คณะนิติศาสตร์ปรีดี พนมยงค์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (DPU) ตอกย้ำบทบาทผู้นำทางวิชาการด้านกฎหมายและธุรกิจระดับสากล ผ่านการจัดกิจกรรม Reunion สำหรับศิษย์เก่าหลักสูตร Super LBA 2 เมื่อวันที่ 12 มกราคม 2569 โดยเชิญ Mr. Arthur Keleti ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ระดับโลก นักอนาคตศาสตร์ และผู้ก่อตั้งการประชุม ITBN ร่วมถ่ายทอดวิสัยทัศน์ด้านอนาคตของ “ความจริง” และ “ความมั่นคง” ในยุคปัญญาประดิษฐ์ ภายใต้หัวข้อ “Aithentic? The AI Future of Authenticity, Security, and the Value of Humans and Facts”
กิจกรรมดังกล่าวออกแบบมาเพื่อเสริมสร้างกรอบคิดเชิงลึกให้กับนักธุรกิจและผู้บริหารระดับสูง ท่ามกลางบริบทที่เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์กำลังแทรกซึมเข้าสู่ทุกกระบวนการตัดสินใจทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะแนวคิดเรื่อง “การระเบิดของสติปัญญา” (Intelligence Explosion) ซึ่งถูกมองว่าเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ศักยภาพของปัญญาประดิษฐ์จะก้าวข้ามค่าเฉลี่ยของมนุษย์อย่างชัดเจนภายในปี 2030
“วันนี้ AI กลายเป็นผู้ช่วยที่ฉลาดล้ำหน้าเราไปในหลายด้าน คำถามสำคัญคือ มนุษย์เราจะยังคงรักษาอำนาจในการควบคุมเอาไว้ได้หรือไม่” Mr. Arthur Keleti เปิดประเด็น
พลวัตการระเบิดทางสติปัญญาและการปฏิรูปห่วงโซ่คุณค่า “เรากำลังก้าวเข้าสู่ยุคที่ความฉลาดไม่ได้พัฒนาเป็นเส้นตรงอีกต่อไป”
การบรรยายเริ่มต้นโดยชี้ให้เห็นความเปลี่ยนแปลงที่ยากจะปรับตัวได้ทัน เนื่องจากการเปลี่ยนผ่านของโมเดลภาษาขนาดใหญ่ (LLMs) และเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ที่สามารถวิเคราะห์ข้อมูลจากหลายรูปแบบ (Multimodal AI) ที่ไม่ได้ทำงานผ่านตรรกะแบบเดิม แต่ใช้วิธีสร้างความเชื่อมโยงในโครงข่ายประสาทเทียมผ่านฐานข้อมูลมหาศาล จนสามารถก้าวข้ามขีดจำกัดเดิมในหลายมิติ อย่างผลการทดสอบ GPQA Diamond หรือ Graduate-Level Professional Quality Assurance ในชุด Diamond Set ชุดข้อมูลทดสอบประสิทธิภาพของปัญญาประดิษฐ์ (AI Benchmark) ที่ขึ้นชื่อว่า "ยากที่สุด" ในปัจจุบัน โดยถูกออกแบบมาเพื่อวัดความสามารถในการใช้เหตุผลทางวิทยาศาสตร์ในระดับที่สูงกว่าความรู้ทั่วไป แต่ปัญญาประดิษฐ์ก็สามารถตอบคำถามวิจัยทางวิทยาศาสตร์ที่ซับซ้อนได้แม่นยำกว่าผู้เชี่ยวชาญระดับปริญญาเอก
สภาวะดังกล่าวส่งผลให้โครงสร้างห่วงโซ่คุณค่า (Value Chain) ในระบบเศรษฐกิจต้องถูกจัดระเบียบใหม่ทั้งหมด เนื่องจากต้นทุนการประมวลผลทางปัญญาลดลงมหาศาลเมื่อเครื่องจักรทำงานซับซ้อนแทนมนุษย์ได้ในราคาที่ต่ำกว่า การนำเทคโนโลยีมาทดแทนมนุษย์ในลักษณะนี้ ย่อมปฏิรูปโครงสร้างคุณค่าดั้งเดิมอย่างถอนรากถอนโคน เพราะการจ้างงานเพื่อประมวลผลทางความคิดจะมีความจำเป็นน้อยลง แต่มีต้นทุนที่สูงกว่าการใช้ปัญญาประดิษฐ์อย่างชัดเจน
