xs
xsm
sm
md
lg

ปาหี่ สปช.ไร้ความหมาย - ประยุทธ์ อ้างพลังงานใกล้หมดลุยเปิดสัมปทาน !!

เผยแพร่:   โดย: MGR Online


ผ่าประเด็นร้อน


เป็นที่ชัดเจนแล้วว่ารัฐบาลที่นำโดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ยังคงเดินหน้าเปิดสัมปทานปิโตรเลียมรอบใหม่ คือ รอบที่ 21 จำนวน 29 แปลง ทั้งบนบกและในทะเล โดยอ้างว่าหากไม่รีบดำเนินการสำรวจขุดเจาะเพิ่มเติมก็จะทำให้ประเทศไทยมีความเสี่ยงต่อการขาดแคลนพลังงานภายในระยะเวลาอีก 5 - 9 ปีข้างหน้า

จากข้อมูลตัวเลขที่ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี พล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด ย้ำว่าในเวลานี้ประเทศไทยยังสามารถใช้ปิโตรเลียมได้อีกเพียง 7 ปีเท่านั้น ดังนั้น จึงต้องเร่งสำรวจเพิ่มเติมโดยเร็ว พร้อมทั้งย้ำว่าการใช้ระบบให้สัมปทานรัฐจะได้ประโยชน์สูงกว่า นั่นคือ จะได้ประโยชน์ถึงร้อยละ 72 จากผลกำไรของบริษัทได้รับสัมปทาน

ขณะเดียวกัน ก็อ้างว่ารัฐบาลยินดีรับฟังความเห็นจากทุกฝ่าย โดยเปิดโอกาสให้นำข้อมูลด้านพลังงานของแต่ละฝ่ายมาพิจารณากันในสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) โดยให้มีข้อสรุปภายในวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2558 ซึ่งอ้างว่าเป็นวันที่ครบกำหนดที่รัฐบาลเปิดให้ยื่นขอสิทธิ์ในสำรวจและผลิตปิโตรเลียม

นอกจากนี้ ในความหมายรวมๆ ก็คือ ที่ต้องเร่งเดินหน้าในช่วงนี้ยังมีเหตุผลในเรื่องบรรยากาศการลงทุน เพราะหากยังไม่รีบดำเนินการอาจทำให้บรรดานักลงทุนหันเหไปลงทุนในประเทศอื่นได้ และอ้างส่าแม้เวลานี้ถึงเปิดให้มาขอสิทธิ์ แต่ก็ยังไม่มีบริษัทใดมาขออนุญาตจากกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ กระทรวงพลังงานแต่อย่างใด

นั่นเป็นคำแถลงของรองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี พล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด ที่แถลงในนามของรัฐบาล ในนามของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่แสดงท่าทีล่าสุดว่าต้อง “เดินหน้าเปิดสัมปทานปิโตรเลียม” อย่างแน่นอน

เพราะสิ่งที่รัฐบาลนำมาอ้างอิงสนับสนุน ก็คือ การให้ระบบสัมปทานจะได้ประโยชน์ตอบแทนมากกว่านั่นคือได้ผลตอบแทนถึงร้อยละ 72 ของผลกำไร แม้จะไม่ได้พูดถึงระบบแบ่งปันผลผลิต แต่ในความหมายแล้วรัฐบาลไม่เลือกทางนี้แน่นอน

เมื่อมีการอธิบายรายละเอียดแบบสาธยายยกแม่น้ำทั้งห้ามาอ้างอิงแบบนี้ ทั้งเรื่องการวิกฤตขาดแคลนพลังงานในเวลาอันใกล้หากไม่รีบอนุญาตให้สัมปทานขุดเจาะปิโตรเลียมเพิ่มเติม

ขณะเดียวกัน เมื่อพิจารณาจากการเปิดให้มีการถกเถียงกันเรื่องปฏิรูปโครงสร้างพลังงานที่เปิดให้มีการอภิปรายกันในสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ และนายกรัฐมนตรีกำหนดเวลาไว้สองเดือน มันก็เป็นเพียงแค่ “ปาหี่” ลักษณะไม่ต่างจากการลดกระแสต่อต้านจากสังคมที่ต้องการให้ปฏิรูปพลังงานกันทั้งระบบ เนื่องจากเห็นว่าระบบเก่าคือการให้สัมปทานทำให้ประเทศชาติเสียประโยชน์ มากกว่าระบบแบ่งปันผลผลิตที่เแ็นธรรมกับเจ้าของทรัพยากรซึ่งหลายประเทศทั่วโลกโดยเฉพาะในประเทศอาเซียนเปลี่ยนมาใช้ระบบอย่างหลังกันหมดแล้ว

ขณะเดียวกัน เมื่อพิจารณาจากตัวบุคคลใน สปช. ด้านการปฏิรูปพลังงานส่วนใหญ่หรือแทบทั้งหมดล้วนมีทัศนคติไปทางเดียวกับรัฐ กระทรวงพลังงานและบริษัท ปตท. อาจจะมีฝ่ายค้านที่เห็นต่างเพียง รสนา โตสิตระกูล เท่านั้น เมื่อผลโหวตออกมาก็ย่อมรู้ล่วงหน้าแล้วว่าจะออกมาแบบไหน

อย่างไรก็ดี ก็ยังถือว่าประเด็นเรื่องพลังงานยังเป็นเรื่องอ่อนไหวมีผลเกี่ยวพันกับความศรัทธาของตัวผู้นำและรัฐบาล เพราะกลายเป็นว่ากำลังทำสวนทางกับความรู้สึกของชาวบ้าน
 
ที่สำคัญ นอกเหนือจากนี้การปฏิรูปพลังงานในความหมายใหม่คือการปรับขึ้นราคาก๊าซแอลพีจี และเอ็นจีวีภาคขนส่ง รวมทั้งเตรียมที่จะไฟเขียวที่จะปรับราคากันอีกรอบหลังการประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ที่มี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ซึ่งคราวนี้เตรียมที่จะปรับขึ้นราคาน้ำมันดีเซลอีกด้วย โดยอ้างกลไกการตลาดที่เป็นธรรม ซึ่งเป็นคำถามเป็นธรรมกับใครกันแน่ !!

กำลังโหลดความคิดเห็น