xs
xsm
sm
md
lg

ถวายเป็น “พระราชอำนาจ”ทรงโปรด แต่งตั้ง “กรรมการ มส.”ทั้งหมด **ทักษิณดิ้นสู้!! มั่นใจ “เพื่อไทย”เข้าวินเลือกตั้งหนหน้า **เคาะเก้าอี้ผู้ว่าการ กทพ. “ลูกหม้อ”น่าจะซิวเบอร์ 1 **ลือหึ่ง เตรียมลงมติ 7 ต่อ 2 คว่ำคำร้องปม “เซตซีโร กสม.”

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: นกหวีด


ข่าวปนคน คนปนข่าว



**จุดเริ่มต้นสู่การปฏิรูปสงฆ์ที่แท้จริง!! ถวายเป็น “พระราชอำนาจ”ทรงโปรด แต่งตั้ง “กรรมการ มส.” ทั้งหมด ยกเลิกองค์ประกอบ“กรรมการ มส. โดยตำแหน่ง” เพื่อให้ได้พระภิกษุผู้มีพรรษาอันสมควร และมีจริยวัตรที่เหมาะสมแก่การปกครองคณะสงฆ์ ตามรอย “สมเด็จพระสังฆราช”องค์ปัจจุบัน

ลับสุดยอดทีเดียว .. เมื่อ “กฎหมายสำคัญ”อย่าง ร่างแก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.บ.คณะสงฆ์ พ.ศ. 2505 เข้าสู่กระบวนการรับฟังความคิดเห็นผ่านเว็บไซต์ของ สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว.. หลังที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติ “รับหลักการ”เมื่ออังคารที่ 19 มิ.ย.ที่ผ่านมา นี่เอง .. ประเด็นหลักในการแก้ไขเพิ่มเติมอยู่ที่ มหาเถรสมาคม (มส.) ในฐานะ “องค์กรปกครองคณะสงฆ์” ซึ่งในกฎหมายเดิมกำหนดสัดส่วนของกรรมการ มส.ไว้ 2 ส่วน หนึ่ง “เป็นโดยตำแหน่ง” สอง “ทรงแต่งตั้ง”รวม 20 รูป .. ในส่วนแรกกรรมการโดยตำแหน่ง จำนวนที่เป็น “พระราชาคณะ”ไม่เกิน 12 รูป แต่ “ในทางปฏิบัติ”ปรากฏว่า ส่วนมาก “ชราภาพ”และมีปัญหาสุขภาพ ไม่อาจเข้าร่วมประชุมได้เต็มที่ .. ขณะเดียวกันยังมี “กรรมการบางรูป”ต้องคดีอาญา หรือมีข้อกล่าวหาจนต้องพ้นจากตำแหน่ง ทำให้เกิด “ความเสื่อม”มาสู่คณะปกครองสงฆ์ .. จึงเป็นเหตุให้ปรับปรุงแก้ไขที่มา และองค์ประกอบของ มส.กันใหม่ เพื่อให้ได้ “พระภิกษุผู้มีพรรษาอันสมควร มีจริยวัตรที่เหมาะสม” มาเป็นผู้ปกครองคณะสงฆ์ ..
พระพรหมคุณาภรณ์ (ประยุทธ์ ปยุตฺโต)
โดย “หลักการใหม่”ให้ “สมเด็จพระสังฆราช” ทรงเป็นประธานกรรมการเช่นเดิม และให้มีกรรมการ 20 รูปเท่าเดิม .. แต่ “ยกเลิก” องค์ประกอบ“กรรมการ มส. โดยตำแหน่ง”โดยถวายเป็น “พระราชอำนาจ” เพื่อทรงโปรดแต่งตั้งทั้งหมด .. ตามหลักการนี้ ก็จะได้ พระภิกษุผู้มีพรรษาอันสมควร และมีจริยวัตรที่เหมาะสมแก่การปกครองคณะสงฆ์ .. เฉกเช่นเดียวกับเมื่อครั้งทรงโปรดแต่งตั้ง สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช (อัมพร อมฺพโร) สังฆราชองค์ที่ 20 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ “สกลมหาสังฆปริณายก” องค์ปัจจุบัน .. หรือเมื่อครั้งทรงโปรดสถาปนา “พระพรหมคุณาภรณ์” (ประยุทธ์ ปยุตฺโต) เจ้าอาวาสวัดญาณเวศกวัน ขึ้นเป็น “สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์” เป็นสมเด็จพระราชาคณะรูปแรก ในรัชสมัย ยังผลให้ “ป.อ.ปยุตฺโต” เป็นกรรมการ มส.โดยตำแหน่ง .. เป็น 2 กรณี ที่พุทธศาสนิกชนต่างแซ่ซ้องสาธุการ .. จึงเชื่อได้ว่า “หลักการใหม่” อันจะมีผลให้ กรรมการ มส. ชุดปัจจุบันสิ้นวาระ และทรงใช้ “พระราชอำนาจ” ทรงโปรดแต่งตั้งตามกฎหมายใหม่ จะเป็นการแก้ไขที่ถูกจุด .. และจะนำไปสู่ “การปฏิรูปสงฆ์ครั้งใหญ่”อย่างแน่นอน หลังมี “พระสงฆ์ผู้ใหญ่บางรูป”ชักนำ มส.ไปใน “ทางที่ผิด”ถ่วงรั้งการปฏิรูปคณะสงฆ์ มาเป็นเวลานาน

