xs
xsm
sm
md
lg

10 ปี “MOU 43” ไร้คำตอบ หนองจานยังเป็นรอยปริศนาชายแดนไทย-กัมพูชา ปมจับ 7 คนไทยตอกย้ำความล้มเหลวของกลไกรัฐ

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



ครบรอบกว่าสิบปีการลงนาม MOU 43 แต่ปัญหาบ้านหนองจานยังไม่เคยคลี่คลาย ทั้งที่มีหลักเขตแดนชัดเจนและบันทึกข้อตกลงร่วม แต่การรุกล้ำของชาวกัมพูชาเกิดซ้ำแล้วซ้ำเล่า ขณะที่เหตุการณ์ 7 คนไทยถูกจับเมื่อปี 2553 สะท้อนความไร้น้ำหนักของ MOU 43 และความอ่อนแอของกลไกรัฐไทย ทั้งทหาร การทูต และ JBC ที่ไม่สามารถปกป้องอธิปไตยได้

วันนี้ (31 ส.ค.) เทพมนตรี ลิมปพยอม นักวิชาการอิสระด้านประวัติศาสตร์และนักเทววิทยา โพสต์เฟซบุ๊กกล่าวถึง ความจริงที่ “หนองจาน” และข้ออ้าง MOU 43 จากปากคำของบุคคลสำคัญในเวลานั้น

การลงนาม MOU 43 ครบ 10 ปีเศษ ในวันที่ 29 ธันวาคม 2553 ที่ 7 คนไทยถูกจับในดินแดนบ้านหนองจานของไทย และหากย้อนอดีตกลับไปไกลกว่านั้นคือช่วงเวลาที่บ้านหนองจานเป็นค่ายผู้อพยพในนาม Site2 ด้านใต้ (พ.ศ. 2527) ก็ประมาณการได้ว่ามีระยะเวลาของชุมชนแห่งนี้กว่า 41 ปีมาแล้ว

สองเหตุการณ์นี้แม้เกิดต่างกรรมต่างวาระแต่ที่เหมือนกันก็คือการุกล้ำดินแดนบ้านหนองจานก่อนการกำเนิด MOU 43 โดย JBC ในรัฐบาลคุณชวน และ MOU43 ไม่เคยช่วยอะไรต่อ 7 คนไทยได้ รวมถึง คณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย-กัมพูชาก็ไม่เคยใส่ใจต่อเหตุการณ์นี้

“บ้านหนองจาน” ค่ายผู้ลี้ภัยของเดิมตั้งอยู่ในดินแดนประเทศไทยช่วงแนวเขตแดนที่ 46-47 ดูได้จากแผนที่ซึ่งจัดทำโดยหน่วยงานของรัฐร่วมกับองค์กรสากลในช่วงเวลานั้น (ภาพที่ 1) ค่ายนี้ถูกทำลายลงในปี 2527 แต่หลังจากนั้นก็ยังมีชาวบ้านกลับเข้าไปอาศัยอยู่เรื่อยมา
 


รัฐบาลพลเอก ชาติชายมีแนวนโยบายเปลี่ยนสนามรบให้เป็นสนามการค้า และเขมร 4 ฝ่ายต่างร่วมมือกันกับองค์กร UNTAC จัดการเลือกตั้งในปี พ.ศ. 2536 ชุมชนชาวบ้านหนองจาน (เขมร) เริ่มกระจายตัวออกไปในดินแดนกัมพูชา กระนั้นเราจะเห็นจำนวนบ้านเรือนของชาวหนองจานกระจายตัวข้าม (คร่อม) เส้นเขตแดนตามแผนที่มาตราส่วน 1:50,000 ชุด L7018 ของไทย ซึ่งจัดทำขึ้นราว พ.ศ.2545 และใช้อยู่ในปัจจุบัน
(ภาพที่ 2)

อย่างไรก็ดี แม้มี MOU 43 เป็นภาคบังคับไม่ให้มีการกระทำใดๆ ในระหว่างการสำรวจและค้นหาหลักเขตแดนแต่ชาวเขมรก็รุกล้ำอาณาบริเวณบ้านหนองจานเข้ามาเรื่อยๆ โดยไม่มีทีท่าว่าจะเคารพในกติกาที่กำหนดไว้ รวมถึงเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องโดยเฉพาะกองทัพภาคที่ 1 และฝ่ายปกครองที่มีตำแหน่งหน้าที่โดยตรง ภาคบังคับของ MOU 43 ที่ชอบกอดกันอย่างเหนียวแน่นทำอะไรกับชาวเขมรที่บ้านหนองจานไม่ได้เลย

