xs
xsm
sm
md
lg

นายกฯ ชี้นักการเมืองกล่อม “ไม่เป็น ปชต.” ทำ รธน.คว่ำ ยันตั้ง กก.ร่างฯ เอง ก่อน 23 ก.ย.ได้ชื่อสภาขับเคลื่อนฯ

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: MGR Online

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ
นายกรัฐมนตรี บอกไม่ได้ดีใจได้เวลาทำงานเพิ่ม ยันไม่ได้สืบทอดอำนาจเพื่อตนเอง ป้อง สปช. ทหารโหวต รธน. ไม่ผ่าน วิเคราะห์คำ “ไม่เป็นประชาธิปไตย” จากนักการเมืองทำกฎหมายล่ม ไล่ไปทบทวนดู โกหกทั้งนั้น เตือนไม่มีใครใจดีเท่าตนแล้ว ยันตั้ง กก. ร่างฯ เอง ถ้าตีความแค่นี้ก็เลิกไม่มีทางร่างได้ บอกตัวประธานมีอยู่ในใจ แต่ยังหาไม่เจอ ปัดชื่อ “จรัญ - คณิต - สมคิด” แย้ม สปช. ทั้ง 2 กลุ่ม มีลุ้นนั่งสภาขับเคลื่อนฯ เอาคนที่บริหารจัดการเป็น ได้ชื่อก่อน 23 ก.ย. จวกไม่ยอมกันสักอย่างชาติจึงเสียหาย



วันนี้ (8 ก.ย.) ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ให้สัมภาษณ์ภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี ว่า ระยะเวลาการดำเนินการหลังสปช. คว่ำร่างรัฐธรรมนูญภายใต้แคมเปญ 6,4 - 6,4 ของนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ตรงนี้ไม่ได้บอกหวย โดยเป็นคำอธิบายที่เข้าใจดี ซึ่งไม่ได้ดีใจที่มีเวลาเพิ่มขึ้นเพราะงานหนักขึ้น เดิมคิดว่าถ้าไปได้และเลือกตั้งได้ ตนก็ไม่มีปัญหา แต่ในเมื่อไปไม่ได้ก็ต้องเป็นไปตามขั้นตอนของรัฐธรรมนูญชั่วคราว

“ผมไม่มีได้เสีย ไม่มีได้ประโยชน์ เสียประโยชน์ เพราะผมไม่เคยได้อะไรอยู่แล้ว การสืบทอดอำนาจของผมไม่ใช่ผม แต่สืบทอดอำนาจเหล่านี้เป็นอำนาจของประชาชนที่ไว้ใจให้ผมทำตอนนี้ และต้องสืบทอดอำนาจนี้ไปยังรัฐบาลหน้า ไม่ได้สืบเพื่อผม แต่สืบเพื่อประชาชนทุกหมู่เหล่า ทุกระดับอาชีพรายได้ เขาต้องได้ความเท่าเทียมความเป็นธรรม และรัฐบาลใหม่ก็ต้องดูแลเขาแบบนี้ ผมไม่เห็นว่าจะเป็นการสืบทอดอำนาจตรงไหน เพราะอำนาจของประชาชนต้องอยู่ในรัฐธรรมนูญ ซึ่งที่ผ่านมามีปัญหาหรือไม่ และถ้ามีปัญหาก็ต้องหากลไกที่จะทำอย่างไรไม่ให้เกิดขึ้นอีก จะมีคณะอะไรผมไม่รู้ ขอให้ไปเรียนรู้กันเองท่านจะคิดหรือวิเคราะห์ วิพากษ์วิจารณ์ อะไรก็แล้วแต่ ท่านต้องตอบคำถามที่กล่าวมาแล้ว” นายกฯ กล่าว

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นในช่วง 8 ปีที่ผ่านมา และก่อนวันที 22 พ.ค. ที่ผ่านมา การบริหารราชการแผ่นดิน มีการทุจริตคอร์รัปชัน การใช้ความรุนแรง ความไม่เข้มแข็งของเศรษฐกิจ นั่นแหล่ะคือโจทย์ปัญหาของประเทศไทย

“การลงมติร่างรัฐธรรมนูญของ สปช. จะผ่านหรือไม่ผ่านไม่ใช่ผมสั่ง หรือใครสั่งหรือรองนายกฯสั่ง มันสั่งไม่ได้ การกล่าวหาว่า ทหาร 30 กว่าคน ถามว่า ใน สปช. 250 คน มีทหารกี่คนแล้วทหาร 30 กว่าคนนี้หรือทำให้ร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่าน หากคิดอย่างนี้มันไม่ถูก ต้องไปดูเสียงทั้งหมดมีใครอยู่ในนั้นบ้าง ทหารเขาก็มีสิทธิ์ของเขา จะผ่านหรือไม่ผ่านและมีเหตุผลอะไร” นายกฯ กล่าว