ความเปลี่ยนแปลงนี้ยังเห็นได้ชัดในอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ที่รหัสคอมพิวเตอร์กว่าร้อยละ 30 ถึง 50 ในบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำถูกเขียนขึ้นโดย AI และมีแนวโน้มเพิ่มเป็นร้อยละ 100 ในอนาคตอันใกล้ ซึ่งช่วยให้ผู้บริหารที่ไม่มีทักษะภาษาคอมพิวเตอร์สร้างโปรแกรมซับซ้อนได้เพียงสื่อสารผ่าน Natural Language
ตัวอย่างเช่น ระบบ Cosmos นวัตกรรม AI Agents ที่ประมวลผลเอกสารกว่า 1,500 ฉบับ และสามารถวิเคราะห์ข้อมูล 42,000 บรรทัด ได้ต่อเนื่องนาน 12 ชั่วโมงต่อวัน จนย่นเวลาวิจัยจาก 20 เดือน ให้เหลือเพียง 1 สัปดาห์ หรือโครงการ Vending Bench ที่ AI สามารถบริหารธุรกิจจำลองจนสร้างกำไรส่วนเกินได้มากกว่า 10,000 ดอลลาร์สหรัฐ
“สิ่งที่เราต้องทำ ไม่ใช่การวิ่งไล่ตามมัน แต่คือการรู้จักบริหารจัดการความฉลาดเหล่านี้ให้ยังคงไว้ซึ่งคุณค่าของมนุษย์ และความถูกต้องของข้อมูล เพราะเรากำลังอยู่ในยุคที่ความฉลาดของเทคโนโลยีไม่ได้ค่อยๆ โต แต่กำลังระเบิดตัวอย่างรวดเร็ว จนเราตามแทบไม่ทัน” Arthur กล่าว
วิกฤตความจริงสังเคราะห์และยุทธศาสตร์การรักษาความปลอดภัยยุคใหม่
“ประสาทสัมผัสถูกลวงให้เชื่อในสิ่งที่เห็นและได้ยินทันที โดยขาดการตรวจสอบเชิงลึก”
ไม่เพียงความสามารถของ Multimodal AI ที่พัฒนาขึ้นอย่างก้าวกระโดดช่วยให้การสร้างสื่อสังเคราะห์มีความสมจริงจนมนุษย์ไม่สามารถแยกแยะได้อีกต่อไป Arthur ยังชี้ว่า สังคมกำลังก้าวเข้าสู่ยุคของ "ความจริงที่รับรู้" (Perceived Truth) ที่ประสาทสัมผัสถูกลวงให้เชื่อในสิ่งที่เห็นและได้ยินทันทีโดยขาดการตรวจสอบเชิงลึก
ปรากฏการณ์นี้ยังส่งผลกระทบโดยตรงต่อภาพลักษณ์แบรนด์และความมั่นคงของข้อมูล เนื่องจาก AI สามารถสร้างวิดีโอเลียนแบบบุคคลสำคัญที่ควบคุมได้แม่นยำ แม้กระทั่งการขยับริมฝีปากและอารมณ์บนใบหน้า ตัวอย่างเช่น ภาพยนตร์สั้นเรื่อง “Sight Extended” ที่ Arthur เป็นผู้อำนวยการสร้าง โดยถ่ายทอดชีวิตของ Patrick ผู้ป่วยโรค Agoraphobia ซึ่งไม่สามารถออกจากบ้านได้ จนกระทั่งเขาได้รับอุปกรณ์ AR อัจฉริยะเชื่อมต่อกับระบบ AI ทำหน้าที่เป็น “ผู้ช่วย” (Helper) คอยแนะนำและสั่งการให้ก้าวข้ามความกลัวจนสามารถออกไปพบปะผู้คนได้สำเร็จ แต่ในทางกลับกัน Patrick กลับเริ่มสูญเสียอำนาจการควบคุมตนเองไปทีละน้อย เพราะต้องพึ่งพาการตัดสินใจจาก AI ในทุกย่างก้าว
“หน้าที่ของผู้นำคือการหาจุดสมดุลระหว่างประสิทธิภาพการผลิต และความถูกต้องแม่นยำของข้อมูล เพื่อให้องค์กรมั่นใจว่าเทคโนโลยีจะช่วยส่งเสริมคุณค่าของมนุษย์และรักษาความน่าเชื่อถือของธุรกิจไว้ได้ในระยะยาว” Arthur ระบุถึงการจัดการข้อมูลในยุคใหม่
เขายังเปิดเผยข้อมูลสำคัญถึงความก้าวหน้าของเทคโนโลยีการจำลองทางฟิสิกส์ผ่านโครงข่ายประสาทเทียม เช่น Kling 2.6 ที่ช่วยให้การสร้างสรรค์ตัวละครดิจิทัลและการเคลื่อนไหวแม่นยำตามหลักวิทยาศาสตร์โดยไม่ต้องเขียนโปรแกรม ทั้งยังทำงานแบบ Real-time บนอุปกรณ์พกพา ยังเปิดโอกาสให้อาชญากรสร้างข้อมูลเท็จได้ทุกที่ทุกเวลา
