เมื่อวันที่ 21 ม.ค. ผู้สื่อข่าวได้รับแจ้งว่ามีบ้านหลังหนึ่งภายในซอยพหลโยธิน 52 แขวงคลองถนน เขตสายไหม กรุงเทพฯ ต่อเติมบ้านรุกล้ำพื้นที่สาธารณะของหมู่บ้าน จึงลงพื้นที่ตรวจสอบพบว่าบ้านหลังดังกล่าวอยู่บริเวณแยก 27-25 (ทิมเรืองเวช 11) เป็นบ้านทาวน์เฮาส์ 2 ชั้น และเป็นบ้านริมแต่ไม่มีพื้นที่ข้างบ้าน ได้ต่อเติมบริเวณด้านข้างของตัวบ้านรุกล้ำจุดกลับรถ ซึ่งเป็นพื้นที่สาธารณะของหมู่บ้าน โดยยึดถือครอบครองเป็นของส่วนตัว
อีกทั้งพบว่าภายในหมู่บ้านดังกล่าวมีจุดกลับรถประมาณ 8 แห่ง ทั้งหมดถูกใช้เป็นที่จอดรถส่วนตัว บ้างก็ล้อมรั้วเป็นอาณาเขต ทำเป็นสวนหย่อมส่วนตัว หรือเป็นพื้นที่ใช้สอยส่วนตัว สำหรับถนน หรือจุดกลับรถในหมู่บ้าน ตามกฎหมาย พ.ร.บ.จัดสรรที่ดิน ถือเป็นทางภาระจำยอมของหมู่บ้าน ห้ามผู้ใดไปทำประโยชน์อย่างอื่นให้ภาระจำยอมลดน้อยถอยลง โดยผิดกฎหมายหลายส่วน ได้แก่
1. กฎข้อบังคับนิติบุคคลบ้านจัดสรร มีสิทธิ์ปรับ ยกรถ หรือเสียสิทธิ์จากการออกเสียงลงมติในข้อบังคับต่างๆ ในการประชุมสมาชิกได้
2. ตามประมวลกฎหมายอาญา ก่อให้เกิดความเดือดร้อนรำคาญแก่ผู้อื่น จำคุกไม่เกิน 1 เดือน ปรับไม่เกิน 10,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
3. ขณะเดียวกันในทางแพ่ง หากยังฝ่าฝืนอยู่ต่อเนื่อง ผู้มีสิทธิฟ้องคดีเพื่อให้หยุดกระทำการดังกล่าวได้ คือ 1. นิติบุคคลบ้านจัดสรร 2. สมาชิกที่ได้รับความเดือดร้อน คนใดคนหนึ่งในหมู่บ้านก็ได้ เป็นการฟ้องคดีขอให้หยุดกระทำการ หากศาลพิพากษาให้หยุดแล้วยังฝ่าฝืนคำสั่ง ผู้ฟ้องอาจยื่นคำร้องต่อศาลออกหมายจับ เพื่อให้ปฏิบัติตามคำพิพากษาได้
4. กรณีนำกันสาด หลังคา โครงเหล็ก หรือเต็นท์มาครอบรถเพื่อจอดเป็นที่ประจำ เป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร "ก่อสร้าง หรือต่อเติมอาคารโดยไม่ได้รับอนุญาต" มีโทษจำคุกไม่เกิน 3 เดือน หรือปรับไม่เกิน 60,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และยังกำหนดโทษปรับรายวัน อีกวันละไม่เกิน 10,000 บาท เจ้าพนักงานท้องถิ่น เขต เทศบาล มีสิทธิออกคำสั่งให้แก้ไขเปลี่ยนแปลง และต้องรื้อออกอย่างเดียว หากไม่รื้อออกและฝ่าฝืนคำสั่ง จะมีความผิด "ขัดคำสั่งเจ้าพนักงาน" อีกด้วย
สำหรับที่สาธารณะหมู่บ้าน คือพื้นที่ที่จัดไว้เพื่อให้ประชาชนในหมู่บ้านได้ใช้ประโยชน์ร่วมกัน เช่น สวนสาธารณะ ลานกิจกรรม ถนนในหมู่บ้าน หรือจุดกลับรถ ไม่สามารถยึดถือครอบครองเป็นของตนเองได้
ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวรายงานว่าบ้านหลังดังกล่าวมีป้าอาศัยอยู่กับลูกชายเพียง 2 คน ก่อนหน้านี้มีข่าวลูกชายคลุ้มคลั่งอาละวาด ทุบผนังบ้านเสียงดังสนั่น และมีเสียงคล้ายระเบิดดังขึ้นจากข้างใน จนเพื่อนบ้านในละแวกได้รับผลกระทบอย่างหนัก ทั้งด้านเสียง สุขภาพจิต รวมถึงโครงสร้างของตัวบ้าน สุดท้ายเพื่อนบ้านทนไม่ไหวย้ายบ้านหนี เนื่องจากหวาดผวาเกรงจะได้รับอันตรายในชีวิตและทรัพย์สิน
ส่วนคนเป็นแม่มีพฤติกรรมชอบนำขยะไปทิ้งไว้หน้าบ้านคนอื่น นำกระถางต้นไม้วางรุกล้ำถนนของหมู่บ้าน นำก้อนหินมาเทหน้าบ้านคนอื่น จนรถจักรยานยนต์ที่สัญจรไปมาเสียหลักล้มลง บ้างก็เดินเข้าไปในบ้านคนอื่นโดยไม่ได้รับอนุญาต พฤติกรรมของมนุษย์ป้าและลูกชายเป็นที่เอือมระอาของคนในหมู่บ้านอย่างมาก จึงเป็นสาเหตุให้คนย้ายบ้านหนีโดยเปิดเผยว่า "ตลอดระยะเวลาที่อาศัยอยู่หมู่บ้านแห่งนี้ เหมือนตกนรกทั้งเป็น"


