xs
xsm
sm
md
lg

“ทักษิณ” ตั้งพรรคใหม่! นักวิชาการดังวิเคราะห์ขาด “เพื่อไทย” พรรคเถ้าแก่ เพื่อเถ้าแก่ ถอยหลัง-ประชานิยมเสื่อม

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


สมพงษ์ อมรวิวัฒน์, คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์, ทักษิณ ชินวัตร
นักวิชาการดัง มธ.วิเคราะห์ขาด “เพื่อไทย” มีแต่เตี้ยลง เหตุไม่สรุปบทเรียน ทำการเมืองแลกเปลี่ยนผลประโยชน์เถ้าแก่ ฟังเถ้าแก่ เหนือ-อีสาน “บัตรคนจน” มาแรง แซง “ประชานิยมทักษิณ” ท่ามกลางกระแสตั้งพรรคใหม่

น่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง วันนี้ (26 พ.ค. 63) เฟซบุ๊ก พิชิต ลิขิตกิจสมบูรณ์ ของนายพิชิต ลิขิตกิจสมบูรณ์ อดีตอาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โพสต์ข้อความระบุว่า

“บทเรียนที่ไม่เคยเรียนรู้ วันนี้จึงไม่ใช่แค่ย่ำอยู่กับที่ แต่คือการถอยหลัง เคยเขียนถึงพรรคเพื่อไทยเมื่อ 1 เม.ย. 62 ขอนำบางส่วนมาลงซ้ำอีกครั้ง

ผ่านมาแล้วกว่าขวบปี ไม่มีสัญญาณบวกใดๆ นอกจากการเมืองแบบแลกเปลี่ยนเพื่อผลประโยชน์ของตัวเถ้าแก่เหมือนเดิม พร้อมกับเสียงนกแตกรังยามพระอาทิตย์อัสดง!

เหตุใดพรรคเพื่อไทยจึงเพลี่ยงพล้ำในการเลือกตั้งที่ผ่านมา?

แน่นอน เหตุผลสำคัญหนึ่งคือ รธน.60 ที่ลดทอนจำนวน ส.ส.บัญชีรายชื่อ แต่ข้อนี้อธิบายไม่ได้ว่า ทำไมคะแนน 15.7 ล้านเสียงเมื่อปี 54 จึงเหลือ 7 ล้านในวันนี้? การอ้าง “ถูกโกง” ก็อธิบายไม่ได้ทั้งหมด

สาเหตุรากฐานอยู่ที่ พท.เองที่ยังเป็น “พรรคเถ้าแก่” ที่ใช้เครือข่าย ส.ส.เป็นโครงสร้างหลัก สองปัจจัยนี้เคยเป็นจุดแข็งในอดีตจนถึงจุดสูงสุดเมื่อเลือกตั้งปี 54 แต่วันนี้คือจุดอ่อน

ภูมิทัศน์การเมืองเปลี่ยน แต่เถ้าแก่ยังทำซ้ำๆ แบบเดิม ทษช.ถูกยุบ เสียไป 150 เขต ราว 3 ล้านเสียงจากปี 54 ส.ส.ไหลออก แต่บางส่วนยังสอบได้เพราะ ปชช.ในพื้นที่ยังเลือกแม้ย้ายพรรค เสียงบางส่วนในภาคเหนือและอีสานเปลี่ยนไปเลือก พปชร.เพราะ “บัตรคนจน” ประชานิยมทักษิณเริ่มเสื่อม ประชานิยมกลับกลายเป็นจุดแข็งของ พปชร.แทน เพราะเขามีอำนาจรัฐ

หาเสียงสไตล์เดิมๆ ชูธงเศรษฐกิจเป็นหลัก แต่วันนี้พรรคอื่นๆ ก็ทำเหมือนกัน ...

แฟนคลับเอาแต่โทษคนอื่น (รธน. คสช. กกต. ทษช. ศรธน. พปชร. ปชป. อนค. นักวิชาการ สื่อ ฯลฯ) ไม่สรุปบทเรียน ...

เถ้าแก่ตามโลกไม่ทัน เครือข่าย ส.ส.กับฐานเสียงถูกบ่อนเซาะ แกนนำต้องฟังเถ้าแก่ ไม่มีบทบาทนำจริง ริเริ่มเองไม่ได้ พท.วันนี้มีแต่บุญเก่า ทั้งตัวเถ้าแก่ แนวคิด แกนนำ ส.ส. มีแต่จะหมดไปไม่ได้เพิ่มขึ้น

ถ้าไม่ปรับเปลี่ยน ก็จะได้ ส.ส.ลดลงไปอีก! วันนี้เป็นฝ่ายค้านทำประชานิยมไม่ได้ ฐานเสียงประชานิยมจะไหลไป พปชร. ฐานเสียง ปชต.จะไหลไปบรรดาพรรค ปชต.ใหม่ ส.ส.จะไหลออกอีกเพราะไม่อยากเป็นฝ่ายค้านอีกต่อไป และเห็นชัดว่า “โปรย้ายค่าย-แถมเงินก้นถุง” ของเขาดีจริง!