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า หากรัฐธรรมนูญผ่านตนก็ทำงานเท่าที่เวลาเหลืออยู่ แต่เมื่อไม่ผ่านตนก็ต้องวิเคราะห์ เพื่อสร้างความเข้าใจกับประชาชนว่าเพราะอะไร ตนวิเคราะห์ว่า เพราะคำว่าไม่เป็นประชาธิปไตยหรือเปล่า ที่ฝ่ายการเมืองออกมาพูดกัน โดยออกมาให้ข้อมูลตามสื่อต่าง ๆ นั่นแหล่ะทำให้เกิดปัญหานี้ ที่ออกมาพูดให้ สปช. ไม่ผ่านร่าง เป็นนักการเมืองหรือเปล่า ถ้าผ่านมาแล้วจะต้องเสียเงินสามพันล้านทำประชามติ ตนไม่เคยพูด แต่เป็นสิ่งที่นักการเมืองพูด และพูดด้วยว่าถ้าผ่านก็จะไม่ผ่านการลงประชามติอีก ตรงนี้ใครพูด นี่แหล่ะคือสิ่งที่ทำให้ สปช. ทั้งหมดเป็นกังวล ตนเข้าใจอย่างนั้น ในฐานะ สปช. คนทำงาน แน่นอนเขาหวังผลสัมฤทธิ์ ถ้าคิดว่าสิ่งที่ทำมาเป็นการทำเพื่อประเทศชาติ เพื่อประชาชนท่านก็คิดออกมาอย่างนี้ ซึ่งตนไม่เคยพูดสิ่งเหล่านี้ออกสื่อ ตนบอกอย่างไรก็ได้ แต่ก็มีคนพูดอย่างนี้ออกมา ตนขอถามโดยเฉพาะฝ่ายความมั่นคงเขาจะคิดอย่างไร ถึงมันจะดีผ่านไปก็เท่านั้น ยังมีความขัดแย้งอยู่ต่อไป มันต้องทบทวนหรือไม่ ตรงนี้ตนคิดแทนนะ ไม่ได้ใช้สมองไปช่วยเขาคิด เพราะระมัดระวังที่สุดอยู่แล้ว เดี๋ยวจะหาว่าตนมีส่วนได้ส่วนเสีย อยากอยู่ต่อ อยากสืบทอดอำนาจ หากอยากสืบทอดอำนาจมีอย่างเดียวคือการสืบทอดอำนาจของประชาชนที่ให้มาตอนนี้ ถ้าเขาไม่ไว้ใจตนคงอยู่ไม่ได้หรอกในวันนี้ เขาเชื่อมั่น เขาฝากความหวัง ต้องการให้ทุกอย่างมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน ซึ่งหลายอย่างที่รัฐบาลนี้ทำไป ต้องกลั่นกรองให้ดี เดี๋ยวจะสร้างการรับรู้ใหม่ให้ชัดเจนขึ้นว่าทำอะไร ที่ไหน เมื่อไหร่ โครงการอะไรบ้าง อันไหนเก่าใหม่

นายกฯ กล่าวว่า วันนี้ต้องอย่าเอาการเมืองมาปนกับการปฏิบัติ หรือเอารัฐธรรมนูญมาปนกับการบริหารราชการแผ่นดิน อย่างนี้ประชาชนสับสน ต้องแยกการเมือง เศรษฐกิจ และความมั่นคง สังคม การต่างประเทศ และการทำโพลอะไรต่าง ๆ ก็ต้องแยกงานถ้าเอาปัญหาที่ซับซ้อนเชิงลึกมาก ๆ มาถามประชาชน ที่เป็นเป้าหมายด้วยคำว่าใช่หรือไม่ ดีหรือไม่ดี ซึ่งตนไม่ได้คาดหวังคะแนนอยู่แล้ว คงไม่มีขึ้นอยู่แล้วมีแต่ตกลงเรื่อย ๆ เพราะทุกคนคาดหวังว่าเศรษฐกิจจะต้องดีขึ้น เพราะมีตนอยู่ ก็กลายเป็นมาไล่ตนอีก ว่าทำไมไม่ทำให้จบเสียที ซึ่งอยากถามว่าใครจะทำให้แบบนี้ในสถานการณ์ที่มีความขัดแย้งสูง

