xs
xsm
sm
md
lg

เมื่อการต่ออายุ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน เพื่อสาธารณสุขกำลังถูกมองเป็นเพื่อความมั่นคงของ “ลุงตู่” งานนี้วัดใจ ** กลุ่มก๊วนเพื่อไทยนัดรวมพล “คนไม่เอาเจ๊หน่อย” เตรียมตั้งพรรคใหม่

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



ข่าวปนคน คนปนข่าว

** เมื่อการต่ออายุ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน เพื่อสาธารณสุขกำลังถูกมองเป็นเพื่อความมั่นคงของ “ลุงตู่” งานนี้วัดใจ

พลันที่สภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) มีมติต่ออายุการใช้อำนาจตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉินออกไปอีก 1 เดือน จนถึงสิ้นเดือนมิถุนายน ดรามาในโลกโซเชียลฯ ก็บังเกิด แน่นอนว่าฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยรีบหยิบฉวยโอกาสนี้ด่าว่า “รัฐบาลกำลังกลัวอะไรอยู่” กลัวม็อบ กลัวสภา กลัวการตรวจสอบ จึงต้องการใช้อำนาจ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน เพื่อประโยชน์ทางการเมืองและเพื่อความมั่งคงของ “ลุงตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม มากกว่าเหตุผลด้านสาธารณสุข

ร้อนถึง “ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์” โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ต้องออกโรงมาชี้แจงว่าเป็นการวิพากษ์วิจารณ์ที่ไม่มีเหตุผลและข้อเท็จจริง โฆษกรัฐบาลยืนยันว่า เหตุผลที่ประชุม สมช.ต่ออายุ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน เพราะได้พิจารณาถึงสถานการณ์ด้านสาธารณสุข ความปลอดภัยของประชาชน และผลประโยชน์ของส่วนรวมเป็นหลักสำคัญ เพราะตราบใดที่ยังไม่มีวัคซีนป้องกันโควิด-19 จำเป็นอย่างยิ่งต้องมีมาตรการดูแลอย่างเข้มงวดต่อไปเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการระบาดในระลอกที่ 2 อย่างดีที่สุด ไม่มีวาระซ่อนเร้นแต่อย่างใด

พล.อ.สมศักดิ์ รุ่งสิตา
ขณะที่ “พล.อ.สมศักดิ์ รุ่งสิตา” เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ก็บอกว่าในการประชุมได้เชิญหน่วยงานด้านความมั่นคง ข่าวกรอง สาธารณสุข รวมถึงหน่วยงานอื่นๆ มาหารือ โดยที่ประชุมพยายามชั่งน้ำหนักทุกมิติ ... แน่นอนว่า ความมั่นคงเป็นแกนหลัก แต่ก็เห็นความสำคัญของด้านสาธารณสุขเป็นหลักเช่นเดียวกัน นั่นคือแนวคิดที่ทำมาตั้งแต่ต้นให้ความสำคัญเรื่องนี้สำคัญที่สุด

ปัจจุบันแม้ดูเหมือนว่าสถานการณ์ในไทยดีขึ้น แต่สถานการณ์โลกยังน่าเป็นห่วง มีตัวเลขผู้ป่วยเพิ่มขึ้นทุกวัน ไทยเองแม้จะประสบความสำเร็จแต่ต้องระมัดระวังอย่างยิ่ง การผ่อนคลายต้องทำด้วยความระมัดระวัง ไม่ต้องการให้การติดเชื้อระลอกสอง... “ด้วยเหตุผลความจำเป็น” ทุกหน่วยจึงเห็นพ้องต้องกันให้ขยายการประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน อีก 1 เดือน เพื่อให้ครอบคลุมห้วงระยะเวลาเดือน มิ.ย.ทั้งเดือน โดยจะเสนอให้ ศบค.พิจารณาใน วันที่ 22 พ.ค.นี้ ถ้าเห็นด้วยจะนำเสนอเข้าสู่ที่ประชุม ครม.พิจารณาในสัปดาห์หน้า

ส่วนสาเหตุต้องต่ออีก 1 เดือน เพราะในเดือน มิ.ย.เป็นช่วงการผ่อนคลายระยะที่ 3 และ 4 ต้องยอมรับว่าการผ่อนคลายทุกระยะมีความเสี่ยงทุกขณะ ถ้าผ่อนคลายอย่างไม่ระมัดระวัง การแพร่ระบาดอาจจะกลับมาอีกและจะหนักกว่าเดิม จึงเห็นว่าการมีเครื่องมือในการกำกับดูแลอย่าง พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ถือตัวเป็นกำหนดตัวที่ดีอยู่แล้ว

