xs
xsm
sm
md
lg

(คำต่อคำ) ผู้เฒ่าเล่าเรื่อง : มองนโยบายเศรษฐกิจในยุค “สมคิด จาตุศรีพิทักษ์”

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



วันนี้ (20 ธ.ค.) เวลาประมาณ 09.00 น. นายสนธิ ลิ้มทองกุล อดีตแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ไลฟ์ผ่านเฟซบุ๊กแฟนเพจ “คุยทุกเรื่องกับสนธิ” ในสไตล์ผู้เฒ่าเล่าเรื่อง ประเด็นร้อนๆ สำหรับศุกร์นี้มีหลายเรื่องที่คุณสนธิจะพูดให้ฟังราชทัณฑ์จะทำอย่างไรเมื่อเกณฑ์ลดโทษอย่าง “สมคิด พุ่มพวง” เป็นอันตรายต่อชาวบ้าน

เมื่อ “ธนาธร” ลงถนนจะเป็นอย่างไรในมุมมองคุณสนธิ

และมาถึงเรื่องที่หลายๆ คนอยากฟังจากคุณสนธิในเรื่องเศรษฐกิจปีหน้าจะเป็นอย่างไร จะแย่เหมือนที่หลายๆ คนพูดไว้หรือไม่



คำต่อคำ SONDHI TALK [20 ธ.ค. 2562] ราชทัณฑ์จะทำอย่างไรเมื่อเกณฑ์ลดโทษอย่าง "สมคิด พุ่มพวง" เป็นอันตรายต่อชาวบ้าน / เมื่อธนาธร ลงถนนจะเป็นอย่างไร / เศรษฐกิจปีหน้าจะเป็นอย่างไร จะเเย่เหมือนที่หลายๆคนพูดไว้หรือไม่

สวัสดีครับท่านผู้ชม วันนี้เป็นวันศุกร์ที่ 20 ธันวาคม 2562 เหมือนเช่นเคยนะครับ เรากลับมาพูดคุยกันเรื่องราวต่างๆ ที่เกิดขึ้นทั้งในอดีตและปัจจุบัน ก่อนที่เราจะเข้าสู่รายการวันนี้ เดี๋ยวผมจะเล่าให้ฟังว่าวันนี้ผมจะพูดเรื่องอะไรบ้าง สำหรับท่านผู้ชมที่ไถ่ถามกันมาว่าจะติดตามรายการต่างๆ ของ "คุยทุกเรื่องกับสนธิ" ได้อย่างไร นอกเหนือจากติดตามทางเฟซบุ๊กแล้ว ทางเฟซบุ๊กให้ท่านผู้ชมกดคำว่าไลฟ์ (Live) และ Follow หรือกดติดตาม แล้วเลือก See first เอาไว้ในเพจ "คุยทุกเรื่องกับสนธิ" เพราะจะมีการมอบของขวัญปีใหม่จากผมให้กับแฟนๆ รายการ ส่วนแฟนๆ ที่ไม่ได้ดูตอนไลฟ์แต่อยากได้ของขวัญด้วย ซึ่งมีหลายคนมากคอมเมนต์เอาไว้ ก็ให้ติดตามโพสต์จากแอดมินไว้ให้ดี จะมีมามอบให้แต่ละโพสต์ที่โพสต์เข้ามา ส่วนในขณะที่เราไลฟ์อยู่ จะมีคอมเมนต์จากแอดมินลงว่า ให้แฟนๆ ช่วยแชร์ ให้ลงชื่อไว้ในนี้ ให้ไปลงไว้ในคอมเมนต์นี้เท่านั้น ทางทีมงานจะคัดเลือกแล้วส่งของขวัญให้

ช่องทางอีกช่องทางหนึ่งที่เปรียบเสมือนห้องสมุดเคลื่อนที่ รวบรวมทุกอย่างอยู่ในนั้น ให้ท่านผู้ชมเข้าไปที่ยูทูป ค้นหาคำว่า SONDHI TALK กด Subscribe เอาไว้ คือสมัครไว้ เท่านี้ก็จะไม่พลาดทุกความเคลื่อนไหว

สำหรับแฟนๆ คนไหนอยากดูทั้งเนื้อหาเลย ทั้ง text คำพูด ถอดคำพูด และจับประเด็นแต่ละเรื่อง ให้เข้าไปที่เว็บไซต์ www.sondhitalk.com เพราะว่าจะรวมไว้ในเว็บไซต์โดยแยกเป็นแต่ละหมวดหมู่ครบทุกเรื่องทีเดียว

อีกช่องทางหนึ่ง เหมาะสำหรับคนที่อยากฟังเสียงโดยเฉพาะ อาจจะไม่ชอบขี้หน้าผม ก็ฟังแต่เสียง ก็ให้ดาวน์โหลดมาเก็บไว้ฟังได้ เรามี podcast SONDHI TALK ที่รวบรวมเสียงทุกตอนเอาไว้ในที่นี้ นี่ก็เป็นการโฆษณาประชาสัมพันธ์รายการของเรานะครับ

อาทิตย์นี้มีเรื่องราวอยู่ประมาณ 3 เรื่องที่จะต้องพูดกัน วันนี้โต๊ะค่อนข้างจะรกเป็นพิเศษ ผิดปกติ ก็ไม่ได้มีอะไรผิดปกติหรอกครับ เพียงแต่ว่าข้อมูลข่าวสารตอนที่ 3 ในเรื่องที่ 3 ของวันนี้อาจจะต้องมีตัวเลขบ้าง แต่ผมจะพยายามหลีกเลี่ยงตัวเลขนะครับ

วันนี้ผมจะพูดอยู่ 3 เรื่อง เรื่องแรกคือเรื่องนายสมคิด พุ่มพวง ซึ่งเป็นฆาตกรที่เพิ่งถูกปล่อยตัวมาจากกรมราชทัณฑ์ และก็มีอีกเรื่องหนึ่งต่อมา คือเรื่องธนาธร แฟลชม็อบ เหตุผลที่ผมต้องพูดเรื่องธนาธร เพราะเมื่อสองวันที่ผ่านมา คุณชัยฤทธิ์ ยนเปี่ยม ผู้สื่อข่าวหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ โทรศัพท์มาขอสัมภาษณ์ผม โดยผ่านคุณนก นพรัตน์ ในเรื่องของธนาธร ผมก็ให้สัมภาษณ์ไปพอสมควร แต่ก็ปรากฏว่าเข้าใจว่าเขาไม่ได้เอาลง เหตุผลอาจจะเป็นเพราะว่าทางหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ หรือกองบรรณาธิการเขาอาจจะเห็นว่าผมพูดจาตรงไปตรงมามากเกินไปมั้ง ผมก็เลยจำเป็นต้องเอาเรื่องที่ผมให้สัมภาษณ์ไปนั้นมาพูด เพื่อความเป็นธรรม เพราะไหนๆ ผมก็พูดกับสื่อมวลชนรายหนึ่งไปแล้ว ท่านผู้ชมที่ดูรายการนี้ก็สมควรที่จะได้รับทราบว่าผมได้พูดอะไรไปบ้าง

เรื่องสุดท้ายก็เป็นเรื่องที่ท่านผู้ชมหลายๆ ท่านรอคอยอยู่ คือเรื่องเศรษฐกิจไทยตอนนี้มันฟุบ หรือมันชะลอตัว หรือตก หรือมีโอกาสอะไรบ้างที่จะเกิดขึ้น สามเรื่องนี้น่าที่จะให้ความรู้กับท่านผู้ชมมากพอสมควร ขณะเดียวกัน อาจจะทำให้ท่านผู้ชมได้คิดถึงเรื่องแต่ละเรื่อง

ก่อนจะเข้าเรื่องแรก คือเรื่องนายสมคิด พุ่มพวง โปรดเข้าใจก่อนนะครับว่าไม่ใช่ ดร.สมคิด และคุณพุ่มพวง ดวงจันทร์ นะครับ มีคนส่งรูปมาทางไลน์ให้ผมดูบอกว่า มีใครบ้างไม่รู้จักสมคิด พุ่มพวง แล้วรูปซ้ายก็เป็นรูปของ ดร.สมคิด รูปขวาคือรูปของพุ่มพวง ดวงจันทร์ ในภาวะวิกฤตนี้ คนไทยก็ยังมีอารมณ์ขันอยู่ตลอดเวลานะครับ

วันที่ 27 ธันวาคม คือวันศุกร์หน้า จะเป็นศุกร์สุดท้ายในปีนี้ ที่รายการคุยทุกเรื่องกับสนธิ จะออกรายการในวันที่ 27 คือวันศุกร์ที่ 27 ก่อนสิ้นปี ส่วนจะเป็นเรื่องอะไรก็มาดูกันนะครับ ตอนนี้ทางทีมงานเขาได้เตรียมงานอะไรหลายอย่างไว้สำหรับมอบเป็นของขวัญปีใหม่ให้กับท่านผู้ชม แล้วเมื่อเปิดมาปีใหม่ ท่านผู้ชมอย่าเพิ่งติดตามรายการวันศุกร์ที่ 3 ไม่ครับ ขอพักอีกนิด เอาไปเริ่มกันวันที่ 10 ก็แล้วกันนะครับ สรุปง่ายๆ 27 ธันวาคมนี้ เป็นรายการสุดท้ายของปีนี้ และรายการแรกของปีหน้า คือวันที่ 10 มกราคม

ท่านผู้ชมครับ สมคิด พุ่มพวง ตอนนี้ดังมากในหมู่โซเชียลมีเดีย คือพูดง่ายๆ ว่า ทุกคนก็บอกว่าฆาตกรแบบนี้ปล่อยออกมาได้อย่างไร แล้วทำไมถึงไม่จัดการ ทำไมถึงละเลย ประการแรก ผมต้องเรียนให้ทราบก่อนในฐานะคนที่เคยอยู่เรือนจำมา 3 ปี ผมพอจะรู้เรื่องนี้มากพอสมควร และผมเองก็มีข้อคิดอะไรหลายอย่างที่จะมอบให้กับกรมราชทัณฑ์ และกระทรวงยุติธรรม เอาไปพิจารณาดู

ท่านผู้ชมใจเย็นๆ นะครับ วันนี้ฟังเรื่องสมคิดแล้วอย่ามีอารมณ์ ความจริงแล้วความผิดพลาดของสมคิด ไม่ได้ผิดพลาด คือคนที่เคยทำผิดแล้วไปทำซ้ำ ตามสถิติมีอยู่แล้วครับ ถ้าปล่อยออกมา 100 คน ปีแรกจะมีคนทำผิดพลาดซ้ำประมาณ 10 เปอร์เซ็นต์ คือ 10 คน ปีที่ 2 น่าจะขึ้นถึง 17-18 เปอร์เซ็นต์ ปีที่ 3 ถึง 37 เปอร์เซ็นต์ แปลว่านักโทษที่เราปล่อยออกไป 100 คน พอเข้าปีที่ 3 แล้ว จะมี 37 คน 37 เปอร์เซ็นต์นี้ ทำผิดซ้ำ อันนี้เป็นตัวเลขที่ผมคิดว่าทางกรมราชทัณฑ์ท่านเองก็มีอยู่แล้ว ท่านคงจะไม่ถกเถียงกับผมในเรื่องตัวเลขนี้

ตรงนี้สะท้อนให้เห็นอะไรครับ ตรงนี้สะท้อนให้เห็นว่า กระบวนการเอาคนดีคืนสู่สังคมมีข้อบกพร่องพอสมควร ถ้า 100 คนออกไป แล้ว 37 คน ปีที่ 3 เข้ามา แสดงว่าเราไม่สามารถที่จะฝึกอบรมนักโทษให้เป็นคนดีเข้าสู่สังคมได้ เพราะถ้าคนดีเข้าสู่สังคมได้ เปอร์เซ็นต์ไม่ควรจะสูงถึง 37 เปอร์เซ็นต์ เปอร์เซ็นต์น่าจะต่ำ ไม่ถึง 10 เปอร์เซ็นต์ จึงจะเป็นตัวเลขที่ดูว่าใช้ได้ แต่เรื่องนี้ไม่ใช่เพิ่งเกิดขึ้นตอนนี้ เรื่องนี้เกิดขึ้นมานมนานแล้ว และกระบวนการฝึกอบรม หรือกระบวนการอบรมนักโทษที่กรมราชทัณฑ์มีให้นั้น ค่อนข้างจะล้าสมัย ไม่มีเหตุไม่มีผล และไม่ได้ฝึกอบรมให้เขาออกไปทำมาหากินได้

ทีนี้ กรณีนายสมคิด ระหว่างนายสมคิด ซึ่งทำผิดซ้ำ กับอีกคนหนึ่งซึ่งลักทรัพย์ แล้วก็มาลักทรัพย์ซ้ำ ก็คือความผิดซ้ำเหมือนกัน เป็นเพียงแต่ว่าเนื้อหาของนายสมคิดนั้นเป็นเนื้อหาที่ค่อนข้างจะโหดเหี้ยมและอำมหิต คำถามที่ประชาชนถามว่า คนที่โหดเหี้ยมอำมหิตประเภทนี้ ปล่อยตัวไปได้อย่างไร มีหลายคนก็ทำเป็นตารางมาให้ดู เช่น บางคนฆ่าหั่นศพ หลายอย่าง ติดคุก 11 ปี บางคนเป็นหมอ ฆ่าภรรยา ติดคุก 12 ปี แล้วก็ได้ออก บางคนโน่นนี่นั่น 14 ปีก็ได้ออก แต่ท่านผู้ชมมาดูตัวเลขสถิตินิดหนึ่ง ถ้าเราเห็นนักโทษที่อยู่ในเรือนจำ 100 เปอร์เซ็นต์ 79 เปอร์เซ็นต์ เป็นโทษยาเสพติด อีก 17 เปอร์เซ็นต์ เป็นพวกลักทรัพย์ และที่ร้ายแรงจริงๆ รู้สึกจะมีอยู่ 5 เปอร์เซ็นต์ หรือ 6 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งผมจำไม่ค่อยได้ แต่ว่าคดีอื่นๆ ซึ่งไม่ใช่คดีร้ายแรง ก็จะมีอยู่ประมาณไม่ถึง 3 เปอร์เซ็นต์ คดีอะไรที่ไม่ร้ายแรง อย่างเช่นคดีผม เป็นคดีที่ไม่ร้ายแรง คดีการเงินไม่ร้ายแรงนะครับ


พอเรามามองอย่างนี้แล้ว คำถามก็มีอยู่ว่า มันผิดปกติไหม ท่านผู้ชมครับ ไม่มีอะไรผิดปกติ ทุกอย่างเป็นไปตามระเบียบ ก็คือว่า เมื่อมีการลดโทษ ทุกคนก็ได้ลดโทษหมด ลดโทษมาก ลดโทษน้อย ถ้าคนที่ไม่มีท้ายกฤษฎีกา ถ้าเป็นการอภัยโทษครั้งใหญ่ ก็จะได้ลดโทษครึ่งหนึ่ง 50 เปอร์เซ็นต์ ถ้าสมมุติว่ามีต่อท้ายกฤษฎีกา อย่างเช่น เป็นคดีที่เขาบอกว่าเป็นภัย หรืออะไรก็ตาม ก็จะลดเหลือ 1 ใน 3

คดียาเสพติด ถ้าเป็นคดียาเสพติดใหญ่ๆ อย่างเช่น คนที่ขนยาบ้าเป็นล้านๆ เม็ด ก็จะได้ลดโทษ 1 ใน 6 , 1 ใน 7 หรือส่วนใหญ่ก็จะเป็น 1 ใน 8 ผมเชื่อว่าคดีนายสมคิดน่าจะได้ลดโทษประมาณ 1 ใน 8 แต่ท่านผู้ชมครับ 14 ปีที่นายสมคิดติดคุกมาก ได้ลดมาตลอด จะลด 1 ใน 8 หรือ 1 ใน 7 ก็ได้ลด จากตลอดชีวิตก็เหลือ 50 ปี จาก 50 ปี ถ้าได้ลด 1 ใน 8 ก็ลดไปอีก 6 ปี ใน 14 ปีที่ผ่านมา บางปีมีการอภัยโทษถึง 2 ครั้ง อย่างน้อยที่สุดทุกปีจะมีปีละครั้ง เพราะฉะนั้นแล้วจึงเป็นปกติธรรมดาที่นักโทษอย่างนายสมคิด หรือนักโทษอุกฉกรรจ์หลายอย่าง จะได้รับการลดโทษมาโดยตลอด