การกระทำผิดของชาวบ้านและทหารเขมรไม่เคยได้รับบทลงโทษใดๆ
สำหรับหลักเขตแดนที่ 46-47 นั้นปรากฏตำแหน่งพิกัดและตัวหลักเขตชัดแจ้งซึ่งมีทั้งเจ้าหน้าที่ทหารในกองทัพภาคที่ 1 และเจ้าหน้าที่ ตชด.เคยสำรวจและถ่ายภาพเอาไว้แล้ว (ภาพที่ 3 ) การจะอ้างว่าหาหลักเขตแดนของตนเองไม่เจอจึงเป็นไปไม่ได้ ฉะนั้นในวันที่ 29 ธันวาคม 2553 ซึ่งคนไทยรวม 7 คนถูกจับโดยกลุ่มทหารเขมรติดอาวุธ และรีบนำตัวคนทั้งหมดส่งไปกรุงพนมเปญ จึงเป็นเรื่องที่น่าอัปยศอดสู

ในการศึกษาประวัติศาสตร์จากคำบอกเล่า บทสัมภาษณ์ของบุคคลสำคัญของประเทศไทยในฐานะเป็นผู้นำ นายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ ผู้นำเหล่าทัพ เป็นประจักษ์พยานชั้นเยี่ยมในเวลานั้นต่อองค์ความรู้ความเข้าใจเรื่องของเขตแดน และ MOU 43 รวมไปถึงพฤติกรรมอันอาจฉ้อฉลของเรื่องราวทั้งหมด 


นักประวัติศาสตร์จึงใช้หลักฐานประเภทนี้เพื่อแสดงให้เห็นว่า พวกเขาเหล่านั้นมีความคิดเป็นอย่างใดต่อเหตุการณ์ที่ 7 คนไทยได้ถูกจับในดินแดนประเทศไทย ผมขอร้อยเรียงดังนี้

อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี :
“ขอเรียนว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้น 7 คนนี้ เข้าไปดูพื้นที่กรณีที่มีการร้องเรียนของประชาชนเรื่องที่ทำกิน รวมทั้งหลักเขตแดน รวมทั้งมี นายพนิช วิกิตเศรษฐ์ ส.ส.กรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ รวมอยู่ด้วย โดยนายพนิชนั้นตนมอบหมายให้ไปประสานงานกับบุคคลที่มีความคิดเห็นเรื่องปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา เพื่อทราบปัญหาข้อร้องเรียนต่างๆ และก่อนเดินทางนายพนิชบอกว่าจะไปลงพื้นที่ ซึ่งตนเข้าใจว่าเป็นการดูพื้นที่ที่ชายแดนที่มีการร้องเรียน แต่รายละเอียดเรื่องเส้นทางไปนั้น ตนไม่ทราบ จนปรากฏเป็นข่าวว่าถูกจับ”

“ต้องขอเรียนว่าการจับกุมที่เกิดขึ้น ถ้าจับกุมในเขตแดนของเรา เป็นสิ่งที่เรายอมรับไม่ได้แน่นอนเด็ดขาด แต่การจับกุมครั้งนี้ฝ่ายกัมพูชาอ้างว่าเป็นการจับกุมเลยหลักเขตแดนของไทยไปแล้ว ไม่ใช่หลักของฝ่ายกัมพูชา กำลังมีการตรวจสอบโดยกระทรวงการต่างประเทศส่งคนลงไปในพื้นที่ พร้อมกับหน่วยงานในพื้นที่เพื่อไปดูจุดต่างๆ”

