xs
xsm
sm
md
lg

“ลุงตู่” อ่วม ทีม “บิ๊กป้อม” รุก “สุริยะ” ไม่ถอยพลังงาน !?

เผยแพร่:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ - พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ
เมืองไทย 360 องศา



การปรับคณะรัฐมนตรี “ลุงตู่ 2/2” ในรัฐบาลภายใต้การนำของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา กำลังมาถึงจุดสำคัญที่ต้องตัดสินใจว่าจะปรับแบบสนองความต้องการ “ทางการเมือง” หรือว่าจะคำนึงถึงความรู้สึกของประชาชนตามที่เขาเคยกล่าวเอาไว้ก่อนหน้านี้ โดยเฉพาะการย้ำผ่านสื่อมวลชนระหว่างการให้สัมภาษณ์เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาในแบบให้รายละเอียด และเพื่อหยุดการคาดเดากับเรื่องผู้จะมาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีชุดใหม่

ในคราวนั้นหากจำกันได้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้เปิดเผยผู้ที่จะมาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังคนใหม่ รวมไปถึงทีมเศรษฐกิจชุดใหม่ ที่บอกว่ากำลังอยู่ในระหว่างการทาบทาม และรอคำตอบอยู่ เช่น นายปรีดี ดาวฉาย ประธานสมาคมธนาคารไทย และกรรมการผู้จัดการใหญ่ธนาคารกสิกรไทย ขณะที่ นายประสาร ไตรรัตน์วรกุล อดีตผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย นั้น ยอมรับว่า มีการทาบทามจริง แต่ทางครอบครัวไม่ให้มา เป็นต้น

ขณะเดียวกัน ที่น่าจับตาก็คือ คำพูดของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่ย้ำให้เห็นอย่างชัดเจนถึงโควตาคนนอกและโควตานายกรัฐมนตรี ที่ระบุว่า “ต้องมี”

และเมื่อถูกถามถึงเรื่องที่มีกลุ่มก๊วนในพรรคพลังประชารัฐ มีการเคลื่อนไหวเพื่อสกัดกั้นการเข้ามาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ของ นายไพรินทร์ ชูโชตถาวร อดีตซีอีโอของ ปตท. และมีข่าวว่า นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ จากกลุ่ม “สองมิตร” ที่ปัจจุบันนั่งเก้าอี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ยังต้องการมานั่งเก้าอี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานให้ได้

ที่น่าสังเกตก็คือ เมื่อผู้สื่อข่าวสอบถามถึงเรื่องกระแสต่อต้าน นายไพรินทร์ นั้น ทำให้ พล.อ.ประยุทธ์ หันมองพร้อมถามผู้สื่อข่าวว่า “ทำไมคุณไพรินทร์มีปัญหาตรงไหน” ซึ่งในความหมายก็คือ นายกรัฐมนตรีได้ยอมรับว่าได้ทาบทาม นายไพรินทร์ มาดำรงตำแหน่งดังกล่าวจริง และยืนยันถึงโควตาคนนอก และในความหมายที่ต้องการแก้ปัญหาในเรื่องวิกฤตเศรษฐกิจที่ต้องเน้นมืออาชีพ

แน่นอนว่า หากพิจารณาจากคำพูดที่ผ่านมาในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน ก็จะรับรู้ว่าการปรับคณะรัฐมนตรีที่กำลังจะมีขึ้นไม่เกินเดือนสิงหาคมจะเป็นการปรับเฉพาะที่ทดแทนตำแหน่งของรัฐมนตรีในกลุ่มของ 4 อดีตรัฐมนตรี ที่นำโดย นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯ และ กลุ่ม “สี่กุมาร” เท่านั้น ส่วนโควตาของพรรคร่วมรัฐบาลอื่นๆ ยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงหรือขยับกันแต่อย่างใด

