xs
xsm
sm
md
lg

[คำต่อคำ] SONDHI TALK : The Impossible Dream? ความฝันการเมืองไทยของ “สนธิ ลิ้มทองกุล”

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



“สนธิ”ย้ำโควิด-19 กระทบเศรษฐกิจโลกหนักกว่่าวิกฤติแฮมเบอร์เกอร์ 2 เท่า ประเทศไทยจะเอาตัวรอดได้ ต้องปรับโครงสร้างครั้งใหญ่ทั้งด้านการปกครองและเศรษฐกิจ โดยต้องลดอำนาจของระบบราชการส่วนกลางที่ขาดประสิทธิภาพ กระจายอำนาจให้ท้องถิ่นบริหารจัดการทั้งเรื่องการศึกษา ตำรวจ ระบบสาธารณูปโภค ถนนหนทาง การใช้งบฟื้นฟูหลังโควิด ควรเน้นที่เศรษฐกิจฐานราก ลดการผูกขาดของทุนขนาดใหญ่ ส่งเสริมให้เกิดผู้ประกอบการรายเล็กในท้องถิ่นเกิดขึ้นจำนวนมาก ให้เงินหมุนเวียนในประเทศจากกิจการเหล่านี้ แต่สิ่งเหล่านี้ เป็นเพียงความฝัน เพราะผู้บริหารประเทศสมัยไหนๆ ก็ไม่เคยคิด ประชาชนไม่มีอนาคต เหมือนผลสำรวจนิด้าโพลล่าสุด แม้ พล.อ.ประยุทธ์ ได้คะแนนเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 23 เป็น ร้อยละ 25 แต่มีคนอีกร้อยละ 44 ที่เห็นว่า เวลานี้ยังไม่มีใครเหมาะที่จะเป็นผู้นำประเทศ

วันที่ 3 ก.ค.63 เวลา 09.00 น. นายสนธิ ลิ้มทองกุล ผู้ก่อตั้งหนังสือพิมพ์ผู้จัดการ ได้ไลฟ์สด “SONDHI TALK” ผ่านเฟซบุ๊กแฟนเพจ “คุยทุกเรื่องกับสนธิ” และช่องยูทูป Sondhitalk ที่จะมาเล่าความฝันของตนสำหรับเมืองไทยเป็นอย่างไร ทั้งเรื่องการปรับโครงสร้างทางการเมือง กระจายอำนาจลงไปสู่ที่ต่างๆ ไม่ให้รวยกระจุก จนกระจาย หยุดวงจรการเมืองที่เละเทะ ทุกๆ คนจะต้องเดินไปทางไหนต่อจากนี้ ติดตามชมได้ในรายการ Sondhitalk : ผู้เฒ่าเล่าเรื่อง ep : 40 The Impossible Dream

คำต่อคำ SONDHI TALK [3 ก.ค. 63] : The Impossible Dream ?

สวัสดีครับท่านผู้ชม วันนี้เป็นวันศุกร์ที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2563 วันเสาร์ที่ 4 วันที่ 5 ก็จะเป็นวันอาสาฬหบูชา และวันจันทร์ที่ 6 ก็จะเป็นวันเข้าพรรษา เวลาผ่านไปเร็วมาก ก็จะเข้าพรรษาอีกไม่กี่วันแล้ว และหลังจากนั้นอีก 2-3 เดือนก็จะเป็นวันออกพรรษา

วันนี้มีเรื่องราวต่างๆ ที่อยากจะพูดว่ามันมีหลายๆ เรื่อง ไม่พูดก็ไม่ได้ มันสำคัญมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งสถานการณ์โควิด-19 ล่าสุดที่ทางผู้อำนวยการองค์การอนามัยโลกให้สัมภาษณ์ออกมา เป็นเรื่องที่ค่อนข้างจะน่ากลัว แล้วก็เป็นเรื่องราวที่เราจะละเลยไม่ได้เป็นอันขาด และสถานภาพ ข้อเท็จจริงในเรื่องโควิด-19 ที่กระทบหลายๆ ประเทศ ในขณะนี้ที่เราต้องสนใจมากที่สุดคือประเทศสหรัฐอเมริกา แล้วเดี๋ยวผมจะอธิบายเรื่องราวต่างๆ

แต่ก่อนจะเข้าไปสู่เรื่องราวต่างๆ นั้น เดี๋ยวผมจะอธิบายต่อไปว่าจะมีเรื่องอะไรบ้าง ก็เข้ามาดูวิธีการเข้ารับชมในรายการ "คุยทุกเรื่องกับสนธิ" ที่ผมได้เคยเอาออกมาแล้วก็แสดงให้ท่านผู้ชมเห็นว่าจะรับชมรายการนี้ได้อย่างไรบ้าง

วันนี้ผมจะมาบอกให้ฟังว่าช่องทางการติดต่อของ "คุยทุกเรื่องกับสนธิ" หรือ SONDHI TALK ได้ทางไหนบ้าง ทางแรกคือทางเฟซบุ๊ก ให้กด Like หรือกด Follow แล้วกดติดตาม แล้วเลือก See First ไปเลยในเพจ "คุยทุกเรื่องกับสนธิ" เมื่อชมแล้วก็ช่วยกันแชร์ออกไปมากๆ เพื่อให้บางคนที่ยังไม่ได้อยู่ดูได้ความรู้กับสิ่งที่ผมพูด แล้วเดี๋ยวนี้เราก็ไลฟ์สดผ่านยูทูปเช่นกัน ให้เข้าไปใน YouTube ค้นหาคำว่า SONDHI TALK กด Subscribe เอาไว้ เปรียบเสมือนห้องสมุดเคลื่อนที่ รวบรวมทุกอย่างตั้งแต่รายการในอดีต "มองโลก มองเรา กับสนธิ" "บันทึกลับบ้านพระอาทิตย์" จนมาถึงรายการ "SONDHI TALK"

สำหรับแฟนรายการคนไหนอยากดูเนื้อหา ตลอดจนการถอดคำพูดเป็น text ก็ให้เข้าไปที่ www.sondhitalk.com เพราะจะรวมไว้ในเว็บไซต์โดยแยกเป็นแต่ละหมวดหมู่ครบทุกเรื่องทีเดียวครับ

สุดท้าย สำหรับท่านผู้ชมที่ไม่อยากเห็นหน้าผม แต่อยากฟังเสียงผม อยากฟังเรื่องราวที่ผมพูด ก็เข้ามาฟังที่ podcast ถ้าท่านที่ใช้ iPhone - iOS ก็เข้าไปที่แอปฯ podcast เมื่อกดเข้าไปแล้วก็ search คำว่า SONDHI TALK ก็จะมีให้ทุกรายการ ส่วนท่านผู้ชมที่ใช้โทรศัพท์ระบบ android ก็กดเข้าไปเหมือนกัน แต่จะมีคำว่า Podbean แล้วก็กดเข้าไป

ก่อนจะเข้าสู่รายการนั้น ท่านผู้ชมครับ ขออัปเดตตัวเลขเรื่องการของๆ ของเราเสียก่อนนะครับ รายการนี้ไม่ใช่รายการบริจาคเหมือนของคุณฌอนเขานะครับ รายการนี้มีตัวเลข มีข้าวของ ท่านผู้ชมจำได้ใช่ไหม มีอยู่ 2 เรื่องที่ผมได้ขายให้กับท่านผู้ชม เรื่องแรกก็คือ ขายแก้ว แก้วนี่ก็ขายหมดไปแล้ว เรามีรายได้จากการขายแก้ว กำไรแล้วนะครับ 275,038 บาท นั่นก็คือที่ผมเรียนท่านผู้ชมไปแล้วตั้งแต่ต้นว่า แก้ว 1 ใบ ราคา 250 บาท ต้นทุน 100 บาท ค่าส่ง 50 บาท เรากำไร 100 บาท ตัวกำไร 100 บาท บวกกับค่าส่งซึ่งบางทีก็ไม่ถึง บางทีก็เกิน เฉลี่ยออกมาแล้วเรามีรายได้ที่อยู่ในบัญชีของเรา 275,038 บาท


อันที่สอง คือรายการหนังสือ 3 ชุด เรื่องแรก คือ มังกรคู่สู้สิบทิศ เขียนโดยหวง อี้ ซึ่งเป็นเรื่องราวสมัยราชวงศ์ถัง การก่อตั้งราชวงศ์ถังที่ผมเคยเล่าให้ฟัง เรื่องที่สอง คือ พยัคฆราชซ่อนเล็บ ซึ่งเป็นเรื่องของราชวงศ์หมิง สมัยจู หยวนจาง ปฐมกษัตริย์ราชวงศ์หมิง และหย่งเล่อฮ่องเต้ ซึ่งเป็นฮ่องเต้องค์ต่อไป และเป็นฮ่องเต้ที่ยิ่งใหญ่มากในประวัติศาสตร์จีน และเรื่องที่สาม คือ เทพบุตรกู้บัลลังก์ เป็นช่วงสุดท้ายของราชวงศ์สุยต่อราชวงศ์ถัง ซึ่งผมเรียนให้ทราบว่า 3 ชุดนี้ ทั้งหมดประมาณ 59 เล่ม มังกรคู่สู้สิบทิศ มี 2 ภาค ภาคละ 10 เล่ม เป็น 20 เล่ม พยัคฆราชซ่อนเล็บ มี 2 ภาค ภาคละ 15 เล่ม เป็น 30 เล่ม ก็เป็น 50 เล่ม ส่วนเทพบุตรกู้บัลลังก์นั้นมี 9 เล่ม เป็น 59 เล่ม 3 ชุดนี้ใครอ่านแล้วจะได้ความรู้ทางประวัติศาสตร์พร้อมกับความสนุกสนานไปแล้ว โดยที่คนเขียนมีความสามารถอย่างสูงมาก ทั้งหมดนี้ผมมีอยู่ 20 ชุด อภินันทนาการจากคุณวิฑูรย์ นิรันตราย ซึ่งเป็นเจ้าของบริษัท เอสเอ็มเอ็ม ซึ่งเป็นคนที่มอบหนังสือชุดนี้มาให้ และเราก็ขายในราคาที่ค่อนข้างจะถูก คือเล่มละ 100 บาท ซึ่งราคาจริงก็ตกเล่มละเกือบ 300 บาท

ปรากฏว่า เราขายหนังสือหมดแล้วครับ 20 ชุด ได้เงินมาอีกประมาณ 111,455 บาท เมื่อเอาเงินที่ได้จากการขายหนังสือแล้วก็บวกเงินกำไรที่ได้จากการขายแก้วแล้ว ตอนนี้เรามีเงินเหลืออยู่ในบัญชี 386,493 บาท และเงินก้อนนี้ก็จะวางเอาไว้ในบัญชีตรงกลางเพื่อให้ท่านผู้ชมตรวจสอบได้ เพื่อที่จะขายของต่อไป เอากำไรมาเพื่อเอาไปทำบุญ พอสิ้นปีมันมีงานกฐินเยอะ เราก็คงจะเอาเงินก้อนนี้ไปจับจ่ายใช้สอยกันเพื่อเผื่อแผ่กุศลผลบุญให้กับท่านผู้ชมทุกท่านที่ได้มาร่วมทำบุญกับเรา

สินค้าต่อไปที่เราอาจจะทำมาขาย ก็จะเป็นสินค้าที่มีประโยชน์ หลักการก็เหมือนเดิม คือ ต้นทุนเท่าไร ค่าส่งเท่าไร กำไรเท่าไร ไม่ได้เข้ากระเป๋าผม หรือไม่ได้เข้ากระเป๋าของทีมงาน "คุยทุกเรื่องกับสนธิ" จะเข้าเป็นกองกลางนี้เช่นกัน แล้วเราค่อยว่ากันอีกที

ส่วนท่านผู้ชมที่อยากจะได้หนังสือ แต่ของเราหมดแล้ว เราก็ทำลิงก์ต่อไปให้ที่เว็บไซต์ หรือเฟซบุ๊กของบริษัท เอสเอ็มเอ็ม ซึ่งเขาก็บอกว่าถ้าเป็นท่านผู้ชมไปแล้ว เขาจะลดให้ 50% ก็คือจะแพงกว่าที่ผมขายเล่มละ 100 บาท ประมาณ 20-30 บาทเท่านั้นเอง

ท่านผู้ชมครับ เมื่อกี้ผมพูดถึงเรื่องสถานการณ์โควิด-19 และผมกำลังจะพูดถึงภาพรวมเสียก่อนว่าสถานการณ์โควิด-19 ในโลกนี้ ขณะนี้เป็นอย่างไร หลายๆ ประเทศก็เริ่มที่จะเปิดประเทศทีละนิด เหมือนอย่างกลุ่มประเทศอียู ทางยุโรปก็เริ่มเปิดประเทศแล้ว ก็อนุญาตให้หลายๆ ประเทศสามารถจะบินไปเที่ยวหรือไปเยี่ยมเยียนที่ยุโรปได้ และเผอิญประเทศไทยก็เป็นหนึ่งในไม่กี่ประเทศที่ยุโรปเขายินดีต้อนรับเข้าไป ยกเว้นประเทศเดียวที่ยุโรปยังไม่ต้อนรับ ก็คือประเทศสหรัฐอเมริกา เพราะว่าสถานการณ์ในสหรัฐอเมริกานั้นกำลังย่ำแย่อย่างมากๆ


ท่านผู้ชมครับ อเมริกาน่ากลัวมากตอนนี้ ไม่ได้พูดเล่นเลย ตอนนี้สถานการณ์เชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ โควิด-19 ในประเทศไทยดีขึ้น ดีขึ้นมาก จนสามารถที่จะคลายมาตรการล็อกดาวน์ได้หลายๆ อย่างแล้ว โดยเหลือส่วนที่สำคัญ คือส่วนของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว

อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวสำหรับประเทศไทยนั้น แต่ละปีทำรายได้ประมาณ 3 ล้านล้านบาท หรือถ้าคิดเป็นสัดส่วนต่อจีดีพี ก็ประมาณ 20 เปอร์เซ็นต์ ใน 3 ล้านล้าบาท ต้องแบ่งเป็นอย่างนี้ครับ ถ้าเป็นรายได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติ จะตกประมาณ 1.93 ล้านล้านบาท ส่วนรายได้จากนักท่องเที่ยวไทย คือนักท่องเที่ยวในประเทศ ก็คือ 1.08 ล้านล้านบาท