“สิ่งที่เราได้ข้อมูลตรงกับทุกฝ่าย คือ คนทั้ง 7 ได้ลงจากรถที่ถนนศรีเพ็ญ แล้วมุ่งหน้าไปทางหลักเขตแดนที่ 46 ที่ยังไม่ตรงกันจากที่มีการรายงานจากที่กัมพูชาอ้าง คือเดินไปไกลแค่ไหน ฉะนั้นอยากเรียนว่า การที่รัฐบาลจะดำเนินการกำหนดท่าที ขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริงตรงนี้เป็นสำคัญ ซึ่งกำลังเร่งให้ตรวจสอบ ส่วนที่กัมพูชาระบุว่ามีการพบคนของเราที่วัดโจ๊กเจีย ถ้าเป็นจริงตามนี้ ชัดเจนว่าจะเลยเขตแดนของเราที่เรากำหนด แต่ขณะนี้ต้องตรวจสอบอีกครั้ง”

“แต่ไม่ว่ากรณีจับกุมจะเกิดขึ้นที่ฝั่งใดก็ตาม เราเห็นว่าบุคคลทั้ง 7 ควรจะได้รับการปล่อยตัวทันที ด้วยเหตุผลที่ว่า ทางฝ่ายนโยบายทั้งสองฝ่ายได้เคยคุยกันว่า กรณีที่เกิดปัญหาในชายแดนลักษณะนี้ โดยเฉพาะไม่มีอะไรบ่งบอกว่าคนทั้ง 7 มีอาวุธ ไม่ควรที่จะมีการจับกุมและเข้าสู่กระบวนการของศาล เพราะว่าจะทำให้ปัญหามีความยุ่งยากซับซ้อนมากยิ่งขึ้น”

“การที่เรามี MOU 43 และคณะกรรมการ JBC เป็นการปฏิเสธการอ้างสิทธิการครอบครอง เมื่อมีข้อตกลงตรงนี้ก็เพื่อให้ทั้งสองฝ่ายมาดูเกี่ยวกับแนวหลักเขตร่วมกัน เมื่อสำรวจหลักเขตเป็นที่ยุติของสองฝ่าย ก็จะมาปรับพื้นที่ตามนั้น”

“การจะกล่าวหาคนทั้ง 7 ต้องดูเจตนา ดูอะไรต่างๆ ด้วย แต่ไม่ว่าจะรุกหรือไม่รุกล้ำกัมพูชาต้องการให้มีการปล่อยตัว 7 คนเร็วที่สุด และหากว่ารุกล้ำเข้ามาจับในฝั่งของเรา ก็ต้องมีการตอบโต้ในทางใดทางหนึ่ง”
ที่มา:วันที่ 30 ธันวาคม พ.ศ.2553 (ASTV ผู้จัดการออนไลน์)

พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม :
"พื้นที่ตรงนี้เป็นพื้นที่ที่ชาวกัมพูชาอยู่มานานแล้ว และค่อนข้างชัดเจนว่าเป็นพื้นที่ของกัมพูชา และเมื่อสำรวจเมื่อปี 2549 ส่วนหนึ่งแล้วเป็นหลักเขตที่เราไม่ยอมรับ ซึ่งยังเป็นพื้นที่แย่งสิทธิกันอยู่ ตนอยู่ตั้งแต่ปี 2523 ไม่มีการให้องค์การสหประชาชาติที่ไหนเข้าไปดูแล และพื้นที่ขณะนี้กำลังดูแลอยู่ ซึ่งเป็นพื้นที่บางส่วน เพราะของเราก็มีหลักเขตยืนยัน ส่วนที่มีปัญหาก็มีคณะกรรมการ JBC กำลังตกลงกันอยู่ อย่างไรก็ตาม เป็นพื้นที่ไม่มีโฉนด"

ผู้สื่อข่าวถามว่า พูดเหมือนกับว่ากลาโหมละเลยในสิ่งที่ประชาชนร้องเรียน พล.อ.ประวิตรกล่าวว่า "ไม่ใช่ละเลย อย่าไปพูดว่าละเลย เพราะมันไม่มี เราดูแล ตนก็ดูแลมาตั้งนาน ซึ่งเป็นพื้นที่คนกัมพูชาอยู่ เป็นชมรมหนองจาน ประมาณ 500-600 ครอบครัวหรือประมาณ 2,000 คน อยู่ตรงนั้น 19 ปี เราพยายามที่จะไม่ให้คนอยู่ในพื้นที่เพื่อที่จะกำหนดพื้นที่ให้ชัดเจน และที่นำลวดหนามไปกั้นไม่ให้ชุมชนขยายออกนอกแนว"
ที่มา : วันที่ 30 ธันวาคม พ.ศ. 2553 (เว็บไซต์ไทยรัฐ)

สุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายความมั่นคง :
"ผมได้รับรายงานเรื่องดังกล่าวในเวลาประมาณ 12.00 น. ว่ากลุ่มดังกล่าวเข้าไปในพื้นที่เขตกัมพูชาเพื่อไปตรวจดูหลักเขตแดน แต่ว่าล่วงล้ำเข้าไปจนถูกจับตัวไป ทางรัฐบาลเองได้ให้ทางกระทรวงกลาโหมพยายามประสานติดต่อไปทางกัมพูชาแล้ว อย่างไรก็ตาม น่าจะมีความคืบหน้า ไม่เข้าใจว่าคุณพนิชเข้าไปทำไม และก็ยังไม่ได้พูดคุยกัน คาดว่าน่าจะมีความคืบหน้าในทางที่ดี เพราะเราได้พยายามที่จะพูดคุยกับทางกัมพูชา เชื่อว่าน่าจะได้รับความร่วมจากทางกัมพูชา เพราะทางกัมพูชาจะแจ้งกลับมาให้ทราบในเวลา 17.00 น.ของวันนี้"
ที่มา:วันที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2553 เวลา 16.00 น. (เว็บไซต์แนวหน้า)

"ในรายงานเบื้องต้น คณะที่ไปทั้งหมดได้ผ่านด่านของเจ้าหน้าที่ตำรวจตระเวนชายแดนไป เจ้าหน้าที่พยายามขับรถตามไปบอกให้กลับ แต่ว่าคณะดังกล่าวหลุดเข้าไปในเขตพื้นที่ของกัมพูชาไปก่อนแล้ว เจ้าหน้าที่ ตชด.เขาพยายามห้ามแล้ว แต่ขับรถตามไม่ทัน ผมเช็กแล้ว โดยสอบถามจากเจ้าหน้าที่อย่างไม่เป็นทางการ อย่างน้อยเข้าไป 300-400 เมตร นี่เป็นการรายงานในเบื้องต้นเท่านั้น เพราะบริเวณตรงนั้นมันมีถนนเลียบชายแดน ซึ่งบางส่วนก็อยู่ในเขตเรา บางส่วนก็อยู่ในเขตเขา จึงระงับยับยั้งไม่ทัน ซึ่งตนจะให้เจ้าหน้าที่เอาแผนที่แสดงที่เกิดเหตุมาแสดงให้สื่อได้ทราบ เราจะว่าไปตามข้อเท็จจริง ถ้าฝ่ายเราไม่ผิด เกิดเหตุในพื้นที่ของเรา หรือก้ำกึ่ง การต่อสู้ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง"

เมื่อถามว่า พฤติกรรมของนายวีระบริสุทธิ์ใจหรือไม่ เพราะมีการมองเหมือนกันว่า นายวีระเหมือนพยายามจะเข้าไปในพื้นที่ตรงนั้นและพยายามจะให้ถูกจับ นายพนิช วิกิตเศรษฐ์ ตกไปอยู่ในกระบวนการนั้นด้วยหรือไม่ นายสุเทพกล่าวว่า "ผมไม่ทราบจริงๆ ว่าเขามีเจตนารมณ์และกลไกอย่างไร ไม่ทราบว่านายพนิชเดินทางไปในฐานะอะไร ไปเพื่ออะไร ส่วนผู้ช่วยของนายพนิชที่หนีมาได้ก็ยังไม่ได้ติดต่อกับผม เขาคงรายงานนายกรัฐมนตรีแล้ว แต่ว่าการที่นายวีระเคยถูกจับในพื้นที่ใกล้เคียงและคราวนี้มาถูกจับอีก เป็นเหตุสำคัญที่ทำให้การเจรจาที่จะขอตัวกรณีนี้ยากขึ้น ตอนแรกผมดีใจว่าเขาจะปล่อยอยู่แล้ว แต่พอตรวจรายชื่อกัน มีชื่อคนที่ถูกจับมาก่อน ก็เลยมีปัญหา ส่วนที่มีข่าวว่านายกรัฐมนตรีมอบหมายให้นายพนิชไปเจรจากับกลุ่มพันธมิตรฯ เป็นการภายในนั้น เรื่องข่าวลืออย่างนั้นอย่าเอามาพูดเลย ในสถานการณ์ที่เกิดเหตุอย่างนี้อย่าไปฟังข่าวลือ จะทำให้ประชาชนสับสน ส่วนพื้นที่ที่เกิดเหตุฝ่ายไทยก็อ้างสิทธิมีการออกโฉนดกันมา 20 กว่าปีแล้ว เป็นเรื่องที่มีปัญหาต่อสู้กันอยู่เรื่องแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ต้องหาทางแก้ไขกันให้ได้"
ที่มา : วันที่ 30 ธันวาคม พ.ศ.2553 เวลา 09.00 น. (ASTV ผู้จัดการออนไลน์)

