กก.สอบเหตุเสื้อแดงป่วนเมืองเสร็จแล้ว 3 คณะ อนุฯ สอบเหตุการณ์พัทยาระบุชัดแกนนำ นปช.จงใจล้มประชุมอาเซียน หวังจุดชนวนจลาจลบีบ “อภิสิทธิ์” ลาออก-ยุบสภา ล่อทหารปฏิวัติ ชี้โทษปลุกระดมจับกุมตัวนายกฯ-ผู้นำต่างประเทศ ถึงขั้นประหารชีวิต ย้ำชัดฝ่ายข่าว ศรภ. สตช.บกพร่อง จี้เอาผิดทางวินัย-อาญา ก่อนเกิดเหตุซ้ำอีก ด้านอนุฯ สอบเหตุที่มหาดไทย สรุปนายกฯ เข้าไปในรถก่อนโดนเสื้อแดงล้อม และไม่มีใครเห็นเปิดประตูรถออกมา ส่วนอนุฯ ดินแดงสอบแล้วครึ่งทาง พบรถแก๊สขับมาโดยบังเอิญก่อนถูกยึด ด้านอนุฯ สอบเหตุที่ทำเนียบขอเวลาเพิ่ม 10 วัน เหตุเสื้อแดงแจ้งข้าวสารหาย
ที่รัฐสภา วันที่ 13 ก.ค. มีการประชุมคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงเหตุการณ์ชุมนุมของคนเสื้อแดงเมื่อเดือน เม.ย.52 มีนายสมศักดิ์ บุญทอง ประธานคณะกรรมการฯ เป็นประธานการประชุม ที่ประชุมได้รับทราบรายงานผลการรวบรวมเหตุการณ์ของอนุกรรมการทั้ง 7 คณะ เพื่อจัดทำรายงานเสนอต่อนายชัย ชิดชอบ ประธานสภาผู้แทนราษฎร โดยเบื้องต้นมีคณะที่สรุปข้อเท็จจริงเสร็จสิ้นแล้ว ประกอบด้วย คณะอนุกรรมการรวบรวมเหตุการณ์ที่เมืองพัทยาและภูมิภาค คณะอนุกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงบริเวณมหาดไทย และศาลรัฐธรรมนูญ และคณะอนุกรรมการศึกษาข้อกฎหมายและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ส่วนอีก 4 คณะยังไม่แล้วเสร็จ
นายอโณทัย ฤทธิปัญญาวงศ์ ส.ว.สรรหา ในฐานะประธานอนุกรรมการรวบรวมเหตุการณ์ที่เมืองพัทยาและภูมิภาค ได้ส่งรายงานประมาณ 200 หน้า รวบรวมข้อมูลจากเอกสารทั้งจากสื่อมวลชนและหนังสือราชการ รวมทั้งข้อมูลจากการลงพื้นที่เมืองพัทยา จ.ชลบุรี จ.อุดรธานี จ.ขอนแก่น จ.เชียงใหม่ และ จ.เชียงราย ซึ่งเป็นสถานที่ชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดง โดยคณะอนุกรรมการฯ มีข้อสังเกตว่า เมืองพัทยาเป็นสถานที่ที่เหมาะสมกับการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน และเชื่อว่าไม่น่าจะเกิดการณ์รุนแรงหรือเหตุการณ์ที่ควบคุมไม่ได้ แต่เหตุที่เกิดความผิดพลาดขึ้นนั้น เกิดจากงานด้านการข่าวของรัฐบาล อาทิ สำนักงานข่าวกรองแห่งชาติ กองบัญชาการตำรวจสันติบาล ศูนย์รักษาความปลอดภัยแห่งชาติ (ศรภ.) และ ครม.มีความบกพร่องอย่างมาก จึงทำให้ประเมินสถานการณ์ทั้งข้อมูลของฝ่ายกลุ่มผู้ชุมนุมและเจ้าหน้าที่รัฐผิดพลาด
นอกจากนี้ อนุกรรมการฯ ยังเห็นอีกว่าการเตรียมการด้านการรักษาความปลอดภัยมีความบกพร่องหลายประการ อาทิ การประเมินของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) ไม่ครบถ้วน และไม่วางแผนการปฏิบัติอย่างจริงจัง ขาดการเชื่อมโยงระหว่างแผนแม่บทและแผนในพื้นที่ทำให้ขาดประสิทธิภาพในการปฏิบัติงาน รวมทั้งขาดการสื่อสารกับผู้ปฏิบัติทุกระดับ ทั้งนี้ยังเห็นอีกว่ากลุ่มคนเสื้อแดงได้ประกาศจะเดินทางออกจากกรุงเทพฯ ไปชุมนุมต่อต้านที่พัทยา ซึ่งทำให้ภาพพจน์ประเทศชาติเสียหาย
