xs
xsm
sm
md
lg

บังเอิญไปไหม!? จุดพลุข่าวถอนตัว “องค์กรเพื่อความโปร่งใสนานาชาติ” จังหวะเดียวกับที่ “บิ๊กป้อม” กำลังโดนมรสุม “โคตรนาฬิกาหรู” **“สมาชิกฝักถั่ว” เกทับยืดโรดแมปเลือกตั้ง หวังเอาใจ “ผู้มีอำนาจ” **ฝันสลาย “ชินคันเซ็น เชียงใหม่”เหตุแพงเกินไป

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: นกหวีด

พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ และ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา
ข่าวปนคน คนปนข่าว



**บังเอิญไปไหม!? จุดพลุข่าวถอนตัว “องค์กรเพื่อความโปร่งใสนานาชาติ” จังหวะเดียวกับที่ “บิ๊กป้อม” กำลังโดนมรสุม “โคตรนาฬิกาหรู” กระหน่ำ เหมือนออกตัวไม่ยอมรับผลประเมินปีนี้ เหตุรู้ดีว่าคะแนนต่ำเตี้ยเรี่ยดิน มากกว่าข้ออ้างองค์กรที่ว่า มีอคติ

ไม่ต้องโปร่งใสอะไรกันแล้ว .. จู่ๆ “มูลนิธิเพื่อความโปร่งใสในประเทศไทย” โดย รศ.ดร.จุรี วิจิตรวาทการ เป็นเลขาธิการ ก็เปิดเผยว่ามูลนิธิฯ ได้ถอนตัวออกจากความเป็นสมาชิกขององค์กรเพื่อความโปร่งใสนานาชาติ (Transparency International : TI) .. ด้วยเหตุผล “องค์กรดังกล่าว” มีอคติ และไม่สอดคล้องกับความจริงในประเทศไทย .. แม้ว่า มานะ นิมิตรมงคล เลขาธิการองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) จะออกมา “แก้เกี้ยว” ว่า การถอนตัวดังกล่าว มีผลมาตั้งแต่ 2 ปีก่อน แต่ก็ไม่มีผล เนื่องจาก “ประเทศไทย” เป็นหนึ่งในประเทศที่ถูกประเมินและจัดอันดับทุกปี ตั้งแต่ปี 2538 เป็นต้นมาแล้ว .. แต่การส่งสัญญาณของ “มูลนิธิเพื่อความโปร่งใสในประเทศไทย” ในครั้งนี้ ก็เหมือน “ออกตัว” ว่า ไม่ยอมผลการประเมินของ TI ที่กำลังจะออกมาในเดือน ก.พ.61 .. โดยเฉพาะเหตุผลที่ เลขาฯ มูลนิธิฯ” อ้างว่า TI มีอคติ ประเมินแบบไม่สอดคล้องกับ “ความจริงในประเทศไทย” .. ความจริงในประเทศไทย ที่กล่าวอ้างถึง ก็หมายถึง การบริหารประเทศด้วย “รัฐบาลที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง” ทำให้คะแนนไม่ค่อยกระเตื้อง ซึ่งต้นตอก็มาจากเรื่องภายในประเทศ จนไม่ได้รับการยอมรับจากนานาชาตินั่นเอง .. แล้วอันที่จริง “รัฐบาลไทย” ก็เคยหลงไหลได้ปลื้มกับผลประเมินของ TI ในช่วงปีหลังๆ มีการนำไปอวดอ้างเป็นผลงานรัฐบาลอยู่เนืองๆ ด้วยซ้ำ

