xs
xsm
sm
md
lg

กสม.จัดวันสตรีสากล ห่วงคุกคามทางเพศ UN จี้รัฐประณาม นักวิชาการขอเลิกคำสั่ง คสช.

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: MGR Online


กสม.จัดงานวันสตรีสากล เชิดชูเกียรติ 6 ผู้หญิงนักปกป้องสิทธิปี 61 “อังคณา” ห่วงคุกคามทางเพศ-ฟ้องร้องเพื่อให้หยุดเคลื่อนไหว โดยเฉพาะคดีประโยชน์สาธารณะ จ่อดัน กม.คุ้มครอง ตัวแทน UN OHCHR จี้รัฐประณามความรุนแรงที่มีต่อนักปกป้องสิทธิหญิง เผยคน UN เคยขอเยี่ยมชมสถานการณ์สิทธิปี 53 แต่ไม่ได้รับการตอบรับ แนะส่งสัญญาณบวกเชิญมาอีกครั้ง นักวิชาการห่วงอ้างความมั่นคงเสี่ยงละเมิดสิทธิ จี้เลิกคำสั่ง คสช. สร้างพื้นที่เห็นต่าง

วันนี้ (7 มี.ค.) ที่หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) จัดงานวันสตรีสากล 8 มีนาคม ประจำปี 2561 พร้อมประกาศยกย่องเชิดชูเกียรติ ผู้หญิงนักปกป้องสิทธิมนุษยชน โดยปีนี้มีผู้ได้รับการเชิดชูเกียรติผู้หญิง และองค์กรนักปกป้องสิทธิมนุษยชน ประกอบด้วย มูลนิธิเอ็มพาวเวอร์, ทีมฟุตบอลบูคู FC, นางนุชนารถ แท่นทอง ประธานเครือข่ายสลัมสี่ภาค, น.ส.สุภาภรณ์ มาลัยลอย ผู้จัดการมูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อม (EnLaw), นางดารารัตน์ สุเทศ หัวหน้าบ้านพักเด็กและครอบครัวจังหวัดพังงา, น.ส.หทัยรัตน์ พหลทัพ ผู้สื่อข่าวอาวุโส สถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส

นางอังคณา นีละไพจิตร กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ กล่าวเปิดงานว่า ในฐานะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ที่รับผิดชอบงานด้านสิทธิผู้หญิงและกลุ่มเพศสภาพ รู้สึกดีใจและภาคภูมิใจที่มีโอกาสได้ทำงานและเรียนรู้จากผู้หญิงหลายคนที่อาจไม่มีใครรู้จัก โดยจำนวนข้อร้องเรียนต่างๆ ที่เข้าสู่การพิจารณาของ กสม.นั้น หลายสิ่งได้นำสู่การเปลี่ยนแปลงที่มีคุณค่าทั้งในระดับนโยบายและการปฏิบัติ ไม่ว่าจะเป็นมาตรการการป้องกันและยุติการคุกคามทางเพศในการทำงาน แนวทางการตรวจค้นร่างผู้หญิงในฐานะผู้ต้องหาหรือนักโทษ การส่งเสริมการเข้าถึงความยุติธรรมของผู้หญิงมลายูมุสลิมในจังหวัดชายแดนภาคใต้ รวมถึงการแสวงหามาตรการทางเลือกแทนการกักเด็กและแม่ในครอบครัวผู้ลี้ภัย ทั้งนี้ การทำงานด้านปกป้องคุ้มครองสิทธิผู้หญิงเป็นความท้าทาย โดยเฉพาะการปกป้องคุ้มครองหญิง นักปกป้องสิทธิมนุษยชนที่ถูกฟ้องร้องถูกดำเนินคดีเพื่อกลั่นแกล้งเพื่อทำให้เงียบ แต่ความท้าทายที่เลวร้ายที่สุดที่ผู้หญิงนักต่อสู้ต้องเผชิญเหมือนกัน คือ การถูกคุกคามทางเพศเพื่อทำให้เกิดความหวาดกลัว และเพื่อลดทอนความน่าเชื่อถือในการทำหน้าที่