ข้อบกพร่อง ถ้ากรมราชทัณฑ์มี ซึ่งมีมาตั้งแต่ในอดีตแล้ว ก็คือ ไม่สามารถจะจำแนกโทษออกให้ชัดเจน อย่างเช่น โทษคดีฆ่า ประทุษร้ายต่อชีวิต ฆ่าคน ฆ่าคนนี่ควรจะอยู่ในหัวข้อของการที่จะต้องลงโทษอย่างรุนแรง หรือไม่ปล่อยออกมาหรือเปล่า ก็ต้องแบ่งออกมาอีก แม้กระทั่งคดีฆ่า ก็ต้องแบ่ง อย่างเช่น ถ้าฆ่าอย่างโหดเหี้ยมอำมหิต อย่างนายสมคิดนี่ ฆ่าผู้หญิง 5 ราย หรือฆ่ายกครัว เดินเข้าไปในบ้านแล้วควักปืนออกมายิงพ่อ ยิงแม่ ยิงลูก อย่างนี้ต้องถือว่าโหดเหี้ยมอำมหิต แต่ฆ่ากันเพราะลุแก่โทสะ ขับรถมาปาดหน้า ปาดไปปาดมา ลงจากรถมาชกต่อยกัน อีกคนยกปืนขึ้นมายิง ก็ถือว่าเป็นการฆ่าคนตายโดยเจตนา สองคดีนี้คนตายจริง แต่ลักษณะของสาระของคดีจะไม่เหมือนกัน ตรงนี้คือสิ่งที่ท้าทายกรมราชทัณฑ์ ว่ากรมราชทัณฑ์สามารถจะจำแนกสาระของคดีได้ไหม

กรมราชทัณฑ์ในอดีตจะเอาจำนวนปีเป็นตัวตั้ง อย่างเช่น ใครโทษ 50 ปี ก็อยู่กับพวก 50 ปี ใครโดนโทษ 20 ปี ก็อยู่กับพวก 20 ปี ทั้งๆ ที่โดยสาระของคดีแล้ว บางครั้งมันคนละเรื่องกันเลย คนๆ หนึ่งฆ่าคนโดยเจตนา รับสารภาพ ลดโทษให้เหลือ 20 ปี อีกคนหนึ่งทำผิดทางแพ่ง แต่เผอิญมีความผิดทางอาญาพ่วง เช่น เอกสารเท็จ โน่นนี่นั่น ก็โดน 20 ปี เพราะหลายกรรม แต่เอาคนที่ไม่ได้มีความโหดเหี้ยมอำมหิต แต่มีความผิดทางด้านเอกสาร กับคนที่มีความโหดเหี้ยมอำมหิต แล้วเอามาผสมกันว่า 20 ปีเท่ากัน นี่คือข้อผิดพลาดของกรมราชทัณฑ์ที่มีมานานแล้ว เพราะฉะนั้นการจำแนกจากนี้ไปจะต้องปรับปรุงและเปลี่ยนแปลงเสียใหม่ ที่ผมคิดว่ามีเหตุมีผลมากเป็นเรื่องอะไรรู้ไหมครับ

อย่างกรณีนายสมคิด กรมราชทัณฑ์ต้องไปสำรวจดูว่ากรณีฆ่าคนแบบนายสมคิดแบบนี้ จะเป็นการฆ่าโดยแบบสมคิด หรือจะเป็นการฆ่าแบบประเภทยิงเผาขน หรือตั้งใจฆ่าจริงๆ คนพวกนี้จะต้องมีเวลาที่อยู่ในห้องขังหรือถูกจองจำอย่างน้อยระยะหนึ่ง 10 ปี หรือ 15 ปี โดยที่ไม่มีการได้รับการลดโทษเลย พออยู่ครบ 10 ปี หรือ 15 ปี แล้วค่อยพิจารณาว่าจะให้ทำชั้นได้อย่างไร ก็คือว่า สามารถจะสอบจากชั้นกลางได้เป็นชั้นดี จากชั้นดี เป็นดีมาก จากดีมาก เป็นเยี่ยม แล้วหลังจากนั้นค่อยมีสิทธิได้รับการลดโทษ แต่ต้องผ่านระยะเวลาหนึ่งเข้ามาก่อน ไม่ใช่ว่าพอเข้าไปปั๊บ ใช้เวลาไม่เกิน 2 ปี ก็พัฒนาตัวเองเป็นนักโทษชั้นเยี่ยม แล้วพอมีการอภัยโทษ ก็ให้อภัยเท่าเทียมกันหมดทุกคนโดยที่ไม่ดูสาระของคดีเลยแม้แต่นิดเดียว ตรงนี้คือข้อผิดพลาดของกรมราชทัณฑ์ และไม่ใช่กรมราชทัณฑ์ที่เกิดขึ้นในวันนี้ เป็นมาตั้งนานแล้ว เผอิญท่านอธิบดีคนนี้ ท่าน พ.ต.อ.ณรัชต์ เศวตนันท์ ท่านเป็นคนที่กล้ารับผิดชอบ ท่านก็แอ่นอกรับแทนทุกคนว่าผมผิดเอง แต่จริงๆ แล้วนายสมคิด โทษ 14 ปี ได้ลดมาตลอด เผอิญมาวินาทีสุดท้ายในวันราชาภิเษก ซึ่งนายสมคิดเมื่อได้ลด วันราชาภิเษก เหมือนได้ลดก่อนหน้านั้น โทษก็จะเหลือแค่ 11 ปี เมื่อ 11 ปี แล้วจำมา 14 ปี จำเกินโทษแล้วก็ต้องปล่อยตัวไปเลย นี่ไม่ใช่การพักโทษนะ นี่คือการปล่อยตัว เพราะฉะนั้นมันผิดพลาดมาตั้งแต่ต้น ตรงนี้ต้องมีการทบทวน แก้ไขเสียใหม่


สิ่งที่สำคัญที่สุด และผมอยากจะเรียนให้กับเจ้าหน้าที่กรมราชทัณฑ์หลายๆ ท่าน ท่านอธิบดีคนนี้ อีก 9 เดือนท่านจะเกษียณ ผมเชื่อว่าท่านจะพยายามอุดช่องโหว่ตรงนี้ แก้ไข แต่สิ่งหนึ่งที่ผมอยากจะเรียนให้กับท่านผู้ชม และเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ฟัง ว่า อย่าเอากรณีสมคิดมาเป็นเหตุทำให้ตัวเองมองนักโทษทุกคนเป็นอาชญากรไปหมด ต้องให้โอกาสเขาเหมือนเดิม แต่ยังต้องแยกออกมา ว่าอาชญากรอย่างสมคิด ควรหรือไม่ควรที่จะให้ได้รับการอภัยโทษ ควร แต่ควรจะจำอยู่สัก 15 ปี อย่างสมคิดคนนี้ ผมยืนยันได้วันนี้เลยว่า คนๆ นี้ต้องตายในคุก วันนี้เขาอายุ 55 ถ้ามีมติ มีระเบียบนี้ออกมา สัก 15 ปี กรณีสมคิด สมคิด 70 เมื่อ 70 แล้วถึงมีสิทธิได้อภัย โทษครั้งนี้เขาคงได้รับโทษประมาณ 50 ปี แน่นอน หมอนี่ฉลาด หมอนี่คงจะสารภาพทันที แต่สารภาพนี่ จนต่อหลักฐานหรือเปล่า ถ้าจนต่อหลักฐาน ถ้าศาลตอบว่าเนื่องจากจนต่อหลักฐาน สารภาพแล้ว ไม่มีเหตุอันควรที่จะไปลดโทษให้ ก็อาจจะถูกจำคุกไปตลอดชีวิตเลย เมื่อถูกจำคุกไปตลอดชีวิตเสร็จเรียบร้อยแล้ว เท่ากับนายสมคิดต้องตายในคุกอย่างแน่นอน

เพราะฉะนั้นแล้ว วิธีนี้ก็เป็นวิธีที่ดีเหมือนกันในการที่จะเป็นการข่มขวัญและข่มขู่คนที่จะทำกรณีคดีอะไรก็ตามที่อุกฉกรรจ์ ที่มันเด็ดขาด ตอนที่ผมอยู่ในเรือนจำคลองเปรม อยู่แดน 7 ผมได้เจอเด็ก เป็นลูกหลานตำรวจ หรือเป็นลูกหลานผู้ใหญ่ที่ จ.เพชรบุรี ที่ขนคนไป แล้วก็ไปเอาไขควงแทงเด็กอีกคนหนึ่ง แทงที่หัว จนกระทั่งตาย โดยที่ตัวเองไม่สำนึกผิด พอเข้ามาแล้วก็ยังชิลๆ ยิ้มแย้มแจ่มใส ร่าเริง เหมือนกับสิ่งที่ตัวเองทำนั้นไม่รู้สึกเลยแม้แต่นิดเดียว คนประเภทนี้ควรที่จะเข้าข่ายแบบนี้ เพราะฉะนั้นแล้ว งานราชทัณฑ์จากนี้ไปไม่ใช่งานง่าย ไม่ใช่งานเหมาเข่ง จะต้องทำงานให้หนักขึ้น ทำงานให้ละเอียดขึ้น แล้วฆาตกรพวกนี้ ที่คุณแยกออกมาแล้ว ไม่จำเป็นต้องเอามาอยู่ด้วยกัน อยู่ที่ไหนก็ได้ แต่ระเบียบต้องชัดเจนว่าสาระของคดี ถ้าฆ่าอุกฉกรรจ์ คดีโหดเหี้ยมอำมหิต อย่างนายสมคิดนี่ ผิดตั้งแต่แรกแล้ว ฆ่าคนมา 5 ราย ในปี 2548 แต่กรมราชทัณฑ์ในยุคนั้นไม่มีใครสนใจ ก็ถือว่าเป็นคดีฆ่าคน แต่เขาไม่ได้ดูสาระของคดี ว่านี่มันฆ่าคน ควรหรือไม่ควรได้รับการลดโทษ ถ้าไม่ควรก็หมายความว่าตั้งแต่ 14 ปีที่ผ่านมา เขาไม่ควรจะได้รับการลดโทษเลย หรือเขาไม่ควรจะทำชั้นเลยแม้แต่นิดเดียว ตรงนี้คือข้อผิดพลาดของกรมราชทัณฑ์ เพราะว่าข้าราชการกรมราชทัณฑ์มีอยู่ไม่น้อยที่ขี้เกียจ ไม่ใส่ใจในเรื่องพวกนี้ เอาง่ายเข้าว่า ตั้งระเบียบเข้าไปเยอะๆ โยนเข้าไปตูม ให้ทุกคนทำเหมือนกันหมด ตัวเองจะได้ไม่ต้องเหนื่อย ไม่ต้องมานั่งพิจารณาว่าคนนี้มีสาระของคดีเป็นอย่างไร แต่ถ้าเขาเริ่มเข้ามาในเรื่องนี้ เขาก็จะเริ่มก้าวเข้าไปสู่ความเป็นสากลมากขึ้น สากลอย่างไร ถ้าสมมุติคดีอย่างนายสมคิด จะต้องจำแล้ว 15 ปี ถึงจะมีสิทธิที่จะได้รับการลดโทษ วันที่จะได้รับการลดโทษ วันนั้นพวกนี้จะต้องถูกเอาเข้ามาและตรวจสอบโดยจิตแพทย์ หรือทุกๆ 5 ปี คนพวกนี้จะต้องถูกตรวจสอบโดยจิตแพทย์ แล้วก็ให้คะแนน ถ้าความสำนึกผิดมี ถ้าทุกอย่างมีดีขึ้น ไม่แน่อาจจะไม่ต้องถึง 15 ปี อาจจะแค่ 10 ปี แต่ขั้นต่ำต้อง 10 ปี 10 ปีที่จะไม่ได้ปล่อยนะ ทำชั้นได้ เมื่อทำชั้นแล้วค่อยมีสิทธิได้รับการลดโทษเมื่อมีการอภัยโทษ แต่การลด ก็แน่นอนว่าไม่ได้เป็นการลดมากเหมือนคนอื่นเขา เพราะฉะนั้นตรงนี้ต่างหากที่ผมคิดว่ากรมราชทัณฑ์จะต้องแก้ไข แก้ไขเสร็จเรียบร้อยแล้วค่อยส่งกลับไปให้กระทรวงยุติธรรม

ผมคิดว่าเรื่องนี้น่าจะต้องรีบทำโดยด่วน และผมเชื่อว่าเขาทำกันอยู่แล้วในขณะนี้ เพียงแต่ว่าผมอยากจะฝากเพิ่มอีกเรื่องหนึ่ง ว่า ความล้มเหลวของนักโทษ ปล่อยออกไปแล้ว ปีที่ 3 กลับมาทำผิดซ้ำ 37 เปอร์เซ็นต์ ผมอยากจะรู้เหมือนกันว่า 37 เปอร์เซ็นต์นั้น เป็นคนประเภทไหน ส่วนใหญ่แล้วเป็นคนประเภทหาเช้ากินค่ำ เป็นคนที่ไม่มีการศึกษา เป็นคนประเภทที่ออกไปแล้วไม่รู้จะไปทำมาหากินอย่างไร ถามว่ากรมราชทัณฑ์ควรจะพัฒนาการอบรมวิชาชีพให้เขามาก/น้อยแค่ไหน ควรจะลงทุนในการที่จะเอาทรัพยากรบุคคลคนนี้ เมื่อเขาได้รับการปล่อยตัวแล้ว เขาสามารถจะใช้วิชาชีพในการอบรมของกรมราชทัณฑ์ออกไปทำมาหากินได้ และธุรกิจที่เขาควรจะทำ จะต้องเป็นธุรกิจที่ทำด้วยตัวเอง เพราะฉะนั้นแล้ว ชุดภาษาที่กรมราชทัณฑ์ขอร้องให้สังคมยอมรับนักโทษ ให้รับเข้าทำงาน ไม่สำเร็จหรอกครับ เป็นเรื่องที่เพ้อฝัน เพราะว่าใครก็ตามมาสมัครงาน ข้อแรกเขาถามว่าคุณเคยติดคุกมาหรือเปล่า ถ้าคุณแค่ติ๊กว่าเคยติดคุกมา ถึงแม้ว่าคุณจะได้รับการพระราชทานอภัยโทษ หรืออภัยโทษ หรือถึงเวลาออกมาแล้ว เขาก็ไม่รับคุณ เพราะฉะนั้นแล้ว คนที่เข้าคุกแล้วไม่มีงานทำทุกคน ด้วยเหตุนี้ คำถามก็ต้องย้อนกลับไปว่า กรมราชทัณฑ์ในอดีตล้มเหลวอย่างมากในการที่จะพัฒนาคน เพราะฉะนั้นนี่ก็เลยต้องฝากเป็นข้อคิดเอาไว้อีกนิด

จริงๆ แล้วลึกๆ ผมกลับคิดว่านายสมคิด พุ่มพวง น่าจะสู้ จะได้โดนวิสามัญฯ ไปเลย จะได้สิ้นเรื่องสิ้นราว ไม่ต้องมานั่งปวดหัวกันต่อไป แต่ก็เป็นความคิดที่เลวร้าย ไม่ดี ก็ต้องขอโทษในจิตใจของผมที่มีด้านมืดเกิดขึ้นทันทีเลย แต่อย่างน้อยที่สุดผมเชื่อว่า ถ้าแก้ไขปัญหานี้ได้ รวบรวมนักโทษทั้งหลายที่อยู่ในระบบ 370,000 คน อย่างที่เขาบอกว่าคุกรับคนได้ 200,000 คน มีคนเกินมา 170,000 คน จะนอนยังไม่มีที่จะนอนกัน เจ้าหน้าที่ก็น้อย งบประมาณก็ไม่มี แล้วจะทำอย่างไร เพราะฉะนั้นแล้วคนอย่างสมคิด พุ่มพวง ก็เลยถูกมองว่าเป็นนักโทษทั่วๆ ไปคนหนึ่ง ถ้าปล่อยออกไปได้ กรมราชทัณฑ์มีหน้าที่อย่างหนึ่ง ต้องรีบพักโทษคน ลดโทษคน เพื่อที่จะระบายนักโทษออกไป แต่ขณะเดียวกันกรมราชทัณฑ์ก็ต้องจำแนกคนออกให้ชัดเจน ดูที่สาระของคดี ก็คือ เคล็ดลับของกรมราชทัณฑ์จากนี้ไปอยู่ที่การจำแนก หลังจากคดีสิ้นสุดแล้ว ต้องรู้ว่าคนประเภทนี้สาระของคดีอยู่ตรงไหน เมื่อสาระของคดีอยู่ที่โหดเหี้ยม อำมหิต ก็ต้องขึ้นบัญชีเอาไว้ว่าคนๆ นี้ต้องอยู่ในหัวข้อนี้ และจะต้องโดนระเบียบอะไรบ้างที่บังคับ 1..2..3..4..5..6...

