xs
xsm
sm
md
lg

นั่นไง! “อัษฎางค์” เปิดโปง เรียกร้อง “ปฏิรูปสถาบัน” สานต่อ “2475” ค.ก้าวหน้า จัด “ปิยบุตร” คู่ขนาน ม็อบ 16 ส.ค.

เผยแพร่:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


ภาพ แกนนำคณะก้าวหน้า จากแฟ้ม
ความจริงโผล่ “อัษฎางค์” เปิดโปง เรียกร้อง “ปฏิรูปสถาบัน” บางข้อ สานต่อ “ภารกิจคณะราษฎร์” “คณะก้าวหน้า” ไม่ถอย จัด “ปิยบุตร” บรรยายคู่ขนานม็อบ 16 ส.ค. นักวิชาการชี้ “โมเดลปั่นหัวมวลชน” จีนมีบทเรียน

น่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง วันนี้ (15 ส.ค. 63) สถานการณ์การเมืองนับวันเดือดเรียกพี่ขึ้นทุกวัน เฟซบุ๊ก อัษฎางค์ ยมนาค ของ นายอัษฎางค์ ยมนาค นักวิชาการด้านประวัติศาสตร์ โพสต์หัวข้อ “สานต่อภารกิจคณะราษฎร์”

โดยระบุว่า “ด้วยการยึดทรัพย์ จำกัดพระราชอำนาจ
ข้อเรียกร้องที่ห้ามพูด ยุบองคมนตรี แยกทรัพย์สินพร้อมกล่าวหาว่า ผลาญเงินภาษี คือ กระบวนการยึดทรัพย์ จำกัดพระราชอำนาจ ของคณะราษฎร์ที่ก้าวหน้าจาก 2475 มาสู่ 2563

จาก 2475 ที่ทรัพย์สินในส่วนของ “พระคลังข้างที่” ที่รัฐบาลคณะราษฎร์ยึดไป แล้วสร้างภาษากฎหมาย ให้เป็นคำว่า “ทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์” นั้น ความจริงเป็นทรัพย์สินของพระมหากษัตริย์มาตั้งแต่โบราณแล้ว

แต่รัฐบาลคณะราษฎร์สร้างภาษากฎหมายขึ้นมาใหม่ ที่ฟังเหมือนว่า เป็นทรัพย์สินของพระมหากษัตริย์ แต่ความจริง คือทรัพย์สินของพระมหากษัตริย์ที่ยึดมาเป็นเงินแผ่นดิน

พูดง่ายๆ คือ เป็นทรัพย์สินของในหลวง แต่คณะราษฎร์ยึดมาเป็นเงินของรัฐบาล และรัฐบาลเป็นคนใช้ผลประโยชน์จากทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์นั้น

แล้วในปลายรัชสมัยของในหลวงรัชกาล 9 ก็มีนักการเมืองลี้ภัย เอาเรื่องทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ไปเป็นเครื่องมือทางการเมือง โดยให้ข่าวโจมตีในหลวงรัชกาลที่ 9 ไปทั่วโลก ว่า พระมหากษัตริย์ไทยมีทรัพย์สินมากที่สุดในโลก ทั้งๆ ที่เมืองไทยมีแต่คนยากจน เพื่อให้เห็นภาพว่า ในหลวงทำงานบนหลังคน

แล้วต่อมานักการเมืองของคนหนุ่มสาวรุ่นใหม่ที่สร้างพรรคขึ้นมาใหม่ก็เอาต่อยอดเป็นเครื่องมือทางการเมืองอันใหม่ ด้วยการปล่อยข่าวหลอกเด็กน้อยและเด็กเหลือน้อยว่า...

คนไทยยากจนแต่ในหลวงรวยที่สุดในโลก
แล้วตามมาใส่ไฟเพิ่มด้วยข้อมูลว่า...
ในหลวงผลาญเงินภาษีประชาชน
เพื่อให้เห็นภาพว่าในหลวงทำงานบนหลังคน
ซึ่งมันเป็นข้อมูลที่ย้อนแย้งกัน

ถ้าในหลวงรวยที่สุดในโลก แล้วมีความจำเป็นอะไรที่ต้องใช้เงินจากภาษีของประชาชน ?

ความเป็นจริงที่ปล่อยข่าวเท็จว่า ในหลวงรวยที่สุดในโลก นั้นคือ ทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ที่รัฐบาลเป็นเจ้าของทรัพย์สิน ไม่ใช่พระมหากษัตริย์
ภายหลังจากในหลวงรัชกาลที่ 9 สวรรคต อาถรรพ์หลายอย่างที่ถูกสะกดมาตั้งแต่คณะราษฎร์ทำการปฏิวัติ ก็เริ่มคลาย เช่น มุดคณะราษฎร์ถูกถอน, ทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ถูกรัฐบาล คสช. นำไปถวายคืนต่อในหลวงรัชกาลปัจจุบัน