แต่ล่าสุด เมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม ที่ผ่านมา ปรากฏว่า นายเทวัญ ลิปตพัลลภ หัวหน้าพรรคชาติพัฒนา ได้ลาออกจากตำแหน่งรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ทำให้เป็นที่น่าจับตามองว่า นี่คือ การเคลื่อนไหวตามแรงกดดันของกลุ่มการเมืองในพรรคพลังประชารรัฐ ที่คาดว่าจะอยู่ในสายของ “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ และหัวหน้าพรรค ที่มีข่าวว่าจะผลักดันให้ นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ โฆษกประจำสำนักนายฯและเหรัญญิกพรรค มาเป็นรัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯสืบแทน

ที่น่าสังเกตก็คือ การลาออกของ นายเทวัญ ลิปพัลลภ ในครั้งนี้ถือว่าเหนือความคาดหมาย เพราะก่อนหน้านี้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ก็ยืนยันว่า โควตาของพรรคร่วมรัฐบาลจะไม่มีการเปลี่ยนแปลง แม้ว่าในช่วงที่ผ่านมาพรรคชาติพัฒนาจะถูกจับตามองมาตลอดในเรื่องสัดส่วน ส.ส.ต่อเก้าอี้รัฐมนตรี เนื่องจากก่อนหน้านี้มีแค่ 3 เสียง แต่ล่าสุดก็เพิ่มมาอีกหนึ่งเสียง เป็น 4 เสียงก็ตาม

ขณะเดียวกัน ยังมีความเคลื่อนไหวล่าสุดจากพรรคพลังประชารัฐ ก่อนการประชุมสามัญในวันที่ 21 กรกฎาคม ที่มี นายไพบูลย์ นิติตะวัน รองหัวหน้าพรรค ได้ออกมาสนับสนุนให้ นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ แกนนำกลุ่ม “สองมิตร” และรองหัวหน้าพรรคมานั่งเก้าอี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน โดยอ้างถึงความเหมาะสมในด้านความรู้ความสามารถ และย้ำว่า ตำแหน่งรัฐมนตรีดังกล่าวเป็น “โควตาของพรรค” พร้อมทั้งคัดค้าน นายไพรินทร์ ชูโชติถาวร โดยอ้างเหตุผลในเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน เนื่องจากเคยเป็นซีอีโอของ ปตท. มาก่อน

ความเคลื่อนไหวที่เกิดขึ้นทำให้มองเห็นว่า เวลานี้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา กำลังถูกกดดันจากกลุ่มก๊วนในพรรคพลังประชารัฐหนักขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะจากทั้ง พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ที่พิจารณาได้จากการลาออกอย่างกะทันหันของนายเทวัญ ลิปตพัลลภ ทำให้มองกันว่ากำลังผลักดันให้ นางนิรมล ภิญโญสินวัฒน์ มานั่งแทน ขณะที่การประชุมพรรคพลังประชารัฐ ในวันที่ 21 กรกฎาคมนี้ ที่มีความพยายามเสนอชื่อ นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ มาเป็นรัฐมนตรีพลังงาน ซึ่งก็ไม่ต่างจากการ “หัก” นายกฯนั่นเอง

ดังนั้น หากบอกว่ามีการให้อำนาจในการปรับคณะรัฐมนตรีกับนายกรัฐมนตรีอย่างเต็มที่นั้นอาจไม่จริง เพราะหากพิจารณาจากการปรับด้วยเหตุผล “ทางการเมือง” ก็ต้องบอกว่า พล.อ.ประยุทธ์ ก็คงมีทางเลือกไม่มากนัก แต่ขณะเดียวกัน หากเลือกทางนี้โดยไม่ยึดเอาความรู้สึกของประชาชนมันก็จะมีเสียง “ยี้” และรัฐบาลก็จะพบจุดจบเร็วขึ้น ในท่ามกลางที่ฝ่ายตรงข้ามกำลังสร้างกระแสรุมเร้าเข้ามาทุกทิศทางแบบนี้ !!



กำลังโหลดความคิดเห็น...