ท่านผู้ชมครับ คนไทยลืมง่าย ผมเชื่อว่าอีกสัก 1-2 ปี เดี๋ยวคนไทยก็ลืม เพราะฉะนั้นกรมราชทัณฑ์ต้องไม่นั่งเฉยๆ ในเรื่องพวกนี้ ที่สำคัญที่สุดเจ้าหน้าที่กรมราชทัณฑ์ต้องไม่มีความคิดเห็นสุดโต่งไปทางใดทางหนึ่ง ต้องเอาความคิดเห็นที่มีเหตุมีผลเข้ามา แล้วก็แก้ไขปัญหาของตัวเอง เพราะว่ากรมราชทัณฑ์จะมีลักษณะแบบนี้ ถ้ามีอะไรผิดพลาดนิดหนึ่ง สมมุติว่ามีการทะเลาะเบาะแว้งกัน ชกต่อยกันในห้องนอน เป็นคนผิด 2 คน ชกต่อยกันในห้องนอน ปรากฏว่าเขาลงโทษคนทั้งห้อง เพราะฉะนั้นคนทั้งห้องหลายคนที่มันไม่เคยรู้เรื่องอะไรด้วย มันก็ผิดไปหมด มันก็อด ถูกลงโทษ อย่างเช่น ไม่ให้ดูโทรทัศน์ ลงโทษอย่างเช่นไม่ให้สั่งอาหารเข้ามากิน คำถาม ทำไมเจ้าหน้าที่ถึงลงโทษแบบนั้น เพราะว่ามันง่ายกับเขาไง ทะเลาะกันเหรอ ทั้งห้องนะ เหมือนกับใช้คำสั่งทหารออกมา แต่ตรงนั้นมันกลับทำให้เป็นภาพสะท้อนว่าเจ้าหน้าที่ที่อยู่เรือนจำแต่ละคนนั้น ไม่มีศักยภาพในการดูแลผู้ต้องขัง คนพวกนี้ยังมีอยู่เยอะ ในเรือนจำทุกเรือนจำ

ในขณะเดียวกัน ที่กรมฯ ก็มีการเลื่อยขาเก้าอี้กันตลอดเวลา มีอยู่หลายคนกำลังพร้อมจะเลื่อยขาเก้าอี้อธิบดีคนนี้ ถึงจะอยู่อีก 9 เดือนก็ตาม บีบบังคับให้ลาออกไป บีบบังคับให้มีความกดดัน ผมคิดว่าโซเชียลมีเดียพยายามใช้เหตุใช้ผลเข้ามาคิด ผมเห็นด้วยว่าเราต้องแก้ปัญหานี้ แต่ว่าเรื่องที่เกิดขึ้นไม่ใช่ความผิดของอธิบดีคนนี้เลยแม้แต่นิดเดียว มันเป็นของมันอย่างนี้มาตั้งแต่ต้น แต่ไหนแต่ไรแล้ว แต่ยังดีที่มันเกิดเหตุแบบนี้ขึ้นมา เราก็สามารถที่จะเอามาแก้ไขได้ทัน

เรื่องที่สองซึ่งหลายๆ คนกำลังรอฟัง คือเรื่องคุณธนาธร มีคนเคยถามผม ผมสรุปง่ายๆ ก็แล้วกัน ก่อนที่จะเล่าเรื่องคุณธนาธรวันนี้ ผมต้องเท้าความ จริงๆ แล้วเรื่องคุณธนาธรวันนี้จะเป็นเรื่องของประวัติศาสตร์ทางการประท้วง เอาเรื่องพันธมิตรฯ ก่อนก็แล้วกัน เมื่อพันธมิตรฯ ประท้วงเมื่อปี 2549 ตอนนั้นที่ผมประท้วง ผมประท้วงในฐานะที่ผมเป็นสื่อมวลชน ผมไม่ได้ประท้วงในฐานะที่ผมเป็น ส.ส. ผมไม่ได้อยู่ในระบบ ผมมีความรู้สึกว่าทักษิณ ชินวัตร ปิดกั้นข่าวสารข้อมูล ไม่เอาข่าวสารข้อมูลที่แท้จริงออกมาให้ประชาชนทราบ และทักษิณ ชินวัตร มีการกระทำที่จาบจ้วงสถาบันกษัตริย์ ไม่ว่าจะเป็นการทำพิธีในวัดพระแก้ว ซึ่งมีรูปออกมา แล้วไม่มีใครกล้าพูด เผอิญผมกล้าพูดขึ้นมา

การประท้วงของผมช่วงนั้น 2548-49 เป็นการประท้วงโดยการแสดงออกในการพูดจา ในการพูดที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ หอประชุมเล็ก มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ หอประชุมใหญ่ และไปต่อที่สวนลุมพินี จริงๆ แล้วมีอยู่เพียงแค่นั้นเอง ไม่ได้มีอะไรมากไปกว่านั้น แต่เผอิญความกดดันของรัฐบาลชุดทักษิณ ณ เวลานั้น พรรคไทยรักไทย กดดันการประท้วงอย่างหนัก ก็เลยมีประชาชนเข้าไปฟังมากขึ้นๆ เพิ่มขึ้นๆ จนในที่สุดพรรคไทยรักไทยก็เลยตัดสินใจเล่นแรง โดยที่เอาเจ้าหน้าที่ป่าไม้ ซึ่งในยุคนั้นก็เป็นยุคที่คุณดำรงค์ พิเดช ปัจจุบันนี้เป็น ส.ส.ปากกล้าอยู่ในสภาฯ เป็นอธิบดีกรมป่าไม้ และคนที่เป็นรัฐมนตรีที่ดูแลคุณดำรงค์ พิเดช คือคุณยงยุทธ ติยะไพรัช เจ้าหน้าที่ป่าไม้ก็บุกเข้ามาที่สวนลุมฯ และก็ปาประทัดยักษ์เข้ามาใส่ประชาชน ด้วยเหตุนั้นการชุมนุมเพื่อที่จะฟังข่าวสาร หรือเพื่อที่จะพูดจาเรื่องข้อมูลข้อเท็จจริงในสังคม ก็เปลี่ยนไปเป็นการชุมนุมของมวลชนไปแล้ว โดยชุมนุมครั้งแรกที่สภาผู้แทนราษฎร ที่พระที่นั่งอนันตสมาคม ท่านผู้ชมหลายท่านเคยเข้าไปร่วม หลังจากนั้นก็พัฒนาต่อไปเรื่อยๆ ก็คือต่อต้านเรื่องการคอร์รัปชัน ต่อต้านการที่คุณทักษิณขายหุ้นชินคอร์ปออกไปให้กับต่างชาติ ให้กับสิงคโปร์ แล้วไม่ยอมเสียภาษี ต่อสู้ในเรื่องของการลุแก่อำนาจ มีการเอาเครื่องบินของกองทัพอากาศให้กับน้องสาว คุณเยาวเรศ ชินวัตร พาพรรคพวกบินไปฉลองปีใหม่ ฉลองวันเกิดที่เชียงใหม่ หลายๆ เรื่องจะเป็นเรื่องของการคอร์รัปชันทั้งสิ้น แต่เผอิญช่วงนั้นเป็นช่วงที่พรรคการเมืองหลายพรรคไม่มีทางออก เพราะว่าคุณทักษิณถือเสียงส่วนใหญ่ เป็นเผด็จการรัฐสภา แน่นอนที่สุด ก็เลยมีคนมาเสียบปลั๊กกับสะพานไฟที่ผมสับขึ้นไป ก็มาร่วมอยู่ ไม่ว่าจะเป็นคนทางใต้ขึ้นมา โดย ส.ส.ทางใต้ขนขึ้นมา หรือมีการตั้งครัวขึ้นมา นี่คือประวัติศาสตร์ของการชุมนุม และการชุมนุมครั้งนั้นเป็นการชุมนุมที่โดนทำร้ายมากที่สุด ไม่มีการชุมนุมครั้งไหนที่จะโดนทำร้ายมากเท่านี้ การชุมนุมที่โดนทำร้ายมากที่สุด ก็คือการที่โดนตำรวจใช้แก๊สน้ำตายิงประชาชนตายที่หน้ารัฐสภาเกือบ 20 ศพ บาดเจ็บเป็นร้อย พิการไปหลายคน นั่งชุมนุมอยู่ที่ทำเนียบรัฐบาล ก็มี M79 ยิงจากข้างนอกเข้ามา ตกมาบนเวทีชุมนุม คนก็ตายไป เพราะฉะนั้นเป็นการชุมนุมที่เราถูกกระทำมาโดยตลอด

พอจบตรงนั้นไปแล้วก็มีการชุมนุมของฝ่ายเสื้อแดง ฝ่ายเสื้อแดงที่เกิดขึ้น โดยคนที่นำคนแรกคือคุณจตุพร พรหมพันธุ์ คุณจตุพรถูกมอบหมายให้มาเพื่อเอามาชนกับพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย โดยที่เป็นมวลชนที่ก่อตั้งของคุณทักษิณ พันธมิตรฯ นั้น คนที่เข้ามาร่วมก็จะเป็นคนชั้นกลาง จะเป็นพ่อแม่พี่น้อง จะเป็นคุณป้า คุณยาย คุณลุง ข้าราชการเกษียณ คนที่มีปัญญา คนที่มีสถานภาพเป็นชนชั้นกลาง แต่ว่าทางเสื้อแดงนั้น ทางกลุ่มไทยรักไทยก็ลงไปสู่รากหญ้า เอาคนรากหญ้าขึ้นมา ยกตัวอย่างให้ฟัง คุณขวัญชัย ไพรพนา หลายๆ คนที่อยู่ตามต่างจังหวัด ที่ได้อานิสงส์จากผลประโยชน์ของการประชานิยมของทักษิณ ชินวัตร ทุกคนก็รวมตัวมาเพื่อชน ธีมในการต่อสู้ครั้งนั้นก็คือว่า พวกเราไม่เห็นหัวคนจน ขบวนการเสื้อแดงก็เลยเกิดขึ้น

พอเกิดขึ้นแล้ว ขบวนการเสื้อแดงก็เลยเป็นพลังอำนาจอันหนึ่งทางมวลชน ซึ่งคนที่อยู่ในขบวนการเสื้อแดงจะเข้าใจหรือไม่เข้าใจ ไม่สำคัญ สำคัญที่ว่าต้องมาไล่อำมาตย์ออก ยุคนั้นก็เป็นยุคของการที่ข้าราชการหรือนักการเมืองในยุคพรรคประชาธิปัตย์เป็นอำมาตย์ทั้งสิ้น จำได้ไหมครับ ก่อนที่ พล.อ.เปรม จะสิ้นชีวิต ก็มีการชุมนุมกันที่หน้าบ้าน พล.อ.เปรม มาต่อต้าน พล.อ.เปรม ทุกคนก็เข้ามาร่วม แม้กระทั่งคุณวีระ มุสิกพงศ์ (ชื่อเดิม) ซึ่งอดีตก็เป็นเด็กในบ้านของ พล.อ.เปรม ก็ยังเข้ามาร่วม หมอเหวง โตจิราการ มาร่วม ทุกคนมองว่า พล.อ.เปรม กับพวกอำมาตย์ทั้งหลายเป็นตัวการที่จะทำให้ประชาธิปไตยไม่เกิดขึ้น

เอาล่ะ การเมืองก็พัฒนาไปเรื่อยๆ จนกระทั่งมาถึงยุค กปปส. ยุค กปปส. เกิดขึ้นเพียงเพราะว่า ทักษิณ ชินวัตร โดยนายประยุทธ์ ศิริพานิชย์ ส.ส.มหาสารคาม มีความรู้สึก บินไปหาทักษิณที่ต่างประเทศ แล้วบอก ท่านครับ ไหนๆ เราจะนิรโทษกรรม เดิมทีการนิรโทษกรรมครั้งนั้นที่เสนอมา จะนิรโทษฯ พวกเสื้อแดงและเสื้อเหลือง ประชาชนทั่วไปที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่ แต่มาชุมนุม เพราะเชื่อมั่นในความคิดทางการเมือง เป็นการปะทะกันของสองขั้วทางการเมือง แล้วก็จะนิรโทษฯ หมด ก็คือการบุกรุกสถานที่ การทำผิดกฎจราจร จะยกให้หมดเลย คุณประยุทธ์ ศิริพานิชย์ ร่วมกับคุณเฉลิม อยู่บำรุง ก็เห็นช่องทาง ก็เลยบินไปหาทักษิณ บอก ท่านครับ ไหนๆ นิรโทษฯ แล้วเอาให้มันสุดซอยเลย นิรโทษฯ โทษของท่านด้วย ตรงนี้ก็คือความโอหังมมังการของพรรคในขณะนั้น คือพรรคเพื่อไทยในขณะนั้น หรือพรรคพลังประชาชนในขณะนั้น เพื่อที่จะผลักดันเพื่อไม่ให้มีการนิรโทษกรรมเฉพาะผู้ที่ประท้วง แต่โยงไปถึงทักษิณ แต่ในขณะนั้นพรรคของคุณยิ่งลักษณ์ เป็นพรรคที่มีเสียงข้างมากในสภาฯ ก็เลยเกิดการตัดสินใจผลักดันแน่ ก็เลยเกิดกลุ่มคนที่ออกมา นั่นคือที่มาของ กปปส.ที่เกิดขึ้น

เมื่อ กปปส.เกิดขึ้น คนไทยที่อึดอัดใจในเรื่องนี้มาเยอะ ทุกคนก็ถั่งโถมเข้ามาร่วมมือกันเพื่อประท้วง พ.ร.บ.นิรโทษฯ สุดซอย ท่านผู้ชมครับ วันนั้นทุกอย่างเริ่มด้วยจิตบริสุทธิ์ เพื่อ พ.ร.บ.นิรโทษฯ สุดซอย แต่เผอิญกลุ่มแกนนำของ กปปส. ได้ร่วมมือกับทหารบางกลุ่มทำเรื่องนี้ให้มันใหญ่โต เพื่อให้เกิดการยึดอำนาจ และในที่สุดก็เลยเกิดการยึดอำนาจขึ้นมาในปี 2557 บนความชอบธรรมที่ว่า เพื่อไม่ให้เกิดการนองเลือด มาจนวันนี้สายสัมพันธ์ของกลุ่มแกนนำ กปปส. กับกลุ่มทหารยุค คสช. ก็ยังมีความสัมพันธ์อยู่ที่สามารถจะมองเห็นได้ ไม่ว่าจะเป็นการเอาตำแหน่งรัฐมนตรีให้กับพรรคซึ่งมีเสียงเพียง 2-3 เสียง หรือ 3-4 เสียง ก็คือยังมีสายสัมพันธ์อยู่ กลุ่ม กปปส. บางคนก็ได้เข้ามาในพรรคพลังประชารัฐ เพราะฉะนั้นแล้ว นั่นคือ กปปส. หลายคน เยอะเลย ที่อยู่ใน กปปส. ก็มีความรู้สึกว่าตัวเองถูกหลอก เป็นเครื่องมือให้กลุ่มคนซึ่งอยู่ในแกนนำนั้นแสวงหาอำนาจทางการเมือง อันนี้ต่างกับกลุ่มพันธมิตรฯ นะครับ พันธมิตรฯ ไม่เคยมีตำแหน่งอะไรทั้งสิ้น พันธมิตรฯ สู้ด้วยจิตที่บริสุทธิ์