กษิต ภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ :
“ยืนยันว่า นายพนิช วิกิตเศรษฐ์ ส.ส.กทม. พรรคประชาธิปัตย์ และ นายวีระ สมความคิด พร้อมกับพวกรวมเป็น 7 คน ได้ถูกกัมพูชาควบคุมตัวไป ขณะเดินทางไปที่ชายแดนฝั่งจังหวัดสระแก้วเพื่อสำรวจพื้นที่ทับซ้อน อย่างไรก็ดี ได้รายงานให้ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี รับทราบแล้ว และจะได้จัดส่งตัวแทนของรัฐบาลไทยไปเจรจาเพื่อเร่งให้การช่วยเหลือต่อไป”
ที่มา:วันที่ 29 ธันวาคม พ.ศ.2553 (เว็บไซต์โพสต์ ทูเดย์)

"ขณะนี้กระทรวงการต่างประเทศได้ส่งให้เจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ตรวจจุดเกิดเหตุ เพื่อนำข้อมูลที่ได้ไปยื่นต่อกัมพูชาว่าเกิดเหตุตรงจุดใด พร้อมทั้งจะไปหารือยืนยันจุดยืนเดิมที่เคยพูดคุยกันไว้ โดยการเดินทางไปของนายพนิชนั้นไปในฐานะของคณะกรรมาธิการ ไม่มีความเกี่ยวข้องกับฝ่ายบริหาร เป็นการดำเนินการของกลุ่มบุคคล ซึ่งตนหวังว่าจะได้รับคำตอบที่ชัดเจนภายในวันนี้ ส่วนกัมพูชาจะปล่อยตัวหรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับดุลพินิจ แต่ตนจะสะท้อนความเห็นต่อกัมพูชาด้วย ขณะที่มาตรการตอบโต้นั้น ขณะนี้ยังไม่สามารถตอบล่วงหน้าได้ แต่ยืนยันว่า มีแผนอยู่แล้ว"
ที่มา:วันที่ 30 ธันวาคม พ.ศ.2553 (ASTV ผู้จัดการออนไลน์)

“ส่วนประเด็นการรุกล้ำเข้าไปในเขตของกัมพูชาหรือไม่นั้น ได้มีข้อมูลยืนยันระหว่างฝ่ายไทยและกัมพูชา โดยเฉพาะพิกัดของทั้ง 7 คน โดยฝ่ายไทยทราบข้อมูลจากความมั่นคงที่มี่เจ้าหน้าที่กรมสนธิสัญญา และกรมแผนที่ทหารเข้าสำรวจใกล้กับจุดเกิดเหตุ จึงพบว่ามีการรุกล้ำเข้าเขตกัมพูชาประมาณ 1 กิโลเมตรเศษ โดยรุกล้ำเข้าไปในหมู่บ้าน ส่วนวิดีโอคลิปก็มีภาพการเคลื่อนไหว และสถานที่พบกับทหารของเขา” เมื่อถามว่าคนไทยทั้ง 7 คนยอมรับหรือไม่ว่ารุกล้ำเข้าเขตกัมพูชา นายกษิต กล่าวว่า “ยอมรับแล้ว ได้นำแผนที่แสดงพิกัด พร้อมนำภาพวีโอนคลิปมาให้ดูด้วย” เมื่อถามถึงขบวนการและขั้นตอนการเข้าสู่ขบวนการพิจารณาของศาลกัมพูชา นายกษิตกล่าวว่า “ฝ่ายไทยต้องเคารพกระบวนการและขั้นตอนของศาลกัมพูชา และต้องขอร้องให้กัมพูชาเร่งรีบ และมีข้อยุติโดยเร็ว ซึ่งจากนี้ต่อไปเป็นเรื่องการชี้แจงในศาล ทั้ง 7 คนไม่มีเจตนาร้าย ไม่ใช่อาชญากร ไม่ติดอาวุธ การเข้าเมืองผิดกฎหมายไม่ได้ร้ายแรงอะไร”
ที่มา: วันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2553 (ลงใน ASTV ผู้จัดการรายวัน ฉบับวันที่ 1-2 มกราคม พ.ศ. 2554)