“การที่กลุ่มผู้ชุมนุมบุกโรงแรมรอยัลคลิฟบีช จนนำไปสู่การล้มการประชุมสุดยอดอาเซียน ไม่ได้มีมูลเหตุที่แท้จริงมาจากการปะทะระหว่างคนเสื้อแดงกับเสื้อน้ำเงินดังที่กลุ่มคนเสื้อแดงกล่าวอ้าง แต่มูลเหตุแท้จริงน่าจะมาจากผู้นำและแกนนำกลุ่มคนเสื้อแดงมีความต้องการตั้งแต่ต้นที่จะอาศัยจังหวะการประชุมสำคัญเช่นนี้ เพื่อก่อให้เกิดการจลาจลจนนำไปสู่การลาออกของนายกฯ การประกาศยุบสภา หรือนำไปสู่การปฏิวัติรัฐประหาร” นายอโณทัยกล่าว
ส่วนเหตุการณ์ที่คนเสื้อแดงทุบรถนายกฯ ระหว่างติดไฟแดงที่พัทยา เมื่อวันที่ 7 เมษายน อนุกรรมการฯ เชื่อว่าเหตุการณ์ดังกล่าวมีคนโยงใยและตั้งใจให้เกิดขึ้น ไม่ได้เป็นไปเพราะความบังเอิญหรือผิดพลาดโดยไม่เจตนา ดังนั้น เห็นว่ารัฐบาลควรทำเรื่องนี้ให้กระจ่างและดำเนินคดีทางอาญาและทางวินัยกับผู้ที่กระทำความผิดอย่างเร่งด่วน มิฉะนั้นรัฐบาลจะถูกมองว่าไม่มีความกล้าในการดำเนินการ และอาจเป็นเหตุให้เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นซ้ำรอยอีก
“อนุกรรมการฯ มีความเห็นสำหรับการบุกรุกเข้าไปโรงแรมที่จัดการประชุม ยังมีผู้กระทำผิดและร่วมกระทำความผิดอีกมาก โดยเฉพาะแกนนำกลุ่มเสื้อแดงที่ยังไม่ถูกดำเนินคดี เพราะมีการปลุกระดมให้ผู้ชุมนุมใช้กำลังบุกรุกสถานที่ เพื่อจับกุมนายกรัฐมนตรีและผู้นำประเทศต่างๆ ซึ่งเข้าข่ายการประทุษร้ายต่อเสรีภาพของประชุมแห่งรัฐต่างประเทศ มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญาความผิดต่อความมั่นคงของรัฐภายนอกราชอาณาจักรมาตรา 127 ที่มีโทษจำคุกไม่เกิน 10 ปี และถ้าเกิดเหตุร้ายผู้กระทำมีโทษถึงประหารชีวิตหรือจำคุกตลอดชีวิต นอกจากนี้ยังมีความผิดตามกฎหมายเดียวกันมาตรา 113 ประกอบมาตรา 130 เป็นต้น” นายอโณทัยกล่าว
นอกจากนี้ อนุกรรมการฯ เห็นว่ากลุ่มที่มาปะทะกับกลุ่มคนเสื้อแดงในวันที่ 10 เมษายนหลังจากที่นายอริสมันต์ พงศ์เรืองรอง แกนนำ นปช.นำคนเสื้อแดงไปยื่นหนังสือต่อเลขาธิการอาเซียนแล้ว เชื่อว่าเป็นการระดมคนในเมืองพัทยาประกอบด้วยนักธุรกิจ เจ้าของกิจการ กลุ่มมวลชนท้องถิ่นและอาสาสมัครที่ไม่พอใจกับการกระทำของกลุ่มคนเสื้อแดง ส่วนในวันที่ 11 เมษายน เป็นการกะเกณฑ์คนมาเพิ่มเติม เพราะทางรัฐบาลทราบว่าเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยอาจไม่ปฏิบัติงานอย่างเต็มที่ จึงได้นำคนที่เกณฑ์มาใส่เสื้อน้ำเงินที่กระทรวงมหาดไทยจัดเตรียมไว้เพื่อป้องกันความสับสน
ส่วนข้อสงสัยที่ระบุว่ารัฐบาลสั่งการให้เจ้าหน้าที่ตำรวจสวมใส่เสื้อสีน้ำเงินนั้น ทางอนุกรรมการฯ ไม่สามารถระบุผลได้ว่ามีเหตุจงใจใด ที่รัฐบาลจะสั่งการให้เจ้าหน้าที่ตำรวจใส่เสื้อสีน้ำเงิน