ต่อมาก็เลยมี คสช. เกิดขึ้น เมื่อมี คสช.เกิดขึ้นมาปั๊บ เราจะเริ่มเห็นความชัดเจนแล้ว ขั้วแต่ละขั้วมันชัดเจน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมีการประกาศการเลือกตั้ง หลังจากอยู่มาแล้ว 4 ปีกว่า เมื่อมีการประกาศการเลือกตั้ง ถึงแม้รัฐธรรมนูญที่ร่างออกมาโดยคุณมีชัย ฤชุพันธุ์ เป็นรัฐธรรมนูญที่ร่างออกมาเพื่อมีการต่อยอดอำนาจ แต่ก็ไม่มีใครยอมรับว่ามีการต่อยอดอำนาจ เอาล่ะ แต่ก็ยังเป็นแสงสว่างจุดหนึ่งอยู่ในอุโมงค์ที่มืดมิด นักการเมืองทั้งหลายก็จะเห็นแสงสว่างนี้ เฮ้ย ยังมีความหวังอยู่ ทุกคนก็มาลงเลือกตั้ง สมัครกัน ตอนที่จะสมัครลงเลือกตั้งเราจะเห็นได้ชัดเลย มีพรรคทหาร คือพลังประชารัฐ พรรคที่อยู่ฝ่ายทักษิณ ก็จะมีเพื่อไทย ประชาชาติไทย อะไรก็ตามที่แตกออกมาเป็นลูกหลาน และก็มีอนาคตใหม่เกิดขึ้น

อนาคตใหม่เกิดขึ้น เหตุผลก็เพราะว่าความอึดอัดใจที่เห็นการเมืองกลับไปสู่รูปแบบเดิม เพราะไม่ว่าจะพลังประชารัฐ หรือพรรคชาติพัฒนา หรือพรรคอะไรก็ตาม มันก็คือนักการเมืองเขี้ยวลากดินเก่าๆ ที่ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงเลยแม้แต่นิดเดียว และที่น่าสนใจอย่างหนึ่ง พรรคการเมืองที่เข้ามาร่วม ไม่ว่าจะเป็นของพลังประชารัฐก็ตาม ก็เป็นพรรคการเมืองที่ พล.อ.ประยุทธ์ หรือพวก คสช. เคยดุเคยด่า เคยเหยียดเคยหยามมาก่อน ว่าเป็นคนที่ใช้ไม่ได้ เป็นคนที่ทำให้ชาติบ้านเมืองพินาศฉิบหาย แต่วันนี้กลับมาโอบอุ้มกัน รักกัน มันก็เลยทำให้คนหลายคนซึ่งมองการเมืองว่า ไม่ได้นะ และคนรุ่นใหม่ที่มองการเมืองเขาก็ไม่ได้มองไปที่พรรคเพื่อไทย เพราะเขาก็ไม่เอาทักษิณ และเขาก็ไม่เอาคนที่อยู่ในพรรคเพื่อไทย เพราะพรรคเพื่อไทยแต่ละคนที่อยู่นั้นก็นักการเมืองเขี้ยวลากดินเช่นกัน นั่นคือจุดที่มันทำให้เกิดขึ้นของพรรคอนาคตใหม่ และเผอิญคุณธนาธรก็เข้ามาเป็นหัวหน้าพรรค

เมื่อคุณธนาธรเข้ามาเป็นหัวหน้าพรรค ภาพของคนรุ่นใหม่ก็เลยเกิดขึ้น พอภาพของคนรุ่นใหม่เกิดขึ้น ก็เลยมีคนเทเข้าไปเชียร์คุณธนาธรเยอะพอสมควร การที่ได้ ส.ส.ถึง 81 เสียง มันทำให้ความฮึกเหิมเกิดขึ้นมาทันที แต่อย่างที่ผมเคยเรียนให้ทราบว่า ถ้าคุณธนาธรไม่ตั้งพรรคการเมือง และคุณธนาธรระดมคนรุ่นใหม่อยู่ข้างนอก คัดค้านสิ่งที่พลังประชารัฐทำ สิ่งที่เพื่อไทยทำ หรือสิ่งที่ใครก็ตามทำ มันเป็นสิ่งที่คนรุ่นใหม่ไม่ต้องการ คนรุ่นใหม่ต้องการอะไรที่มันใหม่และดี แต่เผอิญคุณธนาธรตัดสินใจเข้าไปเล่นในระบบ แล้วก็เผอิญได้เสียงมาถึง 81 เสียง เสียงขนาดนี้มันทำให้เกิดความฮึกเหิมมาก คุณธนาธรก็เลยคิดว่า 81 เสียง น่าจะเปลี่ยนระบบได้ แต่ในที่สุดแล้วก็ติดขัดอยู่ที่รัฐธรรมนูญ เมื่อติดขัดที่รัฐธรรมนูญแล้ว เผอิญการเข้ามาของคุณธนาธร เข้ามาอย่างไม่รอบคอบ ทั้งๆ ที่รู้ว่าระบบนั้นเขาเป็นคนสร้าง กติกานั้นเขาเป็นคนกำหนด และกฎหมายนั้นเขาเป็นคนร่าง แต่ตัวเองก็ไม่สนใจ ตัวเองก็มีช่องโหว่เข้าไป ก็เลยทำให้ตัวเองนั้นได้รับบาดเจ็บหลายอย่าง ตั้งแต่เรื่องหุ้นสื่อ ตัวเองหลุดออกจาก ส.ส. แล้วไปๆ มาๆ ก็จะกลายเป็นเรื่องการยุบพรรค เพราะฉะนั้นตรงนี้จะเห็นได้ชัดว่า ส่วนหนึ่ง และเป็นส่วนใหญ่ด้วย เป็นความผิดพลาดของคุณธนาธรนั่นเอง ก็คือยุทธวิธีในการต่อสู้ของคุณธนาธร คุณธนาธรไม่ใช้วิธีแทรกซึม และไม่ใช้วิธีใจเย็นๆ หาทางเปลี่ยนแปลง ไหนๆ ก็เข้ามาเล่นในระบบ และจุดที่ผิดมากที่สุดก็คือ เข้ามาเล่นในระบบ

เมื่อเข้ามาเล่นในระบบ และได้เสียง 81 เสียง แต่ก็ไม่สามารถจะเป็นรัฐบาลได้ ตัวเองก็ต้องเป็นพรรคฝ่ายค้าน เมื่อตัวเองเป็นพรรคฝ่ายค้าน อะไรต่ออะไรที่ตัวเองโจมตีอยู่ทุกวันนี้ มีเหตุมีผล การที่คุณธนาธรวิพากษ์วิจารณ์ทหารนั้น ผมเห็นด้วย ไม่ใช่ว่าผมไม่เห็นด้วย ในขณะเดียวกันผมก็ยังคิดในใจว่า ทหารน่าจะใช้เวลานี้ ที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์ในเรื่องความไม่โปร่งใส ในเรื่องงบประมาณ ในเรื่องโน้นเรื่องนี้ มาปรับปรุงแก้ไขตัวเอง แต่ทหารก็คือทหาร ไม่ยอมปรับปรุงแก้ไขอะไรทั้งสิ้น เพราะทหารถือว่า อย่ามาแตะต้องฉัน ฉันเป็น The Untouchable แตะต้องไม่ได้ มันก็เลยสร้างความชอบธรรมให้กลุ่มของคุณธนาธรมากขึ้น อาจารย์มหาวิทยาลัยหลายแห่ง หลายคน ซึ่งเคยมีความคิดไม่เห็นด้วยกับเพื่อไทย แต่เขาบอกว่าคุณธนาธร / อนาคตใหม่นั้น ไม่ใช่เพื่อไทย เพราะคุณธนาธรก็พยายามที่จะฉีกตัวออกจากเพื่อไทย ฉีกตัวออกจากคุณทักษิณ ถึงขนาดที่การให้การในศาลรัฐธรรมนูญนั้น ก็ยังตำหนิคุณทักษิณอย่างรุนแรง แต่พอออกจากศาลแล้วปรากฏว่าถูกความกดดันจากพรรคเพื่อไทย ก็เลยจำเป็นต้องถอยออกมาและขอโทษว่าไม่ได้หมายความเช่นนั้น แต่ผมกำลังชี้ให้เห็นว่าคุณธนาธรต้องการเป็นตัวของตัวเอง

ตรงนี้ล่ะครับท่านผู้ชม ที่ผมมองว่าคุณธนาธรใช้ยุทธวิธีที่ผิดหมด และการที่คุณธนาธรคิดว่าการที่จะมีแฟลชม็อบ แฟลชม็อบมาจากไห คำว่าแฟลชม็อบ (Flash mob) แฟลชม็อบสมัยก่อนมันเป็นวงดนตรี ตามสถานีรถไฟ มีคนเอาเชลโลมา เอาไวโอลินมา เอาแตรมา แล้วก็เล่นเพลงกัน คนที่เดินเข้าสถานีรถไฟเห็นว่ามีเสียงเพลงก็เดินเข้ามาดู พอเพลงจบแล้วก็หายไป นี่เขาเรียกว่าแฟลชม็อบ คุณธนาธรที่เล่นแฟลชม็อบ เพราะคุณธนาธรกำลังใช้โซเชียลมีเดีย แต่ว่าท่านผู้ชมครับ ผมต้องเตือนไว้ก่อน การชุมนุมที่จะโค่นรัฐบาลแบบของคุณธนาธร มันไม่ได้ผลหรอกครับ ยังไงก็ไม่ได้ผล เพราะแฟลชม็อบ ก็คือแฟลชม็อบ มันไม่มีการต่อเนื่อง มันไม่เหมือนกับคนที่ตัดสินใจแล้วว่าตายเป็นตาย เอาเป้ใบหนึ่ง เอาขวดน้ำ เอาผ้าขนหนู แล้วก็เดินขบวนไป ลักษณะแบบนั้นคุณธนาธรก็คงไม่อยากจะทำเช่นกัน ก็เลยทำคล้ายๆ ว่าเหมือนยุงไปกัด กัดทีละนิดๆ ก็หวังว่าจะมียุงสัก 1-2 ตัว เป็นยุงลาย ทำให้คนถูกกัดเป็นไข้เลือดออก แต่เผอิญลักษณะยุงกัดมันไม่มีประโยชน์ และในขณะเดียวกันทางรัฐบาลกลับไปเติมเชื้อไฟให้ เพิ่มเชื้อไฟให้กลุ่มคุณธนาธร เพิ่มด้วยการ เดี๋ยวคนนั้นออกมาให้สัมภาษณ์ว่าทำผิดกฎหมายนะ คนนี้ออกมาให้สัมภาษณ์ว่าทำผิดกฎหมายนะ คนนั้นไปฟ้องให้ยุบพรรค คนนี้ก็ไปฟ้องให้ยุบพรรค คือยิ่งเท่ากับเพิ่มเชื้อเพลิง เพิ่มเชื้อไฟให้กับกลุ่มคุณธนาธร ทำให้คนเห็นใจกลุ่มธนาธรมากขึ้น

นักข่าวบางกอกโพสต์ถามผมว่า แล้วลักษณะของการที่คุณธนาธรบอกว่าปีหน้าจะเป็นของจริงนั้น จะเหมือนฮ่องกงไหม ผมตอบได้ทันทีเลยว่าไม่เหมือน เพราะคนรุ่นใหม่ในฮ่องกง กับคนรุ่นใหม่ในประเทศไทย เป็นคนละพวกกัน การประท้วงในฮ่องกงมันไม่ใช่เฉพาะคนรุ่นใหม่ มันรวมถึงคนรุ่นเก่า พ่อแม่ ปู่ย่าตายาย เขาเข้ามาเพราะว่าเขาอึดอัดใจกับประเทศจีน แต่คนรุ่นใหม่ที่ประท้วงอยู่ในประเทศไทยนั้น พ่อแม่ ปู่ย่าตายาย ก็อาจจะเอากับคุณประยุทธ์ จันทร์โอชา แต่มีเฉพาะลูกหรือหลานเท่านั้นเอง ที่มาเอากับคุณธนาธร มันไม่มีเอกภาพเลยตรงนี้ เพราะฉะนั้นก็ทำได้อยู่อย่างเดียว คือกวนน้ำให้ขุ่น และคุณธนาธรเองบางครั้งก็ตกเป็นเหยื่อของสถานการณ์ พอคนเชียร์คุณธนาธรมากขึ้น ผมเชื่อว่าคุณธนาธรมีจังหวะลืมตัว เป็นไปดอล เพราะฉะนั้นคุณธนาธรพูดจาอะไรในช่วงหลังนี่ก็จะก้าวร้าวมาก เหมือนกับที่คุณธนาธรไปสัมมนาที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เรื่องการแก้รัฐธรรมนูญ คุณธนาธรพูดเลยว่าการแก้รัฐธรรมนูญมีทางเลือกสองทาง ทางแรกก็คือต้องใช้เลือด ทางที่สองก็คือ ทุกคนต้องร่วมมือร่วมใจกัน ผมไม่ทราบว่าคุณธนาธรรู้หรือเปล่าคำว่าต้องใช้เลือดมันสะเทือนใจคนแค่ไหน โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่มีอำนาจ เขาก็แปลความคิดของคุณออกมาว่า คุณพร้อมจะทำให้เกิดการนองเลือด ก็เลยเกิดการแพนิค (panic) กันขึ้นมา ตกใจกันขึ้นมา เพราะฉะนั้นแล้ว กฐินก็เลยรวมกันมาลงที่คุณธนาธรคนเดียว มาจากไหนก็ไม่รู้ เพราะฉะนั้นคุณธนาธรต้องรู้ว่าคุณผิดพลาดตรงไหน

อีกประการหนึ่ง คุณธนาธรครับ ผมเคยบอกว่า เมื่อคุณเข้ามาสู่ระบบแล้ว เขาก็บอกว่าคุณอยู่ในระบบ พล.อ.ประยุทธ์ ถึงพูดไงว่าทำไมไม่มาสู้กันในระบบ เพราะ พล.อ.ประยุทธ์ คุมระบบอยู่ไง แต่คุณมีวิธีที่จะเปลี่ยนระบบนั้นได้ เพราะถ้าคุณเป็น ส.ส. เป็นพรรคที่มีคุณภาพ คุณมีอุดมการณ์ คุณอยู่ในสภาฯ คุณอย่าไปสู้อยู่ประเด็นเดียวคือแก้รัฐธรรมนูญ คุณต้องสู้ให้เห็นว่าการบริหารงานโดย พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกรัฐมนตรีนั้น เป็นการบริหารงานที่ไม่โปร่งใส ไม่โปร่งใสตรงไหน คุณสู้สิ สู้ตรงนั้น สู้ตลอดเวลา คุณย้ำคิดย้ำทำย้ำพูดตลอดเวลา เสียงมันก็จะมากขึ้น ค่อยๆ เพิ่มเข้ามาหาคุณ คุณธนาธรครับ ประเทศไทยไม่ใช่แก้รัฐธรรมนูญแล้วทุกอย่างจะไปได้ดี ประเทศไทยร่างรัฐธรรมนูญมาตั้งกี่ครั้ง 2540 เป็นรัฐธรรมนูญที่ดีที่สุด แต่ก็โดนทหารปฏิวัติ แล้วคุณจะรู้ได้อย่างไรว่าถ้าคุณแก้รัฐธรรมนูญแล้ว รัฐธรรมนูญนี้จะทำให้ชาติไปได้ รัฐธรรมนูญนี้จะทำให้คนมีข้าวมีปลากิน แม้กระทั่งประเทศที่มีรัฐธรรมนูญที่ประชาธิปไตยที่สุดในขณะนี้ยังข้าวยากหมากแพงเลย คุณดูเศรษฐกิจทั่วโลกที่กำลังตกต่ำอยู่สิ เพราะฉะนั้นแล้วผมถึงบอกว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่น่ากลัวมาก และอันตราย แต่ผมไม่คิดว่าเรื่องที่คุณบอกว่าเดือนมกราคมนั้นจะเป็นของจริง ไม่จริงหรอกครับ คุณของจริงอย่างมากก็ประเดี๋ยวประด๋าว ซึ่งถ้ารัฐบาลเขาฉลาด เขาปล่อยให้คุณบ้าไป แล้วเขาก็เข้าสภาฯ แล้วเขาประชุมสภาฯ แล้วเขาก็ออกกฎหมาย แล้วเขาก็เล่นงานคุณทางกฎหมาย