“รัฐบาลพยายามที่จะโน้มน้าว โดยให้ยึดหลักการตามที่ผู้นำทั้ง 2 ประเทศ เคยตกลงกันไว้ว่า ถ้าหากมีปัญหาอะไรก็ขอให้เจรจาหาทางแก้ปัญหากันให้จบ อย่าให้ต้องไปถึงกระบวนการยุติธรรม แต่คราวนี้ นายวีระ สมความคิด แกนนำกลุ่มเครือข่ายคนไทยหัวใจรักชาติได้เข้าไปในพื้นที่เป็นครั้งที่ 3 แล้ว ซึ่งตอนนี้เรื่องมันเข้าไปถึงระบบศาลแล้ว จึงล่วงเลยกระบวนการที่จะให้ปล่อยตัวไปแล้ว แต่เมื่อเรื่องเข้าสู่ระบบศาลแล้วก็ต้องเร่งให้เร็วขึ้นในการที่จะให้ปล่อยตัว ในส่วนของการให้ความช่วยเหลือคนไทยทั้ง 7 คน ทางกระทรวงการต่างประเทศได้ส่งทนายความเข้าไปช่วยเหลือ 2 คน กำลังเร่งประสานงานกระบวนการไต่สวน เพื่อให้เรื่องจบโดยเร็วในวันสองวันนี้”

“นอกจากนี้ มีเจ้าหน้าที่ของกระทรวงการต่างประเทศและกรมแผนที่ทหารที่เข้าไปตรวจสอบพื้นที่ที่คนไทยถูกจับกุม พบว่า หากยึดตามแนวหลักเขตก็จะพบว่ามีการเลยเข้าไปประมาณ 40-50 เมตร แต่หากยึดเอาแนวสันปันน้ำก็เกินเข้าไปประมาณ 8 เมตร ทั้งนี้ ยังมีพื้นที่ที่ยังมีปัญหาเรื่องพื้นที่ทับซ้อนกันอยู่ประมาณ 15 จุด ที่ยังไม่มีความชัดเจน”
ที่มา: วันที่ 4 มกราคม พ.ศ.2554 (ลงใน ASTV ผู้จัดการรายวัน ฉบับวันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2554)

วาสนา ห่อนบุญเหิม ผอ.กองเขตแดน กรมสนธิสัญญาและกฎหมาย กระทรวงการต่างประเทศ:
นางวาสนา ห่อนบุญเหิม พร้อม นายศานิตย์ นาคสุขศรี ผู้ว่าราชการจังหวัดสระแก้ว นำคณะตรวจหลักเขตแดนที่ 46บ้านหนองจาน ตำบลโนนหมากมุ่น อำเภอโคกสูง ซึ่งอยู่ห่างจากถนนศรีเพ็ญ ลึกเข้าไปประมาณ 600 เมตร พบว่ามีการขึงลวดหนามแสดงแนวเขตศูนย์อพยพบ้านหนองจานไว้อย่างชัดเจน และเมื่อพ้นลวดหนามเข้าไปจะเป็นชุมชนชาวเขมร ปลูกบ้านเรียงรายกว่า 500 หลังคาเรือน โดยมีทหารกัมพูชาพร้อมอาวุธครบมือยืนเรียงรายอยู่บนถนน K5 ของกัมพูชา ซึ่งเป็นถนนคู่ขนานกับถนนศรีเพ็ญ