ต้องใช้เวลาถึง 3 รัชกาล ทรัพย์สินของพระมหากษัตริย์ ที่มาจากพระคลังข้างที่ ที่พระมหากษัตริย์แต่ละพระองค์สะสมมาตั้งแต่โบราณ ที่ถูกรัฐบาลคณะราษฎร์ยึดไป และรัฐบาลไทยในยุคต่อๆ มา ได้ใช้ประโยชน์จากกองมรดกของพระมหากษัตริย์ไทยตั้งแต่อดีต ในการบริหารแผ่นดินเพื่อความผาสุกของประชาชนทุกคน ปัจจุบัน รัฐบาล คสช. ได้ถวายกลับมาเป็นของพระมหากษัตริย์อีกครั้ง

แต่นักการเมืองและนักเคลื่อนไหวเป่าหูนักเรียน นักศึกษา และประชาชน ให้ออกมาเรียกร้องเพื่อยึดทรัพย์ จำกัดพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์อีกครั้ง

ตามเจตนาที่เขาและเธอประกาศว่า เขาและเธอมาเพื่อสืบสานเจตนาของคณะราษฎร์ ทำสิ่งที่คณะราษฎร์ทำไม่สำเร็จ ให้สำเร็จ
เจตนาที่ว่า นั้นคือ ลืมเจ้า
ใช่หรือไม่ ในใจเธอรู้ดี
...........................................................................
อ่านรายละเอียดทั้งหมดได้ที่นี่:
https://www.facebook.com/1234993066616474/posts/3316203405162086/?d=n

ภาพ นายปิยบุตร แสงกนกกุล จากแฟ้ม
ขณะที่ เฟซบุ๊ก Kittitouch Chaiprasith ของ ดร.กิตติธัช ชัยประสิทธิ์ อาจารย์ด้านสถาปัตยกรรม สอนพิเศษด้านปรัชญาการเมือง โพสต์ข้อความ ระบุว่า

“โมเดลการเมืองที่เข้ามาปั่นให้คนเกลียดชัง ดูถูก เหยียดหยามกัน ปลุกปั่นให้มวลชน คิดว่าตนเองเป็นคน “หัวก้าวหน้า” กว่าคนอื่นในประเทศ แล้วคิดว่า ประเทศไม่ก้าวหน้า เพราะมีพวกคนแก่ฉุดรั้ง ต้องจัดการทิ้งไปให้หมด

โมเดลการเมืองที่ปั่นให้เด็กวัยรุ่นเกลียดชังผู้ใหญ่ ครูบาอาจารย์ พ่อแม่ ถึงขั้นหากทำร้ายหรือทำให้อับอายได้ (เมื่อตนมีอำนาจ) ก็จะทำ เพราะมองว่า เป็นคนจาก “โลกเก่า” หรือ “ล้าหลัง” และฉุดรั้งสังคม
โมเดลแบบนี้ จีนในช่วงปฏิวัติวัฒนธรรม (Cultural Revolution) ระหว่างปี 1967-1977 ทำมาหมดแล้วครับ ไม่ใช่เรื่องใหม่อะไร

สุดท้ายพอหมดช่วงนั้น ก็ตาสว่าง แกนนำก็โดนจับ โดนประหาร เด็กวัยรุ่นจีนในวันนั้น ที่วันนี้อายุ 60-70 ปี ก็พยายามลืมๆ ไม่พูดถึงความผิดพลาดที่ตัวเองเคยตกหลุมพรางแกนนำไปในช่วงนั้น

แค่ว่า การศึกษาไทยเราไม่ได้เรียนประวัติศาสตร์การเมืองโลก ให้รู้เท่าทันเรื่องการเมืองและสังคมในวงกว้างบ้างก็เท่านั้นเอง....”

อย่างไรก็ตาม ความเคลื่อนไหวที่ถือว่า มีนัยสำคัญอย่างสูง ก็คือ กรณี [คณะก้าวหน้าจัดบรรยายพิเศษเรื่อง ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข]

เนื้อหาที่เพจเฟซบุ๊กคณะก้าวหน้าประชาสัมพันธ์ ระบุว่า

“ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขในประเทศไทย มีประวัติศาสตร์ความเป็นมาอย่างไร มีพัฒนาการอย่างไร การจัดวางตำแหน่งแห่งที่ของสถาบันพระมหากษัตริย์ให้สอดคล้องกับประชาธิปไตยต้องเป็นอย่างไร

Piyabutr Saengkanokkul - ปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการคณะก้าวหน้า จะมาบรรยายประเด็นดังกล่าว โดยศึกษาจากประวัติศาสตร์รัฐธรรมนูญไทย เปรียบเทียบกับการกำเนิดขึ้นของ Constitutional Monarchy ในที่ต่างๆ เพื่อวิเคราะห์วิธีการธำรงรักษาสถาบันพระมหากษัตริย์ให้สอดคล้องและเคียงคู่ไปกับระบอบประชาธิปไตย

พรุ่งนี้ อาทิตย์ที่ 16 สิงหาคม 2563 เวลา 11.00-12.00 น. ณ ที่ทำการคณะก้าวหน้า ชั้น 5 ตึกไทยซัมมิททาวเวอร์ (ใกล้ MRT เพชรบุรี)