คุณธนาธรครับ ถ้าคุณจะสู้ คุณต้องผ่านอย่างพวกผมมาก่อน หรือคุณจะต้องผ่านอย่างพวกจตุพร พรหมพันธุ์ หรือณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ต้องเจอทุกอย่าง เจอทั้งคดีความ เจอทั้งความร้อน เจอทั้งปักหลักนอนอยู่ที่เวที นอนอยู่บนพื้นหญ้า ชุมนุมกันเป็นปี รวมทั้งเฉพาะผมนี่โดนลูกปืนมา 200 นัด หลายต่อหลายอย่าง คุณยังไม่มาถึงขั้นนั้นเลย คุณธนาธร ไม่ใช่เรื่องง่าย และคุณถามตัวคุณเองนิดเหมือนที่ผมเคยถามตัวผมเอง ว่าผมพร้อมที่จะสู้ไหม โดยที่เอาทรัพย์สมบัติของผมทุกอย่างเข้ามาสู้ ผมสู้จนผมไม่มีอะไรจะเหลือ ถามว่าตระกูลของคุณที่เป็นบริษัทไทยซัมมิต คุณเป็นไพร่หมื่นล้าน คุณพร้อมไหมจะควักเงินหมื่นล้านมาสู้ คุณก็ไม่พร้อม เพราะฉะนั้นการต่อสู้ของคุณครั้งนี้ ผมไม่ได้ดูถูก ถ้าคุณยังสู้แบบนี้ โดยคุณสู้กับระบบซึ่งพวกเขาอยู่ในระบบ ส.ส.ทุกคน ยกเว้นพวกคุณ เขาอยู่ในระบบ เขาสู้ในระบบ แล้วคุณไม่สู้ในระบบ คุณออกมาสู้บนถนน และบนถนนคุณก็ไม่ได้สู้จริง คุณสู้แบบฉาบฉวย คุณสู้แบบคนรุ่นใหม่ คุณสู้แบบดิจิทัล ออกมาแฟลชม็อบ เสร็จเรียบร้อย อ้าวเลิก กลับบ้านกัน คุณคอยดู พอคดีความมันเริ่มมาถึงคุณแต่ละคดีๆ แล้วถ้ามีโทษอาญาถึงขั้นจำคุก แล้วเผอิญคุณจะต้องถูกจำคุก หรือพรรคพวกของคุณจะต้องถูกจำคุก ไม่ว่าจะเป็นคุณ หรือคุณช่อ หรืออาจารย์ปิยบุตรก็ตาม ถ้าศาลพิพากษาจำคุก เพราะว่ากติกามันชัดเจน กฎหมายมันบอกชัด ห้ามไม่ให้คุณทำโน่น ห้ามไม่ให้คุณทำนี่ แล้วคุณไปทำ เมื่อคุณไปทำแล้ว ผู้พิพากษาไม่มีทางเลือก เขาต้องพิจารณากฎหมาย เขาก็ต้องเล่นงานคุณเป็นไม้หนึ่ง ไม้สอง ไม้สาม คุณธนาธรครับ นรกอยู่ข้างหน้า เชื่อผมสิ ผมนี่ผ่านมาหมดแล้ว ผมผ่านมาถึงขนาดที่เรียกว่า เขามองว่าผมเป็นตัวอันตรายที่ทำให้พวกเขาไม่สามารถกุมอำนาจได้ เขาถึงลงขันกันเพื่อยิงผม 200 นัด คุณยังไม่ได้ถึงตรงนั้นเลยแม้แต่นิดเดียว

คุณธนาธร คุณยังมีธุรกิจ คุณยังมีแม่ของคุณ คุณยังมีญาติพี่น้องของคุณอยู่เยอะ คิดให้ละเอียด คิดให้ดีๆ มันมีวิธีทางสู้ มันมีวิธีที่เอาอุดมการณ์มา คุณได้เปรียบอยู่แล้ว เพราะว่าสิ่งที่คุณคิด สิ่งที่คุณอยากเปลี่ยนแปลงประเทศไทย มันก็เป็นความฝันของคนรุ่นใหม่หลายๆ คน แต่วิธีการของคุณ คุณทำไปทำมากลายเป็นคุณทำเพื่อตัวคุณเอง เท่านั้นเอง นั่นคือภาพที่คนอื่นเขามองคุณอยู่ในขณะนี้ ผมไม่ปฏิเสธ แม้กระทั่งพันธมิตรฯ หลายคนก็เข้าร่วมกับคุณ กปปส.หลายคนก็ไปเข้าร่วมกับคุณ แต่คุณสู้แบบนี้เหมือนคุณเอาหัวชนกำแพง เชื่อผมสิครับ ไม่ได้ผลอย่างแน่นอนที่สุด และ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ก็เพิ่งจะประกาศออกมาอย่างชัดเจน ว่า มั่นคง ไม่มีใครล้มเขาได้ แสดงว่าเขาก็ต้องเตรียมการอะไรไว้บางอย่าง แล้วระหว่างคนที่มีอำนาจรัฐ กับคนที่ไม่มีอำนาจรัฐ คำตอบมันมีอยู่ในตัวอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นแล้วผมถึงบอกผู้สื่อข่าวบางกอกโพสต์ไปว่า อันนี้ไม่เห็นว่าจะจุดติด ถึงแม้ว่าจะมีนักข่าวบีบีซี จะมีนักข่าวรอยเตอร์ส หลายสำนักข่าวเริ่มมาปักหลักในประเทศไทยและในกรุงเทพฯ แล้ว เพื่อรอดูมกราคม ว่าจะมีอะไรเกิดขึ้นไหม ทุกคนคิดว่าเมืองไทยจะกลายเป็นฮ่องกง ไม่ใช่หรอกครับท่านผู้ชม ไม่ใช่อย่างแน่นอนที่สุด อย่างมากที่สุดก็คือ ... ผมจะบอกให้ ที่คุณมีแฟลชม็อบครั้งที่แล้ว ตำรวจเขารายงานว่ามี 800 คน แต่ผมบอกคุณจริงๆ ผมพูดอย่างเป็นกลางที่สุด ของคุณมีหลายพันคน เพื่อความแฟร์ แต่คำพูดที่ผมและพันธมิตรฯ ชอบพูดตลอดเวลา คือ "แล้วยังไง" คุณมีหลายพันคนแล้วยังไง คือคุณเลิกงาน คุณก็มา พอจบงานคุณก็กลับไป ถ้าคุณจะสู้แบบตาต่อตา ฟันต่อฟัน ถ้าคุณจะสู้แบบที่คุณบอกว่าสู้ด้วยเลือด คุณก็ต้องสู้ด้วยเลือด คำถาม คุณกล้าพอจะสู้ด้วยเลือดหรือเปล่า และคุณกล้าพอที่จะพาพันธมิตรทั้งหลายของพวกคุณลงมาบนถนนเพื่อสู้ด้วยหรือเปล่า ผมนี่ผ่านเลือดมาแล้ว จตุพร พรหมพันธุ์ ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ก็ผ่านเลือดมาแล้ว คุณยังไม่ได้ผ่าน เพราะฉะนั้นแล้วผมขอเรียนให้ทราบนิด คุณเป็นคนที่มีอนาคต เพียงแต่ว่าคุณเลิกมีอัตตากับตัวคุณเองเสียหน่อย ใช้เหตุใช้ผล ใช้ ส.ส.ของคุณที่มี 81 คน ถ้าคุณถูกปลดจากหัวหน้าพรรค คุณก็ใช้บทบาทของคุณที่เป็นเจ้าของพรรค คุณถูกปลดจาก ส.ส. คุณใช้ตัวของคุณที่มีสถานภาพเป็นหัวหน้าพรรค ผลักดันพรรคเข้าไปในทิศทางที่ยืนอยู่บนอุดมการณ์อย่างมั่นคง แล้วไปสั่นสะเทือนการทำงานบางจุดที่ไม่โปร่งใสของรัฐบาล มีอะไรบ้าง ลงไปช่วยแก้ปัญหาให้ชาวบ้าน แล้วก็นำ อย่างเช่นกรณีสารพิษ แบนสารพิษ ถ้าคุณเอาพรรคอนาคตใหม่ทั้งพรรคเทไปบอกว่าต้องแบนสารพิษเพราะเป็นอันตรายต่อประชาชน หรือเรื่องน้ำมัน ทำไมน้ำมันเมืองไทยถึงไม่ถูกเท่าน้ำมันมาเลเซีย คุณก็โจมตีคุณสนธิรัตน์ได้ ซึ่งเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน มันมีหลายเรื่องที่คุณสามารถทำได้ และในขณะเดียวกัน สิ่งที่คุณทำนั้น มันจะค่อยๆ เกาะกุม เปิดโอกาสให้คุณสร้างฐานคุณไปเรื่อยๆ แล้วรัฐบาลวันหนึ่งต้องมีการยุบสภาฯ วันนั้นคุณก็อาจจะมีโอกาสที่จะเป็นเสียงส่วนใหญ่เสียงหนึ่งที่การตั้งรัฐบาลขาดคุณไม่ได้

วันนี้คุณกำลังเดินเข้าสู่หลุมพราง กับดักที่เขาวางเอาไว้ และในที่สุดคุณก็จะต้องตายด้วยปากของคุณ และตายด้วยวิธีการของคุณ

ท่านผู้ชมครับ เรื่องสุดท้ายที่เราจะคุยกัน คือเรื่องเศรษฐกิจ เศษฐกิจที่ผมอยากจะพูดวันนี้ ผมจะพูดเป็นมุมกว้างๆ ให้เข้าใจก็แล้วกัน ท่านผู้ชมถามว่าเศรษฐกิจตอนนี้แย่ใช่ไหม ผมตอบว่า "ดูเหมือนจะแย่ แต่มันแค่ชะลอตัว" ใจเย็นๆ ครับ อย่าหาว่าผมเข้าข้างรัฐบาล

ก่อนอื่นผมต้องชี้แจงสักนิด สิ่งที่ผมจะพูดแบ่งเป็น 2 ส่วน ส่วนหนึ่งคือสิ่งที่เกิดขึ้น และสิ่งหนึ่งเป็นสิ่งที่ทีมงานของ ดร.สมคิด ทำมา ทำมาก่อนจนกระทั่งมีการเลือกตั้ง แล้วงานที่ ดร.สมคิด วางเอาไว้นั้น ติด สะดุด ชะงักอยู่หลายๆ เรื่อง

อันแรก ท่านผู้ชมลองหลับตาวาดภาพสิ เป็นระยะเวลา 7-8 เดือนแล้ว มีเงินอยู่ประมาณ 1.2 ล้านล้านบาท ที่ไม่ได้ใช้เลย ท่านผู้ชมรู้ไหม 1.2 ล้านล้านบาท นี่ประมาณเท่าไร ประมาณ 40 เปอร์เซ็นต์ ของงบประมาณแผ่นดิน ไม่ได้ใช้เลย ทำไมไม่ได้ใช้เลย ก็เพราะว่างบประมาณไม่ผ่านเสียที งบประมาณยังอยู่ในขั้นกรรมาธิการ พิจารณาอยู่ ตั้ง 7-8 เดือนแล้ว ถ้าจะใช้ได้น่าจะเร็วที่สุดไม่น่าจะเกินมีนาคม ปีหน้า เท่ากับว่า 10 เดือนที่ผ่านมานี้ เงินก้อนนี้แขวนอยู่บนท้องฟ้า หรือฝังอยู่ในดินแล้วไม่ได้มีการขุดมาใช้ เหตุผลก็เพราะว่าใช้ไม่ได้ เพราะฉะนั้นเศรษฐกิจในสังคม ในประเทศไทย ขาดเงินอยู่ 1.2 ล้านล้านบาท ถ้ามีเงินก้อนนี้ทุ่มเทลงไป แล้วก็มีการสร้างงาน มีการขยับขยายในเรื่องเศรษฐกิจ เศรษฐกิจจะไม่ชะลอตัวถึงขนาดนี้หรอกครับ

ปัญหานี้เกิดขึ้นที่ใคร ตำหนิใครไม่ได้ ประการแรก คสช.ควรที่จะผ่านงบประมาณก้อนนี้ก่อนที่จะมีการเลือกตั้ง แต่ก็ไม่ยอมทำ ปล่อยให้ทางการเมืองมาดำเนินการ แล้วทางการเมืองก็มีคณะกรรมาธิการ ตั้งกันแหลกราญหมดเลย พิจารณาเรื่องโน้น พิจารณาเรื่องนี้ เป็นลักษณะปกติธรรมดาของมัน แต่ว่ามันช้าจนเกินไป เพราะฉะนั้นเงินมันก็เลยหายไป 1.2 แสนล้านล้านบาท นั่นคือข้อแรก

อันที่สอง ค่าเงินบาทแข็ง จาก 2-3 ปีที่ผ่านมา 1 ดอลลาร์ เราแลกได้ 33 บาท วันนี้ 1 ดอลลาร์ เราแลกได้ 30 บาท และแนวโน้มปี 2563 กูรูทั้งหลายก็ทำนายแล้วว่าเงินบาทต้องต่ำกว่า 30 บาทแน่ ก็คือ 28-29 บาท ขนาด 30 บาท ผู้ส่งออกยังร้องแรกแหกกระเฌอ ทำตัวไม่ถูกเลย แล้วถ้าเกิดต่ำกว่า 30 บาท 28-29 บาท ผู้ส่งออกมิตายกันไปหมดเหรอ ผมกำลังพูดอย่างนี้ ประเทศไทยในขณะนี้ถ้าพูดถึงเศรษฐกิจมหภาค ดูภาพรวมทั้งประเทศแล้ว ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีพื้นฐานทางเศรษฐกิจที่แข็งแรงที่สุด ประการแรก เรามีเงินทุนสำรองอยู่ 2 แสนกว่าล้านเหรียญสหรัฐ คิดเป็นเงินไทยประมาณ 6 ล้านล้านบาท เงินทุนสำรองต่างประเทศนะครับ ประการที่สอง หนี้สาธารณะของเรา ที่บอกว่าเราเป็นหนี้สาธาระเยอะนั้น จริงๆ แล้วเมื่อเราดูให้ดีๆ แค่ 42 เปอร์เซ็นต์ 42 เปอร์เซ็นต์ ของจีดีพี ถ้าอยู่ในอันดับโลก เราอยู่อันดับที่ 22 ต้องถือว่าไม่ได้อยู่ในอันดับต้นๆ อันดับต้นๆ จีน หนี้สาธารณะ 100 กว่าเปอร์เซ็นต์ อเมริกา หนี้สาธารณะ 100-200 กว่าเปอร์เซ็นต์ ญี่ปุ่น หนี้สาธารณะสูง ของเราอยู่อันดับ 22 แค่ 42 เปอร์เซ็นต์ ถามว่ายังสามารถก่อหนี้สาธารณะเพิ่มได้ไหม ได้ นี่คือการมอง