**ทักษิณดิ้นสู้!! “นายใหญ่”ปากกล้า มั่นใจ “เพื่อไทย”เข้าวินเลือกตั้งหนหน้า สอดรับ “ดุสิตโพล”ที่ชี้ว่ายังทิ้ง “พลังประชารัฐ”ไม่เห็นฝุ่น แต่ “ดรีมทีม 3 ส.”ที่ “เปย์ไม่อั้น” ก็ทำเอา “ขาสั่น”ยอมเล่นเกม “หน้าโง่จ่ายแพง”สั่งระดมทุนออกสู้ในระดับ “ครึ่งหมื่นล้าน”แต่ไม่ได้ควักจากกระเป๋าตัวเอง เลยเข้าท่อช้าหน่อย
ทักษิณ ชินวัตร, ภูมิธรรม เวชยชัย, สมศักดิ์ เทพสุทิน และ สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ
ไม่ผิดหรอกที่จะมั่นใจ .. คิวที่ ทักษิณ ชินวัตร ประกาศก้องว่า เลือกตั้งหนหน้า เพื่อไทยเข้าวินที่ 1 แน่นอน .. เพราะฝ่ายทักษิณ หรือฝ่ายทหาร เองต่างก็รู้ว่า โพลที่ลับ โพลที่แจ้ง ต่างก็ยังให้ “เพื่อไทย”นำโด่ง เรียกว่าเลือกกันวันนี้ “พรรคทักษิณ”ก็มาชัวร์ .. ดูอย่าง “สวนดุสิตโพล”ที่เพิ่งสำรวจกันหมาดๆ ก็ยกให้ “เพื่อไทย”นำโด่ง ในฐานะพรรคที่ประชาชนให้ความสนใจ ในระดับเกิน 55 % .. ขณะที่ “พลังประชารัฐ”เข้าป้ายแค่ที่ 2 ในหมวดพรรคใหม่ ที่ประชาชนให้ความสนใจ ได้มาแค่ 24.35% แพ้ “อนาคตใหม่”ด้วยซ้ำ .. หากแต่ “ทักษิณ”ที่อยู่ในสถานะ “เซียนการเมือง”ก็ย่อมรู้ดีว่า “ฟอร์ม” ของ “พลังประชารัฐ”ในฐานะ “พรรทหาร”เริ่มน่ากลัวขึ้นทุกขณะ .. โดยเฉพาะ“ดรีมทีม 3 ส.”ในนาม “กลุ่มสามมิตร” ที่ต่างก็เป็น “อดีตคนกันเอง” ของ “ทักษิณ”ที่แทบจะถอดโมเดลสมัยพีคๆ ของ “ไทยรักไทย” มาเลย .. ทั้งเรื่องนโยบายโดนใจชาวบ้านโดย ส. สมศักดิ์ เทพสุทิน ทั้งเรื่องยี่ห้อนายทุนอุ่นใจนักเลือกตั้งโดย ส.สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ .. ผนวกกับบทบาทในฝ่ายคุมอำนาจของ ส. สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ที่มีกลไกมัดใจได้ทั้งชาวบ้าน ผ่านนโยบายที่จะโปรยปรายลงไปในช่วงก่อนเลือกตั้ง ตลอดจน “นักการเมือง - นักเลือกตั้ง”ที่อยากร่วมงานด้วย มีตัวอย่างให้เห็นๆ อยู่แล้ว ..