เท่าที่ทราบ คุณอุตตม สาวนายน ซึ่งเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ท่านก็พูดชัดเจนว่า แนวโน้มที่รัฐบาลชุดนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในทีมเศรษฐกิจของคุณสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ที่มีคุณอุตตม สาวนายน เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง พยายามที่จะปรับโครงสร้างการท่องเที่ยว แล้วก็ให้เงินอุดหนุนการท่องเที่ยวภายในประเทศ เพื่อให้การท่องเที่ยวในประเทศนั้น เปลี่ยนจาก 1.03 ล้านล้านบาท ให้กลายเป็น 1.5 หรือสัก 1.6 ล้านล้านบาท ก็คือว่า ประมาณเกิน 50 เปอร์เซ็นต์ของรายได้รวม เพื่อจะได้ไม่ต้องพึ่งพารายได้จากการท่องเที่ยวที่มาจากต่างประเทศ ท่านผู้ชมครับ เดี๋ยวผมจะเล่าเรื่องนี้เป็นรายละเอียดอีกทีหนึ่งว่า เกิดเหตุอะไรขึ้น และมีวิธีการจะทำอย่างไรบ้าง


อีกเรื่องหนึ่งที่ผมจะพูด ก็คือเรื่องของวิสัยทัศน์และเรื่องของชีวิตของพวกเราหลังจากเกิด New Normal คือการใช้ชีวิตแบบใหม่ สถานการณ์จะกลับไปเหมือนเดิมหรือเปล่า ชีวิตพวกเราจะเปลี่ยนไปมากน้อยแค่ไหน อุตสาหกรรมจะเปลี่ยนอย่างไร วิธีการทำงานจะเปลี่ยนไปอย่างไร วิธีคิดของพวกเราจะเปลี่ยนไปอย่างไร ผมรู้ว่ามีหลายรายการที่เอาผู้เชี่ยวชาญออกมาอธิบายให้ฟัง แต่ของผมเป็นวิธีการอธิบายให้ฟังง่ายๆ และผมคิดว่าผมมีข้อคิดที่จะฝากให้ท่านผู้ชมรู้ว่าสถานการณ์โควิด-19 หลังจากที่เกิด New Normal แล้ว ประเทศไทยเราจะอยู่ไม่ค่อยได้ ถ้าเราไม่เปลี่ยนโครงสร้างของการปกครอง นั่นคือโครงสร้างทางการเมือง โครงสร้างทางเศรษฐกิจ ต้องเปลี่ยน ถ้าเราไม่เปลี่ยน เรายังยึดมั่นอยู่ในเรื่องราวและวิธีการเก่าๆ เราจะไปไม่รอด เพราะว่าสถานการณ์ระบาดโควิด-19 ระดับโลกยังอยู่ในสถานการณ์ที่น่าเป็นห่วง ตอนนี้มีคนที่ติดเชื้อร่วม 11 ล้านคน ที่สำคัญคือมีคนเสียชีวิตมากกว่า 515,000 คนแล้ว นี่คือข้อมูล ณ วันที่ 30 มิถุนายน



ถ้าเราไปดูกราฟของคนที่ติดเชื้อและผู้เสียชีวิต จะเห็นได้ว่า ในวันที่ 26 มิถุนายน มีผู้ติดเชื้อรายวันมากถึง 194,190 คน ท่านผู้ชมครับ ติดเชื้อวันละ 190,000-200,000 คน เมื่อเทียบกับการติดเชื้อในช่วงต้น จำนวนผู้ติดเชื้อก่อนจะถึง 200,000 คนนั้น ใช้เวลาเกือบ 2 เดือน จำนวนผู้ติดเชื้อในโลกทะลุ 200,000 คน ในวันที่ 19 มีนาคม 2563 และนี่เป็นอีกสาเหตุหนึ่ง เมื่อประมาณ 2 อาทิตย์ที่แล้ว วันที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2563 องค์การอนามัยโลก โดยผู้อำนวยการ ท่านออกมาเตือนว่าโควิด-19 ไม่ได้ชะลอตัวลง แต่กลับก้าวสู่ขั้นใหม่ที่อันตราย เพราะมีการแพร่ระบาดเร็วขึ้น อันตรายกว่าเก่า และมีการค้นพบว่า โควิด-19 สายพันธุ์ใหม่ได้เกิดขึ้นแล้วที่ประเทศยุโรปและที่ประเทศสหรัฐอเมริกา และทำให้คนติดเชื้อเร็วขึ้นกว่าเก่า




ท่านผู้อำนวยการพูดบอกว่า โรคระบาดใหญ่กำลังแพร่ระบาดเร็วขึ้น มีคนพบว่ามีผู้ติดเชื้อโควิด-19 รายใหม่ มากกว่า 150,000 คน เมื่อวาน มากที่สุดในวันเดียว มากที่สุด วันเดียว 150,000 คน จนถึงตอนนี้ท่านผู้อำนวยการองค์การอนามัยโลกเตือนว่าโลกกำลังอยู่ในขั้นใหม่ และอันตราย เข้าใจว่าประเทศต่างๆ กระตือรือร้นอยากเปิดสังคมและเศรษฐกิจ แต่ไวรัสก็ยังคงระบาดอย่างรวดเร็ว มันยังคงเป็นไวรัสมรณะ ท่านผู้ชมครับ ท่านผู้อำนวยการองค์การอนามัยโลกบอกว่า มันยังเป็นไวรัสมรณะที่อันตรายถึงตาย และคนส่วนใหญ่ก็ยังอ่อนแอ

เมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2563 เมื่อประมาณ 4-5 วันที่แล้ว ท่านผู้อำนวยการฯ บอกว่า 6 เดือนก่อนเราคงไม่มีใครจินตนาการว่าโลกของเราและวิถีชีวิตของเราจะถูกโยนสู่ความยุ่งเหยิงจากไวรัสใหม่นี้ เราทุกคนต้องให้มันจบลง เราทุกคนล้วนต้องการใช้ชีวิตเดินหน้าต่อไป แต่ความจริงอันแสนสาหัสยังไม่ใกล้เคียงจุดนั้นเสียด้วยซ้ำ หรืออีกนัยหนึ่ง ท่านผู้ชมครับ ไวรัสตัวนี้ พูดตามภาษาชาวบ้าน สงสัยคงจะอยู่กับเราอีกนานพอสมควร หลายประเทศตอนนี้มีความคืบหน้าบางอย่าง แต่ความจริงคือ โรคระบาดใหญ่ทั่วโลกยังเร่งสปีดด้วยความเร็ว ที่เราทุกคนอยู่ในสถานการณ์นี้ด้วยกัน เพราะฉะนั้นแล้ว นี่คือข้อเท็จจริงที่ปฏิเสธไม่ได้


เราหันมาดูแง่มุมทางเศรษฐกิจบ้าง ไอเอ็มเอฟชี้ว่าจีดีพีโลกติดลบเกือบ 5 เปอร์เซ็นต์ เมื่อประมาณ 7-8 วันที่แล้ว กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) เปิดเผยรายงานทิศทางแนวโน้มเศรษฐกิจโลกฉบับล่าสุด ซึ่งระบุว่า วิกฤตโรคระบาดโควิด-19 ครั้งนี้ ไม่เหมือนวิกฤตครั้งใดเลยในอดีต จะฉุดผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ หรือที่เรียกว่าจีดีพี ของโลกดิ่งลง 4.9 เปอร์เซ็นต์ ในปีนี้ และสร้างความสูญเสียให้ถึง 12 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ หรือ 370 ล้านล้านบาท ท่านผู้ชมรู้ไหมว่าเงินก้อนนี้ขนาดไหน ความสูญเสียจากโควิด-19 ในโลกนี้เท่ากับ 112 เท่าของงบประมาณประเทศไทย หลายประเทศจะถดถอย เลวร้ายกว่าเมื่อวิกฤตการเงินโลกเมื่อปี 2551 หรือ 2552 ซึ่งเขาเรียกกันว่า วิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ ซึ่งผมเคยอธิบายให้ฟังแล้ว จะร้ายแรงในระดับมากกว่า 2 เท่าตัว นอกจากนั้น ไอเอ็มเอฟยังคาดว่า จีนจะเป็นประเทศเดียวที่เศรษฐกิจสามารถขยายตัวได้ในปีนี้ แต่จะเติบโตได้ในอัตรา 1 เปอร์เซ็นต์ ส่วนอเมริกา ตรงนี้ที่เป็นเรื่องที่น่ากลัว อเมริกาจะติดลบถึง 8 เปอร์เซ็นต์ ฝรั่งเศส อิตาลี สเปน อังกฤษ มีแนวโน้มติดลบในอัตราตัวเลข 2 หลัก


ท่านผู้ชมครับ เขาทำนายว่าประเทศไทยจะติดลบประมาณ 7 เปอร์เซ็นต์ แต่เมื่อ 1-2 วันที่ผ่านมานี้ ท่านผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย คุณวิรไท สันติประภพ ท่านออกมายืนยันชัดเจนแล้วว่า ปีนี้ประเทศไทยจะติดลบถึง 8 เปอร์เซ็นต์ 8 เปอร์เซ็นต์นี่ไม่ใช่เรื่องเล็กนะครับ แล้วเดี๋ยวผมจะพูดว่าวิกฤตโควิด-19 ครั้งนี้ เราน่าจะใช้วิกฤตช่วงนี้เป็นโอกาสในการปรับปรุงหลายๆ อย่าง เพื่อที่จะให้ร่างกายเราเข้มแข็ง ให้สังคมเราเข้มแข็ง เพื่อรองรับวิกฤตในงวดหน้า


เมื่อ 4 วันที่แล้ว สถานีข่าว CNBC สื่ออเมริกัน ระบุว่า จากตัวเลขของสำนักงานสถิติแรงงานสหรัฐฯ ในเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ประมาณ 1 เดือนกว่าๆ ที่แล้ว เกือบครึ่งหนึ่งของประชากรสหรัฐฯ กำลังตกงาน คือตัวเลขการจ้างงานประชากรในวัยทำงานของสหรัฐฯ อยู่ที่ 52.8 เปอร์เซ็นต์ นั่นหมายความว่า อีก 47.2 เปอร์เซ็นต์ ตกงาน ทั้งนี้ ตัวเลขประชากรในวัยแรงงานคิดเป็น 60 เปอร์เซ็นต์ ของประชากรอเมริกาทั้งหมด และการจะทำให้สหรัฐฯ กลับไปรุ่งเรืองได้เช่นในช่วงปี 2543 หรือ ค.ศ. 2000 นั้น เขาบอกว่าต้องสร้างงานเพิ่มอีก 30 ล้านตำแหน่ง ในลักษณะ New Normal จะสร้างงานได้อีก 30 ล้านตำแหน่งได้อย่างไร เห็นได้ชัดว่าอเมริกาก็ต้องเปลี่ยนแปลง แล้วผลพวงของอเมริกาที่เปลี่ยนแปลงนั้น ถ้าอเมริกาเศรษฐกิจตก มันเป็นช้าง หญ้าแพรกแหลกราญหมด ทุกคนก็โดนกระทบกระเทือนหมด

ในขณะนี้ถ้าเราจะพูดกันอย่างตรงไปตรงมา การสร้างงานในอเมริกา รวมทั้งทุกประเทศในโลก รวมทั้งประเทศไทย ณ ปัจจุบันนี้ ถือว่าเป็นไปได้ยากมาก การแพร่ระบาดเชื้อโควิด-19 ระลอกสอง ท่านผู้ชมระลอกสองเกิดขึ้นแล้วนะตอนนี้ เพียงแต่ประเทศไทยภาวนาต่อพระสยามเทวาธิราช ขออย่าให้เกิดระลอกสอง แต่ว่าระลอกสองก็เกิดได้ทุกเมื่อ

ระลอกสองทำให้การติดเชื้อเพิ่มขึ้นอย่างเร็ว และยังไม่มีแนวโน้มว่าจะชะลอตัวลง โดยจำนวนผู้ติดเชื้อและผู้เสียชีวิตในอเมริกา ยังถือว่าสูงที่สุดในโลก ทั้งจำนวนผู้ติดเชื้อและผู้เสียชีวิตในอเมริกา คิดเป็น 1 ใน 4 ของผู้ติดเชื้อและผู้เสียชีวิตทั่วโลก 1 ใน 4 นะท่านผู้ชม ในขณะนี้หลายๆ รัฐในอเมริกากำลังกลุ้มใจอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งฟลอริดา เทกซัส หรือแม้กระทั่งแคลิฟอร์เนีย ซึ่งแต่ก่อนนั้นพากันบอกว่าโควิด-19 ไม่มีปัญหา เราจะเปิดรัฐของเราแล้ว มีคนในฟลอริดาไปที่ชายหาด เปิดผับ เปิดบาร์ นั่งกินเหล้ากัน จนจู่ๆ มีรายงานผู้ติดเชื้อกระโดดสูงขึ้นอย่างพรวดพราดที่ฟลอริดา วันเดียวเป็นหมื่นคน เล่นเอาผู้ว่าการรัฐฟลอริดา และผู้ว่าการรัฐเทกซัส กระโดดตัวยาว ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านี้อธิบายให้ฟังว่าเรียบร้อย เอาอยู่ พูดเหมือนนายทรัมป์ไม่มีผิด ในที่สุดก็ต้องถอยหลังกลับไปสั่งให้ปิดผับ ปิดบาร์ และเขาบอกว่า โอกาสที่จะล็อกดาวน์ในอเมริกาไม่ใช่ไม่มี