นางอังคณากล่าวว่า ที่ผ่านมา กสม.ได้ตรวจสอบเรื่องร้องเรียนการคุกคามนักปกป้องนักสิทธิมนุษยชน ด้วยการฟ้องร้องดำเนินคดีนักปกป้องสิทธิฯ เพื่อตอบโต้การทำงานของนักปกป้องสิทธิมนุษยชน หรือที่เรียกว่า “การดำเนินคดีเชิงยุทธศาสตร์เพื่อระงับการมีส่วนร่วมในกิจการสาธารณะ (Strategic Lawsuits Against Public Participation - SLAPPs)” ซึ่งมีผลทำให้นักปกป้องสิทธิมนุษยชนที่เคลื่อนไหวเพื่อประโยชน์สาธารณะ หรือเพื่อสิทธิพลเมืองสิทธิทางการเมือง ได้รับผลกระทบในการดำเนินชีวิต รวมถึงความกังวลในความปลอดภัย โดย กสม.มีข้อสังเกตว่าการฟ้องร้องนอกจากทำให้เกิดความหวาดกลัวแล้วยังทำให้นักสิทธิมนุษยชน ไม่สามารถใช้เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น หรือการทำกิจกรรมได้อย่างปกติ ที่สำคัญคือภาระในการต้องหาค่าใช้จ่ายเพื่อใช้จ่ายทั้งในการประกันตัวและการสู้คดีซึ่งทำให้ครอบครัวต้องเดือดร้อน

“ปีนี้เป็นปีที่ครบรอบ 20 ปี ปฏิญญาสหประชาชาติว่าด้วยนักปกป้องสิทธิมนุษยชน พบว่า 2 ปีที่ผ่านมาสถิติการคุกคาม ด้วยการฟ้องร้องดำเนินคดีนักปกป้องสิทธิฯ เพื่อตอบโต้การทำงานของนักปกป้องสิทธิมนุษยชนที่เคลื่อนไหวเพื่อประโยชน์สาธารณะเพิ่มขึ้นมาก และพบว่านักปกป้องป้องสิทธิฯ ที่ออกมาต่อสู้อายุน้อยที่สุดคือเยาวชน ส่วนอายุมากที่สุด คือ หญิงวัย 78 ปี นอกจากนี้ ไม่มีกรณีใดเลยที่เจ้าหน้าที่จะสามารถนำบุคคลที่กระทำความผิด ทั้งทำร้าย สังหาร ใช้ความรุนแรง มาลงโทษได้ และยังพบการละเมิดสิทธิชุมชนอย่างต่อเนื่อง และเรื่องน่ากังวลที่ปัจจุบัน SLAPPs ในทางอาญาถูกนำมาใช้โดยบริษัทขนาดใหญ่ หรือเจ้าหน้าที่รัฐบางหน่วยงานในการดำเนินคดีเพื่อยับยั้งการมีส่วนร่วมในกิจกรรมสาธารณะ หรือการตรวจสอบรัฐ ถ้าปล่อยให้มีการฟ้องร้องเช่นนี้มากขึ้นจะทำให้เกิดการสูญเสียคุณค่าที่สำคัญของหลักประชาธิปไตย คือ คุณค่าของการคุ้มครองและการตรวจ สอบเพื่อให้เกิดความโปร่งใสเพื่อประโยชน์สาธารณะ” นางอังคณากล่าว

นางอังคณากล่าวด้วยว่า ดังนั้นจึงต้องมีมาตรการแก้ไขปัญหาการใช้กระบวนการฟ้องร้องดำเนินคดีเพื่อตอบโต้การทำงานของนักปกป้องสิทธิมนุษยชน (SLAPPs) เพื่อผลักดันให้เกิดการแก้ไขกฎหมายเพื่อป้องกันปัญหาการฟ้องคดีโดยไม่สุจริต หรือการบัญญัติกฎหมายฉบับใหม่ที่มีเนื้อหาในการป้องกันการดำเนินคดีเชิงยุทธศาสตร์เพื่อระงับการมีส่วนร่วมในกิจการสาธารณะของประชาชน (Anti - SLAPPs Law)

