กระทรวงการต่างประเทศกัมพูชา ออกแถลงการณ์อ้างทหารไทยบุกรุกยึดครอง และตั้งกำลังควบคุมดินแดนกัมพูชาอย่างผิดกฎหมายใน 4 จังหวัด ละเมิดข้อตกลงหยุดยิง JBC ขัดมติที่ประชุม JBC รวมทั้งละเมิดกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ
วันที่ 3 มกราคม 2569 กระทรวงการต่างประเทศและความร่วมมือระหว่างประเทศของกัมพูชา ได้ออกแถลงการณ์เปิดเผยพิกัดพื้นที่ที่อ้างงว่ากองทัพไทยบุกล้ำ เข้ายึดครอง และตั้งกำลังควบคุมดินแดนของกัมพูชา ระหว่างปฏิบัติการทางทหารขนาดใหญ่ ตั้งแต่วันที่ 7 ถึงวันที่ 27 ธันวาคม 2568 โดยระบุว่า กองกำลังติดอาวุธไทยได้เปิดปฏิบัติการโจมตีทางทหารที่มีการวางแผนล่วงหน้าและเป็นระบบ ในหลายจุดตลอดแนวชายแดนที่ได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ โดยบุกล้ำ เข้ายึดครอง และตั้งกำลังควบคุมพื้นที่ซึ่งตั้งอยู่ภายในอาณาเขตของกัมพูชาอย่างชัดเจน ใน 4 จังหวัด ได้แก่
1.จังหวัดบันเตียเมียนเจย: หมู่บ้านเปรยจัน(บ้านหนองหญ้าแก้ว) หมู่บ้านโชคชัย (บ้านหนองจาน) หมู่บ้านบึงตรากวน(บ้านคลองแผง)
2.จังหวัดโพธิสัตว์: พื้นที่พลึกดำรี ช่องผ่านแดนระหว่างประเทศทมอดา (ช่องเขาชัย)
3.จังหวัดพระวิหาร: พื้นที่อานเซะ (ช่องอานม้า) พื้นที่ตาถวาย พื้นที่ภูเขาทรัพย์(ภูมะเขือ)
4.จังหวัดอุดรมีชัย: พื้นที่โอเสม็ด ปราสาทคะนา ปราสาทตากระบี(ปราสาทตาควาย) ปราสาทตาเมือนธม พื้นที่ชบอองกุญ และพื้นที่จูกกรวย
แถลงการณ์ระบุอีกว่า กระทรวงการต่างประเทศและความร่วมมือระหว่างประเทศ ได้แจ้งต่อประชาคมระหว่างประเทศและสาธารณชนทั่วไปถึงการกระทำที่เป็นปฏิปักษ์อย่างต่อเนื่องของกองกำลังติดอาวุธไทยต่ออธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดนของกัมพูชา โดยในบางพื้นที่ยังล้ำข้ามเส้นเขตแดนตามการอ้างอิงของฝ่ายไทยเองด้วย ภายหลังการมีผลบังคับใช้ของข้อตกลงหยุดยิง ซึ่งลงนามในการประชุมพิเศษครั้งที่ 3 ของคณะกรรมการชายแดนทั่วไป(GBC) เมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2568
รัฐบาลกัมพูชาได้ยื่นประท้วงอย่างรุนแรงที่สุดต่อการละเมิดของไทย รวมถึงการตั้งกำลังและการยึดครองโดยมิชอบด้วยกฎหมาย และปฏิบัติการทางทหารของกองกำลังติดอาวุธไทยในทั้ง 4 จังหวัดดังกล่าวของกัมพูชา โดยไม่คำนึงถึงเจตนารมณ์ของแถลงการณ์ร่วมจากการประชุมพิเศษของคณะกรรมการชายแดนทั่วไป เมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2568 ซึ่งห้ามการยั่วยุและการใช้กำลังทุกรูปแบบต่อพลเรือนและเป้าหมายพลเรือนในทุกกรณี ทั้งนี้ กองทัพไทยยังคงเพิ่มการโจมตีและทำลายโครงสร้างพื้นฐานพลเรือนและมรดกทางวัฒนธรรมของกัมพูชา โดยเฉพาะในหมู่บ้านเปรยจัน โชคชัย และบึงตรากวน จังหวัดบันเตียเมียนเจย รวมถึงบริเวณด่านผ่านแดนระหว่างประเทศทมอดา จังหวัดโพธิสัตว์