เพราะว่าผู้อำนวยการซีดีซี และผู้เชี่ยวชาญในเรื่องโรคติดต่อ นายฟอซี ซึ่งเป็นไม้เบื่อไม้เมากับประธานาธิบดีทรัมป์ พูดให้สัมภาษณ์ชัดเจนว่า ตัวเลขจริงๆ เขาเชื่อว่าคนอเมริกาตอนนี้ติดเชื้อโควิด-19 อยู่ประมาณ 20 ล้านคน 10-20 ล้านคน ตอนนี้มีตัวเลขแค่ 2-3 ล้านคนเอง แต่จริงๆ เขาบอกว่าต้องมี 10-20 ล้านคน และเขาบอกว่าการติดเชื้อของคนอเมริกาจะเพิ่มขึ้นเข้าหลักแสนต่อวัน ต่อวันนะท่านผู้ชม ถ้าต่อวันไม่หยุดอย่างนี้ เดือนละ 3 ล้านคน หมายความว่าอย่างไร หมายความว่าถ้ามันเป็นไปอย่างนี้และยังไม่ยุติ อีกไม่เกิน 30 วัน 1 ใน 3 เกือบๆ 1 ใน 4 ของประชากรอเมริกาต้องติดเชื้อ แล้วตอนนี้คนที่อเมริกาตายกันเป็นเบือ

เพราะฉะนั้นแล้ว จากคำพูดของท่านผู้อำนวยการองค์การอนามัยโลก ซึ่งเราต้องเชื่อเขา เพราะเขามีตัวเลขของทั่วโลกหมดเลย ว่ามันติดเท่าไร แล้วมันเพิ่มขึ้นตอนนี้เท่าไร ประเทศไหนเจอระลอกสองบ้าง และคนตายไปแล้วเท่าไร แล้วจากข้อมูลของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ หรือที่เขาเรียกกันว่า ไอเอ็มเอฟ จะเห็นได้ว่าโควิด-19 เปลี่ยนโลกไปหมดแล้ว เปลี่ยนโลกจริงๆ ท่านผู้ชม เปลี่ยนจริงๆ ต่อให้คลายล็อกมาตรการเฟสที่ 5 ที่ทางการไทยเพิ่งคลายล็อกไปเมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2563 เมื่อสองวันที่แล้ว ไม่มีทางที่สถานการณ์และธุรกิจจะกลับไปเหมือนเดิม เหมือนช่วงก่อนโควิด-19 อีกแล้ว ที่เห็นได้ชัดที่สุดคือธุรกิจการท่องเที่ยวและธุรกิจสายการบินที่ล้มละลายกันระเนระนาด ไม่เพียงแต่การบินไทยเท่านั้น สายการบินระดับโลกทุกแห่งล้วนเห็นแนวโน้มทางธุรกิจต้องใช้เวลาอย่างน้อยอีกหลายปีกว่าที่อุตสาหกรรมการบินการท่องเที่ยวจะกลับสู่ระดับเดิมได้ นั่นคือการทำนาย แต่ผมเชื่อว่ายังไงก็จะกลับไปสู่ระดับเดิม ปี 2562 ไม่ได้ อาจจะไม่กลับเหมือนเดิมอีกเลยก็ได้


ท่านผู้ชมครับ บริษัทสร้างเครื่องบิน แอร์บัส เมื่อวันอังคารที่ 30 มิถุนายน แอร์บัสเป็นผู้ผลิตเครื่องบินสัญชาติยุโรป เปิดเผยว่า เขามีแผนที่จะปรับลดพนักงานลงราวๆ 15,000 อัตราทั่วโลก หรือประมาณ 11 เปอร์เซ็นต์ ของคนงานทั้งหมด เพื่อตอบสนองต่อการแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่ทางบริษัทแอร์บัสให้คำจำกัดความว่า เป็นวิกฤตที่เลวร้ายที่สุดเท่าที่อุตสาหกรรมการบินเคยเจอมา

ท่านผู้ชมครับ มาตรการการปรับลดคนงานของแอร์บัสจะนำมาใช้ช่วงฤดูร้อนปี 2564 ก็คือปีหน้า ด้วยความคาดหมายว่า การสัญจรทางอากาศยังคงไม่ฟื้นตัวกลับสู่ระดับก่อนโควิด-19 จนกระทั่งถึงปีไหน ท่านผู้ชมรู้ไหม อีก 3 ปีครับ 2023 นี่คือเขาพูดในแง่ดีนะครับท่านผู้ชม มองโลกในแง่ดี แต่ถ้ามันไม่กลับไปเหมือนเดิม เหมือนประมาณปี 2562 อะไรจะเกิดขึ้น เขาบอกว่าอาจจะลากยาวจนถึงปี 2568 นั่นคืออีก 5 ปี ท่านผู้ชมครับ 5 ปีเต็มๆ สถานการณ์ท่องเที่ยว อุตสาหกรรมท่องเที่ยว อุตสาหกรรมทางการบิน จะต้องเป็นอย่างนี้ไปอีก 5 ปี ท่านผู้ชมหลับตาวาดภาพ พระเจ้าช่วยกล้วยทอด ไม่มีทางไปรอดแล้วงานนี้ ผมยังมองไม่เห็น ด้วยความสัตย์จริงนะท่านผู้ชม ว่าการบินไทยจะรอดอย่างไร แผนฟื้นฟูการบินไทยในขณะนี้ ยกตัวอย่างให้ฟังง่ายๆ ติด สะดุดหมดทุกอย่าง แม้กระทั่งยุโรปเปิดไฟลต์ขึ้นมา และแม้ยุโรปเปิดไฟลต์ขึ้นมาแล้ว การบินไทยจะกลับไปบินยุโรปอีกไหม ถ้าการบินไทยกลับไปบินยุโรป จะบินวันละกี่เที่ยว กี่จุด กี่ destination แน่นอนจะไปเหมือนเดิมไม่ได้ ก็อาจจะไปเฉพาะเมืองใหญ่ๆ อย่างเช่น กรุงเทพฯ-ลอนดอน กรุงเทพฯ-ฝรั่งเศส กรุงเทพฯ-ปารีส หรือกรุงเทพฯ-อัมสเตอร์ดัม อะไรพวกนี้ แล้วในที่สุดคนที่อยู่ต่างประเทศที่เข้ามาเที่ยวในประเทศไทย ท่านผู้ชมครับ ทุกอย่างมันมีดาบสองคม พวกเราก็กลัวว่า ถ้าเปิดประเทศมาจะทำอย่างไร พวกฝรั่งเข้ามา ถ้าเกิดมันเอาเชื้อเข้ามาอีก คราวนี้เราก็มีระลอกสอง เราไม่ต้องปิดประเทศอีกหรือ แต่ในขณะเดียวกัน คนที่อยู่ในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว อุตสาหกรรมการบิน ก็บอกว่าเปิดเถอะ ถ้าไม่เปิดแล้วจะเอาอะไรกิน

ท่านผู้ชมครับ นี่คือภาวะการณ์ที่ล่อแหลมมากและอันตรายที่สุด เปิดก็เจ็บตัว ไม่เปิดก็อดตาย เราจะแก้ปัญหานี้อย่างไร ตรงนี้ต่างหากที่ผมกำลังจะเล่าให้ท่านผู้ชมฟังว่า เราต้องปรับเปลี่ยนวิธีการทำธุรกิจ ปรับเปลี่ยนการใช้ชีวิตของพวกเราต่อไปในโลกที่เราต้องยอมรับว่า โควิด-19 มันจะอยู่กับเราอีกนาน เราอย่าไปมองโลกในแง่ดี เดี๋ยวผมค่อยเล่าให้ฟังว่าจะปรับเปลี่ยนอย่างไร


เอ้า อีกสายการบินหนึ่ง เอมิเรตส์ ท่านผู้ชมรู้ใช่ไหม เอมิเรตส์ อักษรย่อก็คือ EK เมื่อเดือนมิถุนายน 2563 เป็นสายการบินที่ใหญ่ที่สุดในโลก โดยปัจจุบันเขามีนักบิน 4,300 คน พนักงานต้อนรับบนเครื่องบินกว่า 22,000 คน ตำแหน่งเขาประกาศออกมาแล้วจะต้องลดจำนวนนักบินและพนักงานต้อนรับลงอย่างน้อย 1 ใน 3 หมายความว่าจาก 24,000 กว่าคน รวมทั้งกัปตันด้วย เขาต้องลดลงไปประมาณ 8,000 คน

ประเทศไทยก็หนีไม่พ้น จะต้องปรับตัวขนานใหญ่ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งการปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจและสังคมในทุกภาคส่วนให้เข้าสู่ยุค New Normal จนถึงปัจจุบันก็มีแต่ลมปากของผู้มีอำนาจ แต่ยังไม่เห็นการกระทำเป็นรูปธรรมเลย คุณวิรไท สันติประภพ ที่ผมเรียนให้ทราบเมื่อกี้นี้ ผู้ว่าฯ แบงก์ชาติ ได้พูดเมื่อ 19 มิถุนายน ประมาณเกือบๆ 2 อาทิตย์ที่แล้ว คุณวิรไท พูดอย่างนี้ สถานการณ์การแพร่ระบาดไวรัสโคโรนาได้ส่งผลกระทบในวงกว้างต่อภาคธุรกิจและประชาชนทั่วไป และยังมีความไม่แน่นอนสูง ท่านผู้ชมครับ คำพูดนี้ให้จำไว้ "ยังมีความไม่แน่นอนสูง ซึ่งอาจส่งผลต่อคุณภาพสินทรัพย์ของธนาคารพาณิชย์ในระยะต่อไป" ด้วยเหตุนี้ เป็นครั้งแรกเลยนะที่ธนาคารแห่งประเทศไทยให้ธนาคารพาณิชย์จัดทำแผนบริหารจัดการระดับกองทุน 1-3 ปีข้างหน้า

ระดับกองทุน คืออะไร ? คือธนาคารทุกธนาคารจะต้องมีกองทุนของตัวเองตั้งเอาไว้ กองทุน 1 บาท สามารถจะปล่อยกู้ได้ 3 บาท ถ้ากองทุนมันลดน้อยลง ก็ปล่อยกู้ได้น้อยลง เพราะฉะนั้นแล้วเพื่อให้กองทุนมีเสถียรภาพ และอาจจะต้องเพิ่มกองทุนขึ้นไปเรื่อยๆ ตามสภาวะของหนี้เสีย เพราะว่าในช่วงโควิด-19 ช่วงปีนี้ 63 กับปีหน้า หนี้ธนาคารจะเสียอย่างมากมายมหาศาล เพราะฉะนั้นกองทุนอาจจะต้องถูกลดลง เมื่อถูกลดลงแล้ว ก็จะปล่อยกู้ไม่ได้มากขึ้น และอาจจะต้องถูกบังคับให้เพิ่มทุน และถ้าบังคับเพิ่มทุนตอนนั้น ถามว่าจะเอาเงินที่ไหนไปเพิ่มทุน ด้วยเหตุนี้คุณวิรไทถึงบอกให้แบงก์ในประเทศไทยมีกำไร มีปันผล ไม่ให้ปันผล เอากำไรนี้ไปใส่กองทุน เพราะฉะนั้นแล้วจะเห็นได้ชัดว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ซีเรียส เรื่องที่ใหญ่มาก


แถลงการณ์ที่คุณวิรไท ผู้ว่าฯ แบงก์ชาติพูดออกมาดังกล่าวนั้น ทำให้นักลงทุน นักเศรษฐศาสตร์ตกใจกันหมด มาตรการดังกล่าวเกิดขึ้นเพราะแบงก์ชาติมองเห็นแนวโน้มความถดถอยทางเศรษฐกิจอย่างรุนแรงใช่หรือไม่ ซึ่งคุณวิรไทก็ตอบมาอย่างน่ารักว่า ใช่ครับ ถดถอยจริงๆ ท่านพูดเลยนะครับ ผมอ้างคำพูดของท่าน กรณีที่ขอให้ธนาคารไทยพาณิชย์งดจ่ายเงินปันผลระหว่างกาล และงดซื้อหุ้นคืน การซื้อหุ้นคืนคืออะไร ? พอธนาคารมีเงินเยอะๆ ขึ้นมา กำไรก็มาก ก็เอาเงินกำไรนั้นไปซื้อหุ้นคืน การซื้อหุ้นคืนมีผลประโยชน์อย่างไรบ้าง มันทำให้มูลค่าหุ้นสูงขึ้นและเป็นประโยชน์กับผู้ถือหุ้น ทำให้ผู้ถือหุ้นร่ำรวยมากขึ้น เป็นสถานการณ์ที่มีความไม่แน่นอนสูงจากโควิด-19 จะส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อระบบเศรษฐกิจไทย ยังไม่รู้ว่าจะจบเมื่อไร ท่านผู้ชมครับ ขีดเส้นใต้ตรงนี้ "ยังไม่รู้ว่าจะจบเมื่อไร" และจะจบอย่างไร การรักษาภูมิคุ้มกันให้กับระบบเศรษฐกิจและระบบสถาบันการเงินจึงเป็นเรื่องที่สำคัญไม่น้อยกว่าการรักษาภูมิคุ้มกันให้กับสุขภาพของคนไทยแต่ละคน


ท่านผู้ชมครับ ฟังแล้วรู้สึกอย่างไรครับ หดหู่ไหม หดหู่ ผมเคยเตือนเอาไว้แล้วใช่ไหมครับท่านผู้ชม 2563 ตั้งแต่มีโควิด-19 มา แล้วเหตุการณ์รุนแรงและร้ายแรงมาตลอด ผมบอกท่านผู้ชมว่าอย่างไร ผมบอกว่า อย่าจับจ่ายใช้สอยอะไรที่ไม่จำเป็น ผมรู้ว่าการจับจ่ายใช้สอยในประเทศนั้นมันสามารถจะกระตุ้นเศรษฐกิจให้เจริญเติบโตได้ แต่เนื่องจากว่าโควิด-19 มันทำให้เกิด New Normal เมื่อทำให้เกิด New Normal แล้ว ท่านผู้ชมจะต้องระวังตัวให้ดีๆ ผมเคยเล่าให้ฟังแล้ว ท่านผู้ชมจำได้ไหมว่า ความคิดที่จะเปลี่ยนรถใหม่ในปีนี้ ให้ยกเลิกไป เลิก รถมีสภาพอย่างไร อดทนใช้ต่อไป ใช้รถอย่างระวัง อันที่สอง ของที่ไม่จำเป็น เสื้อผ้าให้เลิกซื้อ กระเป๋าให้เลิกซื้อ ของแบรนด์เนมให้เลิกซื้อ หรือของไม่แบรนด์เนม ก็ให้เลิกซื้อ ท่านผู้ชมครับ "อะไรก็ไม่สำคัญเท่ากับเงินสด"

