เมื่อปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา มีพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นักโทษหนีคดีอาญา อดีตนายกรัฐมนตรีข่าวไปโผล่ร่วมประชุมเรื่องภาวะผู้นำเอเชีย ที่กรุงโซล ประเทศเกาหลีใต้ รอบนี้ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนท้องถิ่นเกาหลีใต้ แสดงความเชื่อมั่นเต็มร้อยว่า
ความขัดแย้งของคู่แข่งทางการเมืองในประเทศไทย จะสามารถหาทางปรองดองได้ในปีนี้ พร้อมกับมั่นใจจะได้กลับไทยในปีนี้
เหตุอะไรที่ทำให้นช.ทักษิณมีความเชื่ออย่างมั่นอกมั่นใจเช่นนั้น คงเพราะเชื่อว่าหลายลูกเล่นการเมืองที่ให้น้องสาว น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและรัฐบาล-พรรคเพื่อไทย ปล่อยออกไป
ได้ผลตามที่วางแผนไว้!!
โดยเฉพาะหลังเห็นสัญญาณอันดีจากงาน “รักเมืองไทย เดินหน้าประเทศไทย”ที่ทำเนียบรัฐบาลเมื่อ 10 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา เมื่อพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี แสดงท่าทีเป็นมิตรและให้ความเอ็นดูน.ส.ยิ่งลักษณ์ อย่างออกหน้าออกตาหลังงานจบลง
ขณะที่การเดินหน้าแก้ไขรัฐธรรมนูญของรัฐบาลเพื่อไทย ก็น่าจะทำสำเร็จได้ไม่ยาก จนทำให้รัฐบาลเพื่อไทยเข้าไป “จัดระเบียบอำนาจใหม่ทางการเมือง”ผ่านการยกร่างรฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่น่าจะเป็นรัฐธรรมนูญพ.ศ. 2555 ได้ตามเป้าหมาย
ด้วยเหตุนี้ จึงทำให้ นช.ทักษิณ มั่นใจเกินร้อยว่า ทุกอย่างอยู่ในการบังคับบัญชาเกือบหมดแล้ว โอกาสจะกลับประเทศก็มีความเป็นไปได้สูงยิ่ง
อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญที่จะบอกว่านช.ทักษิณจะได้กลับประเทศหรือไม่ และจะกลับเมื่อใด ก็คือ
“ข้อกฎหมาย”
หากไม่มีการล้มล้างคดีความผิดทั้งหมด ทั้งคดีซึ่งสิ้นสุดไปแล้วอย่าง คดีทุจริตที่ดินรัชดาฯซึ่งศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ตัดสินจำคุกทักษิณ 2 ปี รวมถึงคดีความคั่งค้างในชั้นศาลฎีกาฯ-คณะกรรมการป.ป.ช.-ศาลอาญา อีก 4-5 คดี เช่น คดีที่ถูกกรมสอบสวนคดีพิเศษยื่นฟ้องในข้อหาก่อการร้ายร่วมกับแกนนำเสื้อแดง ซึ่งคดีอยู่ที่ศาลอาญา
