xs
xsm
sm
md
lg

“เพื่อไทย-นปช.-ยิ่งลักษณ์” “แม่น้ำ 3 สาย” ชักไหลเชี่ยว

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ทีมข่าวการเมือง


ป้อมพระสุเมรุ

ไม่ได้มีแค่แม่น้ำ 5 สาย คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) คณะรัฐมนตรี (ครม.) สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) และคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ที่กำหนดอนาคตประเทศเสียแล้ว เพราะวันนี้กำลังเกิดความเคลื่อนไหวของแม่น้ำอีก 3 สาย ที่น่าจับตา

เป็นแม่น้ำ 3 สายที่เกิดจาก “ตาน้ำ” เดียวกัน ที่สำคัญ การขับเคลื่อนเป็นไปในเส้นขนานกับแม่น้ำ 5 สาย หรืออาจจะกล่าวได้ว่า เป็นฝ่ายตรงข้าม “คสช.”

ไม่ใช่คนศัตรูตัวใหม่ และไม่ใช่ตัวละครหน้าใหม่ของ คสช. ที่เพิ่งเกิดขึ้น หากแต่มันเป็นการต่อสู้ที่เป็นไปในลักษณะของแม่น้ำ 3 สาย ซึ่งแต่ละสายมีบทบาทต่างกัน แต่มีจุดมุ่งหมายเดียวกัน

ไม่ต่างจากการทำงานของแม่น้ำ 5 สาย ที่แต่ละสายล้วนมีจุดมุ่งหมายเดียวกัน เพียงแต่ละสายทำตามบทบาทที่ตัวเองได้รับ ครม. ทำหน้าที่บริหารประเทศตามทิศทางของ คสช., สนช. ทำหน้าที่ออกกฎหมายตามทิศทางของ คสช., สปท. ทำหน้าที่ขับเคลื่อนปฏิรูปตามทิศทางของ คสช. และ กรธ. ทำหน้าที่ร่างรัฐธรรมนูญตามทิศทางของ คสช.

ทว่า สำหรับแม่น้ำ 3 สาย เป็นไปใน “ขั้วตรงข้าม” กับแม่น้ำ 5 สายของ คสช. ทั้งหมด ประกอบด้วย สายแรก “พรรคเพื่อไทย” ที่การขับเคลื่อนเน้นโต้แย้งสิ่งต่าง ๆ ที่ คสช. ดำเนินการ โดยเฉพาะการออกแถลงการณ์แสดงจุดยืน หรือการออกมาให้สัมภาษณ์ของสมาชิกพรรค ตัวหลัก ๆ ที่ยืนซดหมัดกับ คสช. ตั้งแต่วันแรกที่มีการรัฐประหาร 22 พฤษภาคม 2559 มาจนถึงทุกวันนี้

ประกอบไปด้วย “เสี่ยไก่” วัฒนา เมืองสุข อดีต รมว.พาณิชย์ “เดอะอ๋อย” จาตุรนต์ ฉายแสง อดีต รมว.ศึกษาธิการ “เสี่ยแดง” พิชัย นริพทะพันธ์ อดีต รมว.พลังงาน ถือเป็น “ขาประจำ” ที่วิพากษ์การทำงานของแม่น้ำ 5 สาย ทุกมิติ ไม่ว่าจะเป็นการบังคับใช้กฎหมาย การลิดรอนสิทธิเสรีภาพ เนื้อหาร่างรัฐธรรมนูญ ปัญหาปากท้อง - เศรษฐกิจ

ถือเป็นกลไกทางในแถลงคัดค้านสิ่งต่าง ๆ อย่างเป็นรูปธรรม ดังจะสังเกตเห็นว่า ในระยะหลัง ๆ ถ้าเป็นเรื่องใหญ่ ๆ จะมีแถลงการณ์ออกมาในนามพรรคบ้าง อย่างล่าสุดที่ 17 แกนนำพรรคพร้อมใจกันใช้ช่องทางโซเชี่ยลเนตเวิร์ก โพสต์รูปพร้อมข้อความที่ระบุไปในทิศทางเดียวกัน คือ “ไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ” เหมือนเป็นการประกาศเริ่มแคมเปญ “คว่ำร่างรัฐธรรมนูญ” อย่างเป็นทางการ

ขณะที่อีกสายคือ แนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ที่นำโดย “ตุ๊ดตู่” จตุพร พรหมพันธุ์ ประธาน “จอมเผา” ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ เลขาธิการ คู่ผัวเมีย “โหวงเหวง” เหวง โตจิราการ และ “นกแสก” ธิดา ถาวรเศรษฐ ฯลฯ ซึ่งเป็นการขับเคลื่อนด้านมวลชนผ่านสัญลักษณ์สีแดง คอยแสดงท่าทีในเรื่องต่าง ๆ แบบไม่ต้องเหนียมอายเหมือนพรรคเพื่อไทย ที่ต้องระมัดระวังเนื่องจากเป็นพรรคการเมือง

