ยังไม่จบ! คดีต่อเนื่องคำสั่งรื้อตึกหรู “โรงแรมดิเอทัส” ซอยร่วมฤดี ศาล ปค. นัดอ่านคำสั่งศาลปกครองสูงสุด 29 มี.ค. นี้ เผยคำสั่งศาลปกครองชั้นต้น (ศาลปกครองกลาง) มีคำสั่งไม่รับคำฟ้องไว้พิจารณา และให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ หลัง “บริษัท ลาภประทาน” เจ้าของตึกสูงฟ้อง “ผู้ว่าฯ กทม.- ผอ.เขตปทุมวัน” ละเลยปฏิบัติหน้าที่ตามที่กฎหมาย เผยคำสั่งให้รื้อตั้งแต่ ปี 2557 จนภาคประชาชน เชื่อ กทม. เปิดช่องให้มีการอุทธรณ์เพื่อประวิงการบังคับคดีได้
วันนี้ (25 มี.ค.) มีรายงานว่า สำนักประชาสัมพันธ์ ศาลปกครอง ได้เผยแพร่กำหนดนัดพิจารณาคดีของศาลปกครอง วันที่ 29 มีนาคม 2559 เวลา 10.30 น. ศาลปกครองกลางนัดอ่านคำสั่งศาลปกครองสูงสุด ในคดีหมายเลขดำที่ ๙๓๑/๒๕๕๘ คดีหมายเลขแดงที่ ๑๓๑๓/๒๕๕๘ ระหว่าง บริษัท ลาภประทาน จำกัด ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน (ผู้ฟ้องคดี) กับ ผู้อำนวยการเขตปทุมวัน ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน (ผู้ถูกฟ้องคดี) คดีพิพาทเกี่ยวกับการที่เจ้าหน้าที่ของรัฐละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ ณ ห้องพิจารณาคดี ๑๔ ชั้น ๓ อาคารศาลปกครอง ถนนแจ้งวัฒนะ กรุงเทพมหานคร
(บริษัท ลาภประทาน จำกัด ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน ฟ้องว่า ผู้อำนวยการเขตปทุมวัน ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 และผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ละเลยต่อหน้าที่ กรณีสืบเนื่องจาก ศาลปกครองสูงสุด ได้มีคำพิพากษาในคดีหมายเลขแดงที่ อ.๕๘๘/๒๕๕๗ ให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองใช้อำนาจตามกฎหมายควบคุมอาคารดำเนินการกับผู้ฟ้องคดีทั้งสอง กรณีก่อสร้างอาคารสูงในซอยร่วมฤดี แต่ไม่ปรากฏว่าผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองได้ปฏิบัติหน้าที่โดยการดำเนินการกับเจ้าของที่ดินแปลงที่ ๙๙ ที่ก่อสร้างแนวรั้วรุกล้ำเขตทางสาธารณประโยชน์ในซอยร่วมฤดีด้วย เป็นเหตุให้ผู้ฟ้องคดี
ทั้งสองและบุคคลที่อยู่อาศัยในซอยร่วมฤดีได้รับความเดือดร้อนเสียหาย)
สรุปคำพิพากษา/คำสั่ง : ศาลปกครองชั้นต้น (ศาลปกครองกลาง) มีคำสั่งไม่รับคำฟ้องไว้พิจารณาและให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ เนื่องจากพิเคราะห์แล้วเห็นว่า ผู้ฟ้องคดีทั้งสองได้มีหนังสือ ลว ๒๖ ก.พ. ๒๕๕๘ และวันที่ ๑ เม.ย. ๒๕๕๘ ร้องขอให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองดำเนินการรักษาเขตทางสาธารณประโยชน์ในซอยร่วมฤดีตามอำนาจหน้าที่ แต่นำคดีมาฟ้องต่อศาลในวันที่ ๒๑ พ.ค. ๒๕๕๘ ซึ่งยังไม่พ้นกำหนดเก้าสิบวันนับแต่วันที่ผู้ฟ้องคดีทั้งสองได้มีหนังสือร้องขอต่อผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองเพื่อให้ปฏิบัติหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนด จึงไม่ต้องด้วยเงื่อนไขการฟ้องคดี ตามมาตรา ๔๙ แห่ง พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองฯ ที่ศาลปกครองจะรับคำฟ้องของผู้ฟ้องคดีทั้งสองไว้พิจารณาได้ ทั้งนี้ ไม่ตัดสิทธิผู้ฟ้องคดีทั้งสองที่จะนำคดีมาฟ้องใหม่ภายใต้เงื่อนไขแห่งการฟ้องคดี