ด้านนางคาเทียร์ คริริซี รองผู้แทนสำนักงานข้าหลวงใหญ่แห่งสหประชาชาติ เพื่อสิทธิมนุษยชนประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (UN OHCHR) แสดงปาฐกถา “20 ปี ปฏิญญาสหประชาชาติว่าด้วยนักปกป้องสิทธิมนุษยชน” ว่า ในวาระวันสตรีสากลวันนี้พวกเรามาที่นี่เพื่อตระหนักถึงการสร้างคุณูปการที่สำคัญของผู้หญิงนักปกป้องสิทธิมนุษยชนในประเทศไทย ผู้ซึ่งถึงแม้ว่าจะต้องทำงานในสภาวะที่มีความยากลำบากและท้าทายก็ยังคงสร้างคุณูปการที่สำคัญในการทำงานส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชนในประเทศไทย โดยเฉพาะประเด็นเรื่องสิทธิชุมชน สิทธิสิ่งแวดล้อม ประเด็นเพศสภาพและความหลากหลายทางเพศ และสิทธิเรื่องที่อยู่อาศัย

“ในวันที่ 9 ธันวาคมที่จะถึงนี้จะครบรอบ 20 ปี หลังจากการประกาศสหประชาชาติว่าด้วยนักปกป้องสิทธิมนุษยชน  จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งสำหรับประเทศไทยที่จะแสดงเจตจำนงที่มั่นคงแน่วแน่เพื่อที่จะให้มีการเข้าถึงและการใช้ปฎิญญานี้อย่างสมบูรณ์ รวมถึงความรับผิดชอบเบื้องต้นของรัฐที่จะเคารพที่จะคุ้มครองและจะปกป้องสิทธิมนุษยชนของผู้หญิงนักปกป้องสิทธิมนุษยชน”

รองผู้แทนสำนักงานข้าหลวงใหญ่แห่งสหประชาชาติ เพื่อสิทธิมนุษยชนประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กล่าวว่า ประเทศไทยต้องให้การยอมรับต่อสาธารณะถึงบทบาทที่สำคัญของผู้หญิงนักปกป้องสิทธิ และประณามถึงทุกกรณีความรุนแรงที่กระทำต่อนักปกป้องสิทธิทุกคน ทั้งนี้ รัฐบาลไทยควรที่จะปกป้องผู้หญิงนักปกป้องสิทธิที่ได้รับความรุนแรงจากการละเมิดสิทธิโดยรัฐ และทั้งที่ไม่ใช่รัฐ โดยทำให้มั่นใจว่ากระบวนการสืบสวนจะเกิดขึ้นทันทีและไม่เอนเอียง และผู้ที่กระทำจะต้องถูกลงโทษในสภาวะที่เหมาะสม โดยประเทศไทยสามารถที่จะสร้างมิติเชิงบวกในกรณีได้โดยเชิญผู้แทนพิเศษของสหประชาชาติที่ดูแลสถานการณ์นักปกป้องสิทธิมนุษยชนให้มาเยี่ยมประเทศไทยอย่างเป็นทางการ เพื่อที่จะให้ข้อเสนอแนะต่อมาตรการที่ประเทศไทยควรจะดำเนินการเพื่อที่จะคุ้มครองนักปกป้องสิทธิมนุษยชนที่มีความเสี่ยง ซึ่งทราบว่าที่ผ่านมามีผู้แทนพิเศษแห่งสหประชาชาติได้เคยขอมาเยี่ยมตั้งแต่ปี พ.ศ.  2553 ก็ไม่เคยได้รับการตอบรับในเชิงบวก อย่างไรก็ตาม ขอยืนยันว่า UN OHCHR พร้อมที่ยืนเคียงข้างและสนับสนุนผู้หญิงนักปกป้องสิทธิและนักปกป้องสิทธิที่เป็น LGBTI ในทุกหนทางที่สามารถทำได้ และขอแสดงความซาบซึ้งถึงการทำงานอย่างหนักของนางอังคณา นีละไพจิตร กรรมการสิทธิมนุษยชน ในการคุ้มครองนักปกป้องสิทธิมนุษยชนในประเทศไทยด้วย