ท่านผู้ชมครับ ก่อนที่เราจะพูดถึงเรื่องราวต่างๆ ว่าการปรับโครงสร้างของเศรษฐกิจ ปรับโครงสร้างของสังคม ปรับโครงสร้างทางการเมืองเพื่อรองรับ New Normal นั้น เรามาคุยกันถึงเรื่องงบประมาณปี 2564 กันนิด สดๆ ร้อนๆ ผมมีข้อคิดอะไรหลายประการที่จะให้ดู

งบประมาณปี 2564 ที่ท่านนายกฯ แถลงไปนั้น การตั้งงบประมาณปี 2564 นั้น เป็นการคาดการณ์ที่มองโลกในแง่ดีไปหน่อย ประเด็นสำคัญก็คือ ตั้งแต่งบประมาณเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจ 4 แสนล้านบาท มาจนถึงงบประมาณประจำปี 2564 มีแต่งบเยียวยา ชดเชย ใช้เพื่อการสาธารณสุข การป้องกันโรค หรือการก่อสร้าง ถนน สิ่งปลูกสร้าง ฯลฯ เท่านั้น แต่มีโครงการน้อยมากที่ผ่านออกมาเพื่อฟื้นฟูและปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจของประเทศจริงๆ ไม่ว่าจะในเชิงของการพัฒนาระบบโครงสร้างพื้นฐานทางเทคโนโลยี หรือการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ สร้างทักษะใหม่ๆ เพื่อรองรับสิ่งที่เรียกว่า ปกติใหม่ หรือ New Normal เพราะฉะนั้นแล้วจะเห็นได้ชัด ที่ผมเป็นห่วงมากก็คือ งบประมาณรายจ่ายบูรณาการที่รัฐบาลจัดสรร มีจำนวน 257,877.9 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 7.8 ของวงเงินประมาณ ท่านผู้ชมครับ 2 แสนกว่าล้านบาท เอามาใช้ 14 เรื่อง


1. ขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้
2. เขตพพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก
3. ต่อต้านการทุจริตและประพฤติมิชอบ
4. เตรียมความพร้อมเพื่อรองรับสังคมสูงวัย
5. บริหารจัดการทรัพยากรน้ำ
6. ป้องกัน ปราบปราม และบำบัดรักษาผู้ติดยาเสพติด
7. พัฒนาด้านคมนาคมและระบบลอจิสติกส์
8. พัฒนาผู้ประกอบการ และวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมสู่สากล
9. พัฒนาพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษ
10. พัฒนาพื้นที่ระดับภาค
11. พัฒนาและส่งเสริมเศรษฐกิจฐานราก
12. พัฒนาอุตสาหกรรมและบริการแห่งอนาคต
13. รัฐบาลดิจิทัล
14. สร้างรายได้จากการท่องเที่ยว

14 เรื่อง ใช้งบประมาณแค่ 7.8 เปอร์เซ็นต์ 2 แสนกว่าล้านบาท และใช้เป็นเบี้ยหัวแตกตั้ง 14 เรื่อง ผมมีความรู้สึกว่าจะไม่เป็นผลสำเร็จหรอกครับ ผมคิดว่าในบรรดา 14 เรื่องนี้ ที่จะต้องสนใจ น่าจะทำมากที่สุด น่าจะเป็นการพัฒนาและส่งเสริมเศรษฐกิจฐานราก จริงๆ แล้ว 2 แสนกว่าล้านบาทนี้ ทุ่มไปเลยกับการพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก เพราะฐานรากถ้าดีขึ้นมาแล้ว คนเมือง คนที่อยู่ต่างจังหวัดแล้วมาทำงานในเมือง แล้วถ้าเศรษฐกิจเมืองมันใกล้ล่มสลาย มันไปไม่ได้ อย่างน้อยที่สุดกลับไปที่บ้านช่องเขา ด้วยเงินที่เราไปพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากนั้น เขาก็ยังมีชีวิตที่ดำรงอยู่ได้ดีพอสมควร

ท่านผู้ชมครับ การปรับโครงสร้างของประเทศไทยมีความจำเป็นอย่างเร่งด่วน จากภาวะการณ์ล้มละลายของธุรกิจต่างๆ ที่จะเห็นได้ชัดมากขึ้นเรื่อยๆ นับตั้งแต่วันนี้ไปจนถึงสิ้นปี จะเริ่มเห็นได้ชัดว่า หนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) เพิ่มขึ้นเท่าไร ซึ่งนั่นหมายความว่าธุรกิจล้มละลาย คนตกงาน เกิดปัญหาสังคมตามมาเป็นลูกโซ่ ผมคิดว่าถึงเวลาที่เราจะต้องทบทวนอุตสาหกรรมเก่า-อุตสาหกรรมใหม่ เปลี่ยนแปลงเสีย ท่านผู้ชมครับ เราไม่เปลี่ยนแปลงไม่ได้ และต้องเปลี่ยนแปลงทางการเมืองด้วย ต้องกระจายอำนาจลงไปให้กับท้องถิ่น

ท่านผู้ชมสังเกตเหมือนที่ผมสังเกตไหม ในช่วงโควิด-19 นี้ ผู้ว่าราชการจังหวัด ผมคิดว่าแทบจะทุกจังหวัด อาจจะมีข้อยกเว้น แต่เป็นส่วนน้อย ทำงานได้มีประสิทธิภาพและประสิทธิผลมาก แปลว่าอะไร ? แปลว่าถ้าเราให้อำนาจเขาที่จะบริหารจัดการจังหวัดนั้นโดยที่รัฐบาลส่วนกลางวางกรอบกว้างๆ เอาไว้ แล้วให้เขาไปหารายละเอียด ท่านผู้ชมจำได้ไหม ผู้ว่าราชการจังหวัดแต่ละจังหวัดจะประกาศปิดจังหวัดของตัวเองด้วยอำนาจที่ตัวเองได้รับมา โดยพิจารณาจากข้อเท็จจริงว่าเป็นอย่างไร แสดงว่าอะไรครับท่านผู้ชม ? แสดงว่าเมื่อใดก็ตามที่เราให้อำนาจท้องถิ่น เขาสามารถจัดและแก้ปัญหาของเขาเองได้ นั่นล่ะ ก็คือทางรอดของประเทศไทย


ท่านผู้ชมตามผมมา ผมเคยมีความคิดอยู่มานานแล้ว ปัญหาใหญ่ของบ้านเราคือโครงสร้างระบบราชการ ที่ยิ่งใหญ่มาก นี่ก็ไม่ใช่ความผิดของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา แต่ช่วยไม่ได้ เพราะท่านนายกฯ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ก็เป็นอดีตข้าราชการคนหนึ่ง ท่านรับราชการทหารตั้งแต่ร้อยตรี จนกระทั่งเป็นพลเอก ชีวิตท่านแคบมาก ชีวิตท่านมองแค่นี้ แล้วชีวิตท่านไม่พิจารณาเรื่องอะไร ท่านมีความสุข ท่านเป็น ผบ.ทบ. อะไรที่กระเพื่อมเล็กน้อยท่านไม่ยอม ท่านอยากให้ทุกอย่างสงบ แต่ภายใต้ความสงบที่ท่านต้องการนั้นมันมีคลื่นใต้น้ำเต็มไปหมด ตรงนี้ก็คือจุดอ่อนของท่าน แม้กระทั่งวันนี้ท่านก็ยังยอมรับคลื่นใต้น้ำไม่ได้ ยกตัวอย่าง การทะเลาะเบาะแว้งกันในพรรคพลังประชารัฐ ท่านต้องให้ทุกคนสงบเงียบหมด แต่อีกฝ่ายหนึ่งไม่ยอมเงียบ เพราะอีกฝ่ายหนึ่งต้องการจะไล่อีกฝ่ายหนึ่งออกเพื่ออีกฝ่ายหนึ่งจะได้มีตำแหน่ง ท่านก็บอกให้อยู่เงียบๆ ไม่ต้องทำอะไร อย่าดรามา ข้อเท็จจริงมันไม่ใช่อย่างนั้น ข้อเท็จจริงมันเป็นอย่างนั้นจริงๆ ก็คือมันมีคลื่นใต้น้ำ ท่านเป็นผู้นำ ท่านจะแก้ปัญหาตรงนี้อย่างไร


6 ปีที่ผ่านมา พล.อ.ประยุทธ์ และคณะ คสช. ได้สร้างฐานและพลานุภาพของระบบราชการให้ยิ่งใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ และระบบราชการ ผมจะเรียนให้ท่านผู้ชมทราบ หลักการง่ายๆ ราชการต้องการสร้างระเบียบให้เยอะๆ ท่านผู้ชมรู้ไหมว่าทำไมต้องการสร้างระเบียบให้เยอะๆ เพราะว่าต้องการปกป้องตัวเอง ว่าไปตามระเบียบสิ ระเบียบว่าอย่างไร คุณทำไปตามระเบียบ ตัวเองจะได้ไม่ต้องทำงานหนัก ไม่ต้องรับผิดชอบ เพราะฉะนั้นแล้วจะเห็นได้ชัดว่าประเทศไทย ทุกกระทรวง ทบวง กรม ชอบร่างระเบียบ และประเทศไทยเป็นประเทศเดียวที่เรียกร้องให้ทำอะไรก็ต้องมีใบอนุญาต และประเทศไทยเป็นประเทศที่ใช้ใบอนุญาตเยอะที่สุดในโลก เพราะว่าข้าราชการต้องการปกป้องตัวเอง ผมกลับมองว่า ถ้าเรากระจายอำนาจของเราลงไปข้างล่าง ข้างล่างจะบริหารจัดการตัวเอง รัฐบาลส่วนกลางมีหน้าที่อัดงบประมาณลงไป ก็มีฝ่ายอนุรักษ์นิยม ก็บอกว่าไม่ได้ เดี๋ยวพวกนายก อบจ. นายก อบต. ก็โกงกินหมด เรื่องโกงกินนี่อย่าว่าแต่นายก อบต.-อบจ.เลย พลเอก พลตำรวจเอก หรือพลเรือเอก พลอากาศเอก ก็โกงกินได้เช่นกัน เพราะฉะนั้นแล้วอย่าเอาตัวนี้เป็นข้ออ้าง

ท่านผู้ชมตามผมมา การปรับโครงสร้างของประเทศไทย ทำไมต้องทำ ? มันต้องทำครับ เพราะว่าในขณะนี้ทุกอย่างมันรวมศูนย์ในประเทศไทยหมด นั่นคือ Old Normal ระบบเดิม โควิด-19 มาแล้วความไม่แน่นอนมันเกิดขึ้น และการป้องกันและการต่อสู้กับความไม่แน่นอนนั้น แต่ละท้องถิ่นจะมีความต้องการไม่เหมือนกัน และปัญหาต่างกัน เพราะฉะนั้นแล้วจะเอาหลักการกว้างๆ หรืออีกนัยหนึ่งคือการร่างกฎหมายขึ้นมา 1 ฉบับ แล้วให้ทุกคนทั่วประเทศไทยใช้เหมือนกันหมดเลย มันเป็นไปไม่ได้ กฎหมายป่าชุมชนของอีสาน ป่าชุมชนอีสาน กับป่าชุมชนทางใต้ กับป่าชุมชนภาคเหนือ ไม่เหมือนกัน แต่เรามาร่างกฎหมายเป็นกฎหมายที่เขาเรียกว่ากฎหมายแนวดิ่งออกมาแล้วทุกคนปฏิบัติเหมือนกันหมด แล้วทำไมจึงต้องเป็นอย่างนี้ ? เพราะว่าข้าราชการขี้เกียจ

เอากฎหมายฉบับเดียวกัน ใช้ไปให้หมดเลยทุกอย่าง แม้กระทั่งการใช้รถปิกอัพ การใช้รถปิกอัพ การนั่งซ้อนท้าย นั่งกระบะหลังรถระหว่างทางใต้กับทางอีสานไม่เหมือนกัน ทางอีสานกับทางเหนือไม่เหมือนกัน นี่ผมเพียงแต่ยกตัวอย่างให้ฟัง

ท่านผู้ชมครับ ท่านผู้ชมเคยคิดเหมือนผมไหมว่า กระทรวงทุกวันนี้มันใหญ่เกินไป ใหญ่มาก ทำไมเราไม่กระจายอำนาจที่กระทรวงมี กรมมี แล้วลงไปสู่ท้องถิ่นให้หมด ยกตัวอย่างให้ฟังง่ายๆ การสร้างถนน ผมถามคำ การสร้างถนน ถ้าสมมุติถนนจำนวนแสนกว่าล้านที่รัฐมนตรีฯ ศักดิ์สยามกำลังคิดที่จะสร้าง เป็นมอเตอร์เวย์พิเศษขึ้นมา กำลังของบพิเศษขึ้นมาแสนกว่าล้าน ท่านผู้ชมครับ แสนกว่าล้านนี้ ในที่สุดแล้วในประเทศไทยก็จะได้ผู้ที่ประมูลได้เพียง 1-2 เจ้า หรือ 1 เจ้า แล้วก็ฮั้วกัน แล้วก็แบ่งเงินกัน แล้วก็จ้างงานกัน ผมถามท่านผู้ชมหน่อยว่า ภูมิภาคได้อะไร ท้องถิ่นได้อะไร แต่ถ้าแสนกว่าล้านนี้ เส้นทางใดก็ตามที่วิ่งจากกรุงเทพฯ ไปถึงหนองคาย ถ้ามันผ่านไปที่โคราชสักกี่กิโลฯ สัก 120 กิโลฯ ตัด 120 กิโลฯ นั้นลงให้จังหวัดเขาทำงานกัน ให้คนในท้องถิ่นทำงานกัน เข้าไปสู่ขอนแก่น เข้าไปสู่อุดรฯ อีกกี่กิโลฯ ก็ตัดส่วนนั้นให้จังหวัดนั้นไป อะไรจะเกิดขึ้น ? จะมีการสร้างงานในจังหวัด ผู้รับเหมาต่างๆ ก็สามารถจะเข้ามาจัด consortium มา หรืออาจจะเชิญอย่างเช่น ช.การช่าง มาถือหุ้นด้วย แต่ก็ต้องให้ ช.การช่าง ถือหุ้นต่ำกว่าพวกท้องถิ่น นี่คือการสร้างงาน การสร้างบุคลากร การสร้างผู้ประกอบการในท้องถิ่น เม็ดเงินการก่อสร้างมันก็จะลงไปในท้องถิ่น และมันไม่ใช่การสร้างทาง มันไม่ใช่เรื่องการสร้างจรวดยิงไปโลกพระจันทร์