อันที่สาม ที่สำคัญอีกเรื่องหนึ่งคือ ในขณะนี้ ท่านผู้ชมไม่ได้สังเกต ในขณะนี้ ประเทศไทยในรอบ 2-3 ปีที่ผ่านมานี้ เป็นช่วงเปลี่ยนผ่าน ภาษาอังกฤษเขาเรียกว่า Transformation คือเปลี่ยนจากระบบแอนะล็อก มาเป็นระบบดิจิทัล ในรอบของการเปลี่ยนผ่านตรงนี้ คนที่เปลี่ยนทัน ก็ได้เปลี่ยน ก็อยู่ได้ คนที่เปลี่ยนไม่ทัน ก็อยู่ไม่ได้ ยกตัวอย่างเรื่องอาหาร ทุกคนวันนี้พูดเป็นเสียงเดียวกันเลยว่า เดี๋ยวนี้เศรษฐกิจตก คนไม่ค่อยไปกินอาหารกันโน่นนี่นั่น ร้านอาหารไม่ค่อยมีคนเข้า เดี๋ยวนี้ไม่ต้องโทรไปจอง เดินเข้าไปก็เข้าไปได้ ท่านผู้ชมครับ เมื่ออาหารมันตกต่ำ แต่ท่านผู้ชมสังเกตไหมว่า sector อาหารที่แปลงตัวเอง แล้วก็บูรณาการเข้าไปกับระบบดิจิทัลได้ กลับขายดิบขายดี

ท่านผู้ชมรู้ไหม แกร็บ (Grab) ไลน์แมน (LINE MAN) เก็ต (GET) ที่มีธุรกิจที่ไปเอาอาหารจากร้านอาหารแล้วเอามาส่งท่านผู้ชมที่บ้าน ท่านผู้ชมรู้ไหมเอาเฉพาะแกร็บอย่างเดียวนะ ยังไม่นับไลน์แมน ยังไม่นับเก็ต แกร็บอย่างเดียวเคยมีออร์เดอร์เดือนละ 250,000 ออร์เดอร์ หมายความว่าทุกๆ เดือนจะมีคนสั่งอาหารผ่านแกร็บ 250,000 ส่วนเขาจะไปเอาที่ร้านไหน ก็แล้วแต่เขาตกลงกันเอง ปรากฏว่าวันนี้แกร็บ จาก 250,000 ออร์เดอร์ เป็น 1 ล้านออร์เดอร์แล้ว 1 ล้านออร์เดอร์นี้ยังไม่นับไลน์แมน ยังไม่นับเก็ต ถ้ารวมไลน์แมน รวมเก็ตแล้ว ผมคิดว่าธุรกิจดิจิทัลที่สั่งอาหารโดยผ่านแกร็บ ผ่านไลน์แมน ผ่านเก็ต เดือนหนึ่งผมว่าต้องมี 2 ล้านออร์เดอร์ แล้ว 2 ล้านออร์เดอร์มันมาจากไหนล่ะ มันมาจากทุกที่

ผมเคยเดินผ่านร้านบางร้านที่คนชอบสั่งและแกร็บต้องไปเอา ปรากฏว่าคนซึ่งขี่มอเตอร์ไซค์แกร็บนี่นะ มันรออยู่ประมาณ 10-20 ราย ที่รับอาหารแล้วส่ง รับอาหารแล้วส่ง แกร็บหัก 30 เปอร์เซ็นต์ หมายความว่า ถ้าท่านขายอาหาร 1 จาน 100 บาท ท่านต้องแบ่งให้แกร็บ 30 บาท ท่านได้แค่ 70 บาท ด้วยเหตุนี้ใครก็ตามที่สั่งแกร็บ ผมจะให้สังเกตดู ปริมาณอาหารจะน้อยลง ไม่เชื่อไปสังเกตดู สั่งพิซซ่า พิซซ่าจะเล็กลง เพราะเขาต้องแบ่งไป 30 เปอร์เซ็นต์ แต่นั่นคือร้านที่เขาปรับตัวได้ แล้วร้านที่ปรับตัวไม่ได้จะทำอย่างไร นี่ก็เป็นปัญหาที่จะต้องมาแก้กัน หมายความว่าอย่างไร หมายความว่าจะต้องมีคนที่ไปพูดกับร้านอาหารต่างๆ ที่เล็กๆ ที่ไม่ได้ไปแกร็บโน่นนี่นั่น และไม่ได้อยู่ตามเดอะมอลล์ ร้านค้าต่างๆ ป้าๆ ผมจะทำเป็นโฮมเดลิเวอรีแล้วส่งตามบ้าน ผมใช้ชื่อว่า กุ๊ก แล้วกัน ป้าทำขนมหม้อแกงอร่อย ผมส่งขนมหม้อแกงให้ป้าเอาไหม ขนมหม้อแกงป้าไร อยู่ซอยอารีย์ นึกออกไหม ก็ต้องหาพรรคพวกเข้ามารวมกลุ่มกันและสามารถจะทำการตลาดได้ เพราะเดี๋ยวนี้เศรษฐกิจไทยเป็นเศรษฐกิจที่เรียกว่า "เศรษฐกิจขี้เกียจ" ภาษาอังกฤษเรียกว่า Lazy Economy เศรษฐกิจขี้เกียจ คือคนขี้เกียจเดินห้าง คนขี้เกียนไปซื้อของ คนขี้เกียจออกไปหาข้าวกิน หาแกร็บ โทรศัพท์ไป ผมจะสั่งนี่ๆ นะ มันจะมีลิสต์ร้านอาหารเสร็จเรียบร้อยหมดเลย เป็นร้อยๆ ร้าน เพราะฉะนั้นในขณะซึ่ง sector หนึ่งกำลังชะลอตัว อีก sector หนึ่งมันเฟื่องฟู เราจะทำอย่างไรล่ะ จะแปลว่าเศรษฐกิจมันไม่ดีหรือ มันก็แปลว่า sector ที่ไม่สามารถปรับตัวเข้ากับระบบเทคโนโลยี ก็จะตกต่ำ

ท่านผู้ชมครับ คนจีนเขาตั้งวันที่ 11 เดือน 11 เป็นวันชอปปิ้ง ประธานของบริษัท ลาซาด้า ที่ชอปปิ้งออนไลน์ ถึงกับให้สัมภาษณ์เลยว่า ประเทศไทยในช่วงแคมเปญชอปปิ้ง 11.11 เป็นประเทศที่ซื้อของออนไลน์มากที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ท่านผู้ชมแล้วเศรษฐกิจมันตกได้อย่างไร เข้าใจหรือยังท่านผู้ชม

แต่ที่แน่นอนที่สุดก็คือว่า เศรษฐกิจแบบนี้มันเป็นเศรษฐกิจที่มีปัญหา ตรงที่คนรายได้ไม่เพิ่ม แต่รายจ่ายเหมือนเดิม มิหนำซ้ำรายจ่ายจะเพิ่ม รายจ่ายส่วนหนึ่งที่เพิ่มก็คือว่า รู้ว่าตัวเองไม่ค่อยมีเงินแต่ก็ยังชอบชอปปิ้งออนไลน์ จนกระทั่งมีหนี้บัตรเครดิตมาก จนกระทั่งแบงก์ชาติต้องออกมาแทรกแซง บอกว่ามาปรับปรุง ฟื้นฟูเรื่องหนี้สินบัตรเครดิตเสียใหม่ โดยจะคิดดอกเบี้ยแบบใหม่ ถูกลง แบงก์ชาติยอมรับในที่สุดแล้วว่าบัตรเครดิตคือตัวการที่จะทำลาย แต่ท่านผู้ชมครับ รัฐบาลมีหน้าที่ต้องลดค่าใช้จ่าย รัฐบาลมีหน้าที่ต้องลดน้ำมัน มันถึงเวลาแล้วหรือยังที่ ปตท. ต้องเอากำไรน้อยลง ต้องลดน้ำมันให้ได้ลิตรละ 5 บาท หรือ 10 บาท ถ้าตรงนี้ลงมา เศรษฐกิจฟื้นฟูแน่นอน เพราะฉะนั้นเศรษฐกิจที่มันไม่ดีก็เพราะว่ารัฐบาลกุมค่าใช้จ่าย กุมรายได้รัฐบาล จากการใช้จ่ายเรื่องค่าใช้จ่ายต่างๆ นั้น ยังไม่ยอมที่จะลดราคาลงมา รถไฟใต้ดินสูง นานๆ จะมีฟรีสักที บีทีเอสก็สูง นานๆ จะมีฟรีสักที ทำอย่างไรที่จะให้ค่าใช้จ่ายต่างๆ พวกนี้มันลด รายได้แม้ไม่เพิ่ม แต่ถ้าค่าใช้จ่ายมันลด แล้วทำอย่างไรให้คนประหยัดเงิน ไม่ซี้ซั้วออกไปชอปปิ้งออนไลน์กันเยอะแยะไปหมด แต่นี่ก็เป็นเรื่องที่ท้าทาย เพราะว่าถ้าเมื่อคนใช้เงินน้อยลง เศรษฐกิจก็ไม่ขับเคลื่อน แล้วทำไมค่าเงินบาทมันแข็งล่ะ

ตัวเลขดัชนีในเรื่องของภาคต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นภาคตลาดหลักทรัพย์ ไม่ว่าจะเป็นมหภาคในเรื่องของหนี้สาธารณะ ไม่ว่าจะเป็นเงินสำรอง พวกนี้มันทำให้เงินทองซึ่งมันไม่มีสัญชาติ มันเดินทางไปทั่วโลกตลอดเวลา แล้วเอาเงินมาทิ้งไว้ที่ประเทศไทย เอาเงินไปทิ้งไว้ประเทศที่มันมีความมั่นใจว่าเศรษฐกิจมหภาคประเทศนี้มีเสถียรภาพสูงมาก และเผอิญประเทศไทยเป็นประเทศที่มีเสถียรภาพสูงที่สุดในขณะนี้ เพราะไม่อย่างนั้นเงินบาทจะไม่แข็งมากกว่าทุกๆ คน เพราะเงินต่างประเทศเข้ามาเยอะ จนกระทั่งแบงก์ชาติต้องแก้เกมใหม่ แก้เกมด้วยการบอกว่า เดี๋ยวนี้ใครจะโอนเงินออกไปนอกประเทศ ไม่เกิน 2 แสนเหรียญ หรือ 6 ล้านบาท โอนได้ทันทีเลย ไม่ต้องส่งใบขออนุญาตไป สามารถจะบอกธนาคาร ธนาคารก็จะโอนให้ หรือใครที่ค้าขายกับเงินตราต่างประเทศ หรือทำธุรกิจแล้วได้เงินตราต่างประเทศมา ไม่เอาเข้าประเทศไทยก็ได้ เอาฝากไว้ต่างประเทศก็ได้ แต่ที่ได้ผลที่สุดคือดอกเบี้ยที่ธนาคารแห่งประเทศไทยลดลงมา ลดลงมา 0.25 เปอร์เซ็นต์ ตอนนี้ดอกเบี้ยอยู่ที่ 1.25 เปอร์เซ็นต์ ผมเชื่อว่าจะต้องลดอีก 0.25 เหลือแค่ 1 เปอร์เซ็นต์

เมื่อดอกเบี้ยของประเทศไทยลดต่ำกว่าดอกเบี้ยของต่างชาติแล้ว หรือใกล้เคียงกัน เท่ากัน เงินก็จะเริ่มออกจากประเทศไทยไป จะเริ่มออกไป แต่ผมไม่คิดว่าจะออกไปเร็วขนาดนั้น เพราะว่าธนาคารแห่งประเทศไทยในขณะนี้ติดกับดักของตัวเอง ติดกับดักตรงที่ว่า ค่าเงินบาทที่แข็งเพราะว่าธนาคารแห่งประเทศไทยไม่กล้าเข้าไปแทรกแซง ท่านผู้ชมเข้าใจใช่ไหม สมมุติว่าดอลลาร์มันเข้ามา แล้วแลกเป็นเงินไทย เพราะเงินบาทแข็ง ถ้าเราเข้าไปแทรกแซงดอลลาร์กับเงินบาทก็จะทำให้ 1 ดอลลาร์ อาจจะได้สัก 30.50 บาท หรือ 31 บาท แต่แบงก์ชาติต้องแทรกแซง ธนาคารแห่งประเทศไทยกลัว กลัวเหมือนคดีของคุณเริงชัย มะระกานนท์ ในยุค 2540 ที่มีการเอาเงินไปแทรกแซงเงินบาท เพื่อเอาเงินบาทไปสู้กับเงินดอลลาร์ ก็ปรากฏว่าทำให้ขาดทุนไป และคุณเริงชัยโดนฟ้อง 2 แสนกว่าล้านบาท ดีที่ศาลท่านยกฟ้อง แต่ตรงนี้ก็เลยกลายเป็นเชือกที่รัดคอเจ้าหน้าที่แบงก์ชาติ และท่านผู้ว่าการแบงก์ชาติคนนี้ท่านเป็นนักวิชาการ ท่านไม่ใช่นักปฏิบัติ ท่านศึกษาทางวิชาการ แล้วท่านไม่กล้าแทรกแซง จริงๆ แล้วแบงก์ชาติต้องแทรกแซงเป็นบางครั้งบางคราว เพื่อที่จะผ่อนคลายธุรกิจการส่งออก

ท่านผู้ชมครับ เศรษฐกิจของบ้านเรานั้นมันมีอยู่ 3-4 ตัว ตัวแรกคือจีดีพี (GDP) คือผลผลิตมวลรวม GDP ที่เราพูดถึงมันคือ C + I + G + (X-M) = GDP


C คืออะไร C คือการบริโภค (Consumption) I คือการลงทุน (Investment) G คือการใช้จ่ายของรัฐบาล (Government Spending) ส่วน (X-M) ก็คือบวกการส่งออก ลบการนำเข้า มีผลกำไรเท่าไรก็เอามาบวกกัน แต่ปรากฏว่าในสูตร C + I + G + (X-M) Consumption ตอนนี้ช้าลงแล้ว ก็คือการบริโภคช้าลง เพราะจิตวิทยา คนไม่อยากใช้เงินแล้ว I : Investment ก็ยังมาอยู่ประจำ แต่ผลที่จะเห็นทันทีมันไม่มี ตัวที่ร้ายที่สุดคือ G คือการใช้จ่ายภาครัฐบาล ไม่ได้ใช้จ่ายอะไรเลย 1.2 ล้านล้านบาท นิ่ง ส่วน (X-M) ก็คือว่าสินค้าส่งออก กับสินค้านำเข้า ติดลบกัน ก็ปรากฏว่าการ Export ของเราติดลบ แต่ยังโชคดีที่เรายังมีนักท่องเที่ยวเข้ามาเกือบๆ 40 ล้านคน รายได้จากนักท่องเที่ยว 2.2 ล้านล้านบาท เพราะฉะนั้นประเทศไทยก็เลยถูไถไปได้

แต่สิ่งที่ผมพยายามจะพูดก็คือ จริงๆ แล้วเศรษฐกิจบ้านเราอนาคตสดใสมาก เพราะว่าเป็นสิ่งที่ ดร.สมคิด วางแผนเอาไว้มานานแล้ว สมคิดเข้ามาเป็นรองนายกฯ ฝ่ายเศรษฐกิจ ในช่วงจังหวะที่ค่อนข้างจะโชคร้าย เขาเข้ามาต่อจาก ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล ซึ่ง ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล นั้นเป็นนักเศรษฐศาสตร์ หรือว่าเป็นคนที่ดูแลเศรษฐกิจในรูปแบบเดิมๆ รูปแบบเก่าๆ ในยุคแอนะล็อก ไม่ใช่ยุคดิจิทัล สมคิดเข้ามาในช่วงที่โลกกำลังเปลี่ยน จีนเปลี่ยนเป็นดิจิทัลหมดแล้ว ญี่ปุ่นเปลี่ยนเป็นดิจิทัล และจีนเริ่มเข้ามาในเรื่องของ Artificial Intelligence ก็คือปัญญาประดิษฐ์ ญี่ปุ่นก็ปัญญาประดิษฐ์เหมือนกัน ทีนี้ ประเทศไทยต้องค้าขายกับทั้งจีนและญี่ปุ่น ถ้าประเทศไทยไม่เปลี่ยนตาม เราจะตกขอบ คนในขณะนี้เที่ยวพูดตลอดเวลาว่า เศรษฐกิจเวียดนามดีกว่าประเทศไทย ท่านผู้ชมครับ ต้องดีกว่า เพราะหนึ่ง ค่าแรงของเขาถูกกว่า ด้วยเหตุนี้ สินค้าอะไรก็ตามที่ต้องผลิตและต้องใช้แรงงานคน จะไปเวียดนามหมดแล้ว แล้วเวียดนามมีอยู่ 20 เปอร์เซ็นต์ ของจีดีพี เป็นสินค้าทางด้านอิเล็กทรอนิกส์ คือ โทรศัพท์มือถือ หูฟัง ในช่วงที่ภาวะเศรษฐกิจโลกมันตกต่ำ sector ที่เกี่ยวกับโทรศัพท์มือถือมันขึ้น คนไม่เลิกซื้อโทรศัพท์มือถือ คนเดี๋ยวนี้เป็นอย่างนี้ บางครั้งข้าวไม่มีกิน แต่เอาเงินไปซื้อโทรศัพท์มือถือใหม่ได้ มันเป็นอย่างนี้จริงๆ นะ เพราะฉะนั้นเศรษฐกิจของเวียดนามก็เลยยังไม่ตก ก็เลยขึ้น 7 เปอร์เซ็นต์ 8 เปอร์เซ็นต์ ตลอดเวลา

