xs
xsm
sm
md
lg

“เสื้อแดง” แตกซ่านเซ็น หาที่พักพิงใหม่ !?

เผยแพร่:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


จตุพร พรหมพันธุ์ - ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ - วีระกานต์ มุสิกพงศ์
เมืองไทย 360 องศา


นี่อาจเป็นช็อตต่อเนื่องมาจากปัญหาภายในพรรคเพื่อไทย หลังจากสถานการณ์ในปัจจุบันทำให้พรรคนี้ต้องเปลี่ยนสถานะมาเป็นพรรคฝ่ายค้าน หรือไม่ได้ใช้อำนาจรัฐมาอย่างต่อเนื่องยาวนาน จนเกือบสิบปี และเมื่อมองจากบรรยากาศและความเคลื่อนไหวภายในพรรคเวลานี้ที่เต็มไปด้วยความแตกแยก แบบ “คุมกันไม่อยู่” มันก็ย่อมมองเห็นไปถึงอนาคตว่ามีแนวโน้มออกมาแบบไหน


ขณะเดียวกัน หากพูดถึงพรรคเพื่อไทย ก็ต้องหนีไม่พ้นที่จะต้องเชื่อมโยงไปถึง นายทักษิณ ชินวัตร ที่หลายคนเปรียบเทียบว่าไม่ต่างจาก “นายใหญ่” แม้เวลานี้มีการตั้งโต๊ะแถลงยืนยันว่า เขาไม่ได้เกี่ยวข้องในลักษณะครอบงำ สั่งการพรรคแต่อย่างใด ก็ว่ากันไป และอีกองคาพยพสำคัญก็คือ “คนเสื้อแดง” หรือในชื่อเรียกว่า แนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการ (นปช.) ซึ่งทั้งสามส่วนดังกล่าวนี้ มีความสัมพันธ์กันไม่ทางตรงก็ทางอ้อมนั่นแหละ

เพราะแม้ว่าจะโฟกัสไปที่ “คนเสื้อแดง” ก็ตาม แต่เมื่อพิจารณาจากความเป็นมาแล้ว มันก็เลี่ยงไม่พูดถึงสองส่วนแรกไม่ได้อย่างเด็ดขาด เนื่องจากเป็น “มวลชน” ที่จัดตั้งขึ้นมาเพื่อสนับสนุนพรรคเพื่อไทย หรือก่อนหน้านั้น ยังใช้ชื่ออื่น ไม่ว่าจะเป็นพรรคไทยรักไทย พรรคพลังประชาชน ก่อนที่จะถูกสั่งยุบไปดังที่ทราบกันดี

ขณะเดียวกัน ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า การเกิดขึ้นของ “คนเสื้อแดง” ในอดีต ก็เพื่อเป็นฐานมวลชนเพื่อก่อการชุมนุม หรือ “ก่อม็อบ” เพื่อทวงคืนอำนาจให้กับ นายทักษิณ ชินวัตร ที่เวลานั้นถูกยึดอำนาจจากคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) ที่นำโดย พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน หรือ “บิ๊กบัง” เมื่อ 19 กันยายน 2549 และมีการชุมนุมต่อเนื่อง จนเกิดเหตุบานปลายรุนแรงมาจนถึงปี 2553


แน่นอนว่า การถือกำเนิดของกลุ่ม นปช. หรือคนเสื้อแดงดังกล่าวย่อมต้อง “ผูกติด” เชื่อมโยงแบบใกล้ชิดกับพรรคเพื่อไทย และนายทักษิณ ชินวัตร รวมไปถึงคนในครอบครัวของเขาด้วย เพราะในช่วงนั้น พรรคเพื่อไทยที่ไม่ว่าจะใช้ชื่อพรรคไหนก็ตามที ก็ยังได้รับความนิยมสูงสุด ไม่ว่าจะลงเลือกตั้งกี่ครั้งก็ชนะขาดทุกครั้ง

ขณะเดียวกัน “สถานะ” ของนายทักษิณ ในยุคหนึ่งก็ไม่ต่างจาก “พระเจ้า” ที่ยิ่งใหญ่อลังการมาก จนเรียกได้ว่า จะตั้งใครให้ดำรงตำแหน่งไหนก็ได้ ตั้งแต่นายกฯหุ่นเชิด หัวหน้าพรรค มาจนถึงข้าราชการในตำแหน่งสำคัญ จนมีอดีตนายตำรวจใหญ่บางคนเคยเขียนข้อความสำนึกบุญคุณเอาไว้ในห้องทำงานว่า “ได้ดีเพราะพี่ให้” มาแล้ว ความยิ่งใหญ่ดังกล่าวจนบางครั้ง “เข้าข่ายเหิมเกริม” ถูกตั้งข้อเกตจากกรณี “ทำพิธีในวัดพระแก้ว” ในอดีต


อย่างไรก็ดี สำหรับองค์ประกอบของ นปช. ตั้งแต่ช่วงเริ่มก่อตั้ง ก็ต้องยอมรับว่าเป็นการรวมกลุ่มของคนที่ “หมดสภาพ” หรือ “โนเนม” แบบบ้านๆ ที่ไม่มีคนรู้จัก ในยุคนั้นหากพอมีชื่อก็มี นายวีระ (กานต์) มุสิกพงศ์ ที่เป็นประธาน นปช.ในยุคแรก แต่ในบทบาทนักการเมืองถือว่าเขาไม่มีราคาแล้ว หากเทียบกับยุคที่ย้อนไปเมื่อหลายสิบปีก่อน ที่เคยเป็นถึงเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ ที่หนุ่มที่สุด ก่อนแตกออกมาเป็น “กลุ่ม 10 มกรา”

