xs
xsm
sm
md
lg

พธม.ย้ำอุดมการณ์ โต้ “สาวิทย์” อย่าใช้ สรส.เป็นเครื่องมือสร้างความชอบธรรม

เผยแพร่:   โดย: MGR Online


แกนนำพันธมิตรฯ ออกแถลงการณ์ย้ำจุดยืนการต่อสู้เพื่อปกป้องราชอาณาจักรไทย เป็นการทำหน้าที่ของพลเรือนตาม รธน. ปฏิเสธข้อกล่าวหา “สาวิทย์” การชุมนุมพันธมิตรฯ หวังล้มระบอบการเมืองล้วนเป็นเท็จ ตำหนิอย่าดึงองค์กร สรส.เข้ามาเกี่ยวข้อง ย้อนถามหากลืมอุดมการณ์ ก็ถือเป็นสิทธิส่วนตัวที่ต้องเคารพในความเห็นต่าง แต่อย่าใช้องค์กรมาเป็นเครื่องมือเพื่อสร้างความชอบธรรม




 คลิกที่นี่ เพื่อฟัง “แถลงการณ์พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย”  

พล.ต.จำลอง ศรีเมือง นายพิภพ ธงไชย นายสนธิ ลิ้มทองกุล และนายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ได้ทำหนังสือถึง นายสาวิทย์ แก้วหวาน เลขาธิการสมาพันธ์แรงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ (สรส.) กรณีมติกรรมการแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ (สรส.) มีหนังสือจากเลขาธิการสมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ (สรส.) อ้างถึง ๔ แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เรื่อง แจ้งมติกรรมการบริหารสมาพันธ์แรงงานสรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ (สรส.) เลขที่ สรส. ๐๘๙/๒๕๔๕ ลงวันที่ ๒๖ เมษายน พ.ศ. ๒๕๕๔

ตามที่ท่านได้ลงนามส่งหนังสือในนามเลขาธิการสมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ (สรส.) ถึง ๔ แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เรื่อง แจ้งมติกรรมการบริหารสมาพันธ์แรงงานสรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ (สรส.) เลขที่ สรส. ๐๘๙/๒๕๔๕ ลงวันที่ ๒๖ เมษายน พ.ศ. ๒๕๕๔ ตามอ้างถึง ๑ นั้น พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยขอแจ้งให้ทราบในข้อเท็จจริงดังต่อไปนี้

1.การก่อกำเนิดแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยเมื่อ พ.ศ. ๒๕๔๙ นั้น นายสมศักดิ์ โกศัยสุข ได้รับเชิญมาเป็นหนึ่งในห้าของแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ในฐานะตัวแทนของสมาพันธ์ประชาธิปไตย ในคราวประชุมองค์กรประชาชนทุกภาคส่วนที่อนุสรณ์สถาน 14 ตุลา และเมื่อนายสมศักดิ์ โกศัยสุข ได้มาเป็นแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยและร่วมเคลื่อนไหวจนสามารถบรรลุเป้าหมายในการชุมนุมเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๔๙ แล้ว พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยก็ถือว่านายสมศักดิ์ โกศัยสุข มีสถานภาพส่วนบุคคลเป็นแกนนำมวลชนไปโดยปริยาย โดยไม่เคยต้องกลับไปขอมติจากองค์กรใดๆเพื่อให้ส่งนายสมศักดิ์ โกศัยสุข กลับเข้ามาเป็นแกนนำอีก เช่นเดียวกับกรณีของนายสาวิทย์ แก้วหวาน นั้นก็เกิดจากการเชิญของแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยเป็นการเฉพาะตัว (โดยคำแนะนำจากนายสมศักดิ์ โกศัยสุข) ให้เข้ามาเป็นแกนนำรุ่นที่ ๒ เนื่องจากเห็นว่ามีคุณสมบัติส่วนตัวของนายสาวิทย์ แก้วหวาน มีความเหมาะสม เช่นเดียวกันกับแกนนำคนอื่นๆทุกคนต่างก็ได้รับเชิญเป็นการเฉพาะตัวโดยไม่เคยมีการทำหนังสือขอให้มีองค์กรใดไปประชุมเพื่อขอมติองค์กรนั้นส่งตัวแทนเข้ามาเป็นแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยแต่ประการใด แต่หากแกนนำคนใดมีความจำเป็นหรือต้องการการรับรองจากองค์กรอื่นใดหรือไม่นั้น พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยก็ไม่ได้มีความเกี่ยวข้องแต่ประการใด