.. การออกมาให้ข่าวในช่วงนี้ ทั้งที่ได้ถอนตัวมาตั้ง 2 ปีแล้ว ก็เป็น “ความบังเอิญ” ที่ “ผู้มีอำนาจ” ใน “รัฐบาล คสช.” อย่าง “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ กำลังประสบกับวิกฤตความโปร่งใสส่วนตัว .. ที่แม้จะมีแนวโน้มเอาตัวรอดใน “ความรับผิดชอบทางกฎหมาย” ไปได้ แต่ในด้าน “จริยธรรม - คุณธรรม” คงคำถามที่ผูกติดตัวไปตราบชั่วฟ้าดินสลาย .. แล้วหาก “บิ๊กป้อม” ไม่มีความผิดจาก “โคตรนาฬิกาหรู” จริง ตัวตั้งตัวตีของ “หน่วยงานปราบโกง” ของไทยอย่าง คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ก็หนีไม่พ้นที่จะถูกมองว่า “ง่อยเปลี้ยเสียขา” ไปหมดแล้ว .. แล้วไม่เพียงแต่กรณีของ “บิ๊กป้อม” ตลอดระยะเวลา 3 ปีกว่าที่ผ่านมา ก็พบว่ามีกรณีที่ส่อไปในทางทุจริตของ “บิ๊ก คสช.” หรือผู้ใกล้ชิดอีกมากมาย แต่ทั้ง ป.ป.ช. หรือกระทั่ง สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ที่เคยเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงสำคัญ กลับไม่สามารถแสดงบทบาทให้สมกับอำนาจที่มีอยู่ .. ด้วยความเกรงอกเกรงใจต่อ “ผู้มีอำนาจ” ในปัจจุบันนั่นเอง
ทวีศักดิ์ สูทกวาทิน, สมชาย แสวงการ และ พ.ต.ท.พงษ์ชัย วราชิต
** ไอ้ห้อยไอ้โหนออกโรง!! “สมาชิกฝักถั่ว” ออกตัวแรง เกทับยืดโรดแมปเลือกตั้ง ไม่สนหลักการกฎหมาย แค่หวังเอาใจ “ผู้มีอำนาจ” ลุ้นเก้าอี้ “ว่าที่ ส.ว.สรรหา” ขอแค่ได้อยู่ในวงศ์วานอำนาจกันไปยาวๆ

เร่งทำคะแนนกันใหญ่ .. น่าสะอิดสะเอียนเหลือเกินกับ “แอคชั่น” ของ สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ที่ไม่เพียงแต่เป็น “ฝักถั่ว” มาตลอดในสมัย คสช.เรืองอำนาจแล้ว .. การอภิปรายออกความเห็นต่างๆ ก็สุดจะรับไหว ก้าวข้าม “หลักการ - ความถูกต้อง” ทั้งมวล แล้วมุ่งแต่จะ “เชลียร์” เอาอกเอาใจ “ผู้มีอำนาจ” กันจ้าละหวั่น .. แล้วก็เหมือนว่า แต่ละคน ยังไม่เข็ดกับ “ข้อหาฉกรรจ์” ที่จุกคออยู่ ฐานเป็นปฏิปักษ์ต่อรัฐธรรมนูญ ที่ได้รับการโปรดเกล้าฯ เมื่อครั้งแก้ไขร่างกฎหมาย ป.ป.ช. ต่ออายุให้ กรรมการบางคน ตาม “ใบสั่งผู้มีอำนาจ” ไม่พอ .. มาถึงร่างกฎหมายเลือกตั้ง ส.ส.ที่ “ออกลาย” บ่งบอกความเป็นตัวตน กระสันที่จะห้อยโหน เกี่ยวอำนาจจนหน้ามืด .. กับประเด็นที่มีการเสนอให้จะแก้ ร่าง พ.ร.ป.เลือกตั้งส.ส. ให้มีผลบังคับใช้หลังประกาศในราชกิจจานุเบกษา ภายใน 90 วัน ยืดโรดแมปเลือกตั้งออกไปอย่างน้อยๆ 3 เดือน ..

ก่อนหน้าก็มี รายของ ทวีศักดิ์ สูทกวาทิน ในฐานะโฆษกคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณา ร่าง กฎหมายดังกล่าว ที่ออกตัวแรงว่า 90 วันไม่น่าจะพอ จริงๆ ต้อง 120 วันด้วยซ้ำ .. พอมาถึงในที่ประชุมใหญ่ สนช. กลายเป็นเวทีประจบประแจงเอาใจ “บิ๊ก คสช.” ด้วยการเกทับกันหมดหน้าตัก รายของ “เดอะเอ๋” สมชาย แสวงการ ไม่มีเหนียม บอกว่า 90 วันน้อยไป เบิ้ลให้อีกเท่าตัว 180 วันไปเลย .. แต่ก็ยังเจอเกทับโดย พ.ต.ท.พงษ์ชัย วราชิต ที่เสนอให้ลากยาวๆ 60 เดือน หรือ 5 ปี ไปเลย อ้างว่าเพื่อให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี .. ที่ออกตัวกันแรงไม่มียั้ง เหตุเพราะหมายตาตำแหน่ง “ว่าที่ ส.ว.สรรหา” ที่ต่างหวังได้อยู่ในวงศ์วานอำนาจกันต่อยาวๆ นั่นแหละ .. แต่จะเอากี่วันก็เอาเถอะ แค่อยากจะเตือน “ท่านสมาชิกฝักถั่ว” ไว้นิ๊ด ออกตัวแรงไป ระวังจะหัวทิ่มตัวตำไปกับ “รัฐบาล คสช.” ไม่รู้ตัว .. ด้วยคะแนนนิยมที่รูดมหาราช เข้ายุคเสื่อมโดยแท้ ยิ่งพฤติกรรม “ผู้มีอำนาจ” ที่มีแต่ความไม่ชอบมาพากล จะเหม็นคาวฉาวโฉ่แค่ไหน ก็อุ้มกันแบบไม่แคร์สายตาประชาชี .. จะเลื่อน จะลากแค่ไหน ก็เอาที่ชอบๆ เถอะ กลัวก็แต่ “พะนะท่าน” จะมีอันเป็นไปกันก่อนจะถึงเลือกตั้งน่ะซิ๊.
 อาคม เติมพิทยาไพสิฐ
** ถึงก็ช่าง ไม่ถึงก็ช่าง!! ฝันสลาย “ชินคันเซ็น เชียงใหม่” เหตุแพงเกินไป “บิ๊กตู่” สั่ง ก.คมนาคม ประสาน “ญี่ปุ่น” ขอลดสเปกเหลือแค่ “ความเร็วปานกลาง” ทำเอา “ทีมงานยุ่น” งงเป็นไก่ตาแตก