ระหว่างนั้นมีทหารกัมพูชาเดินเข้าไปหาคณะพร้อมสั่งห้ามเดินรุกล้ำเกินแนวลวดหนามเข้าไป อ้างว่าไม่ปลอดภัย คณะทั้งหมดจึงพากันย้อนกลับไปที่ถนนศรีเพ็ญ พร้อมสอบถามพยานที่เดินทางไปกับคณะคนไทยทั้ง 7 คน โดยพยานยืนยันว่า คนไทยทั้งหมดได้เดินรุกล้ำลวดหนามไปถึงถนน K5 ฝั่งกัมพูชา และถูกทหารกัมพูชาจับตัวบริเวณหน้าวัดโจ๊กเจีย หรือวัดโชคชัย ในหมู่บ้านโจ๊กเจียของกัมพูชา ซึ่งห่างจากถนนศรีเพ็ญเข้าไปประมาณ 1,200เมตร โดยนางวาสนากล่าวว่า “จะรวบรวมข้อมูลทั้งหมดรายงานให้ นายกษิต ภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เพื่อนำไปเจรจากับ สมเด็จฮุน เซน ในช่วงเย็นวันที่ 30 ธันวาคม
ที่มา:วันที่ 30 ธันวาคม พ.ศ. 2553 (ลงในไทยรัฐ ฉบับวันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2553)

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบ :
"เรื่องที่เกิดขึ้น ทหารทำตามหน้าที่ดูแลทุกอย่าง เรื่องต่อไป รัฐบาลก็จะดำเนินการเข้าไปช่วยเหลือ กระทรวงการต่างประเทศก็ต้องทำหน้าที่ไป ทหารก็ยืนยันได้ว่าจะดูแลคนไทยเป็นอย่างดี หากทางกัมพูชาเข้ามาจับในฝั่งไทยก็คงยอมไม่ได้ เราไม่แน่ใจเหมือนกันว่าโดนจับได้อย่างไร อาจจะเป็นเพราะเข้าไปในพื้นที่ที่มีปัญหาอยู่ และไม่ควรใช้ว่าพื้นที่เขาหรือพื้นที่เรา ควรใช้ว่าพื้นที่ที่มีปัญหา ที่ผ่านมาการอยู่ร่วมกันนั้นก็อยู่ด้วยการมีบันทึกความเข้าใจ (MOU) และเมื่อแนวเขตแดนยังไม่มีความชัดเจน ทุกคนก็ต้องเคารพกติกา เคารพสิทธิซึ่งกันและกัน" เมื่อถามว่า เมื่อยังไม่มีความชัดเจนในเรื่องพื้นที่ คนเหล่านั้นควรจะถูกดำเนินการควบคุมตัวได้หรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า "คำว่า ที่กล่าวว่าชัดเจนหรือไม่ชัดเจนนั้น มันลึกไปกว่านี้หรือไม่ เข้าไปเขตแดนเขาหรือไม่ ตรงนี้ยังไม่มีความชัดเจน ส่วนการที่จะนำตัวคนไทยทั้งหมดไปขึ้นศาลนั้น ก็คงต้องให้ศาลเป็นผู้พิจารณา"
ที่มา : วันที่ 30 ธันวาคม พ.ศ. 2553 (ลงในไทยรัฐ ฉบับวันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2553)

พล.ท.อุดมเดช สีตบุตร แม่ทัพภาคที่ 1:
“เรื่องนี้ทางทหารได้เตือนกลุ่มดังกล่าวแล้วว่าอย่าเข้าไปในพื้นที่ดังกล่าวเพราะยังเป็นพื้นที่พิพาท แต่หากจะเข้าไปก็ต้องมาขออนุญาตกับทางหน่วยทหารที่รับผิดชอบเพื่อประสานงานกับทหารเขมรก่อนจะเข้าไป ซึ่งไม่ได้หมายความว่าเข้าไม่ได้ ส่วนในวันที่กลุ่มแนวร่วมพันธมิตรฯ จะออกมาเคลื่อนไหวในเรื่องนี้ที่ทำเนียบรัฐบาลนั้น ก็ทำได้ แต่ต้องอยู่ในกรอบของกฎหมาย อย่าสร้างความวุ่นวาย หรือเข้าใจผิด และหากว่าทางแนวร่วมจะไปชุมนุมในพื้นที่ที่เกิดเหตุนั้น ทางผมคงไม่สามารถอนุญาตได้ เพราะอาจจะทำให้สถานการณ์บานปลาย และควบคุมได้ยาก”