มีรายงานว่า ความคืบหน้าการดำเนินคดี โรงแรมดิเอทัส นั้น กทม. ได้มีการหารือล่าสุดเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2558 โดยสำนักการโยธา สำนักงานเขตปทุมวัน และกองประชาสัมพันธ์ ได้หารือตามที่ศาลปกครองมีคำสั่งให้ ผว.กทม. และ ผอ.เขตปทุมวัน ปฏิบัติตาม พ.ร.บ. ควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 ให้รื้อถอนอาคารโรงแรมดิเอทัส ซอยร่วมฤดี เนื่องมาจากมีประชาชนผู้อาศัยในซอยร่วมฤดียื่นฟ้องเจ้าของอาคาร ซึ่งมีการก่อสร้างอาคารสูงใหญ่เกินกว่ากฎหมายกำหนดและซอยกว้างไม่ถึง 10 เมตร ซึ่งสำนักงานเขตปทุมวัน ได้ออกคำสั่งไปยังบริษัท ลาภประทาน จำกัด และบริษัท ทับทิมทร จำกัด ซึ่งเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์อาคารดิเอทัสทั้ง 2 อาคาร โดยคำสั่งดังกล่าวระบุ (1) ให้เจ้าของอาคารระงับการก่อสร้างดัดแปลงอาคาร (2) ให้เจ้าของอาคารแก้ไขปรับปรุงอาคารให้ถูกต้องตาม พ.ร.บ. ควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 ภายใน 30 วันและ (3) ห้ามไม่ให้บุคคลใด ๆ เข้าใช้อาคารดังกล่าวอย่างเด็ดขาดนั้น เจ้าของอาคารได้ยื่นอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ตาม มาตรา 52 ของ พ.ร.บ. ควบคุมอาคารว่าคำสั่งของสำนักงานเขตปทุมวันไม่ชอบด้วยกฎหมาย
ทำให้เขตฯ ยังไม่สามารถดำเนินการใด ๆ ได้ โดยต้องการผลการพิจารณาจากคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ให้เป็นที่สิ้นสุดก่อน ขณะนี้คณะกรรมการได้เรียกเจ้าหน้าที่เขตปทุมวันเข้าสอบสวนข้อเท็จจริงไปแล้ว 2 ครั้ง ตามกฎหมายหากเจ้าของอาคารฝ่าฝืนคำสั่งของสำนักงานเขตจะมีโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน และปรับไม่เกิน 100,000 บาท ส่วนคำสั่งห้ามไม่ให้บุคคลเข้าใช้อาคาร หากมีการฝ่าฝืนคำสั่งจะมีการปรับเงินรายวัน 30,000 บาท/วัน ซึ่งขณะนี้อาคารดังกล่าวยังมีการใช้งานอาคารอยู่ เขตฯ จึงได้ทำบันทึกรายวันหากผลการพิจารณาอุทธรณ์สิ้นสุดก็จะปรับตามอัตราที่ กฎหมายกำหนดในการเข้าใช้อาคาร โดย กทม. เชื่อว่า จะมีผลกระทบขั้นตอนการดำเนินการตามคำสั่งศาลปกครองกรณีการรื้อถอนอาคารที่กระทำผิดกฎหมาย ตาม พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522
มีรายงานว่า คดีนี้ต่อเนื่องมาจากที่ศาลปกครองสูงสุดได้มีคำพิพากษายืนตามศาลปกครองกลาง เมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2557 กรณีสร้างอาคารสูงเกิน 23 เมตรในซอยร่วมฤดี กรุงเทพมหานคร ให้ผู้อำนวยการสำนักงานเขตปทุมวัน และผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ปฏิบัติตามมาตรา 40, 41, 42 และ 43 แห่งพ.ร.บ. ควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 โดยศาลปกครองสูงสุดพิพากษายืนตามศาลชั้นต้นให้สำนักงานเขตปทุมวัน (ผู้ถูกฟ้องที่ 1) และ กรุงเทพมหานคร (ผู้ถูกฟ้องที่ 2) ให้เร่งรื้อถอนหรือลดความสูงอาคารไม่ให้เกิน 10,000 เมตร ภายใน 60 วัน นับแต่วันที่คำพิพากษาถึงที่สุด
