xs
xsm
sm
md
lg

“โควิด” พลิกโอกาสให้ “ลุงตู่” แต่ฝ่ายค้านกลับตรงข้าม !!

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



เมืองไทย 360 องศา

ไม่น่าเชื่อว่าในช่วงเวลาเพียงชั่วไม่กี่เดือนนับตั้งแต่ช่วงปลายปีที่แล้วต่อเนื่องมาจนถึงต้นปี ตั้งแต่เดือนมกราคม กุมภาพันธ์ ที่หากย้อนกลับไปพิจารณาเหตุการณ์ในช่วงเวลานั้นจะพบว่า รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา โดยเฉพาะ “ลุงตู่” กำลังเริ่มเข้าสู่ภาวะวิกฤตเข้าไปทุกที เพราะกำลังเจอกับปัญหารอบด้าน ทั้งการเคลื่อนไหวต่อต้านจาก “กลุ่มการเมือง” ที่กำลังดันหลังพวกเด็กๆ นักเรียนนักศึกษาออกมา โดยมีการเคลื่อนไหวกันแทบทุกมหาวิทยาลัย

ขณะเดียวกัน ยังผสมโรงเข้ามาจากเรื่องปัญหาเศรษฐกิจ ที่แม้จะมีสาเหตุหลักมาจากเรื่องสงครามการค้า แต่ก็ย่อมส่งผลกระทบเศรษฐกิจของไทยอย่างรุนแรงทุกระดับ เนื่องจากบ้านเรายังต้องพึ่งพาการส่งออกอยู่กว่าร้อยละ 80 และที่สำคัญก็คือ ที่ผ่านมา เกือบจะ 6 ปีของรัฐบาล “ลุงตู่” ยังไม่ได้ผลักดันเรื่องการ “ปฏิรูป” หลักๆ ให้สำเร็จเลย

และที่สำคัญอีกอย่างหนึ่ง อาจเป็นเพราะ “ลุงตู่” อยู่มานานแล้วก็ได้ ซึ่งนิสัยคนไทยก็คือมัก "ขี้เบื่อ" ก็เป็นได้

อย่างไรก็ดี หากพิจารณาเฉพาะปัญหาโรคระบาดจากเชื้อไวรัสโควิด-19 ที่เริ่มรุนแรงมาตั้งแต่ช่วงเดือนกุมภาพันธ์เป็นต้นมา หากยังจำกันได้ เวลานั้นประเทศไทยถือว่ามีผู้ติดเชื้อ “เป็นประเทศแรกของโลก” นอกประเทศจีน ที่เริ่มระบาดจากเมืองอู่ฮั่น มณฑลหูเป่ย และยังเคยมีสถิติผู้ติดเชื้อ “เป็นอันดับสองของโลก” ด้วยซ้ำไป

ตอนนั้นประเทศไทยเริ่มเข้าสู่วิกฤตและยังถูกการ “โฆษณาชวนเชื่อ” แบบดิสเครดิตกันทุกทางจากกลุ่มการเมืองฝ่ายตรงข้าม โดยเฉพาะจากพรรคฝ่ายแค้น และพรรคฝ่ายค้านผสมโรงกันเข้ามา ถึงขั้นใช้ถ้อยคำปรามาสแบบว่า “ผู้นำ (ไม่ฉลาด) จะทำให้เราตายหมด” ฝ่ายหน่วยงานที่รับผิดชอบ โดยเฉพาะกระทรวงสาธารณสุข รวมไปถึงกระทรวงพาณิชย์ เริ่ม “เอาไม่อยู่” เพราะทั้งสองเรื่องหลัก ไม่ว่าภาวการณ์ระบาดที่เริ่มรุนแรง ภาพความน่ากลัวในประเทศจีน ที่เป็นเมืองร้าง การขาดแคลนหน้ากากอนามัย ความตื่นกลัวของประชาชนที่ต้องแย่งกันกักตุนสินค้าบริโภค จนบางอย่างขาดแคลน มีการแย่งซื้อกันแบบโกลาหล