นายวิทิต มันตาภรณ์ คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อดีตผู้เชี่ยวชาญอิสระด้านการป้องกันความรุนแรง และการเลือกปฏิบัติด้วยเหตุแห่งเพศ (SOGI) สหประชาชาติ แสดงปาฐกถา “บทบาทผู้หญิงนักปกป้องสิทธิมนุษยชนในสถานการณ์ปัจจุบัน” ว่า ผู้หญิงผู้พิทักษ์สิทธิในบางพื้นที่ถูกเรียกว่า “แม่มด-กบฏ-ผู้ก้าวร้าว” นี่คือสถานการณ์ที่ท้าทายทั่วโลก วันนี้เรื่องสิทธิมนุษยชนหลายอย่างในไทยดีขึ้น เช่น กฎหมายครอบครัวที่มีการปฏิรูปไปมาก มีความเท่าเทียมกันในการฟ้องหย่า แต่ยังน่าเป็นห่วงในหลายประเด็น เช่น พ.ร.บ.ความเท่าเทียมทางเพศ มีข้อยกเว้น 2 กรณีที่ถือเป็นจุดอ่อน คือ ความมั่นคงแห่งรัฐ และ พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว ที่ยังหลวมอยู่เพราะมีการประนอม ข้อพิพาทมากเกินไป

นายวิทิตกล่าวว่า แม้มีรัฐธรรมนูญใหม่ แต่ยังคงมีการใช้กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงของรัฐมากเกินไป เช่น กฎอัยการศึก พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน และ พ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร ถึงเวลาแล้วที่จะต้องลดการใช้กฎหายเหล่านี้และใช้หลักนิติธรรมเพื่อนำคนเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมอย่างโปร่งใส นอกจากนี้ยังพบว่า มีการใช้หลายมาตราของกฎหมายอาญาเพื่อจำกัดสิทธิเสรีภาพการแสดงออก เช่น บทบัญญัติมาตรา 112 มาตรา 116 รวมไปถึงคำสั่งที่ออกมาจากผู้มีอำนาจ ดังนั้น ขอเรียกร้องว่าต้องหยุดใช้กฎหมายที่ไม่สมดุลในสายตาของสากล

ขณะที่เวทีอภิปรายเรื่อง “ผู้หญิงนักปกป้องสิทธิมนุษยชน บทบาทในการเคลื่อนไหวทางสังคม ความเสี่ยงภัยคุกคามและข้อเสนอเพื่อการคุ้มครอง” น.ส.สุภาภรณ์ มาลัยลอย ผู้จัดการมูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อม (EnLaw) กล่าวว่า ทำงานกับภาคประชาชนมาตั้งแต่รัฐธรรมนูญปี 2540-2550 เห็นถึงการเติบโตทั้งในเรื่องของสิทธิมนุษยชน สิทธิชุมชน พร้อมหลักการประชาธิปไตย แต่หลังรัฐประหาร 3 ปีมานี้ สิ่งที่เห็นได้ชัด คือ สิทธิมนุษยชนถูกลิดรอนออกไป เหมือนกับว่าต้องมาเริ่มเรื่องสิทธิมนุษยชน สิ่งแวดล้อม และหลักการประชาธิปไตยกันใหม่ รัฐบาลใช้กลไกอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดมากกว่าที่ผ่านมาในการจำกัดสิทธิมนุษยชนของภาคประชาชน ทำให้ประชาชนต้องต่อสู้ดิ้นรนมากกว่าเดิม มีความเสี่ยงในมิติทั้งภัยคุกคาม และในเชิงชีวิต ทำให้เราเหมือนทำงานที่ยากลำบากมากขึ้นในเชิงที่ต้องคำนึงว่าถ้าเราเข้าไปสนับสนุนประชาชนใช้สิทธิแล้วหลังจากที่ประชาชนใช้สิทธิแล้วจะเกิดอะไรขึ้นกับพวกเขาเหล่านั้น ดังนั้น เราต้องคำนึงถึงความเสี่ยงของประชาชนในประเด็นนี้มากขึ้นว่าเดิม