ทั้งนี้ ผู้รับมอบอำนาจผู้ฟ้องคดี ทั้ง 24 ราย คดีเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย และละเลยต่อหน้าที่ที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ กรณีการสร้างตึกสูงเกิน 24 เมตร ในซอยแคบไม่เกิน 10 เมตร ได้ออกมาตั้งคำถามกับสำนักงานเขตปทุมวันเรื่องรังวัดที่ดินใหม่ และ ออกคำสั่ง ตามมาตรา 40 แห่ง พรบ.ควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 1. ให้เจ้าของอาคารระงับการก่อสร้างดัดแปลงอาคาร 2. ให้เจ้าของอาคารแก้ไขปรับปรุงอาคารให้ถูกต้อง ตาม พ.ร.บ. ควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 3.ห้ามมิให้บุคคลใด ๆ เข้าใช้อาคารดังกล่าวอย่างเด็ดขาด ซึ่งตามกฎหมายต้องมีการออกคำสั่งตามข้อ 1 และข้อ 3 ก่อน แล้วพิจารณามีคำสั่งตามมาตรา 41 หรือมาตรา 42 แล้วแต่กรณี ภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้มีคำสั่งตาม (1) ซึ่งการกระทำดังกล่าวไม่ตรงตามกฎหมาย ทำให้ผู้ประกอบการมีโอกาสอุทธรณ์คำสั่ง และยืดระยะการปฏิบัติตามคำสั่งออกอีก เพราะผู้ได้รับคำสั่งจากเจ้าพนักงานท้องถิ่นมีสิทธิอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ได้ภายใน 30 วัน เป็นเหตุให้การแก้ไขปัญหายืดเยื้อยาวนาน
“การแจ้งรังวัดที่ดินใหม่ของสำนักงานเขตปทุมวันและสำนักงานที่ดินไม่ทราบเจตนา และกลุ่มผู้ฟ้องคดีไม่เข้าใจถึงเหตุผลที่มาทำการรังวัดซ้ำในครั้งนี้ว่าทำเพื่อประสงค์อะไร และเป็นการผิดระเบียบของทางราชการหรือไม่ เพราะว่าหนังสือที่สำนักงานที่ดินกรุงเทพมหานครถึงผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครลงวันที่ 16 กันยายน 2551 ได้แจ้งเรื่องหลักฐานการรังวัดตรวจสอบ โดยสำนักงานที่ดินกรุงเทพมหานครทั้ง 2 ครั้ง ใช้เป็นหลักฐานทางราชการได้ และเหตุที่สำนักงานเขตปทุมวัน อ้างว่า ในฐานะผู้ที่ต้องปฏิบัติตามคำพิพากษาของศาล เพื่อพิสูจน์ทราบให้ชัดเจนถึงขอบเขตทางที่มีความกว้างดังกล่าว นั้น เกี่ยวข้องอย่างไรกับการปฏิบัติตามคำพิพากษาของศาลปกครอง”
โดยเฉพาะกรณีข่าวว่า “สำนักงานเขตปทุมวันได้ออกคำสั่งแจ้ง ไปยังเจ้าของอาคารให้ดำเนินการตามกฎหมายแล้ว และกำหนดให้เร่งแก้ไขปรับปรุงอาคารให้ถูกต้องใน 30 วัน แต่หากเจ้าของอาคารไม่ดำเนินการตามคำสั่ง ทางสำนักงานเขตปทุมวันก็จะออกคำสั่งให้เจ้าของอาคารรื้อถอนอาคารตามกฎหมายต่อไป แต่ทั้งนี้เจ้าของอาคารก็มีสิทธิตามกฎหมายในการยื่นอุทธรณ์ให้แก่คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ตามมาตรา 52 ของ พ.ร.บ. ควบคุมอาคารได้ ซึ่งคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ดังกล่าวเป็นกรรมการที่ตั้งขึ้นตามกฎหมาย ในส่วนของกรมโยธาธิการและผังเมือง” นั้น ทางกลุ่มผู้ฟ้องคดีเห็นว่า ผู้อำนวยการสำนักงานเขตปทุมวันน่าจะปฏิบัติไม่ตรงตามคำพิพากษาของศาลปกครอง โดยมีคำสั่งเกินเลยไปจากที่กฎหมายบัญญัติไว้ในมาตรา 40 แห่ง พ.ร.บ. ควบคุมอาคารชุด พ.ศ. 2522 เปิดช่องให้มีการอุทธรณ์เพื่อประวิงการบังคับคดีได้