อีกทั้งสภาพของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ในวันที่แถลงทางโทรทัศน์ในช่วงนั้น ก็ต้องบอกว่า “ดูไม่ได้” เอาเสียเลย เนื่องจากคงเกิดจากความเครียด และเป็นทุกข์เป็นกังวล

แต่ในที่สุด เมื่อตั้งหลักได้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ก็เลือกใช้ผู้เชี่ยวชาญในระดับปรมาจารย์ทางการแพทย์ มาเป็นที่ปรึกษาให้ข้อเสนอแนะทางด้านการสาธารณสุข และรับฟัง และเดินตามคำแนะนำอย่างเคร่งครัด ตัวเขาเพียงใช้อำนาจนายกฯ ในการอำนวยความสะดวกเพื่อให้การควบคุมป้องกันและรักษาโรคเป็นไปตามมาตรฐานเท่านั้น

จากนั้น เมื่อมีการประกาศบังคับใช้พระราชกำหนดบริหารสถานการณ์ฉุกเฉิน เมื่อปลายเดือนมีนาคม รวบอำนาจทุกกระทรวงมาขึ้นตรงและใช้บริการของหัวหน้าหน่วยราชการ ในระดับปลัดกระทรวงต่างๆ มาร่วมอยู่ในศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) หรือ ศบค. รวมไปถึงการตั้ง นพ.ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน เป็นโฆษกศูนย์ดังกล่าว ทำให้สถานการณ์เริ่มลงตัว ประกอบกับมาตรการการควบคุมต่างๆ ที่ออกมาเริ่มได้ผล ทำให้สามารถควบคุมการแพร่ระบาดของโรค จากเคยมีผู้ป่วยวันละหลายร้อย เริ่มกลับเข้าสู่หลักร้อย หลักสิบ หลักหน่วย จนบางวันไม่มีผู้ป่วยและผู้เสียชีวิตเพิ่ม รวมไปถึงมีผู้ป่วยที่ต้องรักษาเหลืออยู่ในโรงพยาบาลเพียงแค่หลักร้อยเศษ เท่านั้น

จากเดิมที่คาดกันว่า ภายในเดือนเมษายน และเดือนพฤษภาคม อาจจะมีผู้ป่วยจำนวนเพิ่มขึ้นเป็นหลักแสนคน จนเกินรองรับของบุคลากรและอุปกรณ์ทางการแพทย์ แต่ในที่สุดมาถึงวันนี้ทุกอย่างพลิกกลับเป็นตรงกันข้าม รัฐบาลไทยได้รับคำชื่นชมจากทั่วโลก ความเชื่อมั่นของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา กลับมาอีกครั้ง เพราะแม้ว่าในช่วงแรกๆ ในเรื่องมาตรการเยียวยาที่ดูวุ่นวาย แต่มาถึงวันนี้ ทุกอย่างก็เริ่มคลี่คลาย มีการเยียวยาที่ครอบคลุมหลายสิบล้านคนแล้ว เสียงวิจารณ์ความวุ่นวายก็เริ่มนิ่ง

ขณะที่เมื่อหันไปมองฝ่ายค้านที่เวลานี้ยังมองหาทิศทางไม่เจอ วันๆ ถูกมองว่ามีแต่เสียงด่า จนกลายเป็น “ตัวอิจฉาในละครน้ำเน่า” ไปแล้ว จะคิด จะทำ จะเสนอความเห็นอะไรล้วนไม่เป็นโล้เป็นพาย หรือคิดช้าไม่ทันการณ์เพราะฝ่ายรัฐบาลดำเนินการไปหมดแล้ว กลายเป็นว่าทุกอย่างพลิกกลับหักมุมเป็นตรงกันข้าม พลิกโอกาสให้กลายเป็นวิกฤตเฉยเลย

อย่างไรก็ดี สำหรับ “ลุงตู่” แม้ว่านาทีนี้กำลัง “ขึ้นหม้อ” อีกครั้ง แต่ต้องไม่ลืมว่าหนทางข้างหน้ายังหนักหนาสาหัสนัก โดยเฉพาะการฟื้นฟูหลังจากนี้ หากไม่โดนใจ ทุกอย่างก็อาจจะกลับมาเป็นแบบเดิมก็เป็นได้ !!



กำลังโหลดความคิดเห็น