“เราทำงานด้านกฎหมาย อาจทำให้รู้สึกว่าไม่ค่อยโดนคุกคามเท่าไหร่ แต่ในรอบ 3 ปีที่ผ่านมากลับรู้สึกว่าโดนคุกคามมากกว่าที่เคยโดยผ่านมาทั้งหมด เช่น ไปอบรมชาวบ้านจะมีทหาร ตำรวจ ทั้งในเครื่องแบบ นอกเครื่องแบบมาถ่ายรูปเรา ซักประวัติ ถามชื่อ นามสกุล ตำแหน่ง มานั่งฟังที่เราอบรมชาวบ้าน เราเองไม่ได้ซีเรียสในการที่เจ้าหน้าที่จะมานั่งฟัง แต่เป็นความเสี่ยงของชุมชน เพราะเราอบรมทางกฎหมายเพื่อให้ประชาชนใช้สิทธิ แต่เมื่อเราออกมาแล้ว แล้วพี่น้องเราล่ะ ที่ผ่านมาพบว่ามีพี่น้องโดนตามในพื้นที่” น.ส.สุภาภรณ์กล่าว

ผู้จัดการมูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อมยังระบุด้วยว่า กฎหมาย ประกาศ และคำสั่ง คสช.ที่เกี่ยวข้องกับการลิดรอนสิทธิ จำกัดสิทธิของประชาชนควรถูกยกเลิก แล้วกลับมาใช้กฎหมายตามปกติ ให้พื้นที่กับความเห็นต่างได้แล้ว เพราะควรทำบรรยากาศเป็นบรรยากาศที่นำไปสู่การเลือกตั้ง สู่ระบอบประชาธิปไตยอย่างแท้จริง โดยเริ่มจากการลดการใช้อำนาจที่เบ็ดเสร็จเด็ดขาด และมีพื้นที่ที่ปลอดภัยสำหรับคนเห็นต่าง

ด้านนางดารารัตน์ สุเทศ หัวหน้าบ้านพักเด็กและครอบครัวจังหวัดพังงา กล่าวว่า ได้รับภารกิจพิเศษจากรัฐบาลให้ดูแลผู้อพยพทางเรือในสภาวะไม่ปกติ กลุ่มผู้อพยพชาวโรฮิงญาที่หนีภัยสงครามจากพม่า โดยใช้ไทยเป็นทางผ่าน โดยกลุ่มคนเหล่านี้ถูกแสวงหาผลประโยชน์และตกเป็นเหยื่อในขบวนการค้ามนุษย์ ทั้งจากเจ้าหน้าที่ของไทยและพม่า เมื่อถูกจับกุม กลุ่มเด็กกับผู้หญิงจะถูกนำตัวมาส่งที่บ้านพักในระหว่างรอเดินทางไปประเทศที่ 3 ซึ่งบ้านพักไม่ได้เป็นสถานที่คุมขัง ทำให้นายหน้าอาศัยช่องว่างเข้ามาติดต่อชักจูงออกไป โดยมีเคสหนึ่งที่ติดต่อขอความช่วยเหลือกลับมาที่เราจึงตัดสินใจแจ้งขอความร่วมมือไปที่ตำรวจตรวจคนเข้าเมืองพังงา จนสามารถช่วยเหลือผู้หญิงและเด็กกลับมาได้ ทราบว่าเขาถูกล่วงละเมิดทางเพศจากนกต่อที่เป็นลูกน้องของเจ้าหน้าที่หน่วยหนึ่งซึ่งเชื่อมโยงกับบิ๊กระดับสูง โดยบิ๊กรายดังกล่าวได้โทรศัพท์มาขอให้เราหยุดเรื่อง แต่ยืนยันว่าเมื่อเดินหน้าไปแล้วก็หยุดไม่ได้