“นี่คือสิ่งที่ผมวิเคราะห์ทั้งหมด ก็ลองไปทบทวนดูว่าใช่หรือไม่ ใคร พรรคไหน ที่ออกมาพูด ผมจำได้ติดหูติดตา เลยพาลเลยล้ม พอรัฐธรรมนูญไม่ผ่านก็มาด่าผมอีก ไปเล่นงาน สปช. เขาอีก ไปเล่นงาน กมธ. แล้วใครล่ะคนทำ คุณต้องมองผมอีกแง่หนึ่ง ที่ผมไม่ใช่นักการเมืองที่ต้องอยู่ให้นาน เพื่ออำนาจ ผมเคยบอกหลายครั้งแล้วเรื่องนี้ ผมชินกับการใช้อำนาจมาเยอะแล้ว เป็นผู้บังคับบัญชาทหาร ไม่งั้นมันสั่งคนไม่ได้ ต้องสั่งคนไปรบไปตายนะ ถ้าแพ้ก็ตาย นั่นแหล่ะคือสิ่งที่เราต้องใคร่ครวญให้ดีก่อนที่จะสั่งและใช้อำนาจ ผมถามว่าฝ่ายการเมืองที่มาจากการเลือกตั้งเข้ามาบริหารราชการเขาสนใจตรงนี้ไหม เขาถึงไขว่คว้าหาอำนาจไง เพราะเขาไม่เคยมีอำนาจ ขอให้คิดด้วยตรรกะแบบผม ซึ่งไม่ได้ไปว่าเขาหรอกคุณพ่อผมทั้งนั้นแหล่ะ แตะต้องไม่ได้ แต่เวลามาเล่นงานผมก็ระวังตัวนะ ขอเตือนไว้ก่อน ไม่มีใครเขาใจดีเท่าผมอีกแล้ว” นายกฯ กล่าว

นายกฯ กล่าวว่า รัฐธรรมนูญใหม่ภายใต้ระยะเวลา 6,4 - 6,4 นั้นต้องสร้างการยอมรับตั้งแต่บัดนี้ว่าจะเดินหน้าร่างรัฐธรรมนูญอย่างไร ซึ่งจะต้องมีคณะกรรมการมาร่าง เดี๋ยวตนจะตั้งขึ้นมาเองซึ่งไม่ได้ตั้งเพื่อพวกตน แต่ขึ้นมาเพื่อประเทศชาติ ครั้งที่แล้วเป็นการตั้งจาก 250 คน ซึ่งมาจากทุกพวกทุกฝ่าย ไม่ได้มีแต่ทหารอย่างเดียว มาจากจังหวัดเสื้อนั้นเสื้อนี้มาหมดตัวเองไม่เข้ามาแต่ฝากคนเหล่านี้มาใน สปช. ตนก็ไม่ได้ว่าอะไร และไปพูดว่าไม่เกี่ยวข้อง ทั้ง ๆ ที่เชิญมาเขาก็ไม่มา เพราะกลัวว่าต้องรอรับรัฐธรรมนูญฉบับนี้ แสดงว่า เขาไม่ต้องการเปลี่ยนแปลงอะไรเลย ในนั้นตนรู้ว่าใครเป็นอย่างมีทั้งเห็นชอบและไม่เห็นชอบ เห็นไหมเขากันเองยังไม่เห็นร่วมกัน อะไรก็ตามที่ไม่ตรงกับเขาก็ไม่เอาทั้งสิ้น ขอถามว่าคนทั้งประเทศจะยอมเขาอีกต่อไปหรืออย่างไร ยอมให้เอากลไกประชาธิปไตยที่ท่านต้องการมาทำให้ประเทศเสียหายต่อไปอีกเหรอ ตรงนี้ตนไม่รู้ ถ้าจะเลือกแบบนั้นก็ช่วยไม่ได้ เพราะตนคงไม่อยู่แล้ว อายุก็มากขึ้นทุกวัน อยากพักผ่อนเต็มที งานวันนี้ก็หนักไม่ใช่ง่าย ทำทุกวัน