ม.ขอนแก่น ก็มีคณะวิศวกรรมโยธา ม.สุรนารีที่โคราชก็มีวิศวกรรมโยธา เพราะฉะนั้นคนที่เรียนจบที่มหาวิทยาลัยต่างจังหวัดก็ไม่จำเป็นต้องเข้ามาในกรุงเทพฯ เพื่อทำงาน ผู้รับเหมาต่างๆ ทั้งขนาดกลางและขนาดเล็กก็สามารถจะรวมตัวกัน เพิ่มทุนกัน แล้วจะจ้างคนที่ไหน ก็จ้างคนอีสานด้วยกัน หรือจ้างคนใต้ด้วยกันถ้ามีโครงการที่ไปทางใต้ จังหวัดมันจะฟื้นฟูตัวมันเองขึ้นมาด้วยเงินด้วยทอง ภาษีก็เก็บได้เต็มเม็ดเต็มหน่วย เงินภาษีส่วนหนึ่งแบ่งเข้าส่วนกลาง อีกส่วนหนึ่งทิ้งไว้ที่จังหวัด ให้บริหาร ทั้งหมดนี้จะต้องบริหารโดยนายก อบจ. และมีผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นผู้กำกับให้คำแนะนำ แต่ไม่ใช่ลงไปล้วงลูก ให้อำนวยความสะดวกเหมือนกับเป็นพี่เลี้ยง ท่านผู้ชม ถ้าเราไม่เชื่อใจคนท้องถิ่น เราไม่เชื่อใจคนต่างจังหวัด แล้วเราจะพัฒนาประเทศไปได้อย่างไร เราจะรอให้เขาซึ่งเป็นคนที่อยู่ในจังหวัดแล้วรอเศษกระดูกจากส่วนกลางโยนไปให้กินหรืออย่างไร แล้วคนที่เคยเรียนจบแล้วไม่รู้จะทำอะไร ราชภัฏมีตั้งกี่แห่ง แล้วมันก็ทะลักทลายมาอยู่ที่กรุงเทพมหานครหมด นี่ผมเพียงแต่ยกตัวอย่างเรื่องของการพัฒนา เรื่องของการพัฒนา เรื่องของการแยกแยะ และเรื่องของการให้อำนาจ แล้วจะเห็นจุดเปลี่ยนแปลง

ถ้าทำเช่นนี้ได้แล้ว กรมทางหลวง กระทรวงคมนาคมนี่แทบจะไม่มีใครอยากมาเป็นรัฐมนตรี ทุกคนจะแย่งกันเป็นนายก อบจ.กันหมด เพื่อแย่งขนมเค้ก ผมพูดแล้วท่านผู้ชม ผมพูดมานานแล้วว่าประเทศไทยคือขนมเค้กก้อนใหญ่ ทำอย่างไรที่จะให้ทุกคนในประเทศไทยได้กินขนมเค้กชิ้นนี้ คนที่เคยกินมาก ก็ให้กินน้อยลง คนที่ไม่เคยได้กินเลย ก็ให้ได้กินชิ้นเล็กๆ สักชิ้นหนึ่ง ทุกคนมีสิทธิ์มีส่วน

กระทรวงศึกษาธิการ ผมยกตัวอย่างให้ฟัง ท่านผู้ชมไม่สังเกตหรือว่ากระทรวงศึกษาธิการมันใหญ่โตมโหฬาร ทำไมใหญ่โตมโหฬาร เพราะทุกจังหวัดมีโรงเรียนสังกัดกระทรวงศึกษาธิการเยอะแยะไปหมด เต็มไปหมดเลย ผู้อำนวยการโรงเรียนก็วิ่งเต้น จากผู้อำนวยการโรงเรียนระดับเล็กขึ้นเป็นระดับกลาง จากกลางเป็นใหญ่ แล้วไปเป็นเขต จากเขตแล้ววิ่งเต้นเข้าไปอยู่กระทรวง แล้วเป็นผู้อำนวยการฝ่าย เป็นรองอธิบดี เป็นอธิบดี เป็นแท่งๆ กระทรวงศึกษาธิการ การศึกษาของประชาชนในท้องถิ่นได้อะไรบ้าง ก็ไม่ได้อะไร เพราะว่าผู้อำนวยการก็เล่นการเมือง ผู้อำนวยการไปช่วงสั้นๆ เหมือนกับตำรวจ

ตำรวจตำแหน่งผู้กำกับการตำแหน่งนี้ว่า รองผู้กำกับ เด็กของนายที่อยู่ตรงนี้ อยู่ใกล้นาย ก็ถูกส่งขึ้นไปนั่งเป็นผู้กำกับการ คนนี้นั่งเป็นผู้กำกับชั่วคราวแล้วตำแหน่งว่าง ผู้กำกับที่ในพื้นที่ที่มีผลประโยชน์ก็จะขอย้ายกลับ เพราะฉะนั้นแล้ว ใครโชคร้าย ? ก็คือประชาชน ท่านผู้ชมเริ่มเห็นหรือยัง ผมยกตัวอย่างให้ฟังง่ายๆ ผมเคยพูดเรื่องนี้ ถ้าผมจำไม่ผิด แต่เอาเป็นว่า ถ้าเรากระจายอำนาจเรื่องการศึกษา กระจายอำนาจในเรื่องของการลงทุน เอาเรื่องการศึกษาก่อน

สมมุติว่าโรงเรียนทุกโรงเรียนที่สังกัดกระทรวงศึกษาฯ ที่ จ.อุดรธานี ต้องขึ้นอยู่กับนายก อบจ.อุดรธานี หมายความว่าอย่างไร ? หมายความว่าผู้อำนวยการโรงเรียนแต่ละโรงเรียนจะไม่ย้ายไปไหนแล้วนะ ถ้าท่านเป็นผู้อำนวยการโรงเรียนประจำจังหวัด ถ้าเป็นผู้อำนวยการโรงเรียนประจำอำเภอ ท่านก็อยู่อย่างนั้น ท่านก็เลื่อนไปเลื่อนมาภายใน จ.อุดรธานี นั่นข้อแรกนะ


ข้อที่สอง งบประมาณตัวนี้เอามาจากไหน ก็เอามาจากกระทรวงศึกษาฯ ซึ่งทุกปีก็มีอยู่แล้วว่าโรงเรียนอุดรธานีมีครูกี่คน มีผู้อำนวยการโรงเรียนกี่คน งบประมาณก็โอนไปให้ อบจ.ใช้ ท่านผู้ชมบางท่านอาจจะบอกว่าจะได้อย่างไรคุณสนธิ เดี๋ยวมันก็โกงกันอีก ก็เพราะเราไปคิดอย่างนี้ไงล่ะ มันอยู่ที่ไหน แบบใด การศึกษาสูงอย่างไร ก็โกงกันทั้งนั้นล่ะถ้ามันจะโกง เราก็หาวิธีควบคุมแต่ว่าการทำเช่นนี้เราเปิดโอกาสให้เขาแสดงศักยภาพของเขา และเขาจำเป็น นายก อบจ.อุดรธานี ถ้ามันไม่ทำให้กับประชาชนชาวอุดรฯ มันจะทำให้สุนัขตัวไหนล่ะ มันก็ต้องการให้มีการได้รับการเลือกตั้งเข้ามา ใช่/ไม่ใช่ เพราะฉะนั้นแล้วกระทรวงศึกษาฯ ก็จะเป็นกระทรวงที่เคยใหญ่ ในที่สุดมันก็จะเล็กลง ทำหน้าที่อะไร ? ทำหน้าที่ QC ทำหน้าที่ทางวิชาการ ทำหน้าที่การออกแบบ กระทรวงศึกษาฯ ต้องมีมาตรฐานว่าถ้าเด็กจบ ม.3 จะต้องผ่านการสอบ ข้อสอบกระทรวงศึกษาฯ จะต้องเป็นอย่างนี้ๆๆ ท่านผู้ชมครับ ถ้าเด็กจังหวัดอุดรฯ เรียนภาษาอังกฤษ แล้วสอบไม่ผ่าน คะแนนต่ำ ในการทดสอบภาคภาษาอังกฤษที่กระทรวงศึกษาฯ จะต้องเป็นคนให้สอบกันทั่วประเทศ แล้วถ้าเด็กจังหวัดหนองคายสอบภาษาอังกฤษได้ดีกว่าเด็กจังหวัดอุดรฯ ท่านผู้ชมครับ ใครเจ็บตัว นายก อบจ.เจ็บตัวใช่ไหม ฉะนั้นต้องใช้ประชาชนเขาเป็นคนดูแลควบคุมตรงนี้ ใครเป็นผู้อำนวยการโรงเรียนอุดรฯ เขาก็รู้ว่าเขาต้องอยู่ที่นี่ เขาจะไม่มีวันที่จะโยกย้ายไปกินตำแหน่งเพื่อไล่ไปถึงรองอธิบดี

ท่านผู้ชมครับ เหมือนตำรวจ ตำรวจคนๆ หนึ่ง ในจังหวัดๆ หนึ่ง สูงสุดก็คือผู้กำกับโรงพัก สูงสุดก็คือผู้กำกับโรงพักอำเภอเมือง สูงสุดก็คือผู้การจังหวัด ดูแลจังหวัดอุดรฯ ทั้งจังหวัด หมดจากนี้ไปแล้วก็จบ ก็คือว่า อาชีพของคนๆ หนึ่งมันต้องถึงจุดสุดท้ายของมัน แต่ว่าพอเริ่มมีผู้อำนวยการโรงเรียนขึ้นมา เป็นผู้อำนวยการโรงเรียนเล็ก กลาง ใหญ่ ไปเขต แล้ววิ่งเข้ามากระทรวงเพื่อวิ่งเต้นเอาตำแหน่งรองอธิบดี ชีวิตมีแต่การวิ่งเต้น ไม่ได้ทำงานอะไรให้กับประชาชน ไม่ได้ทำงานอะไรให้กับโรงเรียน ไม่ได้ทำงานอะไรให้กับเด็ก

ท่านผู้ชมเห็นหรือยังข้อแตกต่าง แต่เขารู้ว่ายังไงชีวิตเขาต้องจบอยู่ที่จังหวัดๆ นี้ เพราะฉะนั้นแล้วเขาต้องทำทุกอย่างเพื่อให้เด็กจังหวัดนี้เรียนเก่ง คุณภาพดี มารยาทงดงาม มีจริยธรรม มีศีลธรรม ท่านผู้ชมเริ่มเห็นภาพที่ผมบอกหรือยัง กระทรวงศึกษาฯ วันนี้มันใหญ่โตมโหฬารเหลือเกิน อะไรบ้างล่ะที่ไม่สามารถจะผ่องถ่ายไปที่จังหวัดได้ การก่อสร้าง ถ้าถนน ผ่องไปได้ แต่ถ้าเขื่อน ไม่ได้ล่ะ เทคโนโลยีมันสูง ก็ยังให้กรมชลประทานเป็นคนดูแล นี่ผมแค่ยกตัวอย่างๆ เดียวนะ ผมยังไม่ลงถึงเรื่องตำรวจ การกระจายอำนาจให้ตำรวจไปเป็นตำรวจท้องถิ่น แล้วก็ใช้ตำรวจภาค ภาค 1 ภาค 2 ภาค 3 ภาค 4 ภาค 5 ภาค 6 ภาค 7 ภาค 8 ภาค 9 เป็นคนควบคุมตำรวจจังหวัดนั้น ก็คือว่าถ้าจังหวัดนั้นตำรวจท้องถิ่นซึ่งขึ้นอยู่กับนายก อบจ. ไม่ให้ความเป็นธรรมกับประชาชนคนไหนก็ตาม เนื่องจากว่ามีอิทธิพลเข้ามาเกี่ยวข้อง ประชาชนสามารถจะร้องเรียนไปที่ตำรวจภาค ถ้าเป็นอุดรธานี ก็ภาค 4 ที่ขอนแก่น ถ้าเป็นโคราชก็เป็นภาค 3 ถ้าเป็นพัทยา ชลบุรี ก็เป็นภาค 2 ฉะนั้นตำรวจภาคมีหน้าที่กองสืบ สืบสวนสอบสวน สามารถจะลงไปสืบสวนว่าประชาชนร้องเรียนมา ตำรวจที่อยู่ในจังหวัดชลบุรีทำอะไรผิดพลาดบ้าง รังแกประชาชนอย่างไร แล้วก็ค่อยเอาพวกนี้มาดำเนินคดี