ภาคธุรกิจจึงจำเป็นต้องพัฒนาการยืนยันความถูกต้องเชิงระบบ (Grounding) และใช้โมเดล AI ตรวจสอบกันเอง (Cross-validation) เพื่อรักษาความน่าเชื่อถือของแบรนด์ในระยะยาว ขณะเดียวกัน ความท้าทายยังปรากฏในรูปแบบของอาการหลอนของระบบ (Hallucination) ที่สร้างข้อมูลเสมือนจริงแต่ไร้ข้อเท็จจริง เช่น กรณีรถยนต์ Toyota iQ ที่ข้อมูลในอินเทอร์เน็ตถูก AI ผลิตซ้ำจนกลายเป็นความจริงเสมือน แม้แต่ผู้เชี่ยวชาญไซเบอร์ที่มีประสบการณ์กว่า 30 ปี ก็ยังมีโอกาสถูกลวงได้หากขาดการตรวจสอบอย่างถี่ถ้วน
นอกจากนี้ AI ยังสามารถเจาะช่องโหว่ระบบได้แม่นยำถึง ร้อยละ 87 ซึ่งสูงกว่ามนุษย์อย่างมาก การนิยามความถูกต้องในยุคใหม่จึงต้องพึ่งพามาตรฐานเทคนิค เช่น C2PA ที่บันทึกแหล่งที่มาและประวัติการแก้ไขสื่อดิจิทัลตั้งแต่ต้นทาง เพื่อใช้ยืนยันความเป็นต้นฉบับและปกป้องห่วงโซ่ข้อมูลให้มั่นคง
ยกระดับผู้นำสู่การบริหารจัดการตัวแทนอัจฉริยะและวิสัยทัศน์สถาบัน
“เราต้องการบุคลากรที่ดึงมนุษย์กลับเข้าสู่กระบวนการควบคุม เพื่อป้องกันความผิดพลาด”
ภายใต้โลกที่ระบบอัตโนมัติเข้ามารับบทบาทหลัก Mr. Arthur มองว่า ผู้นำยุคใหม่ต้องปรับบทบาทไปสู่การเป็นผู้บริหารจัดการตัวแทนอัจฉริยะ (Middle Managers of AI Agents) เพื่อควบคุมทิศทางและรักษาความถูกต้องของข้อมูลในทุกห่วงโซ่ธุรกิจ
การเฝ้าสังเกตพฤติกรรมของเครื่องจักรเป็นสิ่งจำเป็นเนื่องจาก AI มีความสามารถในการเรียนรู้จิตวิทยาการโน้มน้าวใจ การคงมนุษย์ไว้ในวงจรการทำงานจึงไม่ใช่เพียงเรื่องทางเทคนิค แต่เป็นเรื่องของความรับผิดชอบเชิงจริยธรรมและการรักษาคุณค่าความเป็นมนุษย์เอาไว้ให้มั่นคง
ในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ระดับโลก และนักอนาคตศาสตร์ Arthur ยังกล่าวย้ำทิ้งท้ายด้วยว่า "ในอนาคตอันใกล้ระหว่างปี 2569 ถึง 2570 กระบวนการทำงานส่วนใหญ่จะถูกแทนที่ด้วยระบบตัวแทนอัจฉริยะแบบอัตโนมัติ”
ในตอนท้ายของการบรรยาย ดร.สุทธิพล ทวีชัยการ ได้กล่าวขอบคุณวิทยากรและกล่าวทิ้งท้ายว่า “เราจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องพัฒนาบุคลากรที่มีความสามารถในการกำกับดูแลปัญญาประดิษฐ์และดึงมนุษย์กลับเข้าสู่กระบวนการควบคุม เพื่อป้องกันความผิดพลาดที่อาจส่งผลให้สูญเสียฐานลูกค้าสำคัญไป ซึ่งการเรียนรู้พัฒนาการใหม่ๆ และรู้เท่าทันจึงเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่งสำหรับผู้บริหารและผู้นำองค์กร คณะนิติศาสตร์ปรีดี พนมยงค์ DPU มุ่งเน้นการเชื่อมโยงเครือข่ายและสร้างศักยภาพของผู้นำองค์กรด้วยหลักสูตร Super LBA เพื่อแลกเปลี่ยนทิศทางธุรกิจและอัปเดตองค์ความรู้ร่วมกันอย่างเหนียวแน่น โดยล่าสุดเปิดรับสมัครผู้ที่มีศักยภาพเข้ารับการอบรมในหลักสูตร Super LBA รุ่นที่ 3 เพื่อเปิดเวทีให้ผู้นำองค์กรและผู้บริหารระดับสูงที่สนใจศึกษากฎหมายในเชิงประยุกต์กับธุรกิจ และเทคโนโลยี มาร่วมขับเคลื่อนประเทศต่อไป”