ดังนั้น เมื่อการที่นายสมศักดิ์ โกศัยสุข หรือนายสาวิทย์ แก้วหวาน เป็นแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย รุ่นที่ ๑ และรุ่นที่ ๒ โดยไม่ได้เข้ามาในลักษณะขอให้องค์กรใดใช้มติส่งตัวแทนเข้ามาเป็นแกนนำแล้ว การที่จะตัดสินใจเป็นหรือไม่เป็นแกนนำต่อหรือไม่นั้น ก็ถือเป็นเรื่องส่วนตัวที่นายสมศักดิ์และนายสาวิทย์สามารถตัดสินใจ ได้ด้วยตัวเองโดยไม่ได้เกี่ยวข้องกับองค์กรอื่นใดและไม่มีองค์กรใดมาบังคับได้ และเราถือว่าการถอนตัวออกจากแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยตามที่ท่านได้แจ้งมานั้นถือเป็นสิทธิส่วนบุคคล ที่เราเคารพในการตัดสินใจ

2.สำหรับสมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ (สรส.) พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ถือว่าเป็นแนวร่วมกับการชุมนุมที่เข้มแข็ง เสียสละ และกล้าหาญมาโดยตลอดตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๔๙ และเราขอขอบคุณการเข้าร่วมการต่อสู้ด้วยความเสี่ยงอันตรายเพื่อผลประโยชน์แห่งชาติตลอดระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งช่วงเวลาการต่อสู้ร่วมกับพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยของสมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ (สรส.) ที่ผ่านมานั้น ได้พิสูจน์ได้ว่า สมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ (สรส.) ได้เข้าร่วมด้วยเจตนาในการปกป้องผลประโยชน์แห่งชาติ โดยไม่คำนึงถึงผลประโยชน์ส่วนตัว ไม่ได้ทำเพื่อตำแหน่งและอำนาจทางการเมือง และไม่เคยเอาความไม่พอใจส่วนบุคคลมาทำลายการเคลื่อนไหวขบวนการของภาคประชาชนที่ทำเพื่อผลประโยชน์แห่งชาติ ด้วยเหตุผลนี้พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย จึงได้ยืนเคียงข้างและสนับสนุนการต่อสู้ของสมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ (สรส.) มาโดยตลอดเช่นกัน ดังนั้นการที่สมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ (สรส.) จะเข้าร่วมการชุมนุมหรือไม่เข้าร่วมกับการชุมนุมกับพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยในครั้งใดหรือไม่นั้น ก็เป็นสิทธิ์เสรีภาพในการตัดสินใจของสมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ (สรส.) ที่เราเคารพในการตัดสินใจเช่นกัน

3.อย่างไรก็ตาม ที่หนังสือของนายสาวิทย์ แก้วหวาน ได้อ้างสาเหตุในการถอนตัว โดยกล่าวอ้างว่าแกนนำและผู้ปราศรัยบนเวทีเป็นไปในลักษณะที่ไม่รักษาจุดยืนเดิมก็ดี หรือกล่าวอ้างสาเหตุว่าเพราะมีการโจมตีบุคคลต่างๆ ที่เคยร่วมต่อสู้อย่างเคียงบ่าเคียงไหล่ก็ดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งการอ้างว่า เป็นเพราะการนำเสนอโดยแกนนำและผู้ปราศรัยบนเวทีบางคนที่สุ่มเสี่ยงต่อการเปลี่ยนแปลงอำนาจทางการเมืองที่เป็นไปในลักษณะที่ไม่ได้เป็นไปตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย และการปกครองระบอบประชาธิปไตยนั้น ล้วนแล้วแต่เป็นข้อกล่าวหาร้ายแรงเกินความเป็นจริงทั้งสิ้น ดังนี้