“ทราบจากเหยื่อว่าถูกเอาโซ่ล่ามคอ ใช้รองเท้าตบหน้าตบหัว แต่พอขึ้นศาล สุดท้ายเราก็แพ้คดี เพราะเหยื่อเขาขอไม่เอาผิดแล้ว เพราะอยากกลับไปอยู่กับครอบครัว ไม่อยากเดินทางมาให้การแล้ว กลายเป็นตัวเองและเจ้าหน้าที่ถูกตรวจสอบแทน โดยถูกกล่าวหาว่าอยู่ในขบวนการซื้อขายโรฮิงญา แต่เมื่อตรวจสอบเส้นทางการเงินไม่พบสิ่งผิดปกติ เพราะเราไม่ได้ทำ เลยเอาผิดกับเราไม่ได้ ขณะที่คนที่เป็นคนทำจริงๆ ถูกยกฟ้อง แต่ปีนี้กำลังอยู่ระหว่างการรื้อฟื้นคดีเพราะมีหลักฐานคลิปวิดีโอต่างๆ เพิ่มเติม” นางดารารัตน์กล่าว

นางดารารัตน์กล่าวถึงแนวทางการแก้ไขปัญหาว่า กฎหมายของไทยดีมาก แต่ท้ายสุดอยู่ที่ผู้ปฏิบัติ ถ้าผู้ปฏิบัติไม่หยิบกฎหมายมาเป็นเครื่องมือเอาผิดผู้กระทำความผิดเพราะเกิดความเกรงกลัวก็จะไม่สามารถแก้ปัญหาอะไรได้ ขณะเดียวกัน เมื่อมีปัญหาเกิดขึ้นพวกตนถูกตั้งกรรมการสอบ ทำให้คนทำงานเกิดความท้อใจ บางครั้งก็ต้องต่อสู้กับพวกนายหน้าที่มีอิทธิพล ตนยังต้องไปขอยืมปืนจากนายอำเภอเพื่อมาคุ้มครองตัวเอง นอกจากนี้ เห็นว่าต้องมีการประสานความร่วมกันระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างเหนียวแน่น เพราะเคยเกิดเหตุการณ์ที่ว่าพวกตนเดินไปข้างหน้า แต่เพื่อนหน่วยงานอื่นกลับถอนตัวหมดเพราะกลัวอิทธิพล

ขณะที่นางนุชนารถ แท่นทอง ประธานเครือข่ายสลัมสี่ภาค กล่าวว่า ถ้าพูดถึงการต่อสู้ปกป้องสิทธิฯ ก็ถือว่ายากลำบาก เพราะเกิดจากการที่เราได้รับผลกระทบก่อน เคยเป็นคนที่ถูกไล่รื้อก่อนทำให้รู้สึกถึงไม่ยุติธรรมสำหรับคนที่ยากจนที่เข้าไม่ถึงสิทธิในที่อยู่อาศัย หรือที่ดิน จนทำให้ลุกขึ้นมาต่อสู้เพื่อสิทธิของตัวเอง และนำไปสู่การแก้ปัญหา  สิ่งเหล่านี้คือแรงบันดาลใจที่ให้ลุกขึ้นมาทำงานด้านนี้ ให้ความรู้แก่คนที่ขาดโอกาสเพื่อให้เขาได้ เข้าถึงสิทธิ อย่างไรก็ตาม แม้จะถือเป็นงานที่ยากก็มีความสำเร็จเป็นรูปธรรมจำนวนมาก ส่วนเรื่องการถูกคุกคามนั้น ก่อนหน้านั้นเคยโดนปรับทัศนคติ มีคนนอกเครื่องแบบจับตามอง เฝ้าดูพฤติกรรมตนอยู่ที่บ้านว่าตนจะไปยุ่งเกี่ยวกับการเมืองหรือไม่ และอีกครั้งก็ที่ทำงานให้กับชุมชนแห่งหนึ่งที่ถูกไล่รื้อ มีสันติบาลโทร.มาถาม คอยจับตามองอยู่ แต่ก็ไม่สนใจแต่อย่างใด