สำหรับฝ่ายที่มองว่าการต่ออายุ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน เพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการป้องกันความเคลื่อนไหวทางการเมืองนั้น พล.อ.สมศักดิ์ยืนยันว่าไม่เคยคิดถึงเรื่องการเมืองเลย จนถึงวินาทีนี้ในฐานะที่ร่วมแก้ปัญหานี้มาตั้งแต่ต้น กล้ารับประกันว่าไม่ได้เอาเรื่องการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้อง การใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินยังคงใช้เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของโควิด-19 ไม่มีนัยทางการเมือง อาจจะมีผลกระทบต่อการเคลื่อนไหวของคนบางกลุ่ม แต่ทั้งหมดนี้เพื่อให้เกิดผลทางด้านสาธารณสุข เป็นสำคัญ

เรื่องนี้ก็ต้องดูตามกันต่อไปว่าการต่อ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน จะดรามาพัฒนาไปทางไหน

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา
ต้องไม่ลืมว่า ดรามานี้อ่อนไหว แหลมคม เพราะเรื่มมีการจุดประเด็นว่าการต่อ พ.ร.กฉุกเฉิน โดยไม่มีความจำเป็นคือ การต่ออายุรัฐบาล ขยายเวลาควบคุมประชาชน สะท้อนให้เห็นว่ารัฐต้องการปกป้องอำนาจตัวเอง ไม่ได้สนใจผลเสียต่อสภาพเศรษฐกิจ หรือปากท้องประชาชนเลยหรือไม่?

นาทีจากนี้ไป หาก “รัฐบาลลุงตู่” ไม่เร่งทำผลงานฟื้นฟู-เยียวยาผลกระทบจากโควิด-19 แก้ปัญหาปากท้องประชาชนให้เห็นผลเป็นที่ประจักษ์ชัด ก็น่าเป็นห่วง

มากกว่านี้ “ปัญหาการเมืองน้ำเน่า” รุมทึ้งงบฯ 4 แสนล้าน ทั้งจากคนในพลังประชารัฐ และสมทบจากพรรคร่วมรุมสกรัมอีก ปล่อยให้มีกระบวนการ “เฟกนิวส์” รายวัน บ่อนทำลายคนทำงานไปเรื่อยๆ ยิ่งจะลำบาก ศรัทธาต่อรัฐบาลที่ทำมา 3 เดือนเศษๆ ก็จะหายไปไม่มีเหลือ

“ลุงตู่” จะมัววิบวับๆ ลอยตัวคงไม่ได้ ก็ต้องเคลียร์คัต ตัดจบให้ได้โดยเร็ว ... มิเช่นนั้น บอกเลยงานนี้วัดใจโควิดยังไม่สงบ ระลอก 2 ก็หวาดๆ จะมา การเมืองก็ยังปั่นป่วน “ลุงตู่” จะไหวหรือ?

** กลุ่มก๊วนเพื่อไทยนัดรวมพล “คนไม่เอาเจ๊หน่อย” เตรียมตั้งพรรคใหม่ สุดท้ายจะเป็นจริงหรือไม่ ก็ยังคงต้องรอไฟเขียวจากคนแดนไกลอยู่ดี

สมพงษ์ อมรวิวัฒน์ - คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์
ใกล้ครบ 1 ปีการเป็นรัฐบาลของ “นายกฯ ลุงตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่มาตามระบอบประชาธิปไตยผ่านการเลือกตั้ง ขณะเดียวกันเมื่อหันไปมองฟากฝั่งฝ่ายค้านก็ยังไม่มีผลงานที่เป็นโล้เป็นพาย...

มิหนำซ้ำแกนนำพรรคร่วมฝ่ายค้านอย่าง “พรรคเพื่อไทย” ที่ประกอบไปด้วยหลายกลุ่ม มากก๊วน ก็เริ่มระหองระแหง มีรอยปริร้าวให้เห็นชัดขึ้นเรื่อยๆ

เริ่มจากระดับบนก็มีอำนาจทับซ้อนกัน ระหว่าง “สมพงษ์ อมรวิวัฒน์” หัวหน้าพรรค ที่เป็นผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร กับ “เจ๊หน่อย” คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ซึ่งรั้งตำแหน่งประธานยุทธศาสตร์พรรค แต่กลับทำตัวเป็นเบอร์ 1 ของพรรค

จุดที่คนในพรรคไม่พอใจ “เจ๊หน่อย” ก็คือจะดูแลแต่เด็กในคาถาของตนเอง ปล่อยกลุ่มอื่นให้เคว้งคว้าง จนบรรดา ส.ส.แสดงความไม่พอใจมาแล้วหลายครั้ง ถึงกับมีบางกลุ่มยกขบวนบินไปฟ้อง “นายใหญ่” ถึงดูไบ แต่นายใหญ่ก็ยังคงมอบความไว้วางใจให้เจ๊หน่อยดูแลพรรคไปพลางก่อน เพราะยังเป็นช่วงที่ไม่สามารถทำอะไรกับฝ่าย “ลุงตู่” ที่กุมอำนาจไว้ได้