เมื่อถอดรหัสคำสัมภาษณ์ของ “ทักษิณ” ก็จะเห็นว่า ในความมั่นใจ ก็มีความกังวลเจืออยู่ไม่น้อย .. โดยเฉพาะการดักคอ “พลังดูดประชารัฐ” และสาปส่ง ส.ส.ที่ออกจากเพื่อไทย ไว้ว่า มี 3 ประเภท 1. มีคดี 2. เป็นหนี้เป็นสิน 3. มั่นใจผิดๆ ว่าตัวเองเป็นที่นิยมดี ทั้งที่ชนะเพราะกระแสพรรค .. นัยว่า ขู่ฟ่อ “สมุน -อดีตสมุน”ว่า หากผละจากเพื่อไทย ส่อแววสอบตกแน่นอน เหมือนที่ส่ง “เสี่ยอ้วน”ภูมิธรรม เวชยชัย ออกมาดักแรงๆ ว่า “รับเงินหมา กาเพื่อไทย”ก่อนหน้า .. เป็นอาการที่รู้ซึ้ถึงความน่ากลัวของ “กลุ่มสามมิตร”โดยเฉพาะกระแสข่าวที่มีการเตรียมอัดฉีด “เม็ดเงิน”ไว้มากถึง 5-6 พันล้านบาท เฉพาะการทาบทามอดีตผู้แทนให้ตีจากพรรคเพื่อไทย ..อันเป็น “จุดอ่อน”ของพรรคเพื่อไทย ที่ “น้ำเลี้ยง”ขาดส่งมาเป็นเวลานาน หลังถูกทหารเข้ามายึดอำนาจ .. ข่าวว่าเจอคู่แข่งเปย์หนักแบบนี้ “นายใหญ่”ก็นั่งไม่ติดเหมือนกัน สั่งระดมทุนออกสู้ในระดับ “ครึ่งหมื่นล้าน”ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน .. หากแต่ตามสไตล์ “ทักษิณ”ที่ไม่เคยควัก “ทุนการเมือง”จากกระเป๋าตัวเองอยู่แล้ว “น้ำเลี้ยง” ก็เลยมาช้าหน่อย .. หากไส่เข้าท่อเมื่อไร คงยิงกันสลุต อานิสงส์ ผลบุญก็ตกกับ “นักการเมือง - นักเลือกตั้ง”ที่พร้อมจะขายตัวได้ตลอดอยู่แล้ว .. ถึงเวลาเลือกตั้งจริงๆ ก็จะได้เห็นว่า ฝั่งไหนจะ “หน้าโง่จ่ายแพง”กันแน่