“ต้องทำความเข้าใจกับชาวบ้านที่ถูกไล่รื้อก่อนว่าเราต้องการอะไร เพราะเครือข่ายสลับสี่ภาคไม่ได้ยุให้ชาวบ้านไปยึดที่ดินของเขา เราต้องมีข้อเสนอชัดเจน แต่ถ้าชาวบ้านมาขอความช่วยเหลือในเรื่องของการต่อรองค่ารื้อถอนเราก็ไม่ทำ เพราะการต่อรองใครก็ต่อรองได้ ไม่จำเป็นต้องมาใช้องค์กรเครือข่าย แต่ถ้าต้องการแก้ปัญหาระยะยาวเรื่องที่อยู่อาศัย คุณภาพชีวิต เราก็จะลงไปทำงานให้เกิดการรวมกลุ่ม การจัดตั้งออมทรัพย์เข้าถึงแหล่งงบประมาณ อีกเรื่องของความไม่เป็นธรรมทางสังคมซึ่งไม่ว่าเราจะอยู่ตรงไหน เราเกี่ยวข้องกับการเมือง กับสังคมหมด ถ้าความเป็นธรรมจะเกิดขึ้น ต้องลดความเหลื่อมล้ำให้ได้ ทุกคนสามารถเข้าถึงสวัสดิการของรัฐต่างๆ ได้” ประธานเครือข่ายสลัมสี่ภาคกล่าว

น.ส.นุรฮายาตี ยูโซ๊ะ ตัวแทนจากทีมฟุตบอลบูคู กล่าวว่า รางวัลที่ได้รับรู้สึกภาคภูมิใจมาก เพราะรับในนามทีมฟุตบอลซึ่งถือว่ามีคุณค่า มีความหมายเป็นอย่างมาก ตั้งแต่เด็กตนเป็นคนชอบเล่นกีฬา ลองเล่นไปเรื่อยๆ รวมถึงฟุตบอลด้วย แต่มีอยู่ครั้งหนึ่งที่เล่นฟุตบอลแล้วลูกบอลเข้าไปในกระโปรง เพราะสมัยนั้นผู้หญิงมุสลิมต้องใส่กระโปรงยาวเท่านั้น ทำให้เด็กผู้ชายไม่ให้ตนเล่นเพราะยุ่งยาก บอกให้ไปเล่นขายของเหมือนเด็กผู้หญิงคนอื่น จากนั้นจึงไม่ได้เล่นฟุตบอลอีก จนกระทั่งเจอประกาศของทีมบูคูเลยกลับมาเล่นอีกครั้ง จำได้แม่นว่าการกลับลงสนามฟุตบอลครั้งแรกหลังจากที่หยุดเล่นไป ดีใจและตื่นเต้นมาก ตอนนั้นจำได้ว่ามีเด็กผู้ชายที่อยู่แถวนั้นก็มองพวกตนแปลกๆ แต่ครั้งนี้ทำให้รู้สึกว่าเราไม่ได้แปลกที่ชอบเล่นฟุตบอล เพราะในทีมยังมีผู้หญิงคนอื่นชอบเล่นฟุตบอลเหมือนกัน และเป็นโชคดีที่ครอบครัวของตนค่อนข้างที่จะเปิดกว้าง ให้อิสระอย่างเต็มที่ในเรื่องนี้