นายกฯ กล่าวว่า ถ้ารัฐธรรมนูญฉบับหน้า หากประชาชนยอมรับได้ว่าต้องมีความแตกต่างคือทำอย่างไร จะปฏิรูป ปรองดอง มียุทธศาสตร์ชาตินั่นแหล่ะ ถึงจะเขียนออกแบบอะไรก็ได้ ซึ่งที่ผ่านมาก็เห็นว่าเขาก็พยายามชี้แจงมาตลอด โดยการเปิดเวทีในพื้นที่ต่างจังหวัด ถามว่านักการเมืองไม่เคยฟังหรือแล้วมาบอกว่าไม่รู้เรื่องและรับไม่ได้ โกหกทั้งนั้นก็อย่าไปเขียนประชาสัมพันธ์ให้น้ำหนักเท่ากับคนทำ มันไม่ได้เพราะอย่างไรเขาก็ต่อต้านอยู่แล้ว ถ้าไม่ต่อต้านตนคงไม่ต้องเข้ามาแบบนี้หรอก ใช่ไหม ไปคิดตรรกะให้ดี เวลาจะเขียนข่าวหรือเขียนประเด็นอะไรก็ตาม วันนี้ต้องคิดใหม่จะให้ตนปฏิรูปประเทศจะมากจะน้อยไม่รู้ แล้วท่านไม่ปฏิรูปตัวเองหรือ แนวความคิดมันร้องเปลี่ยนกันบ้าง

“การจะวิพากษ์วิจารณ์ผมไม่ว่า ถ้าเป็นเชิงสร้างสรรค์ แต่หากเอาผมไปทะเลาะกับคนที่ทำความผิดอยู่แล้วมันสมควรหรือไม่ แล้วผมจะทำงานได้ไหม ใครจะร่างรัฐธรรมนูญอะไรออกมาก็ตีว่าไม่เป็นประชาธิปไตย แล้วท่านจะเอาอะไรกัน มีอะไรหรือไม่ที่ได้มาโดยไม่ต้องลงทุน ของฟรีมีไหม ท่านให้ผมลงทุนตลอดอยู่คนเดียว รวมถึงรัฐบาล และ คสช. ประชาชนไม่ลงทุนกันเลยเหรอ ถ้าประเทศชาติมันจะดีขึ้น นักข่าวไม่ต้องการหรืออย่างไร ทุกอย่างดีขึ้นเศรษฐกิจดีขึ้น รายได้สื่อมากขึ้น ผลประโยชน์ก็มากขึ้นกันทั้งนั้น เกิดความเท่าเทียม ถ้าทุกคนเรียกร้องให้ผมทำนู่นทำนี่ แต่ยังมีพวกที่ไล่กันอยู่เรื่อย ๆ รัฐธรรมนูญฉบับหน้าจะร่างได้ไหม ก็ร่างไม่ได้อยู่ดี ขอเตือนสติแค่นั้นจะเชื่อหรือไม่ก็แล้วแต่” พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวพร้อมถอนหายใจ

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวต่อว่า ยุทธศาสตร์ประเทศจะเดินหน้าอย่างไรก็ทำให้เห็นแล้ว ฉะนั้น นักการเมืองอย่ามาพูดว่าไม่เข้าใจจะปฏิรูปอะไร เพราะไม่คิดจะปฏิรูปหรือเปล่า อะไรก็ไม่เห็นด้วยเพราะต้องการกลับไปที่เดิมใช่ไหม

“ขออยู่ที่เดิม หยุดตรงนี้ที่เธอประชาธิปไตย ก็ไม่ว่ากัน ถ้าทุกคนร่วมมือการปรองดองไปได้แน่ ซึ่งทั้งหมดอยู่ที่ใจคน ความเชื่อถือและความไว้เนื้อเชื่อใจของประชาชน ผมทำนายไว้เลยรัฐบาลหน้ามีใครจะพูดอย่างผมได้บ้าง ผมไม่ได้ว่าผมเก่งแต่พูดจากใจของผม ถึงมันจะผิดอยู่บ้าง แต่ไม่ใช่ผิดเพราะใช้อำนาจ โดยอาจเป็นเพราะผมคิดไม่ครบถ้วน ถ้าวิจารณ์มาผมก็รับที่จะแก้ไข เพราะผมรับฟังความเห็นของทุกคน ที่ผ่านมา เขาแก้กลับใช่ไหม เขียนให้ตายเขาก็ต้องแก้ เรื่องการชุมนุมต่าง ๆ ก็เตือนมาตลอด เขาแก้ให้ท่านไหม เขาก็ไม่ทำมันถึงมีเหตุการณ์รุนแรงเกิดขึ้น ทำให้ผมต้องเข้ามา” พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว

นายกฯ กล่าวว่า วันนี้ตนรำคาญพวกที่พูดจาให้ร้ายเสมอ และตัวเองก็เกี่ยวพันเรื่องความขัดแย้งมาโดยตลอด ถ้าพวกท่านเห็นว่าประเทศชาติสำคัญ เป็นผู้แทนเข้ามาดูแลประเทศชาติ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ แล้วทำไมที่ผ่านมาถึงมีการรั่วไหลขนาดนั้น แต่ตอนที่ตนเข้ามา ผลประโยชน์ชาติคืนกลับมาเป็นแสนล้าน มีองค์กรประเมินตัวเลข ซึ่งไม่ใช่ตนประเมิน นี่หรือรัฐบาลเผด็จการที่ท่านว่า รัฐบาลเลือกตั้งทำได้ไหมแบบนี้ อย่าไปเอาจุดเล็ก ๆ น้อย ๆ มาตี เข้ามาผิด เข้ามาใช้อำนาจพิเศษถ้าไม่มีปัญหาตนจะเข้ามาหรือไม่ ตนไม่ได้อยากเข้ามาอยู่แล้ว ไม่ชอบอยู่แล้วการบริหารราชการ แต่เข้ามาแล้วจะทำให้ดีที่สุด เรื่องมันเยอะ ไม่ใช่ง่าย ๆ ไม่ใช่ประชุมแล้วเสร็จต้องติดตามเรื่อง เขาทำงานกันทุกคน ที่ผ่านมาไม่มีการทำงานแบบนี้ ถ้าต้องการแบบนั้นก็เอาสิ

นายกฯ กล่าวต่อว่า จะใช้เวลาที่มีอยู่ขับเคลื่อนประเทศ ที่ต้องถอยหลัง และหยุดมาเป็นระยะเวลาพอสมควร เรามีศักยภาพพร้อมทุกอย่างจะต้องขับเคลื่อนเดินหน้าประเทศให้ได้ทุกมิติ เพิ่มความเข้มแข็งเศรษฐกิจ ไม่พึ่งการส่งออกอย่างเดียว

ผู้สื่อข่าวถามว่า หลังจาก สปช. ไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ ถือว่าสิ่งที่ลงทุนไปสูญเปล่าหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า จะเสียเปล่าไปได้อย่างไร และต้องนำแนวทางยุทธศาสตร์เหล่านี้ที่ระบุไว้ ทั้งรับและไม่รับมาดูก่อนว่าจะแก้ไขอย่างไร ถ้าประชาชนคนไทยเห็นว่าประเทศมีภัยร้ายแรงก็จะต้องแก้ไขปัญหา ไม่ใช่ไปตีความว่าเป็นประชาธิปไตยหรือไม่ เพราะว่าไปตีความอย่างนั้นก็ต้องเลิก เพราะไม่มีทางร่างได้ วันนี้มีการตีความอย่างนี้ เนื่องจากมีคนต้องการให้ทุกอย่างกลับไปที่เดิม เขาต่อสู้เพื่ออำนาจและผลประโยชน์อย่างที่ผ่านมา ตนพูดถึงคนไม่ดีแต่คนดีก็มีมากมาย

“ผมถึงได้บอกว่าคนที่ดีเก่ง ๆ เขียนหนังสือเยอะ ๆ พวกนักวิชาการ ขอให้เข้ามาสมัครเป็น ส.ส. บ้าง จะได้มีตัวเลือก ตั้งพรรคการเมืองมาสู้การเขาหากคิดว่าตัวเองต้องการเปลี่ยนแปลงประเทศ อย่าบอกว่าไอ้นั่นก็ไม่เอาไอ้นี่ก็ไม่เอา อย่างที่ผมพูดไปแล้วว่า ทุกคนต้องลงทุนให้ประเทศ เพราะมีส่วนร่วมทั้งหมด ทั้งส่วนร่วมในความผิดพลาดและความก้าวหน้าของประเทศ นั่นคือ สิ่งที่ผมต้องการสร้างประเทศไทย ไม่ใช่มอบอำนาจให้ใครไปทำ หรือใครก็ได้ ทำก็ได้ไม่ทำก็ได้ แล้วก็ต้องเลือกกันมาใหม่ ก็เลือกได้คนเดิมๆ แต่คนเลือกไม่ใช่คนทั้งหมด แต่เป็นคนส่วนหนึ่งที่ได้ประโยชน์ ได้ผลจากการทำในสิ่งที่ไม่เป็นธรรม เหลื่อมล้ำด้วยคะแนนนิยม วันนี้ทุกภาคทั่วประเทศรัฐบาลนำงบประมาณลงไปมากกว่าทุกรัฐบาลที่ทำมา เพราะที่ผ่านมาเอาลงเป็นจังหวัด ๆ ทำให้เกิดความแตกต่าง แต่รัฐบาลนี้ดูเป็นภาค แล้วจัดงบประมาณลงไปให้ไล่เลี่ยกัน ตามพื้นที่และประชากรที่มีอยู่ ทั้งอาชีพ รายได้ ซึ่งจะเห็นว่าตัวเลขต่างกันไม่มาก จุดไหนที่ดีอยู่แล้วก็ลดลงไปเพิ่มในจุดที่ไม่มี และในการขับเคลื่อนได้ให้ข้าราชการขับเคลื่อน ไม่ได้ให้พวกที่เลือกตั้งขึ้นมาในจังหวัดเป็นคนขับเคลื่อนในจังหวัด รวมทั้งได้ให้คณะกรรมการติดตามขับเคลื่อนต่าง ๆ ที่ได้ตั้งขึ้นมาจากภาคนอก และที่ปรึกษา คสช. ขับเคลื่อน เพื่อให้ทุกอย่างถูกต้อง ใช้งบประมาณเหล่านั้นได้ถูกต้อง ถือเป็นการหว่านเมล็ดพันธุ์ที่เข้มแข็งออกไป เปลี่ยนเมล็ดพันธุ์พืชใหม่ เพื่อการเจริญเติมโตของประเทศ ถ้าไม่เริ่มแบบนี้ ก็จะมัววนกันอยู่ที่เดิม เหมือนพายเรือในอ่างเดี๋ยวเรือก็ล้มแล้วทุกคนจะไปอยู่ที่ไหนกัน จะไปอยู่ต่างประเทศกันคงไม่ได้ เพราะทุกคนไม่ได้ร่ำรวยกันหนักหนา” พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว

ผู้สื่อข่าวถามว่า งบประมาณที่ใช้ไปกับ สปช. ถือว่าสูญเปล่าหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า จะสูญเปล่าได้อย่างนี้ อย่าไปคิดเป็นตัวเลขอย่างนั้น เพราะลองดูว่างบประมาณที่ทำเรื่องน้ำของรัฐบาลที่ผ่านๆ มาเป็นเท่าไหร่ ที่ทำเรื่องอาชีพทำไปกี่หมื่นล้านบาทแล้วที่ผ่านมาล้มเหลวหรือไม่ แต่ตอนนี้มัวมาจับตาว่าออกกฎหมายมา 300 กว่าฉบับ ฉบับละ 3 ล้าน หาว่าแพงเกินไป แต่ไม่ดูว่ากฎหมายฉบับหนึ่งมีผลกับคน 70 ล้านคน ดังนั้น จะตีเป็นมูลค่าได้หรือไม่ หัดเอาตรรกะมาใช้เสียบ้าง เพราะถ้าไม่เริ่มต้น ไม่มี สปช. ไม่มี กมธ. ยกร่างฯ จะรู้หรือไม่ว่าคนเป็นอยู่อย่างไร อยากปรองดองหรือไม่ อดีตนักการเมืองเป็นอย่างไร สิ่งเหล่านี้ที่เราใช้งบประมาณไปคิดว่าคุ้มค่า อย่างน้อยก็ให้สังคมได้เรียนรู้ว่านี่คือสิ่งที่ประเทศไทยเป็นอยู่ มันจบหรือยัง ถ้ายังไม่จบก็ต้องหาวิธีทางแก้ให้มันจบ จะต้องทำอย่างไร ถึงจะไม่ใช่ตนก็ไม่เป็นไร ใครจะมาทำก็เอา ทำได้อย่างตนก็ทำไป ตนก็อยู่แค่ที่รัฐธรรมนูญเขียนไว้ เขียนแค่ไหนก็ตามนั้น

“ผมไม่ได้ต้องการให้ไม่ผ่านก็ได้ ถ้าฟันผมพูดตั้งแต่ต้นจะรู้ว่าผมคิดอะไรอยู่ ทั้งหมดนี้คิดทั้งนั้นไม่ได้หยุดนิ่ง ไม่ได้คอนโทรล ไม่ได้ใช้อำนาจสั่งการ ว่าต้องอย่างนี้อย่างโน้น เหมือนที่เขียนว่า ป.2 ตัวอะไรนั่นก็เลอะเทอะไปหมด ทุกคนต่างเหน็ดเหนื่อยกันทั้งนั้น แล้วไม่เห็นจะได้อะไรกลับมา แต่ประเทศและประชาชนได้ ผมเองก็ต้องลงทุนด้วยชีวิต ความเป็นส่วนตัว ความปลอดภัยของผม ผมก็ลงทุนแต่กำไรผมไม่มี ไม่ได้ร่ำรวยกว่าเดิม ทำไมไม่คิดบ่าง เวลามีรัฐบาลประชาธิปไตยก็ทุจริตกันไปหมด ถ้าย้อนกลับไปดู ก็ถึงได้มีตรงนี้ ดังนั้นต้องคิดถึง ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค หัดเข้าวัดกันเสียบ้าง ไปนำอริยสัจ 4 มาใช้กันบ้าง อย่าไปตามฝรั่งกันมากนัก” นายกฯ กล่าว