ที่ผ่านมา พยายามทำตัวว่า เป็นอิสระจากพรรคเพื่อไทย ไม่ยึดติดกับการดำเนินการใด ๆ เป็นการเคลื่อนไหวของภาคประชาชน ซึ่งอาศัยตีกินว่า คนเสื้อแดงเป็นฐานมวลชนที่ตัวเองถือธงนำ เพื่อพร้อมในการเคลื่อนไหวบนถนน แต่ในความเป็นจริง เป็นการขยับเขยื้อนเพื่อให้คนเสื้อแดงยังมีตัวตนในถนนการเมืองไทย

นิยามของแม่น้ำสายนี้ คือ หน่วยทำม็อบ หากวันหนึ่งกระแสถูกจุดติด ท่อน้ำเลี้ยงกลับมาไหลอีกครั้ง แม่น้ำสายนี้จะมีบทบาทเพิ่มขึ้น

ขณะเดียวกัน ยังคอยเป็นหน่วยปั่นป่วนการทำงานของแม่น้ำ 5 สาย โดยเฉพาะคิวล่าสุดที่ผุด “ศูนย์ปราบโกงประชามติ” จนพี่น้อง 3 ป. “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช. “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม “บิ๊กป๊อก” พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย ของขึ้น ทั้งที่เบื้องแรกมองว่าเป็น “อากาศธาตุ” ไม่ให้ความสำคัญ
 
ผ่านมาไม่กี่วันกลับกลายเป็นเรื่องที่ทำให้ “พี่น้อง 3 ป.“ ออกอาการถูก “ธาตุไฟเข้าแทรก” เสียเอง

เพราะรู้ ๆ กันอยู่ว่า เจตนาในการจัดตั้งศูนย์หปราบโกงฯไม่ได้จ้องจับผิดกลโกง หรือความผิดปกติในกระบวนการประชามติร่างรัฐธรรมนูญ และคำถามพ่วงเฉย ๆ อย่างที่อวดโอ้ไว้ แต่ต้องการหาช่องทางในการเชื่อมต่อระหว่างแกนนำส่วนกลางไปยังแกนนำและมวลชนในพื้นที่ เนื่องจากที่ผ่านมาถูกบล็อกจนไม่สามารถกระดุกกระดิกอะไรได้มากกว่า

โดยมีภารกิจสำคัญ คือ การคว่ำร่างรัฐธรรมนูญในการทำประชามติครั้งนี้ เพราะถ้าจับผลัดจับผลู คสช. เกิดอนุญาตให้เปิด จาก “ศูนย์ปราบโกงประชามติ” มันจะกลายสภาพเป็น “ศูนย์บัญชาการคว่ำร่างรัฐธรรมนูญ” ทันที

จะเห็นได้ว่า รูปแบบของศูนย์ดังกล่าวนี้มีศูนย์กลางอยู่ที่ กทม. ซึ่งขับเคลื่อนโดยแกนนำหลัก ๆ และยังมีศูนย์ย่อยอยู่ตามภูมิภาคต่าง ๆ ที่ขับเคลื่อนโดยแกนนำในระดับพื้นที่ ดังนั้น ถ้ามีการเปิดศูนย์อีกครั้ง เท่ากับว่า เป็นการเปิดโอกาสให้แกนนำส่วนกลางกับแกนนำระดับพื้นที่กลับมาประสานงานกันอีกครั้ง หลังก่อนหน้านี้ถูกปิดตาย เพราะแกนนำในระดับพื้นที่ถูกเจ้าหน้าฝ่ายความมั่นคงประกบติด ไม่สามารถเคลื่อนไหวอะไรได้เลย

การอนุมัติให้เปิด จะทำให้คนเหล่านี้กลับมาทำงานร่วมกัน กำหนดทิศทางขับเคลื่อนต่าง ๆ ได้อย่างง่ายขึ้น โดยที่ทาง คสช. ไม่สามารถรับรู้ได้เลยว่า คนเหล่านี้กำลังจะทำอะไร เพราะจะมีข้ออ้างเสมอว่า เป็นการประชุมหรือการหารือกันถึงความไม่ชอบมาพากลในการทำประชามติ
 
หรือแม้ท้ายที่สุด คสช. จะกลับลำไม่ให้เปิดศูนย์ แต่การออกมารุมโขยกเที่ยวนี้ก็ทำให้เกิดกระแส ทหารกลัวการตรวจสอบไปแล้ว