“อยากให้เปิดพื้นที่ให้ทุกคนต้องเล่น พอตอนนี้มีคนรู้ว่าเราเปิดพื้นที่เล่นตรงนี้ ก็จะมีทีมผู้หญิงบางทีมจากที่อื่นเขาก็ติดต่อมาขอเตะกับเรา ส่วนในอนาคตก็วางแผนไว้ว่าเราจะฝึกเป็นโค้ช และลงพื้นที่สอนให้เด็กผู้หญิงในพื้นที่ต่างๆ ในจังหวัดชายแดนใต้ ได้เล่นฟุตบอลเหมือนกับเราบ้าง” น.ส.นุรฮายาตีกล่าว

ด้าน น.ส.หทัยรัตน์ พหลทัพ ผู้สื่อข่าวอาวุโส สถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส กล่าวว่า ก่อนหน้านี้ส่วนใหญ่จะเห็นแต่ผู้ชายเป็นแกนนำ เป็นคนกำหนดประเด็น หรือกำหนดทิศทางการเคลื่อนไหวของการชุมนุม แต่หลายปีที่ผ่านมาผู้หญิงลุกขึ้นมาเป็นแกนนำในการปกป้องสิทธิของตัวเองและชุมชนมากขึ้น ส่วนปัญหาและอุปสรรคในการทำงานนั้น ในฐานะนักข่าวสืบสวนสอบสวนมักจะโดนขู่ หรือถูกเสนอให้เงิน หรืออะไรต่างๆ เสมอ โดยการข่มขู่เกิดขึ้นครั้งล่าสุดเมื่อเดือนธันวาคมที่ผ่านมาซึ่งตนไปทำรายงานพิเศษเรื่องโรงไฟฟ้าเทพา จ.สงขลา โดยพบว่าที่ดินที่จะก่อสร้างโรงไฟฟ้ากว่า 600-700 ไร่ เป็นของนายทุนที่กว้านซื้อที่ดินชาวบ้านไว้ และมีอดีตผู้นำชุมชนคนหนึ่งเป็นนายหน้าซื้อขายที่ดินระหว่างนายทุนกับ กฟผ. ตนจึงเข้าไปสอบถาม แต่คนขับรถของทีมงานได้ขับเข้าไปในพื้นที่ของเขาเพราะพื้นที่บริเวณนั้นติดกับที่ดินสาธารณะ แม้สุดท้ายทีมงานตัดสินใจเลี้ยวรถออกจากพื้นที่นั้นเพื่อมาจอดในพื้นที่สาธารณะ แต่กลับมีรถคันหนึ่งขับรถมาดักทางเข้าออก แล้วมีผู้ชาย 2 คนเดินลงมาจากรถพร้อมกับปืนเข้ามาหาทีมงาน

“ตอนนั้นถามว่า ตกใจไหม ตกใจมาก แต่สิ่งที่เราทำได้คือยิ้มและยกมือสวัสดี แล้วก็แนะนำตัวเองว่ามาทำอะไร เป็นใคร จากนั้นสถานการณ์ก็เริ่มดีขึ้น เราจึงขอสัมภาษณ์เขาเพื่อให้เขาอธิบาย จากสถานการณ์ครั้งนั้นเราเลยคิดว่าอาจเป็นเพราะเราเป็นผู้หญิงเขาจึงไม่ทำอะไร แต่ตอนนั้นเราก็รีบออกจากพื้นที่ให้เร็วที่สุด แล้วก็โทร.บอกหัวหน้าว่าเกิดอะไรขึ้น แต่ไม่ได้เข้าแจ้งความ และต่อมาหลังเรื่องนี้ออกอากาศไปแล้ว กลุ่มคนจากฝ่ายสนับสนุนโรงไฟฟ้าก็โทร.มาข่มขู่ เพราะเขาไม่พอใจเนื้อหาที่เรานำเสนอ โดยมีถ้อยคำหนึ่งระบุว่า อย่าเข้ามาพื้นที่อีกนะ” น.ส.หทัยรัตน์กล่าว












กำลังโหลดความคิดเห็น...