**โค้งสุดท้ายเบอร์ 1 การทางฯ !! เตรียมเคาะเก้าอี้ “ผู้ว่าการ กทพ.”ที่ตามหน้าเสื่อ ชี้ว่า “ลูกหม้อ”น่าจะซิวเบอร์ 1 การทางฯไม่ยาก ติดก็แต่เก่งแค่งานวิศวกรรมด้านเดียว แถมอายุงานเหลือแค่ครึ่งเดียวของวาระ 5 ปี เกรงเปลี่ยนม้ากลางศึก กระทบงานใหญ่ ก็เลยมีข่าว “บางคน”วิ่งเข้าหา “เสธ.ม.”หน้าห้องผู้คุมอำนาจปัจจุบัน
สุรงค์ บูลกุล  และ  สุชาติ ชลศักดิ์พิพัฒน์
เก่าไปใหม่มา .. น่าจะชัวร์แล้วกับคิวที่ สุรงค์ บูลกุล ประธานบอร์ดการท่าเรือแห่งประเทศไทย (กทท.) คนปัจจุบัน กำลังจะตัดสินใจทิ้งเก้าอี้หนี “แดนสนธยา”ที่เรื่องเน่าๆ แยะเหลือเกิน .. และจะ "สลับดอก" มานั่ง ประธานบอร์ดการทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.) แทนที่ พล.อ.วิวรรธน์ สุชาติ ที่เพิ่งลาออก และขยับไปบู๊ที่การท่าเรือฯ แทน .. ภารกิจใหญ่ของอดีตมือดีจาก ปตท.อย่าง “สุรงค์”ที่โดดเด่นด้าน “มือประสานสิบทิศ”คือการดูแลแผนการระดมทุนไทยแลนด์ฟิวเจอร์ฟันด์ (TFF) เพื่อก่อสร้างทางด่วนสองสาย ที่ยังไม่คืบหน้ามากนัก .. แต่การผลักดัน TFF ที่มีแรงต้านจากหลายฝ่ายจะลุล่วงหรือไม่ ก็ยังมี “จิ๊กซอร์สำคัญ”อย่างเก้าอี้ “ผู้ว่าการ กทพ.” ที่ยังว่างอยู่ .. แว่วว่าวันอังคาร 26 มิ.ย. จะมีการเคาะ “ตัวจริง”กันแล้ว หลังจากที่ 4 แคนดิเดต ได้แสดงวิสัยทัศน์ต่อคณะกรรมการสรรหาไปตั้งแต่ช่วงต้นเดือนที่ผ่านมา ..

โดย 4 รายประกอบไปด้วย กฤต ธนิศราพงศ์- ภักดี มะนะเวศ - วิภาภรณ์ ชัยรัตน์ และ สุชาติ ชลศักดิ์พิพัฒน์ .. โดยตามหน้าเสื่อ บวกทางข่าว พบว่า “ลูกหม้อ”อย่าง “สุชาติ” ซึ่งปัจจุบันเป็น รองผู้ว่าการ กทพ. น่าจะก้าวขึ้น เบอร์ 1 การทางฯ ไม่ยาก .. แต่ก็ประมาทไม่ได้เช่นกัน ด้วยอีก 3 แคนดิเดต ก็ไม่ได้ขี้ริ้ว มีประวัติความสามารถที่น่าสนใจไม่ยิ่งหย่อน และดูจะหลากหลายกว่า “สุชาติ”ที่ติดทั้งพื้นฐานที่มาทาง “วิศวกรรม”เพียวๆ แล้วยังเหลืออายุงานใช้ได้แค่ 2 ปีเศษ จากวาระ 5 ปี ของผู้ว่าการฯ อันเป็น “จุดบอด”ที่อาจจะทำให้งานเดินสะดุด หากต้อง “เปลี่ยนม้ากลางศึก”กันอีกครั้ง .. ด้วยความแน่นอนที่ไม่แน่นอนที่ว่า ทำให้มีข่าวไม่สู้ดีว่า “ตัวเต็ง”พยายามเดิน “เกมใต้ดิน”มีการเสนอผลประโยชน์ไม่น้อยให้กับ “เสธ.ม.”หน้าห้องผู้คุมอำนาจปัจจุบัน .. ไม่รู้ว่า “บิ๊กๆ”ท่านรู้บ้างหรือยัง ขืนปล่อยให้ขึ้นตจำแหน่งสำคัญ “ไม่ใส”แบบนี้ ก็น่ากลัวจะเข้าไปถอนทุนกันสนุกล่ะสิ

**วัดกึ๋นกฎหมาย!! “ประธานกรรมการสิทธิฯ”ออกโรงดักคอ “ศาลรัฐธรรมนูญ”ที่ลือหึ่ง เตรียมลงมติ 7 ต่อ 2 คว่ำคำร้องปม “เซตซีโร กสม.”แต่ยังหา “เหตุผลดีๆ”ไม่ได้ สวมวิญญาณ “อดีตผู้พิพากษาศาลฎีกามือเก๋า”เลคเชอร์กฎหมาย ย้อนศร “ไม่รับคำร้อง”น่าจะไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ-พ.ร.ป. ศาลรัฐธรรมนูญ