การกล่าวอ้างว่าแกนนำและผู้ปราศรัยบนเวทีบางคนเป็นไปในลักษณะ ที่ไม่รักษาจุดยืนเดิมนั้นเป็นการกล่าวอ้างแบบลอยๆ เพราะในความเป็นจริงแล้วการชุมนุมครั้งนี้มีวัตถุประสงค์อย่างชัดเจน ที่จะปกป้องและรักษาอธิปไตยของชาติที่กัมพูชากำลังรุกรานอยู่ ต่อมาการชุมนุมพบว่ารัฐบาลปล่อยปละละเลยไม่ปฏิบัติตามข้อเรียกร้อง จึงยกระดับให้รัฐบาลรับผิดชอบด้วยการลาออก และแม้ต่อมารัฐบาลจะหนีปัญหาด้วยการประกาศว่า จะยุบสภาบนเวทีพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยก็ได้มีมติก่อนช่วงสงกรานต์ว่า ถ้ามีการเลือกตั้งจะรณรงค์ให้ประชาชนไปใช้สิทธิ์เลือกตั้งแต่กากบาทไม่เลือกใคร เพื่อส่งสัญญาณในการเรียกร้องให้มีการปฏิรูปการเมืองและการปฏิรูปประเทศครั้งใหญ่อันเป็นไปตามเจตนารมณ์ของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยตามแถลงการณ์ฉบับที่ ๒๙/๒๕๕๑ ลงวันที่ ๑๒ ธันวาคม พ.ศ.๒๕๕๑ ทุกประการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเปลี่ยนฉากด้านหลังบนเวทีในการยืนยันที่จะธำรง ๒ วัตถุประสงค์ในการชุมนุมหลังสงกรานต์ คือการปกป้องอธิปไตยของชาติ อันเป็นการประกาศในทางสาธารณะถึงวัตถุประสงค์ในการชุมนุมที่มาทำหน้าที่ของปวงชนชาวไทยตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ และการรณรงค์ให้ประชาชนไปใช้สิทธิ์เลือกตั้งแต่กากบาทไม่เลือกใครนั้น ก็ล้วนแล้วแต่และเป็นการรณรงค์การใช้สิทธิ์เลือกตั้งของประชาชนเพื่อการปฏิรูปการเมืองทั้งสิ้น อันถือเป็นไปตามครรลองระบอบประชาธิปไตยและเป็นไปตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยทุกประการ

โดยเฉพาะอย่างยิ่งนายสมศักดิ์ โกศัยสุข ซึ่งเป็นหนึ่งในแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ได้เข้าร่วมประชุมและมีมติร่วมกับแกนนำว่า จะให้มีการรณรงค์กากบาทลงในบัตรเลือกตั้งช่องไม่ประสงค์ลงคะแนนย่อมรับทราบดีว่า การกระทำดังกล่าวได้ถูกรับรองสิทธิ์ของประชาชนตามรัฐธรรมนูญอยู่แล้ว ในทางตรงกันข้ามนายสาวิทย์ แก้วหวาน ซึ่งเป็นแกนนำรุ่นที่ ๒ ซึ่งไม่ได้เข้าร่วมประชุมแกนนำหลายครั้ง ทั้งๆที่ได้รับเชิญให้เข้าร่วมประชุมทุกครั้ง กลับมากล่าวหาอย่างด้วยข้อความเป็นเท็จว่า พันธมิตรต้องการเปลี่ยนแปลงอำนาจทางการเมืองที่ไม่ได้เป็นไปตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ

การที่นายสาวิทย์ แก้วหวาน กล่าวถึงสาเหตุการถอนตัวอันเนื่องมาจากคำปราศรัยของผู้ปราศรัยหรือแกนนำบางคนมาเป็นข้ออ้างนั้น ในฐานะคนที่เป็นแกนนำย่อมทราบดีว่า การปราศรัยบนเวทีตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๔๙ เป็นต้นมาจนถึงปัจจุบันนั้น ผู้ปราศรัยมีความหลากหลายและสามารถแสดงความเห็นอันเป็นเสรีภาพของแต่ละบุคคล ที่ไม่จำเป็นต้องเหมือนกันตลอดเวลาแต่จะต้องไม่ทำลายหลักการของการชุมนุม และจะต้องไม่ขัดแย้งกับมติของแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เพราะบนเวทีหลักได้กำหนดวัตถุประสงค์ในการชุมนุมและทิศทางอย่างชัดเจน อันเป็นไปตามวิถีทางแห่งรัฐธรรมนูญอยู่แล้ว ดังนั้นหากเกิดกรณีที่การปราศรัย ที่มีความไม่สอดคล้องกับการชุมนุมก็จะมีการท้วงติง เพื่อให้แก้ไขหรือจัดให้มีการประชุมเพื่อกำหนดทิศทางให้มีความชัดเจน ดังนั้นการเพิ่งจะหยิบยกคำปราศรัยของบางคนบางเวลาบนเวทีนั้น จึงไม่ใช่อยู่ในวิสัยที่จะมากล่าวอ้างในฐานะคนที่เป็นแกนนำได้ เพราะการปราศรัยส่วนบุคคลที่เกิดขึ้นอยู่ในขณะนี้เนื้อหา และรูปแบบการบริหารแกนนำและผู้ปราศรัยบางคน ไม่ได้มีความแตกต่างจากลักษณะคำปราศรัยในปี พ.ศ. ๒๕๔๙ และ พ.ศ. ๒๕๕๐ แต่ประการใด

อีกทั้งลักษณะการชุมนุมของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ไม่ได้สนใจในเรื่องการยึดติดตัวบุคคลโดยเฉพาะอย่างยิ่งหากบุคคลที่เคยร่วมต่อสู้มานั้นเปลี่ยนจุดยืนหรือกระทำสิ่งที่ไม่ถูกต้องปกป้องคนที่กระทำความผิดก็จะต้องมีการวิจารณ์อย่างไม่มีเลือกปฏิบัติเช่นกัน หามิเช่นนั้นแล้วย่อมต้องถูกครหาได้ว่า ทำเพื่อผลประโยชน์ของพวกพ้อง เล่นพรรคเล่นพวก เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตนมากกว่าส่วนรวม ย่อมไม่ถือว่าเป็นหนทางของการต่อสู้ของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยแต่ประการใด

การกล่าวร้ายด้วยข้ออ้างที่ไม่เป็นความจริงครั้งนี้ จึงน่าจะมาจากความไม่พอใจในเรื่องที่พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยมีมติว่า หากมีการเลือกตั้งและจะรณรงค์ให้ประชาชนไปใช้สิทธิ์เลือกตั้งแล้ว กากบาทลงในช่องไม่ประสงค์ลงคะแนน ประกอบกับเมื่อวันที่ ๒๔ เมษายน พ.ศ. ๒๕๕๔ เพราะนายสาวิทย์ แก้วหวาน เป็นผู้ที่นำแผ่นผ้าในนามสมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ (สรส.) ซึ่งมีข้อความว่า “Vote O พรรคการเมืองใหม่” ไปขึ้นเวทีการประชุมสามัญประจำปีของพรรคการเมืองใหม่ และยังกล่าวข้อความเพื่อสนับสนุนให้ลงคะแนนเลือกตั้งเลือกพรรคการเมืองใหม่ ทั้งๆที่กรณีดังกล่าวนั้นนายสาวิทย์ แก้วหวาน ก็ไม่เคยได้รับมติจากสมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ (สรส.) ให้กระทำในลักษณะเช่นนี้แต่ประการใด ทำให้สมาชิกผู้เข้าร่วมประชุมในพรรคการเมืองใหม่ ได้ส่งเสียงแสดงความไม่พอใจอย่างมาก และต่อมาสมาชิกพรรคการเมืองใหม่ต่างลงความเห็นด้วยเสียงข้างมากให้พรรคการเมืองใหม่ ไม่ส่งผู้สมัครลงเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึง ซึ่งน่าจะเป็นสาเหตุที่แท้จริงที่ทำให้นายสาวิทย์ แก้วหวาน จึงเพิ่งจะมาแจ้งการขอถอนตัวของนายสาวิทย์ แก้วหวาน และนายสมศักดิ์ โกศัยสุข ออกจากการเป็นแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยในวันที่ ๒๖ เมษายน พ.ศ.๒๕๕๔ แต่นายสาวิทย์ แก้วหวาน กลับใช้วิธีการกล่าวหาให้ร้ายป้ายสีพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยด้วยข้อความอันเป็นเท็จ เพียงเพื่อหาความชอบธรรมอ้างสาเหตุในการถอนตัวออกจากการเป็นแกนนำเท่านั้น

ซึ่งในความเป็นจริงแล้วหากจะมีการถอนตัว เพราะมีความไม่พอใจที่พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยมีมติรณรงค์ให้ประชาชนไปใช้สิทธิ์เลือกตั้งแต่กากบาทในช่องไม่เลือกใครนั้น ก็ควรจะพูดถึงสาเหตุที่แท้จริงในการถอนตัว ซึ่งพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยก็เคารพในสิทธิ์และความเห็นที่แตกต่างของแต่ละบุคคล แต่การกล่าวหาเพื่อบ่อนทำลายพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เพื่อกลบเกลื่อนสาเหตุที่แท้จริงในการถอนตัวออกจากการเป็นแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยนั้นถือว่าไม่ใช่วิถีทางที่ถูกต้อง

บัดนี้หนังสือของนายสาวิทย์ แก้วหวาน ได้ถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือเพื่อขยายผลในการทำลายการเคลื่อนไหวของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย และก่อให้เกิดความเสียหายต่อพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยอย่างไม่ถูกต้อง พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยจึงจำเป็นต้องชี้แจงตามสมควรแก่เหตุตามที่กล่าวมาข้างต้นมา ณ โอกาสนี้
กำลังโหลดความคิดเห็น