รายข่าวแจ้งว่า ภายหลังนายอโณทัยสรุปรายงานต่อที่ประชุมแล้วเสร็จ กรรมการฯ จากพรรคเพื่อไทยได้แสดงความไม่พอใจต่อประเด็นการเอาผิดคนเสื้อแดงทั้งการบุกโรงแรมที่พัทยาและการทุบรถนายกฯ โดยนายวิชาญ มีนชัยนันท์ ส.ส.กทม . และ พล.ต.ท.ชัจจ์ กุลดิลก อ้างว่า คนเสื้อแดงก็เป็นคนไทยเช่นเดียวกันจึงไม่อยากให้สรุปรายงานที่เป็นการให้ร้ายเกินไป ส่วนเหตุการณ์ทุบรถนายกฯ ก็เชื่อว่าเกิดจากการประสานงานที่ไม่ดีของหน่วยความรักษาความปลอดภัยมากกว่า
ต่อมา นางนฤมล ศิริวัฒน์ ประธานอนุกรรมการรวบรวมเหตุการณ์ที่กระทรวงมหาดไทย รายงานว่า ประเด็นข้อสงสัยว่าในวันที่ 12 เม.ย. ขณะที่คนเสื้อแดงเข้าไปรุมทุบประจำตำแหน่งนายกรัฐมนตรีนั้น นายกฯ อยู่ในรถหรือไม่ จากข้อมูลที่ได้รับจากประจักษ์พยานกว่า 70 ปาก พบว่าหลังจากเสร็จสิ้นการแถลงข่าวนายกรัฐมนตรี รองนายกรัฐมนตรี และเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยขึ้นรถประจำตำแหน่งเรียบร้อยแล้ว แต่รถไม่สามารถออกจากกระทรวงได้จึงวิ่งวนอยู่ประมาณสองรอบครึ่ง และถูกล้อมทุบรถ ก่อนจะสามารถแหวกวงล้อมและเดินทางออกไปได้ ทั้งนี้จากประจักษ์พยานไม่มีพยานบุคคลหรือพยานวัตถุใดที่ระบุได้ว่านายกรัฐมนตรีออกจากรถ
อย่างไรก็ดี อนุกรรมการได้ตั้งข้อสังเกต ดังนี้ ภาพจากกล้องโทรทัศน์วงจรปิดของกระทรวงมหาดไทยขาดความต่อเนื่อง โดยข้อมูลบางส่วนถูกลบทิ้งไปแล้วเนื่องจากพ้นระยะเวลาเก็บฐานข้อมูลที่ระทรวงมหาดไทยกำหนดไว้ ทำให้ภาพการเคลื่อนตัวของรถประจำตำแหน่งที่เคลื่อนออกไปขาดภาพที่ต่อเนื่องพอที่จะวิเคราะห์ได้ว่ามีการเปิดประตูรถประจำตำแหน่งขณะที่รถเคลื่อนไปหรือไม่ อย่างไรก็ดี จากการตรวจสอบโดยสำนักงานนิติวิทยาศาสตร์พบว่ามีการเปิดประตูรถประจำตำแหน่งอย่างน้อย 3 ครั้ง ขณะที่ภาพจากกล้องวงจรปิดส่วนหนึ่งที่เหลืออยู่พบว่าภาพขณะที่รถประจำตำแหน่งนายกรัฐมนตรีวิ่งออกจากกระทรวงหมาดไทยไม่ปรากฏภาพเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยที่เคยปรากฏภาพนั่งอยู่หน้ารถ
“การที่ รปภ.นายกฯ หายไปอาจทำให้สงสัยว่าจะมีการเปิดประตูรถประจำตำแหน่งอีกหรือไม่ นอกจากนี้ยังมีประเด็นว่ารถพราโดซึ่งเป็นรถติดตามของรองนายกฯ สุเทพเข้ามาปรากฏอยู่ได้อย่างไร และไม่ทราบว่ารถหายไปในตอนไหน ส่วนกรณีการระเบิดศาลรัฐธรรมนูญอนุกรรมการตรวจสอบว่าไม่มีข้อมูลส่วนใดที่จะเชื่อมโยงไปยังกลุ่มคนเสื้อแดงได้ จึงเป็นไปได้ว่าเหตุที่เกิดขึ้นเกิดอาจเกิดจากการพิจารณาคดีความหลายๆ คดีก่อนหน้านั้นก็ได้” นางนฤมลกล่าว
ทั้งนี้ จากการตรวจสอบอนุกรรมการเห็นว่าระบบการรักษาความปลอดภัยของกระทรวงมหาดไทยในวันที่เกิดเหตุ ถือว่ามีข้อบกพร่อง โดยไม่มีการเตรียมการเพื่อรองรับเหตุการณ์ที่มีบุคคลสำคัญเดินทางมา