สงสัยจะเป็นโรคกลัวความเร็ว .. ตั้งแต่เมื่อครั้งที่ “โครงการรถไฟไทย-จีน” มีอันต้องลดสปีดจาก “รถไฟความเร็วสูง” ความเร็วกว่า 250 กม.ต่อชั่วโมง กลายเป็น “รถไฟเร็วปานกลาง” วิ่งได้แค่ 160 กม.ต่อชั่วโมง จนงงกันทั้งประเทศมาครั้งหนึ่งแล้ว .. จู่ๆ ก็มีข่าวจาก “หนังสือพิมพ์นิกเคอิ” ของประเทศญี่ปุ่น อ้าง “แหล่งข่าวในรัฐบาลไทย” ว่า “นายกฯตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้สั่งการให้ “กระทรวงคมนาคมไทย” พิจารณาเกี่ยวกับการลดความเร็วของรถไฟความเร็วสูง เส้นทาง กรุงเทพมหานคร-เชียงใหม่ .. เหตุเพราะราคาที่ทาง “ญี่ปุ่น” เสนอในวงเงิน 4.2 แสนล้านบาท “แพงเกินไป” ก็เลยคิดที่จะ “ลดต้นทุน” .. โดยขอลดความเร็วจากเทคโนโลยี “ชินคันเซ็น” ที่วิ่งได้ 300 กม.ต่อชั่วโมง เหลือ 180-200 กม.ต่อชั่วโมงเท่านั้น ซ้ำรอย “รถไฟไทย-จีน”

.. ข่าวจาก “แดนอาทิตย์อุทัย” บอกว่า คำร้องของ “รัฐบาลไทย” สร้างความประหลาดใจให้แก่ “ฝ่ายญี่ปุ่น” เป็นอย่างมาก .. เพราะอุตส่าห์ร่วมทำงานกับฝ่ายไทยมาถึง 3 ปี โดยใช้ “เทคโนโลยีรถไฟหัวกระสุน” หรือ “ชินคันเซ็น” (shinkansen) ที่โด่งดังไปทั่วโลก อันสุดภาคภูมิใจ เป็นตัวตั้งมาโดยตลอด .. แล้วถ้าปรับลดความเร็วตามรีเควสของฝ่ายไทย ก็ผิดความตั้งใจของฝ่ายญี่ปุ่น ที่ไม่ได้ขายสุดยอดเทคโนโลยีอย่างที่คิด .. ถ้าข้อสรุปเป็นเช่นนี้จริง ประเด็นก็จะวนลูปมาเหมือน “รถไฟไทย-จีน” อีกครั้งว่า หากการขนส่งทางรางด้วย “ความเร็วปานกลาง” ก็จะเสียเปรียบการเดินทางโดย “เครื่องบินโลว์คอสต์” อีกตามเคย .. แบบนี้ก็ประหยัดงบประมาณ ทนนั่ง “รถไฟไทย” แบบ “ถึงก็ช่าง ไม่ถึงก็ช่าง” เหมือนเดิมก็ได้ .. ต้นสายปลายเหตุ หรือข้อสรุปจะเป็นอย่างไร คงต้องให้ อาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว.คมนาคม ออกมาชี้แจงแถลงไขอีกที.


ช.ชฎา


กำลังโหลดความคิดเห็น...