชื่อถือได้ ไม่เชื่อข่าวลือ ไม่เชื่อข่าวปลอม ไม่เชื่อข่าวปล่อย เรื่องบิดเบือนที่ส่งต่อกันมา เพื่อที่จะทำให้สิ่งเหล่านี้ ไร้ความหมาย และทำให้ค่าแห่งสติปัญญาของสังคมไทย ใครก็ไม่สามารถหลอกได้ หรือปั่นหัวได้

เพราะถึงที่สุด จุดจบจะดีหรือร้าย ขึ้นอยู่กับคนไทยทั้งสิ้น

เหนืออื่นใด การเมือง เป็นเรื่อง ผลประโยชน์ ส่วนผลประโยชน์จะตกถึงใคร ตัวนักการเมือง หรือ ประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ นี่คือ เหตุผลว่าทำไม คนไทยจึงต้องใช้วิจารณญาณอย่างสูงในการตัดสินใจ หาไม่ความผิดพลาดอาจทำให้เกิดความเสียหายอย่างที่ไม่เคยคาดคิดมาก่อนก็เป็นได้ ตรองดูให้ดีก็แล้วกัน


กำลังโหลดความคิดเห็น