หรือคดีอัยการสูงสุดยื่นฟ้องทักษิณ ทำความผิดกรณีใช้อำนาจหน้าที่ทางการเมืองขณะดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเอื้อประโยชน์ให้กับบริษัทชินคอร์ปผู้ประกอบการธุรกิจโทรคมนาคมผ่านการแปลงสัญญาสัมปทานธุรกิจโทรคมนาคม,คดีปกปิดบัญชีทรัพย์สินหนี้สินอันเป็นเท็จ หรือคดีซุกหุ้นชินคอร์ป ,คดีทุจริตปล่อยกู้ของธนาคารกรุงไทย,คดีทุจริตการจัดซื้อเครื่องตรวจวัตถุระเบิดซีทีเอ็กซ์9000 เป็นต้น
ถ้าไม่มีการล้างผิดให้ทั้งหมด ไม่มีทางแน่นอน ที่ทักษิณจะกลับประเทศไทยมายอมติดคุก แม้แต่วันเดียวทักษิณก็ไม่ยอมเข้าตะราง จึงต้องมีการล้างผิดให้ทักษิณก่อนที่ทักษิณจะกลับมาเหยียบแผ่นดินไทย
ดังนั้น ทักษิณจะต้องหาช่องทางล้มล้างคดีความทั้งหมด
ก็ต้องจับตาดูว่า ช่องทางการล้างคดีความผิดทั้งหมดของทักษิณจะออกมาในรูปแบบไหน
จะทำผ่านการแก้ไขรัฐธรรมนูญแบบหมกเม็ด หรือออกกฎหมายพิเศษเช่นกฎหมายนิรโทษกรรม ซึ่งคนในรัฐบาลบอกว่ากม.นิรโทษกรรมน่าจะออกได้ช่วงปลายปี อันเป็นจังหวะเดียวกับที่การยกร่างรธน.ปี 55จะเสร็จพอดี
เพียงแต่สิ่งที่จะนำมาเป็นข้ออ้าง สนับสนุนในการช่วยคนๆเดียว ช่วยนักโทษหนีคดีให้พ้นผิด ช่วยพี่ชายนายกรัฐมนตรีให้กลับประเทศ โดยไม่ต้องสนใจต่อหลักนิติรัฐ-นิติธรรมนั้น รัฐบาลเพื่อไทย กำลังหาช่องทางนี้อยู่ ซึ่งก็มีความพยายามอยู่ เพื่อหาช่องลอดให้ได้ แม้จะพยายามปฏิเสธมาตลอด
ก็อย่างเช่นที่คนพูดมาตลอดว่า การที่พรรคเพื่อไทย หนุนให้อดีตผู้นำรัฐประหาร โค่นล้มเจ้านายตัวเองอย่างพลเอกสนธิ บุญยรัตกลิน หัวหน้าพรรคมาตุภูมิ ผลักดันการตั้งกรรมาธิการวิสามัญตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองจนสำเร็จแถมโหวตให้พลเอกสนธินั่งเป็นประธานกมธ.ชุดนี้
มันต้องมีเบื้องหน้าเบื้องหลังแน่นอน
โดยเฉพาะข้อสงสัยที่ว่า พลเอกสนธิรับงานจากเพื่อไทยมาเพื่อหาทางช่วยเหลือทักษิณผ่านช่องทางกมธ.ชุดนี้ แม้ทั้งพลเอกสนธิและฝ่ายเพื่อไทยจะปฏิเสธเสียงแข็งมาตลอด
ถึงตอนนี้ “ทีมข่าวการเมืองASTVผู้จัดการ”อยากให้คอยจับตาท่าทีของกมธ.ชุดนี้ ซึ่งเคยเป็นโต้โผใหญ่เรียกหัวหน้าพรรคการเมืองทุกพรรคมากินโต๊ะจีนในสภาฯมาแล้วเมื่อช่วงต้นปี ว่าจะเล่นบทบาทสร้างความชอบธรรมในการออกกฎหมายนิรโทษกรรมทางการเมืองให้กับทักษิณ แต่ให้มีกลุ่มอื่นๆ พ่วงติดไปรับประโยชน์ไปด้วยเช่น กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยเพื่อหวังลดแรงต้าน
เพราะล่าสุดกมธ.ปรองดองชุดพลเอกสนธิ เพิ่งได้รับรายงานอย่างเป็นทางการของ สถาบันพระปกเกล้า ซึ่งกมธ.ได้มอบหมายให้ไปช่วยศึกษา-ทำวิจัยเกี่ยวกับแนวทางการสร้างความปรองดอง