ขณะที่คนอื่น ยิ่งไม่ต้องพูดถึง นายจตุพร พรหมพันธุ์ ที่ถือว่าพอมีคนรู้จักจากการร่วมเหตุการณ์ “พฤษภาทมิฬ” ปี 35 ร่วมเหตุการณ์กับ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง ส่วนคนอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็น นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ในเวลานั้นก็เป็นเพียงแค่ “ตัวประกอบในสภาโจ๊ก” เท่านั้น คนอื่นยิ่งไม่ต้องพูดถึง เพราะแทบไม่รู้จักหัวนอนปลายเท้า

แต่ก็อย่างว่า เมื่อเป็นมวลชนที่ต้องต่อสู้เพื่อให้ นายทักษิณ ชินวัตร กลับเข้าสู่อำนาจอีกครั้งให้ได้ และก็ถือว่า “เกือบทำสำเร็จ” มาหลายครั้ง เพราะสามารถชนะเลือกตั้งได้เป็นรัฐบาลหลายครั้ง แต่อาจเป็นเพราะเลือกใช้ “ยุทธวิธีผิดพลาด” หรือเพราะความฮึกเหิม ลำพอง มั่นใจในฐานมวลชนที่หนาแน่น และ “เดินหน้าแบบสุดซอย” พร้อมๆ กับเลือกวิธีหลบหนีคดี
อย่างไรก็ดี เมื่อเขาต้องเจอกับคู่ต่อสู้อย่าง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา และ “กลุ่มสาม ป.” ซึ่งไม่ว่าจะมาในเส้นทางไหนก็ตาม แต่ก็ทำให้ นายทักษิณ ชินวัตร และเครือข่ายของเขา ต้องห่างหายไปจากอำนาจรัฐนานต่อเนื่องเกือบสิบปี และยังไม่มีแนวโน้มว่าจะกลับมาได้เลย

และแน่นอนว่า เมื่อ นายทักษิณ ชินวัตร ที่ถูกมองว่าเป็น “นักธุรกิจการเมือง” มองไม่เห็นอนาคตว่าจะ “มีกำไร” จึงไม่ยอมลงทุน มันจึงมีข่าว “ท่อน้ำเลี้ยงหยุดไหล” มานานหลายปี ซึ่งย่อมส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ ทั้งในพรรคเพื่อไทย ที่ต้องอ่อนระทวยเมื่อเจอกับ “พลังดูด” อันร้อนแรงเมื่อการเลือกตั้งครั้งล่าสุด

ขณะเดียวกัน ปรากฏการณ์ในลักษณะเดียวกันก็ย่อมต้องเกิดขึ้นกับบรรดา “แกนนำคนเสื้อแดง” อย่างแน่นอน เพราะเริ่มเห็นการแยกย้ายมาตั้งแต่การเลือกตั้ง มีการ “ย้ายขั้ว” หลายคนไปลงสมัคร ส.ส.ในนามพรรคพลังประชารัฐ รวมไปถึงพรรคอื่นๆ บางคนที่เป็นแกนนำก็ไปเป็น “มือทำงานการเมือง” ให้กับฝ่ายอำนาจรัฐ ขณะที่แกนนำหลายคนต้องติดคุก ต้องจบอนาคตการเมือง เพราะ “ขาดคุณสมบัติ” ที่เห็นในเวลานี้ ก็คือ นายจตุพร พรหมพันธุ์ ที่ถูกตัดสิทธิ์การเมือง 10 ปี นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ที่ยังติดคุก ซึ่งนั่นก็เข้าเงื่อนไขคุณสมบัติต้องห้ามไปแล้ว

นี่คือสภาพที่เกิดขึ้นจริง ทั้งในเส้นทางปัจจุบันและอนาคตข้างหน้าของพวกแกนนำคนเสื้อแดง ที่อย่าได้แปลกใจกับคำพูดของ นายจตุพร พรหมพันธุ์ ที่มักเน้นย้ำในเรื่องการ “ถูกทอดทิ้ง” และปัจจุบันก็เลือกมายืนอยู่กับกลุ่มการเมืองสำคัญในเชียงใหม่ ในตระกูล “บูรณุปกรณ์” ที่กำลังขับเคี่ยวกันในสนามท้องถิ่นอย่างดุเดือด ซึ่งเป็นการสะท้อนให้เห็นภาพในปัจจุบัน ที่ต่อเนื่องมาจากสถานการณ์ก่อนหน้านี้

และหากมองแบบให้เห็นภาพก็ต้องเข้าใจเหมือนกันว่า นาทีนี้สำหรับแกนนำคนเสื้อแดง โดยเฉพาะพวกแกนนำหลักเมื่อหมดอนาคตก็ต้องดิ้นรนเอาตัวรอด ใครที่พอมีพลังก็ต้องรีดออกมาใช้อย่างเต็มที่ และถึงเวลาที่ต้องเลือกทางเดินใหม่ของตัวเอง เหมือนกับที่เห็นความเคลื่อนไหวของแกนนำบางคนในเวลานี้ แต่โดยรวมๆ แล้ว ถือว่าเป็นลักษณะของการแตกฉานซ่านเซ็น ต่างหาที่ยึดเกาะใหม่กันทั้งนั้น !!