... หลายคนเห็นแล้วว่า ต้องปฏิรูปพรรค แต่ปัญหาอันดับแรกคือ เถ้าแก่ต้องยอมรับว่า พท.เป็นของประชาชน ไม่ใช่ “ทรัพย์สินประจำตระกูล” แกนนำไม่ใช่ “เด็กในบ้าน” ไม่ใช่เครื่องมือใช้ต่อรองเพื่อประโยชน์ตัว ให้มีประชาธิปไตยในพรรค ให้คนรุ่นใหม่เข้ามาสืบทอดจริงจัง” #พรรคเพื่อไทย

ประเด็นสำคัญก็คือ การโพสต์ครั้งนี้ของพิชิต ลิขิตกิจสมบูรณ์ เกิดขึ้นท่ามกลางกระแสความเคลื่อนไหวเพื่อนำไปสู่การตั้งพรรคการเมืองใหม่ของแกนนำพรรคเพื่อไทย และอดีตพรรคไทยรักไทย โดยเฉพาะเป็นกลุ่มคนที่มีความใกล้ชิดนายทักษิณ ชินวัตร อดีตหัวหน้าพรรคไทยรักไทย และอดีตนายกรัฐมนตรีที่หลบหนีคดีอยู่ในต่างประเทศ

ภูมิธรรม, นพ.สุรพงษ์, จาตุรนต์, นพ.พรหมินทร์
กล่าวคือ เมื่อวันที่ 24 พ.ค.63 มีรายงานข่าวว่า อดีตแกนนำและผู้ก่อตั้งพรรคไทยรักไทย ประกอบด้วย นายพงษ์ศักดิ์ รักตพงศ์ไพศาล, “หมอมิ้ง” นพ.พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช, “หมอเลี้ยบ” นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี และ นายภูมิธรรม เวชยชัย ซึ่งล้วนเป็นคนสำคัญของ นายทักษิณ ได้พูดคุยและหารือกันอย่างต่อเนื่องภายใต้สถานการณ์การเมืองและสภาพเศรษฐกิจของประเทศ ที่เห็นตรงกันว่ามีปัญหาอย่างมาก

หากไม่เร่งหาทางออก ทั้งวิกฤตทางการเมืองและเศรษฐกิจจะยิ่งเกิดปัญหารุนแรงมากกว่านี้ และเห็นตรงกันว่า ผู้นำรัฐบาลปัจจุบันไม่มีศักยภาพเพียงพอจะแก้ปัญหาประเทศได้ และมองว่าถึงเวลาแล้วที่ต้องร่วมกันหาทางออกให้กับประเทศ จนนำมาสู่การตั้งกลุ่ม CARE ขึ้น ย่อมาจาก Continue Ability Renew Efficiency

รายงานข่าวเผยอีกว่า ขณะนี้มีประชาชนที่คิดเหมือนกับแกนนำกลุ่มนี้ ตอบรับเข้าร่วมพูดคุยกับทางกลุ่ม เนื่องจากทุกคนมองเห็นปัญหาร่วมกันและมีความห่วงใยบ้านเมือง ซึ่งเป็นบุคคลล้วนเป็นผู้มีชื่อเสียงและมีประสบการณ์จากหลากหลายสาขาอาชีพ ทั้งแวดวงการเมือง เศรษฐกิจ นักวิชาการ สื่อสารมวลชน กลุ่มสตาร์ทอัพ ประมาณ 30-40 คน

เช่น “ดร.โกร่ง” นายวีรพงษ์ รามางกูร อดีตรองนายกฯ, นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์, นายดวงฤทธิ์ บุนนาค, นายอนุสรณ์ ธรรมใจ, นายโชติชัย เจริญงาม, นายศุภวุฒิ สายเชื้อ เป็นต้น มาร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นปัญหาของประเทศ รวมทั้งพูดคุยและเสนอแนะเพื่อทางออก

รายงานข่าวแจ้งว่า ขณะนี้ทางแกนนำกลุ่มเตรียมจัดตั้งเป็นเพจ CARE ขึ้น เพื่อสื่อสารกับประชาชนผ่านโซเชียลมีเดีย คาดว่าจะมีความชัดเจนในสัปดาห์นี้ โดยเมื่อทุกฝ่ายมีจุดร่วมที่ตรงกัน อาจจะนำไปสู่การตั้งพรรคการเมืองใหม่ต่อไป...(ข่าวสดออนไลน์)