ยังไม่ยอมง่ายๆ .. หลัง ผู้ตรวจการแผ่นดิน มีมติไม่ส่งคำร้องของ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ไปให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยกรณี พ.ร.ป.ว่าด้วยคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ พ.ศ. 2560 มีเนื้อหาขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ ปี 2560 ในปม “เซตซีโร” กสม.ชุดปัจจุบัน .. งานนี้ วัส ติงสมิตร ประธาน กสม. แตะมือกับอีก 2 กรรมการ กสม. ใช้สิทธิตาม มาตรา 48 ของ พ.ร.ป.ศาลรัฐธรรมนูญ 2561 ยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญโดยตรง .. ไม่เท่านั้น “ประธานวัส” ยังสวมวิญญาณ “อดีตผู้พิพากษาศาลฎีกามือเก๋า”ที่ไม่ใช่แค่ “อ่านกฎหมายรู้ ดูกฎหมายเป็น” เลคเชอร์วิชากฎหมาย จนอาจเรียกได้ว่า “พ.ร.ป.กสม.ฉบับใหม่”ถึงขั้น “เสียกฎหมาย”กันไปเลย .. ในข้อหา “ขัดต่อหลักนิติธรรม”ในส่วนของ The Doctrine of Acquired Rights หรือหลักการคุ้มครองสิทธิ ที่ได้รับมาแล้วโดยชอบธรรม และ The Principle of Legal Certainty หลักความมั่นคงแน่นอนแห่งนิติฐานะของบุคคล
วัส ติงสมิตร
.. หรือหากพูดใน “ภาษาชาวบ้าน”ก็หมายความว่า กสม.ชุดปัจจุบัน ที่มีวาระ 6 ปี แต่กฎหมายใหม่ขืนใจ “เซตซีโร” ทั้งที่อยู่ในตำแหน่งได้แค่ 2 ปีกว่า .. ยกตัวอย่างกรณี “ประธานวัส”ที่ลาออกจากตำแหน่งผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา เพื่อมารับตำแหน่ง กสม. ตามที่กฎหมายบังคับ ด้วยหวังใจว่าจะมีงานทำยาว 6 ปี แต่ไม่เป็นดังที่คาด และไม่มีมาตรการคุ้มครอง-เยียวยาใดๆ อีกด้วย .. แล้วยัง “ดักคอ” ยืนยันสิทธิการยื่นคำร้องตามขั้นตอนของ มาตรา 48 ของ พ.ร.ป.ศาลรัฐธรรมนูญ 2561 ไว้เสร็จสรรพ .. คงเหลืออดจริงๆ ก็เลยต้องออกมากระทุ้งแรงๆแบบผิดภาพของ “ประธาน กสม.”ที่เดิมๆจะ “โลว์โปรไฟล์”ไม่หวือหวามากมาย .. เป็นมวยก็ประเภท “พูดน้อยต่อยหนัก” สาวหมัดยาวๆกระซวกไปที่ “ศาลรัฐธรรมนูญ”ที่เดิมก็อยู่ในระนาบ “องค์กรอิสระ”ด้วยกัน .. ที่น่าจะได้ “เสียงกระซิบ” มาจาก “ข้างบัลลังก์ แถวแจ้งวัฒนะ” คล้ายๆกันว่า เตรียมมี “มติคว่ำ 7:2 เสียง”แต่ยังหา “เหตุผลดีๆ”ไม่ได้ .. แล้วยังมาเจอ “ท่านวัส” เลคเชอร์กฎหมายเน้นๆไปแบบนี้ มติจะเปลี่ยนไม่เปลี่ยนต้องดูกัน ก็องค์คณะศาลรัฐธรรมนูญหลายคน ก็รู้ๆ มือกันอยู่ หากเขียนเหตุผลมาหลวมๆ ก็อาจจะ “งานเข้า” .. ก็ “ประธาน กสม.” สร้อยท้ายไว้ว่าหาก “ไม่รับคำร้อง”ก็น่าจะไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ และ พ.ร.ป.ศาลรัฐธรรมนูญ .. ย้อนศรกันไว้แบบนี้ ก็ตัวใครตัวมันนะท่านนะ .


ช.ชฎา


กำลังโหลดความคิดเห็น...