ถ้าตำรวจภาคยังไม่สามารถทำอะไรได้ เพราะว่ามีอิทธิพลเข้ามาก้าวก่าย ก็ลงมาที่กองปราบฯ ที่ส่วนกลาง แต่โดยทั่วๆ ไปแล้ว ท่านผู้ชมครับ ผมยกตัวอย่างให้ฟัง โรงพักๆ หนึ่ง ท่านผู้ชมที่อยู่ต่างจังหวัดไปเช็กได้เลย จังหวัดไหนก็ได้ 90 เปอร์เซ็นต์ของคนที่ทำงานให้โรงพักนั้นคือประทวน ประทวนคือ พลตำรวจ สิบตรี สิบโท สิบเอก จ่าสิบตรี จ่าสิบโท จ่าสิบเอก นายดาบ 90 เปอร์เซ็นต์ ที่เหลือคือสัญญาบัตร สัญญาบัตรนี่ลอยไปลอยมา วิ่งเต้นไปวิ่งเต้นมา อยู่ที่นี่ชั่วคราวอย่างที่ผมเรียน แล้วก็ไปอยู่ที่อื่นต่อเพื่อเลื่อนตำแหน่ง แต่ถ้าทุกคนรู้ว่าต้องอยู่จังหวัดนี้ เขาหนีประชาชนที่ จ.ขอนแก่น ไม่ได้ เขาหนีประชาชนที่ จ.ยะลา ไม่ได้ เขาหนีประชาชนที่ จ.สงขลา ไม่ได้ เขาต้องทำทุกอย่างเพื่อท้องที่ของเขา เกียรติยศ ชื่อเสียง และในขณะเดียวกันคุณงามความดีของเขาจะปรากฏที่นั่น ท่านผู้ชมเริ่มเห็นหรือยังครับ เพราะว่าเราไปรวมศูนย์ทุกอย่างหมด โครงสร้างแบบนี้มันต้องเป็นโครงสร้างสมัยรัชกาลที่ 5 ไม่ใช่โครงสร้างในยุคโควิด-19 และไม่ใช่โครงสร้างในยุคของเฟซบุ๊ก ไม่ใช่โครงสร้างในยุคของกูเกิล ไม่ใช่อีกต่อไปแล้วท่านผู้ชม


นี่ผมแค่ยกตัวอย่างตำรวจ ยกตัวอย่างกระทรวงศึกษาธิการ ยกตัวอย่างกรมทางหลวง เพราะฉะนั้นแล้วโครงสร้างทางการเมืองจะต้องเปลี่ยน เมื่อโครงสร้างทางการเมืองมันต้องเปลี่ยนแล้ว ผลประโยชน์จะลงท้องถิ่นหมด ผมถามว่าจะมีใครอยากจะมาทะเลาะกัน เหมือนอย่างพรรคพลังประชารัฐมาทะเลาะกันจะนั่งรัฐมนตรี ผลประโยชน์มันไม่อยู่ที่นี่แล้วนี่ ท่านผู้ชมเห็นหรือยัง โครงสร้างทางการเมืองลักษณะแบบนี้ถึงจะเป็นโครงสร้างที่จะต้องทำให้สังคมไทยมันเดินหน้าต่อไปได้ และเป็นโครงสร้างที่เวลาประชาชนพื้นบ้านเดือดร้อน รากหญ้าเดือดร้อน คนที่เดือดร้อนต่อมาคือนายก อบจ. นายก อบจ.ถ้าอยู่แล้วทำให้การศึกษาของเด็กในจังหวัดตัวเองตกต่ำ สู้กับจังหวัดข้างๆ ไม่ได้ สู้กับจังหวัดอื่นไม่ได้ นายก อบจ.ชาวบ้านเขาไม่เลือกหรอก คุณจ่ายให้เขาหัวละ 500 หัวละ 1,000 เขาก็ไม่เลือก เพราะคนนี้เป็นนายก อบจ. ลูกกูโง่ แล้วมันมีความศักดิ์ศรีว่าคนอุดรฯ แพ้คนหนองคายได้อย่างไร นึกออกไหม แล้วมิหนำซ้ำคนอุดรฯ คนหนองคาย หรือพวกนี้ก็จะลงขันกัน ว่าจ้างครูเป็นกรณีพิเศษ ครูจากต่างประเทศเข้ามาเพื่อสอนภาษาอังกฤษให้กับเด็กอุดรฯ เด็กหนองคาย เด็กขอนแก่น เด็กยโสธร โน่นนี่นั่น ท่านผู้ชมเริ่มตามผมมาและเริ่มเห็นภาพหรือยัง นี่คือการเมืองไง นี่คือการเมือง New Normal และต้องเปลี่ยนไปหมด ระบบเดิมต้องโละไปให้หมดสิ้นเลย

ถ้าเรายังยึดถือแบบนี้ ทำไมถึงเปลี่ยนแปลงไม่ได้ เพราะว่าระบบราชการมันบังคับ เพราะระบบราชการมันอยากจะผูกขาดอำนาจ ไม่อยากให้กระจายอำนาจ เพราะถ้ากระจายอำนาจแล้ว อำนาจส่วนกลาง อธิบดี รองอธิบดี จะหมดอำนาจไป มันรับไม่ได้ ทนไม่ได้ครับ นี่ผมแค่ยกตัวอย่างเล็กๆ อะไรที่เปลี่ยนแปลงได้ ต้องเปลี่ยนแปลง หรือแม้กระทั่ง กทม. ทำไม กทม.ต้องขึ้นอยู่กับกระทรวงมหาดไทย นี่ผมยกตัวอย่างให้ฟังง่ายๆ ไม่มีเหตุผล การไฟฟ้านครหลวง เป็นการไฟฟ้าที่บริการคนนครหลวงใช่ไหม การประปานครหลวงก็เป็นน้ำประปาที่บริการให้กับคนนครหลวง ทำไมต้องขึ้นอยู่กับมหาดไทย ทำไมไม่ให้ขึ้นอยู่กับ กทม.

ตำรวจ กองบัญชาการตำรวจนครบาล ดูแลใคร ไม่ได้ไปดูแลประชาชนที่ปทุมธานี ไม่ได้ไปดูแลประชาชนที่นครปฐม แต่ดูแลประชาชนในกรุงเทพมหานคร ทำไมจะต้องขึ้นกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ท่านผู้ชมเริ่มเห็นหรือยัง เพราะว่าเรายืนยันและมีความสุขกับการรวมศูนย์อำนาจ เราปล่อยอย่างนี้ต่อไปไม่ได้ เราปล่อยต่อไม่ได้จริงๆ แล้วท่านผู้ชมเชื่อผมสิ ประเทศชาติที่เละเทะมาจากวันโน้นจนถึงวันนี้ ถ้ายังไม่เปลี่ยนมันก็จะเละเทะกันต่อไป เพราะว่าคนที่เป็นข้าราชการที่รวมศูนย์อำนาจในส่วนกลางไม่ยอมปล่อยอำนาจ และนั่นคือที่มาของการเมืองน้ำเน่า การเมืองขยะที่เราเห็นอยู่ทุกวันนี้ ทุกคนอยากจะมาเป็น ส.ส. ทุกคนอยากจะมาเป็นรัฐมนตรี และถ้าเรากระจายอำนาจแบบนี้ได้ ผลประโยชน์ลงสู่ท้องถิ่นได้ ท่านผู้ชมเชื่อผม การเมืองระดับชาติ ส.ส.จังหวัดละ 1 คนก็พอแล้ว เผลอๆ ทุกคนมันไม่อยากจะลง ทุกคนอยากจะไปแข่งเป็นนายก อบจ. ถามว่าดีไหม ? ดี ให้มันแข่งกันเยอะๆ ให้มันโกงกัน เพราะในที่สุดแล้วประชาชนจะเห็นว่าผู้สมัครคนไหนที่ซื่อสัตย์ และเอาจริงเอาจังกับประชาชนในจังหวัดของเขา


ท่านผู้ชมครับ มีอยู่ 2 จังหวัดที่ผมจะยกตัวอย่างให้ฟัง สุพรรณบุรี กับบุรีรัมย์ วันนี้ถึงแม้คุณบรรหาร ศิลปอาชา เสียชีวิตไปแล้ว แต่คนในสุพรรณบุรียังเห็นคุณงามความดีที่คุณบรรหาร ศิลปอาชา ทำให้ คุณเนวิน ชิดชอบ อดีตจะเป็นอย่างไรก็ตาม แต่วันนี้คุณเนวินเปลี่ยนไปแล้ว วันนี้คนบุรีรัมย์รักคุณเนวิน เพราะคุณเนวินทำความเจริญให้คนบุรีรัมย์ และถ้าอำนาจทางด้านการศึกษา การสาธารณสุข หลายๆ อย่างมันขึ้นอยู่กับจังหวัด อบจ. ผมเชื่อว่าด้วยสติปัญญาของคุณเนวินจะทำให้บุรีรัมย์เจริญก้าวหน้า หลายๆ คนที่เป็นเจ้าพ่อในจังหวัดนั้น แต่จังหวัดนั้นไม่เคยได้มีอะไรดี คุณสมศักดิ์ เทพสุทิน มาจากจังหวัดสุโขทัย แต่ผมไม่เห็นคนสุโขทัยเขาชมคุณสมศักดิ์ เทพสุทิน เลยสักคน แต่ทำไมคนบุรีรัมย์ถึงชมคุณเนวิน ทำไมบรรหารบุรี คือสุพรรณบุรี ถึงชมตระกูลศิลปอาชา ท่านผู้ชมเริ่มเห็นหรือยัง เดี๋ยวเราค่อยพูดกันต่อไปในเรื่องโครงสร้าง

ท่านผู้ชมครับ การปรับโครงสร้างทางการเมืองก็คือการปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจต่อเนื่องไป โครงสร้างทางเศรษฐกิจจะปรับไม่ได้ถ้าเราไม่ปรับโครงสร้างทางการเมือง ผมเคยถามคนที่รู้เรื่องทางการเมือง ผมบอกว่าพรรคคอมมิวนิสต์เวลาเขายึดครองประเทศจีน เขาก็เอาสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์ไปทำงาน ไปทำงานตั้งแต่ระดับล่าง ไปทำงานที่อำเภอเล็กๆ เมืองเล็กๆ ไล่ขึ้นมาอำเภอใหญ่หน่อย เมืองใหญ่หน่อย ไล่ขึ้นมาเรื่อยๆ ไปจนถึงเป็นเลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์ของเมืองใหญ่ เลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์ของมณฑล ระหว่างที่เป็นเลขาพรรคคอมมิวนิสต์ก็จะมีตำแหน่งอื่น อย่างเช่นนายกเทศมนตรีเอย ผู้ว่าราชการจังหวัดเอย โน่นนี่นั่น เขาไล่จนกระทั่งมาถึงจุดสุดท้ายแล้วก็ไปชิงกันว่าใครเหมาะที่จะมาเป็นนายกรัฐมนตรี ใครเหมาะที่จะเป็นประธานาธิบดี ไม่ว่าจะเป็นประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ไม่ว่าจะเป็นประธานาธิบดีหู จิ่นเทา หรือนายกรัฐมนตรีอย่างเช่น หลี่ เค่อเฉียง จู หรงจี พวกนี้พอเขาขึ้นตำแหน่งนายกรัฐมนตรีปั๊บ เวลาเขาเลือกคนเขาก็จะเลือกพวกมีประสบการณ์อยู่ข้างล่าง เมืองไทยอาจจะทำแบบเขาไม่ได้ แต่เมืองไทยทำได้ท่านผู้ชม กรมการปกครอง


สำหรับผมแล้ว กรมการปกครองไม่ควรที่จะอยู่กับกระทรวงมหาดไทย กรมการปกครองควรจะอยู่กับสำนักนายกฯ และคนที่เข้ามาอยู่ในนี้ควรจะเป็นคนหลายสาขา หลายอาชีพ ไม่ว่าจะเป็นนักวิศวะ นักเศรษฐศาสตร์ นักปกครอง นักการเงิน เพราะว่าผู้ว่าราชการจังหวัดเข้าไปบริหารจังหวัดๆ หนึ่งแล้วไม่ใช่บริหารเฉพาะในเรื่องการปกครอง แต่จะต้องเข้าไปดูภาวะเศรษฐกิจของทั้งจังหวัด จะต้องเป็นตัวประสานงานระหว่างกรมสรรพากร ตัวแทนสรรพากร ตัวแทนของกรมปศุสัตว์ที่ไปอยู่ตรงนั้น และในขณะเดียวกัน ก็ต้องเข้าใจเรื่องการเกษตร ต้องเข้าใจว่าจะยกระดับฐานะความเป็นอยู่ของชาวบ้านในจังหวัดนั้นให้ดีขึ้นมาได้อย่างไร ต้องเข้าใจเรื่องการเงินพอสมควร เพราะฉะนั้นแล้วไม่ว่าจะเป็นโรงเรียนนายอำเภอ หรือโรงเรียนอะไรก็ตามที่ผู้ว่าราชการจังหวัดไต่เต้าขึ้นมาจากปลัดอำเภอ ขึ้นมาเป็นนายอำเภอ จากนายอำเภอขึ้นมาเป็นปลัดจังหวัด จากปลัดจังหวัดขึ้นมาเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดนั้น มันเป็นสายเดียวที่แคบ อาจจะมีข้อยกเว้นสำหรับผู้ว่าราชการจังหวัดบางคน อย่างเช่น ผู้ว่าฯ ณรงค์ศักดิ์ ที่เคยอยู่ จ.เชียงราย คำพูดหนึ่งที่ผู้ว่าฯ ณรงค์ศักดิ์ พูดออกมาแล้วประทับใจผมมาก ตอนที่ช่วยเรื่องหมูป่า 13 คน ท่านผู้ว่าฯ บอกว่าเด็ก 13 คนนี้่คืออนาคตของชาติ ในอนาคตเขารอดชีวิตไป เขาเจริญเติบโตต่อไป เขาก็จะดีขึ้นไปเรื่อยๆ เพราะฉะนั้นเราต้องช่วยเขาให้ได้ อาจจะเป็นเพราะว่าผู้ว่าฯ ณรงค์ศักดิ์เป็นคนที่ค่อนข้างที่จะพิเศษกว่าคนอื่นเขา แต่ผมเชื่อว่าจะมีคนที่พร้อมจะเป็นผู้ว่าราชการจังหวัด แล้วมีความคิดกว้าง ความคิดที่จริงใจ ความคิดที่บริสุทธิ์ ความคิดที่รักความยุติธรรม ความคิดที่ซื่อสัตย์ ความคิดที่ต้องการที่จะปกครองจังหวัดนั้นด้วยความซื่อสัตย์สุจริต และนี่คือที่มาของการที่พยายามจะผลักดันให้มีการเลือกผู้ว่าราชการจังหวัด ยังไม่ถึงตอนนั้น เอาเป็นว่าเราคัดสรรคนที่จะเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดให้มีความหลากหลายมากกว่าการที่จะมาเส้นทางของกระทรวงมหาดไทยดีไหม