ผู้สื่อข่าวถามว่า แสดงว่าเรามาถึงครึ่งทางแล้วใช่หรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า คำว่าครึ่งทางเอาอะไรมาวัด เวลาหรืองาน เพราะถ้างานมีไปอีก 20 - 30 ปีข้างหน้า และไม่ใช่ตนด้วย จะได้ขนาดนั้นเลยหรือประเทศทั้งประเทศ

เมื่อถามว่า สำหรับประธานกรรมการยกร่างรัฐธรรมนูญคนใหม่นั้น มีชื่ออยู่ในใจแล้วหรือยัง นายกฯ กล่าวว่า “มีอยู่ในใจก็อยู่ในใจ ผมยังหาไม่เจอ อยู่ในใจยังลึกอยู่”

เมื่อถามว่า จะพิจารณารายชื่อทั้ง 21 คนได้ทันตามกำหนดในวันที่ 6 ตุลาคม หรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า คิดว่าทำทันอยู่แล้ว ตนจะไปโง่ให้ทำไม่ทันได้อย่างไร ก็ต้องทำให้ทัน

เมื่อถามถึงกรณีที่มีข่าวว่าจะมีชื่อของนายจรัญ ภักดีธนากุล ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ รวมอยู่ด้วย นายกฯ กล่าวว่า “จรัญ ไหน ไม่มี” เมื่อถามว่า ถึงชื่อของนายคณิต ณ นคร ประธานกรรมการปฏิรูปกฎหมาย และนายสมคิด เลิศไพฑูรย์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ นายกฯ กล่าวว่า “ไม่มี ๆ ที่เอ่ยมานี้ไม่มีทั้งสิ้น ไม่มีสักคน” เมื่อถามว่า ได้ให้ใครช่วยพิจาณาสรรหาหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า เห็นว่าตนไม่มีสติปัญญาหรืออย่างไร หากใครอยากเสนอชื่อใครก็เสนอมา ตนรับฟังทั้งนั้น อยากส่งชื่อใครให้ตนคัดเลือกก็เสนอมาฟังทุกคน แต่จะให้หรือไม่ให้ไม่รู้ อย่าไปชื่อว่าคนที่ล้มร่างรัฐธรรมนูญแล้วจะได้เป็นสภาขับเคลื่อนฯ เพราะรายชื่อนั้นจะมีทั้งพวกรับและไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ มีทั้ง 2 พวก ตนเลือกทั้งหมดไว้จำนวนหนึ่งแต่ไม่บอกว่ามีเท่าไหร่ มีทั้งพวกล้มและไม่ล้ม และจะดูว่าเขาจะทำต่อกันหรือไม่ เพราะถ้าไม่เรียนรู้จากของเดิมก็ผ่านไม่ได้ พวกท่านก็ต้องรับผิดชอบกันอีก ดังนั้น ไม่ต้องมายัดไส้ตนว่าพวก 135 คนจะได้เข้า และ 105 คนจะไม่ได้เข้า ตนไม่ได้เป็นคนอย่างนั้น

เมื่อถามว่า ใน 21 คนนี้จำเป็นต้องมีนักกฎหมายมากหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า ยังไม่ทราบ แต่ก็ต้องเอานักกฎหมายมาทำบ้าง และต้องหลากหลายไม่เลือกเฉพาะสถาบันใด

ผู้สื่อข่าวถามว่า ขณะนี้รวบรวมรายชื่อสภาขับเคลื่อนฯ 200 คนได้ครบถ้วนหรือยัง นายกฯ กล่าวว่า เพิ่งเริ่มคิดเมื่อวานนี้ (7 ก.ย.) ว่าจะต้องใช้สัดส่วนเท่าใด กำลังหาอยู่และต้องดูด้วยว่าใครที่จะทำให้ประเทศชาติเดินหน้าได้ก็เอาเข้ามา โดยต้องเข้ามาตรรกะที่ตนได้พูดไปก่อนหน้านี้ด้วย ที่ผ่านมา คนใน สปช. 250 คน มีหลายอาชีพหลายพวกหลายฝ่าย ดังนั้น นี้คือตัวอย่างที่ตนแสดงให้เห็นว่าวันหน้าถ้ามาอย่างนี้ก็เป็นอย่างนี้ แค่ 250 คน ยังเป็นแบบนี้ แต่วันหน้าที่จะมา ทั้ง ส.ส. และใครอีกเท่าไหร่ จะไม่ยิ่งไปกว่านี้หรือ เพราะต้องมีทั้งฝ่ายค้านและรัฐบาล และในสิ่งที่เดินหน้าประเทศไปนี้ใครจะทำ ตนไม่ได้โทษประชาธิปไตย หรือถ้าใครอย่าเขียนก็เสนอมาว่า ต้องให้รัฐบาลต่อไป ทั้งฝ่ายค้านต้องทำในสิ่งที่ร่างไว้ แบบนี้กล้าหรือไม่ มันง่ายนิดเดียวแต่ตนก็ไม่ทำ เขียนแค่นั้นง่ายนิดเดียว ปฏิรูปประเทศให้ได้ แต่ถ้าปฏิรูปไม่ได้แล้วต้องทำอย่างไร ก็ต้องมีมาตรการลงโทษ แต่นี่ไม่ยอมกันสักอย่าง และบริหารประเทศจนเสียหายมาจนถึงวันนี้ อย่างหนี้สาธารณะขึ้นไปเท่าใดรู้กันหรือไม่ โดยเป็นหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ แต่ที่ตนกู้มา เพื่อทำให้เกิดรายได้ เป็นทรัพย์สินที่มีมูลค่า เป็นหนี้ที่มีมูลค่าก่อให้เกิดรายได้ เหล่านี้ก็เป็นภาษีของประชาชนทุกคน