กระทรวงการต่างประเทศกัมพูชาอ้างอีกว่า การยึดครองดินแดนกัมพูชาโดยกองทัพไทยภายหลังการหยุดยิง และการทำลายบ้านเรือนของประชาชนและโครงสร้างพื้นฐานพลเรือนอื่น ๆ ของกัมพูชา ตลอดจนการยังคงปิดกั้นไม่ให้พลเรือนกัมพูชาที่อพยพหนีภัยจำนวนมากสามารถกลับสู่ที่อยู่อาศัยของตนได้ ถือเป็นการละเมิดอย่างชัดเจนต่อหลักการพื้นฐานของกฎหมายระหว่างประเทศ รวมถึงกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศและกฎหมายสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ โดยเฉพาะ
-มาตรา 2 (3) และ 2 (4) ของกฎบัตรสหประชาชาติ ซึ่งกำหนดให้แก้ไขข้อพิพาทด้วยสันติวิธี และห้ามการใช้กำลังต่อบูรณภาพแห่งดินแดนของรัฐอื่น
-มาตรา 53 แห่งอนุสัญญาเจนีวาฉบับที่ 4 ปี ค.ศ. 1949 ซึ่งห้ามการทำลายทรัพย์สินของเอกชนหรือของรัฐ โดยไม่มีเหตุผลทางทหารอันชอบธรรม โดยเฉพาะในช่วงที่การหยุดยิงยังมีผลบังคับใช้
-มาตรา 52 แห่งพิธีสารเพิ่มเติมฉบับที่ 1 ปี ค.ศ. 1977 ของอนุสัญญาเจนีวา ปี ค.ศ. 1949
สิ่งสำคัญที่ต้องเน้นย้ำคือ กัมพูชาและไทยมีพรมแดนทางบกระหว่างประเทศซึ่งกำหนดไว้ตามแผนที่ที่จัดทำขึ้นตามอนุสัญญาปี ค.ศ. 1904 และสนธิสัญญาปี ค.ศ. 1907 โดยได้มีการจัดตั้งคณะกรรมาธิการร่วมปักปันเขตแดนกัมพูชา–ไทย เพื่อกำหนดเส้นเขตแดนระหว่างหลักเขตแดนที่ได้ปักไว้แล้ว คณะกรรมาธิการร่วมฝ่ายกัมพูชายังได้ยื่นประท้วงเป็นลายลักษณ์อักษรอย่างเป็นทางการต่อฝ่ายไทย ต่อการละเมิดของกองทัพไทยต่อดินแดนกัมพูชาและต่ออำนาจหน้าที่ของคณะกรรมาธิการร่วมฯ ในขณะที่ทั้งสองฝ่ายได้มีความคืบหน้าอย่างมีนัยสำคัญในงานปักปันเขตแดน โดยเฉพาะเมื่อเร็ว ๆ นี้ ในการปฏิบัติตามเจตนารมณ์ของบันทึกการประชุมพิเศษของคณะกรรมาธิการร่วมปักปันเขตแดน(JBC) ลงวันที่ 22 ตุลาคม 2568
รัฐบาลกัมพูชาย้ำว่า การตั้งกำลังและการยึดครองดินแดนกัมพูชาโดยกองกำลังทหารไทยอย่างต่อเนื่อง ซึ่งในบางพื้นที่ยังล้ำเกินเส้นเขตแดนตามการอ้างอิงของฝ่ายไทยเอง ถือเป็นการยึดครองที่ผิดกฎหมายและปราศจากมูลฐานใด ๆ ภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศ การยึดครองและการยึดครองต่อเนื่องผ่านการข่มขู่และการใช้กำลัง ขัดต่อหลักการพื้นฐานและไม่อาจปฏิเสธได้ของกฎหมายระหว่างประเทศ ซึ่งห้ามการยึดครองดินแดนโดยใช้กำลัง การได้มาซึ่งดินแดนจากการข่มขู่หรือการใช้กำลัง เป็นสิ่งต้องห้ามอย่างเด็ดขาดตามกฎหมายระหว่างประเทศ และการบริหารจัดการดินแดน การดำเนินการทางปกครอง หรือการใช้อำนาจใด ๆ ที่เกิดจากการกระทำในลักษณะดังกล่าว ย่อมไม่มีผลทางกฎหมายและไม่สามารถก่อให้เกิดสิทธิอันชอบด้วยกฎหมายใด ๆ ได้ทั้งสิ้น