เพราะผู้ว่าราชการจังหวัด ตำแหน่งก็เป็นตำแหน่งซี 9 ก็คือตำแหน่งรองอธิบดีแล้ว เพราะฉะนั้นซี 10 ก็คือตำแหน่งอธิบดี เพราะฉะนั้นแล้วทุกคนก็แข่งกัน ผมอยากจะให้ผู้ว่าราชการจังหวัดที่ผมประทับใจที่สุด คือในช่วงโควิด-19 หลายคนทำงานได้ดี โดนใจมาก มีตัวอย่างที่เห็นได้ชัด เพราะฉะนั้นแล้วโครงสร้างพวกนี้เราไม่มีโรงเรียนผู้นำเลยแม้แต่นิดเดียว ไม่จำเป็นต้องมี มีก็ไม่มีประโยชน์ เพราะว่าผู้นำนั้นจะต้องเกิดขึ้นมาจากการฝึกฝน แต่ถ้าผู้นำมาจากเส้นทางเดียว ที่มาถนนเส้นนี้ มันไม่ได้ผล ผู้นำต้องมาจากถนนหลายเส้น ความหลากหลายในความสามารถในหลายวิธี การบริหารคน การบริหารการเงิน การบริหารทรัพยากร การปรับปรุงสภาพความเป็นอยู่ของประชาชน ดูแลทางด้านสาธารณสุข ให้ความมั่นคงปลอดภัยกับประชาชน ตรงนี้ต่างหากที่ผมกำลังมอง เป็นสเตปต่อไปๆๆ เพราะฉะนั้นแล้ว ผมมีความเชื่อว่าถ้าเราทำแบบนี้ โอกาสที่เราจะสร้างผู้นำในอนาคตจะมีสูง เพราะไม่อย่างนั้นเราไม่มีผู้นำเลยแม้แต่นิดเดียว ซึ่งประเดี๋ยวผมจะพูดถึงเรื่องผู้นำตอนจบ ให้ท่านผู้ชมฟัง

เพราะฉะนั้นแล้ว ถ้าเราปรับโครงสร้างทางการเมือง โดยเน้นที่หลักของการกระจายอำนาจจริงๆ ไม่ใช่ไปเน้นเรื่องของการกระจายอำนาจตามรูปแบบหรือตามตัวอักษร ให้เม็ดเงินตกไปอยู่ที่จังหวัด ให้ผลประโยชน์ของเม็ดเงินนั้นเกิดขึ้นในจังหวัดนั้น ซึ่งสามารถจะทำได้ เราถึงจะสามารถปรับโครงสร้างทางอุตสาหกรรมและเศรษฐกิจได้

ท่านผู้ชมครับ ในยุคโควิด-19 นี้ มันถึงเวลาหรือยังที่จะต้องปรับโครงสร้างหลายๆ ตัว ถึงหรือยังที่เราจะต้องเน้นเรื่องรถไฟฟ้า ถึงหรือยังที่เราจะเริ่มกำหนดแล้วว่าใน 5 ปีข้างหน้า 10 ปีข้างหน้า กรุงเทพมหานครจะต้องไม่มีรถยนต์ที่ใช้เครื่องยนต์สันดาปใช้ ต้องเป็นรถไฟฟ้าหมด ถึงหรือยัง ถึงเวลาหรือยัง และถึงเวลาหรือยังที่โครงสร้างของไฟฟ้า อย่างที่รัฐมนตรีพลังงานทำอยู่ในขณะนี้ ผมต้องปรบมือให้ ก็คือว่าการพัฒนาอุตสาหกรรมโซลาร์เซลล์โดยให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วม


ก็คือไม่ได้ผูกขาด ไม่ได้สร้างกติกาเงื่อนไข ให้ประชาชนรับเงื่อนไขต่างๆ เหล่านั้น รับไปแล้วก็ไม่สามารถจะทำโซลาร์เซลล์ได้ เพราะเงื่อนไขมันโหด มหาหฤโหด ก็คือว่าไม่ต้องการให้ประชาชนใช้โซลาร์เซลล์ ถึงเวลาหรือยังต้องทำลายการผูกขาดระบบไฟฟ้า ระบบน้ำมัน ระบบแก๊ส นี่คือการปรับอุตสาหกรรม ถ้ายังไม่ปรับพวกนี้ ยังเป็นการผูกขาดเป็นกลุ่มๆ อยู่ แล้วพวกเราคือใคร พวกเราก็คือพวกเอาเงินจ่าย ไม่ได้จ่ายตามเนื้อผ้าด้วยนะ จ่ายแพงกว่าเนื้อผ้า

จนวันนี้ก็ยังไม่มีใครตั้งคำถามถาม หลังจากที่ผมตั้งคำถามถามไปแล้วในเรื่องของการไฟฟ้าว่าค่าวางบิลที่คุณคิดเงินเขาน่ะ คุณจะเลิกได้ไหม เจ้ากระทรวงที่รับผิดชอบการไฟฟ้านครหลวง การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ก็แบ๊ะๆๆ ไม่พูดสักคำ ผมได้รับหนังสือร้องเรียนเต็มไปหมดเลยจากประชาชนที่เจ้าหน้าที่การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคเบียดบัง ฉ้อฉล ใช้รถยนต์ เล่นไพ่ กินเหล้ากันในสถานที่ทำการของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค เพราะการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคมันลูกทุ่ง


นี่ผมยกตัวอย่างให้ฟังง่ายๆ การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคอีกหน่อยก็ต้องเป็นภาค ซอยลงไปเลยเป็นภาค แล้วแจกไฟไปตามจังหวัด แล้วการไฟฟ้าที่อยู่ในจังหวัดนั้นก็ขึ้นกับจังหวัดนั้น แล้วก็ซื้อไฟจากภาคการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค จริงๆ แล้วไปถึงจุดๆ นั้นแล้ว การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคแทบจะไม่มีความจำเป็นเลย ก็คือสามารถซื้อไฟฟ้าจากการไฟฟ้าฝ่ายผลิตฯ เข้าสู่จังหวัดโดยตรง แล้วพวกภูมิภาคต่างๆ ตามจังหวัดก็ต้องออกจากภูมิภาค แล้วมาเป็นลูกจ้างของบริษัทการไฟฟ้าในจังหวัดบุรีรัมย์ ในจังหวัดขอนแก่น ในจังหวัดสกลนคร นึกออกไหมท่านผู้ชม เห็นหรือยัง

เพราะฉะนั้นพวกนี้เมื่อซื้อไฟฟ้ามาจ่ายไฟฟ้า ราคาถ้าแพงไป นายก อบจ.ต้องเจ็บตัวแล้ว ฉะนั้นนายก อบจ.ก็เหมือนกับนายกรัฐมนตรีของจังหวัดนั้น ท่านผู้ชมเริ่มเข้าใจหลักการที่ผมพูดหรือยัง ที่เราไปไหนไม่รอด แล้วที่มันทะเลาะเบาะแว้งกัน แล้วก็มีนอมินี ไม่ว่าจะเป็นชัยวัฒน์ ชัยวุฒิ สองชัยนี้ที่มาเที่ยวไล่ด่าไล่คนโน้นคนนี้ออกเพื่อตัวเองจะได้มาเป็นรัฐมนตรีนั้น เหตุผลเพราะว่าระบบการเมืองมันเป็นอย่างนี้ มันน้ำเน่าไง แล้วยังไง ข้าราชการประจำก็ดีใจที่ระบบการเมืองจะเป็นอย่างนี้ เพราะว่าเป็นอย่างนี้เมื่อไร ข้าราชการประจำก็จะมีอำนาจตลอดเวลา ท่านผู้ชมเห็นหรือยัง

เศรษฐกิจจะเปลี่ยนแปลงไม่ได้ เศรษฐกิจที่สำคัญที่สุดก็คือ เอ้า ผมยกตัวอย่างให้ฟังง่ายๆ ท่านผู้ชมคงไม่รู้ว่ากระทรวงการคลังเป็นกระทรวงเดียวในขณะนี้ในประเทศไทยที่มีข้อมูล Big Data พร้อมหมดเลย ที่อื่นสู้ไม่ได้ รายการชิมช้อปใช้ที่หลายคนมาตำหนิ หรือหลายคนมาบอกว่าทำไปทำไม


ปรากฏว่าข้อมูลชิมช้อปใช้ว่าใครบ้างที่ใช้เงิน ใช้แบบไหน เหมือนนี่คือข้อมูลที่มูลค่ามหาศาล ที่กูเกิลก็ต้องการ อะลีบาบาก็ต้องการ แต่กระทรวงการคลังไทยมีหมด ในยุคที่อุตตมเป็นรัฐมนตรี ข้อมูลพวกนี้เขามีหมดเลย และคนที่ทำงานดุเดือดที่สุดแล้วก็เป็นกุญแจสำคัญในการทำ Big Data ก็คือธนาคารกรุงไทย ซีอีโอธนาคารกรุงไทย ร่วมกับคุณอุตตม ทำให้ประเทศไทย ทางการเงินการคลังมี Big Data

Big Data มีประโยชน์อย่างไร Big Data มีประโยชน์เพื่อจะเอา Big Data นั้นไปใช้ให้ประโยชน์ จะได้รู้ว่าประชาชนที่ใช้เงินชิมช้อปใช้นั้น พฤติกรรมการซื้อ ซื้ออย่างไร ชอบซื้ออะไร ซื้อเหล้าเยอะไหม ซื้อเซเว่นฯ เยอะไหม ซื้อที่โน่นซื้อที่นี่เยอะไหม จะได้มาออกแบบสินค้า ออกแบบทางการตลาดให้ถูกต้อง นี่คือข้อมูล Big Data ส่วนข้อมูล Big Data อย่างอื่น ในขณะนี้ไม่มี ไม่มีใครมี เมืองไทยจำเป็นต้องมีข้อมูล Big Data เพราะเราจะเดินหน้าต่อไป ขณะที่ก่อนที่จะมีโควิด-19 เราก็แทบตายแล้ว นี่พอมาหลังโควิด-19 ชีวิต New Normal ข้อมูลเราก็ไม่มี เราไม่รู้ เรานี่เหมือนตาบอดจริงๆ เดินคลำไปเรื่อยๆ ทุกคนมีแต่ความคิดว่ามันน่าจะเป็นอย่างนี้ๆ แต่ข้อมูลอยู่ไหนล่ะ ประชาชนคนไทย 70 ล้านคน เรามีข้อมูลไหม ข้อมูลว่าเขาใช้เงินกันอย่างไร มีข้อมูลไหมว่าเขามีความคิดอย่างไรกับกระบวนการยุติธรรม ข้อมูลเรื่องการศึกษาของเขา ลูกเขาไปโรงเรียน เขารู้สึกอย่างไร ข้อมูลอันโน้นข้อมูลอันนี้ ข้อมูลในเรื่องของสังคมศาสตร์ ข้อมูลเรื่องการยุติธรรม ข้อมูลทางด้านสาธารณสุข เวลาไม่สบายขึ้นมาไปหาหมอที่ไหน ไปหาหมอแพทย์แผนไทยหรือเปล่า หรือว่าไปโรงพยาบาล เวลาไปโรงพยาบาลลุงรอกี่ชั่วโมง รอกี่นาที พอใจไหมกับการบริการของโรงพยาบาล ท่านผู้ชมเข้าใจหรือยัง นี่คือ Big Data มีเฉพาะกระทรวงการคลังที่ทำ




เพราะฉะนั้นท่านผู้ชมครับ จะเห็นได้ชัดว่าโครงสร้างทางเศรษฐกิจนั้นจะต้องเปลี่ยนได้เมื่อโครงสร้างทางการเมืองต้องเปลี่ยน แล้วผมถามว่า สมมุติว่าเป็นเรื่องกระบวนการ เรื่องหลักการ เรื่องใช้รถไฟฟ้า เราพร้อมหรือยังที่จะให้สิทธิพิเศษกับคนที่ลงทุนในเรื่องรถไฟฟ้า ต้องให้สิทธิพิเศษเขาจริงๆ นะ เพราะรถไฟฟ้ามันไม่เกิดมลภาวะทางอากาศ สอง มันประหยัดน้ำมัน สาม มันดีต่อสุขภาพ มันดีต่อสิ่งแวดล้อมไปทั้งหมด หรือเรายังมัวเกรงใจอุตสาหกรรมรถยนต์ อุตสาหกรรมรถยนต์ที่เรามัวภูมิใจว่าเราคือดีทรอยต์เอเชีย


แต่เราภูมิใจแบบผิดๆ เพราะว่าประการแรก เจ้าของโตโยต้า นิสสัน บริษัททุกๆ บริษัทมันเข้ามาสร้างโรงงานผลิตเพื่อส่งออก แล้วเราได้ประโยชน์เฉพาะค่าแรงคนเท่านั้น ท่านผู้ชม อย่างอื่นเราไม่ได้เลยแม้แต่นิดเดียว จีนยังฉลาดกว่า แต่จีนตลาดใหญ่กว่า มันมีคน 1,400 ล้านคน เจเนอรัลมอเตอร์เข้าจีน ฟอร์ดเข้าจีน ซีตรองเข้าจีน มาสด้าเข้าจีน จีนบอกว่าเข้าได้แต่จีนขอหุ้น 50 เปอร์เซ็นต์ แล้วต้อง transfer เทคโนโลยีเพื่อแลกกับตลาดจีน 1,400 ล้านคน จีเอ็มก็เลยต้องยอม นั่นคือเหตุผลว่า ใช้เวลาไม่ถึง 10 ปี จีนกลายเป็นผู้ผลิตรถยนต์ที่ใหญ่ที่สุดในโลกตอนนี้ ท่านผู้ชมเห็นหรือยัง