อันปรากฏว่า ฝ่ายวิชาการ ของพระปกเกล้า ก็ชงแนวทางไปให้กมธ.ชุดนี้เมื่อ 6 มีนาคมที่ผ่านมา ซึ่งมีหลายข้อเสนอที่ทำให้สังคมวิจารณ์กันค่อนข้างหนักว่า เหตุใดจึงเสนอแนวทางเหล่านี้ออกมา
แม้จะเป็นแค่เพียงตุ๊กตาที่มีหลายตัวให้เลือก และไม่มีผลผูกมัดใดๆ แต่การที่ฝ่ายซึ่งถูกมองว่าค่อนข้างเป็นกลางอย่าง สถาบันพระปกเกล้า เสนอรูปแบบเหล่านี้ออกมา ก็ทำให้สังคมค่อนข้างคาใจไม่น้อย
โดยบทคัดย่อของผลการศึกษา สถาบันพระปกเกล้าในเรื่อง การสร้างความปรองดองแห่งชาติ บอกว่า ปรากฏการณ์ความรุนแรงทางการเมืองที่เกิดขึ้นตั้งแต่ในช่วงปี พ.ศ.2549-2553 นำมาซึ่งการสูญเสียทั้งชีวิตและทรัพย์สิน ตลอดจนทำให้เกิดความขัดแย้งทางการเมืองอย่างกว้างขวางในสังคมไทย ทางกลุ่มผู้ทำวิจัยได้ศึกษาตามระเบียบวิธีวิจัย เช่น มีการวิเคราะห์เปรียบเทียบกรณีศึกษา 30 กรณีศึกษาจากหลายประเทศ
อาทิ ทวีปเอเชีย (อินโดนีเซีย กรณีอาเจะห์)ทวีปแอฟริกา (กรณี รวันดา ) ทวีปยุโรป (กรณีไอร์แลนด์เหนือ) อีกทั้งยังทำการสัมภาษณ์ทั้งผู้ทรงคุณวุฒิทางการเมือง ผู้อยู่ในเหตุการณ์ความขัดแย้งทางการเมือง เป็นต้น รวม 47 คน
ก่อนที่จะสรุปว่า ปัญหาความขัดแย้งที่เกิดขึ้น ฝ่ายผู้ศึกษาขอเสนอแนวทางปรองดองและแก้ปัญหาหลายแนวทาง ซึ่งในส่วนที่ “เรา-ทีมข่าวการเมือง”ต้องโฟกัสเอาไว้ให้สังคมช่วยพิจารณาตามก็คือ แนวทาง ระยะสั้น ที่เสนอว่า
จะต้องมีการเสริมสร้างความเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรมในส่วนที่เกี่ยวกับการดำเนินคดีกับผู้ถูกกล่าวหาจากกระบวนการตรวจสอบของคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ(คตส.) โดยกำหนดทางเลือกไว้ 3 ทาง
คือ .1.ดำเนินคดีกับผู้ถูกกล่าวหาด้วยกระบวนการยุติธรรมตามปกติโดยให้พิจารณา เฉพาะผลการพิจารณาของคตส.สิ้นผลลงและโอนคดีทั้งหมดให้ป.ป.ช.ดำเนินการใหม่ แต่ไม่กระทบถึงคดีที่ถึงที่สุดแล้ว
2.ให้เพิกถอนผลทางกฎหมายที่ดำเนินการโดยคตส.ทั้งหมด และให้ดำเนินการตามกระบวนการยุติธรรมปกติ โดยให้ถือว่าคดีดังกล่าวไม่ขาดอายุความ
3.ให้เพิกถอนผลทางกฎหมายที่ดำเนินการโดยคตส.ทั้งหมด และไม่นำคดีที่อยู่ระหว่างกระบวนการและการตัดสินไปแล้วมาพิจารณาใหม่อีกครั้ง
หากรัฐบาลโดดรับเอาด้วย แล้วไปออกกฎหมายตามที่พระปกเกล้าเสนอ ไม่ว่าจะเอาแนวทางไหน หรือจะเลือกใช้วิธีผสมกันไปในแต่ละแนวทาง คนที่จะได้ประโยชน์เต็มๆ