แต่ท่านผู้ชมครับ ท่านผู้ชมต้องดูตัวเลขให้ดีๆ ผมมาดูตัวเลขแล้ว ท่านผู้ชมรู้ไหมว่า จีดีพี คือผลผลิตมวลรวมของประเทศไทยตอนนี้ ท่านผู้ชมรู้ไหมในโลกนี้เราอยู่ในอันดับไหน 25 ครับ แปลว่าอะไร แปลว่าเราใหญ่ขึ้นกว่าเก่าเยอะเลย เพราะมันเป็นธรรมดาของคน ของหมาตัวหนึ่งซึ่งเดินเร็ว คือเวียดนาม แล้วประเทศไทยกลายเป็นช้าง เมื่อเป็นช้างแล้วการเดินมันจะช้าลง ก็แปลว่าการโตทางจีดีพีมันจะช้าลงมากๆ ฝรั่งธรรมดามันไม่โง่หรอก ไม่ว่าจะเป็นเอสแอนด์พี (สแตนดาร์ดแอนด์พัวร์) หรือมูดีส์ หรือฟิทช์ฯ สามชื่อนี้นะ ท่านผู้ชมที่ไม่รู้เรื่องนี้ ผมจะเล่าให้ฟัง มันคือบริษัทที่ทำเรตติ้งของประเทศ มีหน้าที่เข้าไปตรวจสอบ มันเหมือนกับคนที่เข้าไปตรวจสอบบริษัทๆ หนึ่ง แล้วบอกว่าบริษัทนี้ฐานะการเงินมั่นคงไหม ดูซิ รายรับของการขายของมีเท่าไร รายจ่ายมีเท่าไร มีเงินออมอยู่เท่าไร ยอดเป็นอย่างไร อนาคตข้างหน้าจะเป็นอย่างไร พวกนี้จะเข้ามาประเมินประเทศ ก็ไปประเมินมาแล้วปรากฏว่าทุกคนมีความเห็นพ้องต้องกันว่า ประเทศไทยตอนนี้ได้เลื่อนขั้นไปเป็นบวกแล้ว จากอยู่ระดับกลาง ไปเป็นบวก แสดงว่าเขามองว่าเมื่อดูพื้นฐานทางมหภาคทางเศรษฐกิจแล้ว ของเรายังมั่นคง แต่ทุกอย่างที่เกิดขึ้นและชะลอช้าลงวันนี้ เป็นเพราะว่าปัญหาทางจิตวิทยามากกว่า

สิ่งที่สมคิดพยายามทำมา 3-4 ปีที่ผ่านมา ความโชคร้ายของสมคิดคือ เข้ามาในยุคที่ทหารยังเป็นรัฐมนตรีกันอยู่ ข้อผิดพลาดของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ก็คือว่า ตอนที่ยึดอำนาจมา ไม่ไว้ใจใคร ก็เอาพลเอกเพื่อนของตัวเอง พลเอกลูกน้องเก่าของตัวเอง พลเอกเพื่อนของเพื่อนตัวเองไปนั่งแต่ละกระทรวง เต็มไปหมดเลย เพราะฉะนั้นเศรษฐกิจก็เลยไม่มีการขับเคลื่อนเลยแม้แต่นิดเดียว จนกระทั่งสมคิดเข้ามา ก็เลยค่อยเอาทีมงานของตัวเองเข้ามา มีอุตตมา สาวนายน มีสุวิทย์ เมษินทรีย์ และก็มีสนธิรัตน์ เข้ามาเป็นทีมเพื่อทำ แล้วตอนที่ทำ เขามองภาพรวม

ท่านผู้ชมครับ มีคนถามผมเรื่องอีอีซี อีอีซีคืออะไร สมคิดเขามองว่า เนื่องจากประเทศจีนกำลังทำ The Greater Bay Area ซึ่งผมเคยเล่าให้ท่านผู้ชมฟังแล้ว China Greater Bay Area จำได้ไหมครับคราวที่แล้ว ที่บอกว่าจีนจะเอาแต่ละจุดๆ เข้ามารวมกัน พอเอาแต่ละจุดๆ เข้ามารวมกันแล้ว จีดีพีของพวกนี้จะใหญ่มาก และจะเป็นแหล่งผลิตสินค้าที่ใหญ่มากที่สุด

เพราะฉะนั้นแล้ว สิ่งที่สมคิดพยายามทำก็คือ สมคิดก็จะพยายามเอาประเทศไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งอีอีซี ภาคตะวันออก เป็นประตูที่จะเปิดสู่ประเทศจีน เพื่อให้จีนมาทางนี้ เมื่อมาทางนี้แล้ว อีอีซีมันมีมากกว่าที่เราคิด มันมีมิติของการศึกษา มีมิติของการฝึกอบรม มีมิติของการ Transfer Technology และที่ผมประหลาดใจก็คือว่า บริษัทใหญ่ๆ ของจีน อย่างเช่นอะลีบาบา หรือเสี่ยวหมี่ ถ้าเขาไม่มั่นใจในอีอีซี เขาไม่มาตั้งสำนักงานใหญ่หรอก เขามาตั้งสำนักงานใหญ่แล้วนะที่อีอีซี เสี่ยวหมี่ และอะลีบาบา และที่สำคัญที่สุด อีกเจ้าหนึ่งคือหัวเว่ย ทำไมเขาไม่ไปตั้งที่มาเลเซีย เพราะเขาเห็นศักยภาพของอีอีซี และเขาเห็นศักยภาพของประเทศไทย เป็นเพียงแต่ว่า ในการบริหารงานสมัยก่อนนั้น สมคิด กับทีมงาน ซึ่งผมมองว่าขณะนี้เขาไม่ใช่นักการเมือง เขาเป็นมืออาชีพที่ทำ และเขามองอะไรในภาพกว้างและภาพรวม เพราะฉะนั้นแล้ว 2-3 ปีก่อนที่ผ่านมา เขาสามารถจะคุมกระทรวงคมนาคม กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงเกษตรฯ กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงการท่องเที่ยวฯ กระทรวงการท่องเที่ยวฯ พวกนี้ ทุกอย่างที่ผมพูดถึงนี้คือตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจจริงๆ แต่วันนี้เขาดูแลขาเดียว คือกระทรวงการคลัง กับกระทรวงพลังงาน นอกนั้นแล้วเป็นของพรรคการเมืองหมด เพราะฉะนั้นการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ มันขับเคลื่อนเฉพาะการคลังไม่ได้ แต่เขาก็เลยต้องใช้การคลังขับเคลื่อน ไม่ว่าจะเป็นชิม ช้อป ใช้ เขาก็ใช้คลังเป็นคนทำ ลดราคา จ่ายโบนัสคืนคนที่กู้ซื้อบ้านให้คนละ 50,000 บาท เพื่อกระตุ้นการใช้จ่าย แต่ว่าโครงการต่างๆ ที่อยู่ในกระทรวงคมนาคมมันไม่ขยับเลย เงินที่ตัว I (Investment) ที่อยู่ในกระทรวงคมนาคม ไม่ว่าจะเป็นรถไฟความเร็วสูง ไม่ว่าจะเป็นโน่นเป็นนี่ มันไม่ขยับ ทางด่วนต่างๆ ซึ่งตกลงกันเรียบร้อยแล้ว จะต้องมี double deck ขึ้นมา ช.การช่าง ต้องลงไปทำ ก็ยังไม่ขยับ เพราะติดอยู่ที่กระทรวงคมนาคม ไม่จบเสียที

เพราะฉะนั้นแล้ว จะเห็นได้ชัดว่าเงินลงทุนหลายๆ ตัวในเรื่องโครงสร้างต่างๆ ที่ใหญ่ๆ ไม่มีการขยับ เพราะติดอยู่ที่กระทรวงคมนาคม อะไรบ้างล่ะที่ติดต่อไป เกษตรฯ เกษตรฯ นี่พรรคประชาธิปัตย์ทำได้อยู่ 2 อย่าง ประกันราคาข้าว กับประกันราคายาง มีอยู่แค่นั้น แต่ไม่มีความคิดสร้างสรรค์ที่จะก่อให้เกิด อย่างเช่น สร้างวิสาหกิจชุมชนขึ้นมา เพื่อให้ชุมชนต่างๆ เพื่อให้สินค้าโอทอป หรืออะไรก็ตาม เข้าสู่ระบบ มีการตลาดที่ยิ่งใหญ่ ที่กว้างขวางขึ้นมา เพื่อให้คนตามชุมชนต่างๆ สามารถที่จะพัฒนาตัวเองก้าวเข้าสู่ระบบสากลได้ แทนที่ตลาดจะมีแค่สนามหลวง มีแค่อิมแพ็ค เมืองทองฯ ที่จะมาแสดงสินค้า เขาสามารถจะเข้าสู่เครือข่ายๆ ต่างในสากลได้ กระทรวงพาณิชย์ทำไม่ได้ อาจจะเป็นเพราะว่าเขาคิดไม่เป็น หรือว่าผู้บริหารกระทรวงพาณิชย์ยังเคยชินกับระบบประกันราคายาง ประกันราคาข้าว สนใจอยู่เพียงแค่นี้ จริงๆ แล้วมันมีมากกว่า

สมคิด เป็นคนที่คิดในเรื่องของการท่องเที่ยวระบบเมืองรอง ท่านผู้ชมครับ ผมต้องอธิบายเรื่องระบบเมืองรองหน่อย ระบบเมืองรองมันเป็นอย่างไร เวลาคนไปเที่ยวเชียงใหม่ สมัยก่อนจะไม่เที่ยวลำปาง จะไม่เที่ยวลำพูน แต่ถ้าเมื่อใดก็ตามผลักดันให้คนไปเที่ยวลำปาง ลำพูน ท่านผู้ชมครับ สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือว่า เมื่อนักท่องเที่ยวเข้าไป เมืองก็จะเริ่มมีความครึกครื้น คึกคัก คนหลายๆ คนที่ไม่เคยทำธุรกิจบริการนักท่องเที่ยว ก็จะเริ่มมีโฮมสเตย์ มีเกสต์เฮาส์ มีคนลงทุนทำร้านกาแฟ คอฟฟีชอป มีคนเปิดร้านขายของหัตถกรรม ทุกอย่างมันพลิกหมดเลย มันพลิกจากการที่เป็นอำเภอที่เงียบๆ กลายเป็นตรงนั้นเริ่มทำอันนี้ ตรงนี้เริ่มทำอันนั้น มันก็เลยกลายเป็นตัวเสริมทำให้อำเภอนั้น ทำให้เมืองรองมีศักยภาพ และก้าวสู่ระบบดิจิทัล

ท่านผู้ชมรู้ไหมว่า อินเทอร์เน็ตของเราเข้าหมู่บ้านหมดแล้ว ทั่วประเทศไทย และท่านผู้ชมต้องรู้อย่างหนึ่งนะ นี่คือข้อมูลใหม่ อินเทอร์เน็ตของเราเร็วที่สุด ของเราเร็วกว่าญี่ปุ่นอีก ของเราจะตามหลังสิงคโปร์และเกาหลี ของเราเร็วกว่าอเมริกาอีก เพราะฉะนั้นแล้วโครงสร้างในเรื่องของอินเทอร์เน็ตของเราเข้มแข็งอยู่แล้ว ประชาชนที่อยู่ตามหมู่บ้าน ตามตำบล สามารถจะใช้อินเทอร์เน็ตได้ ใช้ไว-ไฟได้ ท่านผู้ชมเคยสังเกตไหม คนกาฬสินธุ์โทรศัพท์มาหาท่านผู้ชมด้วยไว-ไฟ สมัยก่อนเป็นไปได้อย่างไร เป็นไปไม่ได้ เดี๋ยวนี้มันเป็นไปได้แล้ว แสดงว่าพวกนี้ขาดอยู่อย่างเดียว ขาดตัวเสริม ให้เขาก้าวข้ามตรงนั้นไป ให้เขาใช้อินเทอร์เน็ตเป็นทางออกไปแสวงหาตลาดอยู่ข้างนอก และนั่นคือที่มาของการที่จะเริ่มมีนักท่องเที่ยวเข้าสู่เมืองรอง




เมื่อนักท่องเที่ยวเข้าสู่เมืองรองแล้ว มันจะพลิกผันเมืองรองนั้น เปลี่ยนแปลง เอาเทคโนโลยีเข้ามา ร่วมทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างเดินหน้าต่อไปเร็วขึ้นกว่าเก่า แล้วเปิดตลาด เปิดโลกใหม่ ให้คนที่อยู่เมืองรองสามารถที่จะไปค้าขายได้มากกว่าเก่า ก็ต้องบอกว่านี่คือนโยบายการท่องเที่ยวเมืองรองซึ่ง ดร.สมคิด เป็นคนคิดขึ้นมา แต่เนื่องจากว่าเขาเป็นคนที่อธิบายเรื่องไม่ค่อยเป็น แต่ผมเห็นแล้วว่านี่คือสิ่งที่มันเกิดขึ้น


ท่านผู้ชมครับ ผมมีแผนที่บางแผนที่จะให้ท่านผู้ชมดู อันนี้คือโครงข่ายคมนาคมเชื่อม 3 สนามบิน รถไฟความเร็วสูง ซึ่งช้าเกินไป มันควรจะเกิดขึ้นเมื่อ 7-8 เดือนที่แล้ว แต่มันไม่เกิดขึ้น มันเกิดช้า แล้วกว่าที่มันจะเกิดขึ้นมาได้ จะมีผลต่อมาก็อย่างน้อยอีก 3-4 ปี ผลประโยชน์ที่จะมาตรงนี้มหาศาล แต่เป็นเพราะว่าเรามัวแต่เรื่องมาก กระทรวงคมนาคมยึกยัก ยืดเยื้อมากจนเกินไป จนในที่สุดแล้วก็จบลงด้วยการเซ็นสัญญา แต่ก็ยังไม่ได้เริ่มอะไรทั้งสิ้น