ธุรกิจของเรา เศรษฐกิจของเรา ยังอยู่ในลักษณะผูกขาด ไม่ว่ารัฐบาลชุดไหนมา ก็ถูกผูกขาดเหมือนเดิม เพราะโครงสร้างมันเป็นอย่างนี้ ท่านผู้ชมครับ ถ้าท่านผู้ชมเคยดูผมมานานแล้ว จำได้ไหมผมเคยพูดมาครั้งหนึ่ง ผมมีความคิดบ้าๆ ว่า ประเทศไทยควรมีการจำกัดความรวย คุณห้ามรวยเกินเท่านี้ เพราะอะไร คนรวยมีเงินมันยิ่งต่อเงินใช่ไหม คนๆ หนึ่งมีเงินอยู่ 50,000 ล้าน รวยขึ้นมาอีก ก็เอาเงินก้อนนี้ไปกว้านซื้อที่ ซื้อไปเรื่อยๆ ลองดูสิครับคนรวยในประเทศไม่กี่คนเอง เมื่อเอาจำนวนที่เข้ามารวมกันแล้ว ผมเชื่อว่าต้องมีไม่ต่ำกว่า 20-30 เปอร์เซ็นต์ของพื้นที่ประเทศไทย แล้วคนพวกนี้ซื้อที่ไปทำไม เห็นหรือยัง ซื้อที่เพื่อไปพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ เมื่อซื้อไปก่อนแล้ว พอพัฒนาเสร็จก็ต้องบวกราคาเข้าไป นี่คือที่มาว่าทำไมค่าบ้าน ค่าที่ดินบ้านเมืองเราถึงแพง แพงจริงๆ แล้วคนรวยพอจะลงทุนอะไร คนรวยเอาเงินเอาทองไปให้ใต้โต๊ะนักการเมือง คนรวยก็ได้เปรียบ คนรวยทำได้หมดทุกอย่าง ผมถึงบอกว่าเมืองไทยอย่าไปเดินตามฝรั่ง ต้องจำกัดการรวย จำกัดซะ ห้ามรวยเกินเท่านี้ ถ้ารวยเกินเท่านี้ ภาษีจะต้องโดนเท่านี้

แล้วอีกหนึ่งบริษัท แตกลูกแตกหลานมา ในที่สุดแล้วก็มีอยู่ประมาณ 120 บริษัท อีกบริษัทหนึ่งแตกลูกแตกหลานมาอีก 120 บริษัท ก็คลุมหมดเลยทุกจุดในประเทศไทย ลูกหลานเราเจริญเติบโตขึ้นมาก็กลายเป็นลูกจ้างเขาหมด ไม่มีโอกาสหรอกที่จะเปิด ลูกหลานเราฉลาด ทำร้านอาหาร ขายโน่นขายนี่ เสร็จเรียบร้อยแล้วเปิดแฟรนไชส์ไป 2-3 เจ้า คนนี้เก่ง ดี ก็เอาเงินมาซื้อแฟรนไชส์ของลูกหลานเราไป ลูกหลานเราก็ไปสร้างใหม่ พวกนี้มีแฟรนไชส์แล้ว มีเงินแล้วนี่ ไม่ต้องไปกู้แบงก์ ก็ขยายแฟรนไชส์ทีเดียว 120 แห่งทั่วประเทศไทย แล้วใครตายล่ะ คนหาเช้ากินค่ำตายเหมือนเดิม เด็กราชภัฏที่จบมา อยู่แถวยโสธร หรืออยู่แถวชุมพรก็ทำมาหากินไม่ได้ เพราะว่าเจอแฟรนไชส์ของบริษัทใหญ่ๆ มันเป็นเจ้าของแฟรนไชส์อันนี้ ทำได้อย่างเดียวก็คือ จ่ายเงินค่าแฟรนไชส์ แล้วก็เอาแฟรนไชส์มาพัฒนาต่อ แล้วเมื่อไรคนไทย เด็กคนไทยจะสามารถยืนบนลำแข้งตัวเองได้

เพราะฉะนั้นภาวะเศรษฐกิจที่จะต้องปรับในขณะนี้ ที่ผมอยากเห็นงบ 4 แสนล้าน ที่จะฟื้นฟูเศรษฐกิจนั้น ควรจะละเลยฮาร์ดแวร์ ก็คือ หยุดสร้างถนนได้แล้ว เอาเงินพวกนี้มาสร้างปัญญาคน ภาษาอังกฤษเขาเรียกว่าเอามา reskill มาพัฒนาทักษะเสียใหม่ โควิด-19 แล้วนะ ตอนนี้มัน New Normal แล้วนะ ถ้าจะมีชีวิตอยู่ ก็จะต้องมีทักษะอีกแบบหนึ่งที่จะทำงาน ต้องเรียนรู้ทางด้านนี้


ท่านผู้ชมครับ ผมเคยคิดมาตลอดเวลาว่าทำไมคนรวยเท่านั้นถึงจะเรียนกอร์ดองเบลอได้ ท่านผู้ชมรู้ไหมกอร์ดองเบลอคอร์สละเท่าไร 3 เดือนคอร์สละ 300,000 บาท มี 3 คอร์ส คอร์สพื้นฐาน คอร์สระดับกลาง (intermediate) และคอร์สแอดวานซ์ เรียน 3 เดือนใช้เงินไปเกือบล้าน

น.ส.ปราณี วิเทศยา นี่ผมยกตัวอย่างชื่อ-นามสกุลสมมุติขึ้นมา จบราชภัฏอุบลราชธานี ทำกับข้าวใช้ได้ แต่อยากจะพัฒนาทักษะตัวเอง อยากจะทำอาหารฝรั่ง ไม่มีปัญญาไปเรียนกอร์ดองเบลอ ก็ต้องไปเรียนกับอาจารย์ราชภัฏที่สอนวิธีการทำอาหารฝรั่้ง ซึ่งก็ไม่เก่งสู้พวกกอร์ดองเบลอได้ เข้าใจหรือยังท่านผู้ชม

สมมุติว่าเรามีสถาบันที่รัฐลงทุน เป็นสถาบันฝึกอบรม สอนวิชาทำอาหาร อาหารฝรั่ง ฝรั่งเศส อิตาลี อาหารจีน ติ่มซำ อาหารไทยสูตรดีๆ พะโล้เอย คั่วกลิ้งเอย แกงส้มปลากะพงเอย สูตรที่เราซื้อมา หรือจ้างมา แล้วก็เอามาทำ สอนเด็ก ไม่คิดตังค์ค่าเรียน เมื่อเด็กเรียนจบแล้ว สอบได้ประกาศนียบัตรซึ่งจะต้องเข้มงวดมาก มีประกาศนียบัตรนี้ ถือประกาศนียบัตรนี้ไปที่ธนาคารกรุงไทย ไปที่ธนาคารออมสิน เพื่อไปขอกู้เงิน ให้เขากู้ไปเลย 300,000 บาท ไม่ต้องมีอะไรค้ำประกัน เพื่อให้เขาไปเปิดร้านเล็กๆ ของเขาร้านหนึ่ง เพราะฉะนั้นเราเปิดโอกาสให้คนที่สามารถทำมาหากินได้ แล้วมีทักษะ ทักษะมาจากไหน ? รัฐเป็นคนมอบให้ skill การเงินมาจากไหน ? รัฐมอบให้ เราก็จะมีพวกร้านเล็กๆ เกิดขึ้น ถ้าเราทำอย่างนี้ ท่านผู้ชมครับ ถ้าเรามีสัก 1 ล้านเจ้าใน 3 ปี ทั่วประเทศไทย ท่านผู้ชมเป็นนักท่องเที่ยว ไปที่บ้านไผ่ ไปที่ อ.บ้านไผ่ ท่านผู้ชมตื่นขึ้นมาเห็นว่าข้างๆ มีร้านเล็กๆ เปิดขายติ่มซำ ท่านผู้ชมงงไหม หรือตอนเย็น ไปเที่ยวดูโน่นดูนี่ กลับมาที่ชุมแพ อ้าวร้านเล็กๆ นี่มันเปิดขายสปาเก็ตตี อาหารอิตาลี ตามสูตรอาหารอิตาเลียนที่เด็กไปเรียน นี่คืออะไร ประโยชน์เกิดขึ้นไหม

ถ้าเรามี 1 ล้านเจ้า เจ้าหนึ่ง 30,000 บาท ขายต่อเดือน เดือนหนึ่ง 30,000 ล้านบาท ปีละ 360,000 ล้านบาท เอา 20 คูณเข้าไป ทำไมต้องเอา 20 คูณ เพราะว่าอาหาร 30,000 บาทของเขา เขาต้องไปซื้อเนื้อ ซื้อผัก ซื้อปลา ซื้อเต้าหู้ ซื้อน้ำปลา ซื้อโน่นซื้อนี่ ซื้อเกลือ เท่ากับว่าเงินหมุนเวียนทั้งหมด 3.6 ล้านล้านบาท เห็นหรือยังท่านผู้ชม อะไรจะเกิดขึ้น ? การท่องเที่ยวฟื้นฟูแล้วก็รากหญ้าดีขึ้น รากหญ้ามันก็เหมือนกับต้นไม้ต้นเล็กๆ แต่มันมีเยอะ เต็มไปหมดเลย มันก็จะค้ำจุนฐานเศรษฐกิจของเรา ซึ่งมันไม่เจ๊ง

ท่านผู้ชมครับ นี่คือความฝันของผม แต่มันเกิดขึ้นไม่ได้หรอก มันเกิดขึ้นไม่ได้หรอก เพราะผู้บริหารประเทศสายตาสั้น ผู้บริหารประเทศตั้งแต่สมัยไหนๆ ไม่เคยคิด เพราะว่ายึดติดกับกรอบรูปแบบเดิมๆ ไม่เคยพัฒนา ผมอยากเห็นภาพรวมของประเทศไทยออกมาในทิศทางที่จะทำให้ประชาชนได้เริ่มเห็นว่ามีอนาคต เดี๋ยวนี้ประชาชนตื่นขึ้นมาไม่มีอนาคต เหมือนผลสำรวจนิด้าโพล ผมเชื่อในนิด้าโพลมาก น่าสนใจมาก เป็นผลการสำรวจครั้งที่ 2 ท่านผู้ชมครับ ครั้งที่ 1 ท่านนายกรัฐมนตรี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ท่านมีคะแนนเสียงอยู่ 23 เปอร์เซ็นต์ มาครั้งที่ 2 ท่านดีขึ้นกว่าเก่า 25 เปอร์เซ็นต์ หมายความว่า คน 100 คน มี 25 คนที่เชียร์ท่าน ครั้งที่ 1 คราวที่แล้วธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ อันดับ 1 นะ 31 เปอร์เซ็นต์ แต่ครั้งนี้หายแล้ว ไม่อยู่ อาจจะเป็นเพราะว่าเขาไม่ได้อยู่ในการเมืองแล้ว


มีหลายคนที่คะแนนเสียงดี อย่างเช่น คุณหญิงสุดารัตน์ ครั้งที่ 1 มีอยู่ทั้งหมด 11.95 เปอร์เซ็นต์ ตอนนี้ครั้งที่ 2 เหลือ 8 เปอร์เซ็นต์กว่า เสรีพิศุทธ์ ครั้งที่ 1 ได้ 3.9 เปอร์เซ็นต์ มาครั้งที่ 2 สูงกว่าเก่า 4.57 เปอร์เซ็นต์ ท่านผู้ชมครับ ที่น่าสนใจที่สุดและผมอยากพูดก่อนจบ 44 เปอร์เซ็นต์ ใน 100 คน เชียร์นายกรัฐมนตรี 25 คน แต่ 44 คน บอกว่ายังหาผู้นำที่ถูกใจไม่ได้เลย แปลว่าอะไร ? ยังหาผู้นำคนที่เหมาะสมไม่ได้ น่ากลัวไหมท่านผู้ชม นี่คือปัญหาแล้วนะ คนไทย 44 คนใน 100 คน บอกว่ายังหาผู้นำที่เหมาะสมไม่ได้เลย เพราะฉะนั้นแล้วท่านนายกรัฐมนตรี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้แค่ 25 คนเอง ท่านไม่ได้ 44 คน

นิด้าโพลมันบอกอะไรกับเราเยอะมากในขณะนี้ แสดงว่าประชาชนคนไทยรับไม่ได้กับเผด็จการและรับไม่ได้กับประชาธิปไตยปัจจุบัน เหมือนกับที่ผมเคยพูดไง จำไม่ได้เหรอท่านผู้ชม ผมบอกวันนี้ผมอยู่ไม่เป็นจริงๆ เพราะผมรับไม่ได้ทั้งสองฝ่าย ผมจะรับได้อย่างไรล่ะ มือปืนรับจ้างเที่ยวออกมาด่าคนโน้นด่าคนนี้ เป็นนอมินีคนอยู่เบื้องหลัง แล้วผมรับอีกด้านหนึ่งได้ไหม ผมก็รับไม่ได้ แล้วผมจะอยู่อย่างไรล่ะท่านผู้ชม ผมคือ 1 ใน 44 เปอร์เซ็นต์นั่นล่ะ


ท่านผู้ชมครับ วันนี้ก็พอสมควร ศุกร์หน้าผมจะพูดเรื่องสนุกมากเรื่องหนึ่ง เรื่องหอย ท่านผู้ชมครับ เชื่อผมครับ ในโลกนี้ ในประเทศไทย ราคาแพงก็คือหอย แล้วผมจะเล่าให้ฟังว่าหอยมันราคาแพงได้อย่างไร และราคาหอยและกิจกรรมหอยมันอันตรายมาก ตามผมมานะครับในวันศุกร์หน้า ท่านผู้ชมครับ ทำบุญทำกุศล วันอาทิตย์นี้อาสาฬบูชา วันจันทร์เข้าพรรษา ชีวิตไม่เคยตักบาตร ก็เอาสักหน่อย อุทิศส่วนกุศลให้ผู้ที่ล่วงลับไปแล้ว ให้กับบุพการีของตัวเอง กรวดน้ำ อุทิศให้เจ้ากรรมนายเวรที่เคยมีเวรมีกรรมกันมาก่อนทั้งชาติก่อนและชาตินี้ แล้วก็ภาวนาขอให้ท่านผู้ชมมีจิตที่สงบ มีดวงตาที่เห็นธรรม ทำวันนี้ให้ดีที่สุด และที่สำคัญที่สุด ขอให้ลูกได้รู้จักตัวลูกเอง จบ ท่านผู้ชมครับ สวัสดีครับ


กำลังโหลดความคิดเห็น...