ก็คือ ทักษิณ ชินวัตร และนักการเมือง-ข้าราชการ-บริษัทเอกชน ที่ถูกคตส.สอบสวนเอาผิดกรณีทุจริตคอรัปชั่น ใช้ตำแหน่งหน้าที่แสวงหาประโยชน์ให้กับตัวเองที่ส่งฟ้องศาลฎีกาฯอยู่ในตอนนี้รวมถึงที่ส่งไปให้ป.ป.ช.พิจารณาอยู่หลายคดี
ในส่วนของนช.ทักษิณ ที่มีทั้งคดีซึ่งสิ้นสุดลงแล้วและคดีที่ยังไม่ตัดสินอีกหลายคดี ก็จะได้ประโยชน์ไปจากการนี้ไม่มากก็น้อย ตรงไหนที่ยังติดขัดก็ไปใช้ช่องทางอื่นได้อีก
เช่นเดียวกับ นายวัฒนา เมืองสุข ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ เพื่อไทย ซึ่งก็เป็นกมธ.ปรองดอง ก็ได้ประโยชน์จากการนี้เพราะคดีทุจริตจัดซื้อรถดับเพลิง ซึ่งวัฒนาโดนฟ้องเป็นจำเลยคดีอยู่ที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาฯ ก็จะได้ประโยชน์ไปด้วยหากสภาฯเห็นด้วยกับข้อเสนอของพระปกเกล้า เพราะคดียังไม่ถึงที่สุด
แม้กมธ.ปรองดองโดยพลเอกสนธิ จะออกตัวว่า ทั้งหมดเป็นแค่แนวทางที่พระปกเกล้า ส่งมาให้หลังกมธ.ได้ขอให้ช่วยศึกษาเรื่องนี้ แต่ก็ยังเป็นแค่ต้นร่าง ไม่ใช่ข้อสรุปสุดท้าย อีกทั้งกมธ.ยังไม่ได้มีมติหรือความเห็นใดๆว่าจะเอาด้วยหรือไม่ เห็นด้วยกับแนวทางข้อไหน ทั้งเรื่องคดีความที่เป็นผลพวงจากคตส.ซึ่งพลเอกสนธิ เป็นคนตั้งคตส.มากับมือ
หรือข้อเสนอของพระปกเกล้าที่เห็นว่าควรออกกม.นิรโทษกรรมกับผู้ถูกดำเนินคดีในการชุมนุมทางการเมืองทั้งหมดทั้งกลุ่มผู้ชุมนุมและเจ้าหน้าที่รัฐ ที่หมายถึงว่า คดีที่ป.ป.ช.เอาผิดนักการเมือง-ตำรวจอย่างพล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ อดีตผบ.ตร.ในคดี 7ตุลาฯ กรณีสั่งสลายการชุมนุม ก็จะถูกล้มล้างไปด้วย
ลำพังแนวทางที่สถาบันพระปกเกล้าเสนอมา แม้จะเชื่อได้ว่ากลุ่มผู้วิจัยดังกล่าว คงไม่มีเรื่องการเมืองอยู่เบื้องหลัง เสนอมาด้วยความบริสุทธิ์ใจ ตามหลักวิชาการและข้อมูลที่ได้รับ อีกทั้งก็เสนอให้กมธ.ปรองดองหลายแนวทาง แต่บางข้อเสนอ ดูแล้วยากที่คนจะรับได้
เพราะเท่ากับว่า ใครทำอะไรผิดกฎหมาย ทุจริตคอรัปชั่น ก็ให้ลืมๆ กันไป แล้วบอกว่าเพื่อความปรองดอง สมานฉันท์ ไม่ต้องสอบสวน ไม่ต้องหาคนผิด ไม่ต้องจัดการกับพวกขี้ฉ้อ โกงชาติบ้านเมือง
ยิ่งหากจะมีใครฉวยโอกาส เอาข้อเสนอนี้ไปสร้างความชอบธรรม ให้ตัวเอง ทั้งกมธ.ปรองดอง-รัฐบาล-พรรคเพื่อไทยหรือทักษิณ-แกนนำเสื้อแดง โดยเลือกเอาแต่ส่วนที่ตัวเองได้ประโยชน์ไปอ้างเพื่อออกกม.นิรโทษกรรม ล้างผิดให้ตัวเอง
คิดหรือว่า ประชาชน จะยอม