เมื่อถามว่า สำหรับสภาขับเคลื่อนฯ 200 คน จะเลือกจากการฝ่ายใดบ้าง นายกฯ กล่าวว่า ต้องมาจากหลายส่วน 5 ฝ่ายคือ ด้านความมั่นคง สังคมจิตวิทยา เศรษฐกิจ ต่างประเทศ และข้าราชการรวมถึงคนที่เกษียณอายุแล้ว คนเหล่านี้จะต้องทราบดีว่าวันนี้เราเกิดอะไรขึ้นและทำอะไรกันอยู่ ต้องรู้ว่าโจทย์อยู่ตรงไหน ถ้ามาแบบไม่รู้เรื่องก็จะตีกันอีกรอบหนึ่งและไม่ได้คำตอบ ส่วนนี้ต้องเป็นสิ่งช่วยขับเคลื่อนให้เกิดการปฏิรูปให้ได้

“นอกจากนี้ จะต้องมีคนส่วนที่รู้เรื่องกฎหมายทั้งในเชิงหลักการ วิชาการ เชิงปฏิบัติ ไม่ใช่เอากฎหมายมาทำให้ติดขัดไปหมด นักวิชาการก็ต้องเอาไปใส่ให้หมด และต้องมีความรู้ใน 11 กิจกรรมปฏิรูปของรัฐบาล และขับเคลื่อนออกมาให้ได้ และสภาขับเคลื่อนนี้จะต้องนำ 37 แนวทางการปฏิรูปของ สปช.มาเป็นแนวทางในการขับเคลื่อน โดยดูว่าจะตัดออก เพิ่มเติม แก้ไขปรับปรุงหรือวางกรอบอย่างไร และต้องมีผู้ที่รู้เรื่องงบประมาณ แผนงาน โครงการเข้ามาด้วย ไม่ใช่พูดถึงกันแต่โจทย์แต่ต้องพูดถึงคน How To Do ที่ต้องหาเข้ามา เพราะโจทย์มีมาแล้ว ตนต้องการคนบริหารจัดการ ทำแผน ทำงบประมาณ และเป็นคนที่อยู่ในสถานการณ์บริหารจัดการในขณะนี้ คนที่ผ่านมา ถ้าเอาคนอย่างนั้นมาอีก มันก็ไปไม่ได้อีก แล้วมาบอกว่าเป็นธรรม ไม่เป็นธรรม ก็เฉพาะอย่างนี้มันยังไม่เอาด้วย แล้วจะเอามาทำอะไรได้ ก็อาสาสมัครเข้ามาสิ พอให้มากก็บอกว่าไม่อย่าเกี่ยวข้องเพราะมีส่วนดีเสีย แล้วจะต้องเสียอะไรหรือ”

เมื่อถามว่า จะสรรหาสมาชิกสภาขับเคลื่อนได้เมื่อใด นายกฯกล่าวว่า กำหนดวันสุดท้ายเมื่อใด วันที่ 5 หรือ 6 ตุลาคมใช่หรือไม่ และตนต้องนำคณะเดินทางสหประชาชาติโดยออกเดินทางช่วงวันที่ 23 กันยายนนี้ ดังนั้นก็ต้องได้รายการก่อนที่ตนจะเดินทาง “ทำให้เสร็จก่อนที่จะเดินทาง หรือถ้าทำเสร็จก่อนได้ ก็ทำ”


กำลังโหลดความคิดเห็น...