ส่วนสายสุดท้าย สายนี้เรื่อย ๆ มาเรียง ๆ ดูไม่มีพิษมีภัยอะไร นอกจากจะทำกิจกรรมลั้ลลาไปวัน ๆ สำหรับ “หนูปู” ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่กลายเป็น “เจ้าแม่ทั่วไทย” เที่ยวเก่ง เดี๋ยวไปโผล่จังหวัดนู้นที จังหวัดนี้ที อีเวนต์สำหรับชีไม่เคยขาด

เดี๋ยวไปไหว้พระบ้าง เดี๋ยวไปชอปปิ้งบ้าง เดี๋ยวไปร่ายรำบ้าง เดี๋ยวไปรับฟังความทุกข์ร้อนของประชาชนบ้าง เดี๋ยวไปโปรโมตการท่องเที่ยวบ้าง จนดูเป็นกิจกรรมยามว่างในช่วงตกงานทางการเมือง

แต่กลายเป็นการเคลื่อนไหวที่น่าหวาดกลัวที่สุดในบรรดาแม่น้ำ 3 สาย เพราะแม้กิจกรรมที่ “ยิ่งลักษณ์” ทำ จะไม่ใช่กิจกรรมทางการเมือง ตรงกันข้ามกลับเป็นกิจกรรมที่คนทั่วไปทำ คือ ท่องเที่ยว แต่มันกลับได้ผลชะงักในการดึงดูดให้มวลชนเลือกสนับสนุนในการดำเนินการต่าง ๆ ของเธอ

อย่างที่รู้กัน “ยิ่งลักษณ์” คือ สัญลักษณ์ของ “ฝ่ายตรงข้ามทหาร” ชัดเสียยิ่งกว่า “พี่ษิณ” ทักษิณ ชินวัตร หัวขบวนของ “ระบอบแม้ว” เสียอีก การแค่เธอปฏิเสธร่างรัฐธรรมนูญ แม้ไม่ต้องไปโพนทะนา หรือโน้มน้าวเวลาลงพื้นที่ ก็ไม่ต่างอะไรกับการเชิญชวนให้ประชาชนมองว่า รัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นสิ่งที่ไม่ดีและไม่ควรจะกากบาท “รับ”

เป็นการเคลื่อนไหวที่ทรงพลานุภาพ เพราะการที่ “ยิ่งลักษณ์” ยังอยู่ในความสนใจ การที่สื่อยังนำเสนอกิจกรรมที่เธอทำเวลาลงพื้นที่ การที่สังคมยังจับจ้องเวลาเกิดประเด็นกับเธอ โดยเฉพาะกรณีล่าสุดเกี่ยวกับสายการบินนกแอร์ ก็ยังยึดพื้นที่สื่อได้เรียบวุธแบบไม่ต้องลงแรงอะไรมาก

แค่ความเคลื่อนไหวของเธอก็เพียงพอจะกวักมือให้มวลชนตื่นตัว เอาเฉพาะแค่ยอดไลก์ในเฟซบุ๊กส่วนตัวของ “ยิ่งลักษณ์” ก็มีทะลุไปแล้วถึง 5 ล้านคน แล้วกับคนที่ไม่ได้เล่นโซเชียลอีกที่ประเมินไม่ได้

เพียงแค่เท่านี้ก็ทำให้คะแนนไม่รับร่างรัฐธรรมนูญในการทำประชามติได้มากขึ้นโดยไม่ต้องออกแรงอะไรมาก

ในขณะที่ท็อปบูตเองไม่สามารถแตะต้องอะไร “ยิ่งลักษณ์” ได้มากในปัจจุบัน เพราะกิจกรรมที่เธอทำไม่ได้เป็นการเสี่ยงที่จะกระทำผิดกฎหมาย การเข้าไปห้ามปรามอาจยิ่งส่งผลเสียในแง่ของสิทธิเสรีภาพ

ที่สำคัญ วันนี้ท็อปบูตเองค่อนข้างมีข้อจำกัดในการจะกระทำอะไรต่อนักการเมือง หลังต่างชาติรุมกระทุ้งอย่างหนักในช่วงที่ผ่านมา จนต้องผ่อนมาตรการหลายอย่างเพื่อลดแรงเสียดทาน

หลักสูตรนักการเมืองที่ว่าน่าหวาดเสียวในช่วงแรก ๆ วันนี้ยังไม่ได้ใช้กับใครเลยสักคน สุดท้ายกลายเป็นการเขียนเสือให้วัวกลัวเท่านั้น
 
ไป ๆ มา ๆ แม่น้ำ 3 สาย ชักจะไหลเชี่ยวกว่าแม่น้ำ 5 สายไปทุกที!!
กำลังโหลดความคิดเห็น...