ท่านผู้ชมดูตรงนี้นิดหนึ่ง ท่านผู้ชมจะเห็นเมืองระนอง ทำไมผมต้องเอาเมืองระนองมาให้ดู เพราะระนองมีท่าเรือน้ำลึก แล้วสิ่งที่สมคิดพยายามทำก็คือว่า พยายามเชื่อมการคมนาคมทั้งทางรถไฟทางคู่ และทางซูเปอร์ไฮเวย์ 4 เลน เข้ามาสู่ระนอง แล้วทางรถไฟพวกนี้จะเชื่อมต่อไปที่อีอีซี ทางภาคตะวันออก แปลว่าอะไร แปลว่าถ้าจีนต้องการใช้อีอีซีเป็นประตู เขาสามารถจะเข้ามาอยู่ที่อีอีซี และจากอีอีซี เขาสามารถส่งสินค้าทางรถไฟทางคู่มาออกที่ระนอง ทำไมต้องระนอง เพราะระนองมีท่าเรือน้ำลึก และระนองอยู่ติดกับทะเลอันดามัน และออกสู่มหาสมุทรอินเดีย ฉะนั้นจีนก็จะสามารถออกสู่มหาสมุทรอินเดียได้ ท่านผู้ชมจะเห็นว่าการทำอะไรเช่นนี้คือการเปลี่ยนโครงสร้าง ท่านผู้ชมครับ ประเทศไทยต้องเปลี่ยนโครงสร้างทางเศรษฐกิจ เปลี่ยนแนวความคิดเสียใหม่ เพราะไม่อย่างนั้นแล้ว เราก็จะเกิดภาวะการณ์ sector หนึ่งไปได้ดี อย่างเช่นอาหาร ที่ผมเล่าให้ฟัง คนที่ไปร่วมกับแกร็บก็ขายดิบขายดี คนที่ไม่เปลี่ยนตัวเอง ก็บอกว่าไม่มีคนเข้าร้าน การเปลี่ยนความคิดนี้ ท่านผู้ชมต้องรู้ว่าเมืองไทยนี่อันตรายมาก ไม่เกิน 4-5 ปีข้างหน้านี้ ถ้าเราไม่ปรับตัวเราให้ทันต่อเหตุการณ์ เราจะลำบากแล้ว เพราะอะไร เพราะไม่เกิน 4-5 ปีข้างหน้านี้ บทบาทของหุ่นยนต์จะเข้ามาในโรงงานแล้ว ตอนนี้ที่จีน ที่ญี่ปุ่น ใช้หุ่นยนต์ในโรงงานเต็มไปหมด แล้วถ้าวันหนึ่งหุ่นยนต์เข้ามาในโรงงานแล้ว เราจะเหลืออยู่ภาคเดียวที่จะสามารถทำให้เศรษฐกิจเรายั่งยืนได้ คือภาคบริการ


ภาคบริการคือโรงแรม ภาคบริการคือนักท่องเที่ยว ภาคบริการคืองานบริการทุกประเภท เพราะฉะนั้นเมืองไทยจะอยู่ได้เพราะภาคบริการ

ท่านผู้ชมจะเห็นได้ชัดว่าทั้งหมดนี้ ประเทศชาติต้องมีเสถียรภาพ แต่ว่าผมจะไม่พูดนะครับ เพราะถ้าผมพูดไปแล้ว เน้นตรงนี้ไปแล้ว ผมจะโดนกล่าวหาว่าผมสนับสนุนเผด็จการ ผมคิดว่าแม้กระทั่งมีการเลือกตั้งก็ต้องมีเสถียรภาพ ถ้าเป็นรัฐบาลประชาธิปไตย ก็ต้องมีเสถียรภาพ นโยบายทางเศรษฐกิจจะมีอยู่บางจุดที่คุณเปลี่ยนไม่ได้ อย่างเช่น เรากำลังเปลี่ยนประเทศจากระบบแอนะล็อก มาเป็นดิจิทัล รัฐบาลไหนเข้ามาก็เปลี่ยนไม่ได้ เพราะถ้าคุณไม่ทำตรงนี้ คุณเจ๊ง คุณหนีไม่พ้น เพียงแต่น่าเสียดายว่าสิ่งที่สมคิดเขาพยายามทำใน 2-3 ปีที่ผ่านมา มันกำลังจะเริ่มเกิดผล ก็เกิดชะงักงันเพราะการเมือง ทำให้นโยบายเศรษฐกิจหลายอย่างซึ่งต้องขับเคลื่อน เป็นพลังขับเคลื่อนด้วย ทุกหน่วยงานขับเคลื่อนไปพร้อมกัน ไม่ กลายเป็นเหลือแค่กระทรวงการคลังตัวเดียวที่จะทำ เพราะฉะนั้นแล้ว ถนนหนทางก็เริ่มตีบตัน อะไรที่มันต้องเดินต่อไป มันเดินต่อไปไม่ได้ ต้องใช้เวลานานกว่าจะเดินต่อไป

ท่านผู้ชมตามผมมา ท่านผู้ชมคิดว่าประเทศไทยมีโอกาสไหม ผมคิดว่าถ้าเข้าใจตรงนี้แล้วมีโอกาส และเห็นว่าสิ่งที่ทำมานั้น มันน่าจะดำเนินการต่อไป ทำอย่างไรที่จะให้พรรคการเมืองเข้าใจ หรือทำอย่างไรที่จะให้รู้ว่าการขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจไม่ใช่ต่างคนต่างทำ วันนี้ต่างคนต่างทำจริงๆ

ตลอดจนการที่นางแคร์รี แลม มาเยือนเมืองไทยคราวที่แล้ว และตกลงกับสมคิดเอาไว้ว่า จะให้เมืองไทยมีการ cross หุ้นระหว่างประเทศไทยกับฮ่องกงได้ ตลาดหุ้นฮ่องกงใหญ่กว่าประเทศไทยมหาศาล และเป็นที่รวมของตลาดหุ้นของจีน เซินเจิ้น เซี่ยงไฮ้ ก็โยงกับฮ่องกง จะเกิดการเคลื่อนไหวของเงินทุนอย่างมหาศาลจากฮ่องกงมาที่ประเทศไทย และจะทำให้ราคาหุ้นของเมืองไทยดีขึ้น แต่เรื่องนี้ยังต้องมีรายละเอียดอีกเยอะ

อีกอันหนึ่งที่เขาทำอยู่ ซึ่งผมเพิ่งรู้ และผมยอมรับว่าเป็นความคิดที่ใช้ได้ เขากำลังจะเริ่มให้ ก.ล.ต. พิจารณาเริ่มตลาดหลักทรัพย์ที่อยู่ตามภูมิภาคต่างๆ คืออะไรบ้างล่ะ วิสาหกิจชุมชน หรือสตาร์ทอัพ มันต้องมีการเป็นไปได้ที่จะให้คนที่ทำโอทอปสามารถเอาสินค้าโอทอปเข้าตลาดหลักทรัพย์ที่บุรีรัมย์ได้ เข้าตลาดหลักทรัพย์ที่อีสานเหนือ อีสานใต้ได้ แล้วคนจากกรุงเทพฯ ก็ไปลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ต่างๆ เหล่านี้ ก็จะกลายเป็นระดมทุน ก็จะทำให้โอทอปหลายๆ โอทอปซึ่งพึ่งพามือคนทำงาน และในที่สุดแล้วก็ตัดสินใจระดมทุนได้แล้วสร้างโรงงานเล็กๆ หรือตัดสินใจ มีเงินเข้ามาก็ใช้หุ่นยนต์ทำ หรือว่ามีระบบปัญญาประดิษฐ์เข้ามาช่วยในการทำผ้าไหมบ้าง ในการทำถ้วยชามบ้าง รวมกับการเปิดเมืองรองให้นักท่องเที่ยวเข้าไป และพัฒนาคนที่อยู่ในเมืองรองนั้นให้ก้าวเข้าสู่เทคโนโลยีทันสมัย เทคโนโลยีระบบใหม่ขึ้นมา เพื่อที่จะออกไปสู่ตลาดโลกภายนอก ทั้งหมดนี้ถ้ามันถึงจุดที่จะต้องเป็นอย่างนี้ ประเทศไทยไปรอดหมด และไม่ว่าใครก็ตามจะเข้ามาบริหารประเทศไทย ประเทศไทยก็ยังไปรอด แต่คำถามมีอยู่ว่า การที่คุณจะไปถึงจุดๆ นั้น คุณจะไปอย่างไรถ้าคุณไม่มีเอกภาพในการทำงาน คุณต้องมีเอกภาพในการทำงาน ผมจะเรียนให้รู้ว่าเศรษฐกิจไทย ณ วันนี้ เป็นเศรษฐกิจไทยที่แข็งแรง แต่ชะลอตัวมาก

ท่านผู้ชมครับ ท่านผู้ชมรู้หรือไม่ว่าเมื่อประมาณ 26 ปีที่แล้ว (2536) ผมได้เขียนคอลัมน์ในเรื่องของการท่องเที่ยว ผมพูดออกมาเมื่อ 26 ปีที่แล้ว ผมบอกว่า จุดต่อที่ผมกลัวมากที่สุดคือจะไม่ใช่กรุงเทพฯ เพราะหาดทรายและทะเลที่สวยมากๆ นั้นอยู่ที่เวียดนาม เมืองดาลัด เป็นเมืองที่สวยและอากาศดีตลอดปี เมืองเว้ เมืองหลวงเก่าที่สามารถจะดื่มด่ำกับประวัติศาสตร์ของเวียดนามได้อย่างเต็มที่ ฮานอยก็ยังคงรักษาความเขียวชอุ่ม ตลอดจนความเป็นอาคารแบบฝรั่งเศสที่ยังดูสง่า ผมอยากเห็นกรุงเทพฯ เป็นตัวจ่ายออกไปสู่ประเทศต่างๆ ในอินโดจีน โดยใช้เชียงใหม่ และเชียงรายเป็นจุดต่อของหลวงพระบางและคุนหมิง ใช้กรุงเทพฯ เป็นจุดเชื่อมฮานอย ดาลัด และเว้ สำนักข่าวซินหัวบอกว่า ตัวเลขนักท่องเที่ยวจีนเดินทางไปท่องเที่ยวยังต่างประเทศน่าจะอยู่ราวๆ 168 ล้านคน ขณะที่คาดการณ์ว่านักท่องเที่ยวจีนจะเดินทางท่องเที่ยวมายังต่างประเทศในปีหน้า คือ 200 ล้านคน คำพูดนี้ผมพูดเมื่อ 26 ปีที่แล้ว ว่าประเทศจีนจะมีนักท่องเที่ยวออกไปเที่ยวอย่างน้อยที่สุด 200 ล้านคน ผมไม่ได้จะพยายามอ้างว่าผมเป็นพ่อหมอ แต่บางครั้งเรามองเห็นทิศทางแล้วว่ามันจะไปอย่างไร คำถามคือ ถ้าเรามองเห็นก่อน เราควรจะทำอะไรก่อนได้ไหมที่จะเตรียมที่รองรับ เหมือนอย่างที่ผมบอกว่าอีก 4-5 ปีข้างหน้า หุ่นยนต์จะเข้ามาในประเทศไทยแล้ว เมื่อหุ่นยนต์เข้าประเทศไทยแล้ว คนก็จะตกงานกันมากขึ้น เราจะมีอะไรรองรับบ้างไหม


หรือว่า เงินบาท 2-3 ปีที่ผ่านมา ลดไป 10 เปอร์เซ็นต์ จาก 33 บาท เหลือ 30 บาท คำถามมีอยู่ว่า แล้วเราจะอยู่รอดได้อย่างไรถ้าเงินบาทยังแข็งต่อไป เราต้องอยู่รอดได้ ภาคส่งออกต้องรู้จักใช้เทคโนโลยีและลดต้นทุนตัวเองลงมาอีก 10 เปอร์เซ็นต์ เพื่อให้มันเชื่อมโยงกับค่าเงินบาทที่ลดลงมา 10 เปอร์เซ็นต์ เท่ากับขายในราคาเดิม กำไรเท่าเดิม ฉะนั้นถ้าคุณจะทำได้คุณต้องลดต้นทุน ส่วนปัญหาที่คุณจะลดต้นทุนอย่างไร ไม่ใช่หน้าที่ผม เป็นหน้าที่ที่คุณจะต้องไปคิด แต่ไม่ใช่ว่าพอเงินบาทตกลงมาปั๊บ คุณก็โวยวาย เงินบาทแข็ง ส่งออกไม่ได้ ผมต้องเจ๊ง ผมต้องปิดโรงงาน คนต้องออก โรงงานที่ปิดไปที่มีข่าวอยู่ตลอดเวลา ก็เพราะไม่ได้ปรับปรุงเทคโนโลยีและทำให้การแข่งขันการส่งออกมันสู้เขาไม่ได้ เนื่องจากค่าเงินบาทมันตกไป 10 เปอร์เซ็นต์ กำไรของตัวเองหายไป 10 เปอร์เซ็นต์ วิธีการที่ดีที่สุด ตัวเองจะทำอย่างไรที่จะให้ต้นทุนที่ตัวเองผลิตอยู่ ลดลงมา 10 เปอร์เซ็นต์ เพื่อให้อยู่ได้ นี่คือความท้าทาย ถามว่าเราทำได้ไหม เราต้องทำให้ได้สิ ถ้าเราทำไม่ได้ เราก็อยู่รอดไม่ได้ เพราะฉะนั้นแล้วจะเห็นได้ชัดว่าส่วนใหญ่ ทุกๆ ครั้ง เราต้องช่วยตัวเราเอง ตนต้องเป็นที่พึ่งแห่งตน

ท่านผู้ชมครับ เศรษฐกิจฝืดแน่นอน แต่ผมเชื่อว่าจะชะลอตัว เพราะหลังจากมีการใช้จ่ายเงิน 1.2 ล้านล้านบาท ออกมาแล้ว แล้วหลายๆ ตัว การลงทุนหลายๆ อย่าง ไม่ว่าจะเป็นกระทรวงคมนาคม หรือไม่ว่าจะเป็นชิม ช้อป ใช้ หลายคนมองว่าเป็นการแจกเงินฟรี ไม่ใช่ครับท่านผู้ชม เป้าหมายของคุณอุตตม เท่าที่ทราบและคุยกัน เป็นครั้งแรกในประเทศไทยที่ประเทศไทยมีข้อมูลของคนใช้เงิน ชิม ช้อป ใช้ พฤติกรรมการใช้เงิน จะรู้หมดแล้ว นี่คือ Big Data ซึ่งทุกคนจำเป็นต้องมี เมืองไทยต้องมี แต่เมืองไทยไม่เคยมี นี่เป็นครั้งแรกที่เมืองไทยมี เพราะฉะนั้นบางครั้งอย่าไปมองว่าเป็นแค่การแจกเงินอย่างเดียว มันช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้บางจุด แต่ในขณะเดียวกันมีเบื้องหลังมากมาย ผมยังคิดว่าจะเอาเงินจำนวนก้อนหนึ่งมาจ้างบัณฑิตที่ตกงานที่เพิ่งจบมาจำนวนเป็นแสนๆ คน มาทำงาน 1 ปี ผมยังคิดว่าอย่าไปซี้ซั้วจ้าง ทำไมไม่ใช้บัณฑิตคนพวกเหล่านี้สัก 1-2 ปี แล้วก็ตั้งเป้ากับสำนักงานสถิติแห่งชาติไปค้นหาข้อมูลว่าประเทศไทยมีกี่ครัวเรือน ใช้เงินอย่างไร ประเทศไทย คนบุรีรัมย์ชอบซื้ออะไร เข้าใจไหมครับ ใช้เด็กพวกนี้ไปสำรวจแล้วเอาข้อมูลเหล่านี้ป้อนเข้าส่วนกลาง และเก็บเอาไว้เป็น Big Data เพื่อเป็นประโยชน์ต่อทางประเทศไทย ผมคิดว่าน่าจะใช้เงินไปในลักษณะนั้นมากกว่า

ท่านผู้ชมครับ วันนี้ค่อนข้างจะเยอะไปหมด เยอะจนกระทั่งผมเองก็เวียนหัว เอาเป็นว่าวันนี้ยาวหน่อยนะ 1 ชั่วโมงครึ่ง ถ้าท่านผู้ชมไม่อยู่ดูต่อจนจบ ผมเข้าใจดี ไม่กังวล ผมก็ไม่ได้หวังว่าอะไรรายการวันนี้จะมีคนดูเยอะ ผมขอให้เอาความรู้ที่ผมให้ไป เอาไปคิด ไปถกเถียงกัน ไปทบทวนกัน ว่าสิ่งที่ผมพูดมีเหตุมีผลไหม แล้วถ้าท่านเข้าใจและได้ประโยชน์ ผมถือว่าผมทำหน้าที่สำเร็จแล้ว ท่านผู้ชมครับ เรามาเจอกันวันที่ 27 นะครับ ศุกร์หน้าเป็นศุกร์สุดท้ายของปีนี้ สวัสดีครับ


กำลังโหลดความคิดเห็น...