อนึ่ง สำหรับเหตุการณ์ที่กลุ่มคนเสื้อแดงเข้ารุมทุบรถนายกฯ ที่กระทรวงมหาดไทย หลังจากประกาศใช้ พ.ร.ก.บริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน เมื่อวันที่ 12 เม.ย.ยังมีประเด็นที่ยังเป็นที่คลางแคลงใจของสังคมอยู่หลายประเด็นที่คณะอนุกรรมการยังไม่สามารถให้ความกระจ่างได้ โดยเฉพาะกรณีที่ผู้นำประเทศถูกปองร้ายจากคนเสื้อแดงจนเกือบเอาชีวิตไม่รอดครั้งนี้ เจ้าหน้าที่ด้านความมั่นคงปล่อยให้เกิดขึ้นได้อย่างไร โดยคนเสื้อแดงสามารถกรูเข้าไปล้อมรถนายกฯ ได้อย่างรวด มีการยึดอาวุธและรุมทำร้ายเจ้าหน้าที่ รปภ.ของนายกฯ แล้วนำไปควบคุมตัวไว้ที่เวทีชุมนุมหน้าทำเนียบ ขณะที่นายนิพนธ์ พร้อมพันธุ์ เลขาธิการนายกฯ พร้อมคนขับรถถูกรุมทำร้ายได้รับบาดเจ็บเลือดอาบ ประเด็นเหล่านี้ยังไม่มีการสอบสวนจากคณะอนุกรรมการฯ แต่กลับไปสอบสวนประเด็นนายกฯ อยู่ในรถหรือไม่ตามข้อเรียกร้องของนายกจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.พรรคเพื่อไทย แกนนำคนเสื้อแดงที่ตกเป็นผู้ต้องหาในการก่อจลาจลป่วนเมืองครั้งนี้ด้วย
ด้านคณะอนุกรรมการรวบรวมเหตุการณ์ที่บริเวณดินแดงรายงานว่า อนุกรรมการได้กำหนดกรณีศึกษา 5 ประเด็น โดยการดำเนินการตรวจสอบได้ดำเนินการไปเกินกว่าร้อยละ 50 แล้ว แต่เนื่องจากบางประเด็นมีความคาบเกี่ยวกับคดีอาญาจึงยังไม่สามารถสรุปผลการรวบรวมเหตุการณ์ทั้งหมดได้ อนุกรรมการให้ความสำคัญกับพยานหลักฐานทุกส่วนแม้แต่คลิปวีดิโอที่ประชาชนส่งมาจึงต้องมีการตรวจสอบและสอบสวนเพิ่มเติม ในส่วนขอรถแก๊สเบื้องต้นพบว่าเจ้าของรถไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการนำรถมาก่อเหตุโดยเป็นเหตุบังเอิญรถถูกยึดนำมาใช้ในการเรียกร้อง
จาการสอบสวนมีกรณีที่ต้องใช้เวลาสอบสวนเพิ่มเติมทั้งการสอบสวนกรณีการเสียชีวิตของพลทหารอภินพ เครือสุข และกรณีศพเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยที่พบในแม่น้ำเจ้าพระยา โดยต้องรอผลการตรวจสอบด้วยระบบคอมพิวเตอร์อนุกรรมการจึงขอขยายเวลาเพิ่มเติมในการสอบสวนออกไปประมาณ 1 เดือน คณะอนุกรรมการรวบรวมเหตุการณ์ที่ทำเนียบรัฐบาล เห็นว่าควรเชิญแกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยแห่งชาติ (นปช.) มาให้ข้อมูลเพิ่มเติมโดยเฉพาะที่เกี่ยวกับความเสียหายของผู้ชุมนุม เช่น นายจตุพร พรหมพันธุ์, นายจรัล ดิษฐาอภิชัย, นพ. เหวง โตจิราการ, นางประทีป อึ้งทรงธรรม ฮาตะ โดยล่าสุดมีผู้มาให้ข้อมูลเพิ่มแล้ว 3 คน พบว่ามีเหตุข้าวสารหาย และพระบรมรูปพระนเรศวร ได้รับความเสียหาย จึงต้องใช้เวลาในการเขียนสรุปรายงานเพิ่มเติมประมาณ 10 วัน
ทั้งนี้ สำหรับข้อเสนอของคณะอนุกรรมการเบื้องต้นเสนอให้มีกฎหมายในการควบคุมการชุมนุม และควรมีการศึกษาและกำหนดแนวทางควบคุมการชุมนุม