ไม่นับยังมีกลุ่มของ “เสี่ยอ๋อย” จาตุรนต์ ฉายแสง แกนนำอดีตพรรคไทยรักษาชาติ ก็มีการเคลื่อนไหวตั้งพรรคใหม่เช่นกัน ซึ่งต้องติดตามว่าจะมีใครเข้าร่วมบ้าง โดยเฉพาะโฉมหน้าจะคล้ายสาขาพรรคในอาณัติ “ทักษิณ” หรือไม่

แต่ประเด็นที่น่าย้อนให้เห็น พบว่ามีความเคลื่อนไหวทิ้งพรรคเพื่อไทย มาตั้งแต่วันที่ 9 กรกฎาคม 2562 แล้ว

หลัง “ทักษิณ ชินวัตร” อดีตนายกฯ นายใหญ่แดนไกล วัย 70 ปี ทวิตเตอร์แจ้งงดจัดงานวันเกิดและงดรับแขก (ส.ส.ของพรรค) อย่างผิดสังเกต

จากนั้น “เฮียเพ้ง” พงษ์ศักดิ์ รักตพงศ์ไพศาล อดีต รมว.พลังงาน และแกนนำพรรคเพื่อไทย ในฐานะลูกน้องมือขวาของทักษิณ ประกาศต่อหน้า ส.ส.พรรคเพื่อไทยที่ไปร่วมงานเลี้ยงวันเกิดครบรอบ 69 ปี ว่าขอยุติบทบาททางการเมืองตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป เพื่อพักผ่อน

และ “ภูมิธรรม เวชยชัย” เลขาธิการพรรค “พ่อบ้านคนสำคัญ” ของพรรคเพื่อไทยก็ประกาศวางมือแบบ “ปัจจุบันทันด่วน”

สวนทางกับฝั่งคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ที่เข้ามามีบทบาทในฐานะ “ประธานพรรค” ควบเก้าอี้ประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์ พร้อมกับนำคนของตัวเองขึ้นมารับสืบทอดตำแหน่งเป็นแผง ที่เห็นชัดคือ ดัน น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ มาเป็นเลขาธิการพรรค จนกล่าวกันว่านับจากนี้ไปกลุ่มเจ้าแม่ กทม.ขึ้นกุมบังเหียนเพื่อไทยเสร็จสรรพ

ที่น่าสนใจไปกว่านั้น นักวิเคราะห์เชื่อว่า “ทักษิณ” จะไม่เลิกเล่นการเมือง

รวมทั้งมีข้อยืนยันจาก แหล่งข่าวใกล้ชิดเผยว่า ทักษิณเห็นแล้วว่ารัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันถึงอย่างไรก็ต้องแตกพรรคออกไปแบบพรรคไทยรักษาชาติ จะมีแค่พรรคเพื่อไทยพรรคเดียวคงเป็นไปไม่ได้ และพรรคเพื่อไทยเวลานี้ “รีโนเวต” ยาก มีปัญหาเยอะ ดังนั้นจึงจำเป็นต้องตั้งพรรคใหม่ เพียงแต่ขณะนี้ยังไม่ถึงเวลา

เหตุผลสำคัญอีกอย่าง คือ ทักษิณจำเป็นต้องใช้พรรคการเมืองในการเคลื่อนไหวทางการเมือง เพราะมีปัจจัยเรื่องนายพานทองแท้ ชินวัตร บุตรชาย ยังต้องขึ้นศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ในคดีกรุงไทยเป็นเหตุผลสำคัญ เพราะขนาดเคลื่อนไหวยังโดนขนาดนี้ ถ้าอยู่นิ่งๆ คงจะถูกกระทำฝ่ายเดียว... (ข้อมูลจากประชาชาติธุรกิจออนไลน์)

มาถึงตรงนี้ จึงน่าวิเคราะห์เช่นกันว่า การเคลื่อนไหวตั้งพรรคใหม่ของทักษิณในขณะนี้ อาจถึงเวลาแล้วก็เป็นได้

แต่ที่สำคัญเหนืออื่นใด ไม่ว่าจะตั้งพรรคใหม่กี่พรรคก็ตาม ตราบใดที่ยังเป็นพรรคของ “เถ้าแก่” ไม่ใช่พรรคของประชาชน พรรคยังเป็น “ทรัพย์สินประจำตระกูล” แกนนำยังเป็น “เด็กในบ้าน” การเมืองยังเป็นเครื่องมือรับใช้ต่อรองเพื่อประโยชน์ตัวเอง ไม่มีประชาธิปไตยในพรรค ไม่มีคนรุ่นใหม่เข้ามาสืบทอดจริงจัง อย่างที่ อ.พิชิต วิเคราะห์ปัญหาเอาไว้ ตราบนั้นก็คงยังเป็นเวรกรรมของประเทศไทยอยู่นั่นเอง และเหมือนเดิม


กำลังโหลดความคิดเห็น...