ทั้งนี้ เป็นที่รู้กันว่า คณะประชาชนปลดแอก นัดชุมนุมใหญ่ ในวันที่ 16 ส.ค.นี้ เวลา 15:00-21:00 น. ที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย

ภาพ นายพริษฐ์ ชิวารักษ์ หรือ เพนกวิน จากแฟ้ม
ไม่เพียงเท่านั้น นายพริษฐ์ ชิวารักษ์ แกนนำสหภาพนักเรียน นิสิต นักศึกษาแห่งประเทศไทย (สนท.) หลังได้ประกันตัว ยังออกมาประกาศกร้าวที่จะยืนหยัดต่อสู้ต่อไป และพร้อมไปร่วมการชุมนุมในวันที่ 16 ส.ค.ด้วย

โดยเมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีหลายคนที่มีหมายจับคดีเดียวกันจะดำเนินการอย่างไรต่อไป นายพริษฐ์ กล่าวว่า เข้าใจเพื่อนหลายคนมีหมายจับ ยังไม่ถูกจับ มีโอกาสจะโดนอีก ตนมีทีมงาน support ส่วนตัวไม่เสียใจที่ถูกจับ คิดว่าตั้งแต่เคลื่อนไหวมาสักวันคงต้องมี การถูกจับครั้งนี้ต้องไม่สูญเปล่า คนต้องกล้าพูดถึงสถาบันกษัตริย์มากขึ้น ทีมธรรมศาสตร์เรายืนยันขยายเพดานแล้ว ไม่มีวันที่จะลดเพดานลง

ถามถึงความมั่นใจต่อการชุมนุมใหญ่วันพรุ่งนี้ นายพริษฐ์ กล่าวว่า ทีมธรรมศาสตร์พร้อมสนับสนุนทีมคณะประชาชนปลดแอก ปริมาณน่าจะล้นราชดำเนิน รับรองว่าทีมธรรมศาสตร์ไม่ทำให้พี่น้องประชาชนผิดหวัง จะทำแบบเบิ้มๆ

เมื่อถามถึงการรักษาความปลอดภัยและข้อกังวล นายพริษฐ์ กล่าวว่า ความรุนแรงถ้าจะเกิดขึ้นไม่ได้เกิดจากฝั่งเรา ตนซึ่งรับผิดชอบปิดแยกคอกวัวการชุมนุมครั้งที่แล้ว เราก็ปิดด้วยมือเท้า ไม่ใช้อาวุธ คนกลุ่มเดียวที่มีอาวุธทำตัวลับๆ ล่อๆ คือ ตำรวจและทหาร ทั้งนี้ ขอขอบคุณคณาจารย์ที่มาช่วยประกันตัวไม่ทิ้งลูกหลาน ขอย้ำไม่ใช่เวลามาฟรีใครเซฟใคร เป็นเวลาของการรักษาเพดาน เราดันเพดานมาสูงแล้ว ต้องรักษาเพดานต่อไป ตราบใดที่ยังไม่สามารถพูดถึงประเด็นปฏิรูปสถาบันกษัตริย์อย่างเปิดเผยในที่สาธารณะได้ คำว่า ให้มันจบที่รุ่นเราก็เป็นได้แค่ความเพ้อฝัน เราสู้มา 80 ปีแล้ว เพราะเราไม่สู้เรื่องนี้มันถึงยังไม่จบ เราต้องเอาให้มันจบ....

แน่นอน, เหนืออื่นใด ประเด็นที่น่าสนใจคือ การรักษาเพดาน ที่ นายพริษฐ์ หรือ “เพนกวิน” พูดเอาไว้ชัด และย้ำหลายครั้ง นั่นแสดงว่า นี่คือ เป้าหมาย ที่จะยกระดับการชุมนุมให้อยู่ในระดับชนเพดานเอาไว้นั่นเอง

และเพดานที่ว่า นายพริษฐ์ ก็พูดเอาไว้ชัดว่า เป็นเพดานที่ทีมธรรมศาสตร์ทำเอาไว้ นั่นหมายถึง 10 ข้อเรียกร้อง ในการ “ปฏิรูปสถาบันฯ” นั่นเอง

ที่น่าสนใจไม่แพ้กัน ก็คือ การจัดบรรยายพิเศษเรื่อง “ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข” ของคณะก้าวหน้า โดย ปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการคณะก้าวหน้า เพราะนี่ถือว่า เป็นการบรรยายพิเศษในเรื่องที่ต้องการรักษาเพดานเอาไว้ คู่ขนานไปกับการชุมนุมของคณะประชาชนปลดแอกในช่วงเย็นนั่นเอง

เมื่อเป็นเช่นนี้ การโกหกอย่างหน้าตาเฉยว่า ไม่เกี่ยวข้องกัน ไม่มีส่วนรับรู้ หรือรู้เห็นกับคณะประชาชนปลดแอกที่จัดชุมนุม ต่อให้เป็นคนที่กินหญ้า ก็คงไม่โง่ถึงขนาดไม่เข้าใจ หรือไม่จริง?


กำลังโหลดความคิดเห็น...