เพราะตราบใดที่กติกาตามรัฐธรรมนูญยังเปิดช่องให้ ส.ว.ร่วมโหวตบุคคลที่จะมาเป็นนายกฯ ...โอกาสที่พลพรรคเพื่อไทยจะกลับมาครองอำนาจเป็นรัฐบาล ก็ยังคงมืดมนต่อไป

บรรดากลุ่มก๊วนที่ไม่พอใจ “เจ๊หน่อย” แต่ไม่สามารถทำอะไรได้ จึงมีความเคลื่อนไหวอีกครั้งเพื่อตั้งพรรคใหม่ ... โดยร่วมกับกลุ่มที่เคยแยกตัวออกไปอยู่กับ “พรรคไทยรักษาชาติ” ในช่วงก่อนเลือกตั้ง ตามยุทธศาสตร์ “แตกแบงก์พัน” ... เมื่อไทยรักษาชาติถูกยุบพรรค และตัดสิทธิกรรมการบริหารพรรค 10 ปี แต่ก็ยังมีระดับแกนนำที่ไม่ได้ถูกตัดสิทธิไปด้วย อย่างเช่น “จาตุรนต์ ฉายแสง” อดีตรองนายกรัฐมนตรี และรักษาการหัวหน้าพรรคเพื่อไทย, “พิชัย นริพทะพันธุ์” อดีต รมว.พลังงาน เป็นต้น

พรรคที่จะตั้งขึ้นใหม่นี้จะเป็นการร่วมกลุ่มของอดีต ส.ส.พรรคไทยรักไทย อดีตสมาชิกพรรคไทยรักษาชาติ อดีต ส.ส.ในสาย “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” ซึ่งเป็นที่รับรู้กันว่าเป็นคู่เกาเหลากับเจ๊หน่อย รวมทั้งนักการเมืองสาย “เจ๊แดง” เจ้าแม่วังบัวบาน

เรียกง่ายๆ ว่าพรรคใหม่นี้จะเป็นที่รวมพลคนไม่เอา “เจ๊หน่อย” นั่นเอง!!

จาตุรนต์ ฉายแสง - พิชัย นริพทะพันธุ์
การชิงจังหวะออกมาตั้งพรรคใหม่นี้ก็เพื่อให้มีความพร้อมเสมอ ทั้งในแง่ของโครงสร้างพรรค กรรมการบริหารพรรค และความเป็นสมาชิกพรรคที่ต้องมีอายุ 90 วัน ก่อนการเลือกตั้งถึงจะลงสมัครได้ ...เพราะการเมืองไม่มีอะไรแน่นอน “รัฐบาลลุงตู่” อาจเจอปัญหาจนถึงขั้นต้อง “ยุบสภา” เมื่อไรก็เป็นได้

คนเหล่านี้มั่นใจว่าจะสามารถโกยคะแนนจนส่งให้กลับมาเป็น ส.ส.ได้ เพราะเชื่อว่าคะแนนของ “พรรคอนาคตใหม่” ที่ได้ไปในการเลือกตั้งครั้งก่อน เป็นคะแนนของตัวเองที่ได้เทไปให้หลังเกิดการ “ยุบพรรคไทยรักษาชาติ”

การตั้งพรรคใหม่นี้ใช่ว่าจะเป็นข่าวโคมลอย เพราะได้รับการยืนยันจาก “พิชัย นริพทะพันธุ์” ว่ามีการคุยกันกับหลายกลุ่มว่าจะทำอย่างไรให้มีพรรคที่เป็นความหวังของประชาชน มีแนวทางแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจได้

ในมุมมองของ “พิชัย” เห็นว่าสภาวะการเมืองปัจจุบัน พรรคการเมืองหลักๆ ที่มีอยู่ ไม่ว่าจะเป็น “เพื่อไทย-พลังประชารัฐ-ก้าวไกล-ประชาธิปัตย์-ภูมิใจไทย” ต่างก็มีความนิยมที่ตกต่ำลงอย่างมาก หลายพรรคมีความแตกแยกภายในสูง ไม่สามารถสร้างความหวังให้กับประชาชนได้ ดังนั้นการมีพรรคการเมืองใหม่จึงมีโอกาสเกิดขึ้น และประสบความสำเร็จได้สูง หากสามารถสร้างความหวัง และแก้ปัญหาให้กับประชาชนได้

ก็คงต้องจับตากันต่อไปว่า “พรรครวมพลคนไม่เอาเจ๊หน่อย” จะเกิดขึ้นจริงหรือไม่ ...แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น เงื่อนไขก็ยังขึ้นอยู่กับว่าจะได้ไฟเขียวจากคนแดนไกลที่อยู่ดูไบหรือไม่!



กำลังโหลดความคิดเห็น