“ส่วนการช่วยเหลือคนไทยทั้งหมด คงต้องเป็นเรื่องระดับชาติของรัฐบาลแล้ว แต่ทางทหารในพื้นที่ยืนยันว่าไม่จำเป็นต้องเพิ่มกำลังทหารในพื้นที่ที่เกิดเหตุอย่างใด เพราะที่มีก็เพียงพออยู่แล้ว และยืนยันว่า ทหารก็เป็นคนไทย จะไม่ยอมให้เสียดินแดน หรือมีการรุกล้ำอธิปไตยอย่างแน่นอน”
ที่มา: วันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ.2553 (ASTV ผู้จัดการออนไลน์)

พล.ท.ธวัชชัย สมุทรสาคร แม่ทัพภาคที่ 2 :
"การไปสำรวจพื้นที่ชายแดน หรือเข้าไปในพื้นที่ชายแดน หากบริสุทธิ์ใจจริงก็มีเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทหาร และ ตชด.ในพื้นที่อยู่แล้ว ก็ควรไปติดต่อให้เจ้าหน้าที่พาเข้าไป และการจะเข้าไปในพื้นที่ชายแดนทุกครั้งต้องประสานทางฝ่ายเขมรด้วย จะเข้าไปดูส่วนไหนก็เข้าไปดูได้ ไม่มีปัญหาอะไร แต่หากมีเจตนาทำให้บ้านเมืองทะเลาะกัน คิดว่าไม่ถูกต้อง ทำให้มีความยากลำบากต่อเจ้าหน้าที่รัฐที่จะประสานงานกัน ให้ประชาชนทั้ง 2 ฝ่ายมีความสุข ก็จะทะเลาะกัน ผลสุดท้ายทำให้คนในพื้นที่ชายแดนมีเรื่องบาดหมางกัน"

"โดยส่วนตัวเห็นว่าในส่วนของ นายพนิช วิกิตเศรษฐ์ ส.ส.กรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ คงต้องขอตัวกลับมาก่อน เพราะเป็นผู้แทนของประชาชน ส่วนคนอื่นคงต้องดำเนินคดีตามกฎหมายของกัมพูชาไป บางครั้งต้องยอมรับว่า เมื่อทำความผิดแล้วก็ต้องยอมรับความจริงบ้าง และมีบางคนที่เคยถูกจับตัวไปก่อนหน้านี้มาแล้ว ก็ยังเข้าไปอีก ซึ่งทางกองทัพภาคที่ 1 ก็ได้ช่วยกลับมาแล้ว เมื่อถูกจับบ่อยไม่ปรับแก้อะไร ก็เหมือนการไม่ให้เกียรติกัน"
ที่มา: วันที่ 30 ธันวาคม พ.ศ.2553 เวลา 10.00 น. (ASTV ผู้จัดการออนไลน์)

พล.ต.นพดล โชติศิริ รองเจ้ากรมแผนที่ทหาร:
“ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับกรมแผนที่ทหาร ซึ่งเป็นฝ่ายเทคนิค ได้ร่วมกับกรมสนธิสัญญาและกฎหมาย กระทรวงการต่างประเทศ ตรวจสอบจุดที่ 7 คนไทยถูกจับกุม ผลปรากฏว่าจุดที่ถูกจับกุมตัวอยู่บริเวณซุ้มประตูวัดโจกเกีย ไม่ใช่บริเวณหน้าวัดโจกเกีย ซึ่งถือว่าต่างกัน เพราะบริเวณซุ้มประตูอยู่ระหว่างหลักที่ 46-47 เข้าไปในเขตกัมพูชา 55เมตร ทั้งนี้พื้นที่ดังกล่าวเป็นพื้นที่ทับซ้อนที่อยู่ระหว่างการหาข้อยุติเรื่องการปักปันเขตแดน โดยชั้นต้นอยู่ในขั้นสำรวจปักปันเขตแดน การที่กลุ่มคนไทยเข้าไปในพื้นที่อาจเกิดขึ้นได้โดยน่าจะเป็นความเข้าใจผิด”

“กรมแผนที่ทหารเป็นข้าราชการประจำ ไม่เทกไซด์ฝ่ายใด ผมพูดชัดเจนแล้วว่ามีการรุกล้ำเข้าไประหว่างหลักที่ 46-47 ประมาณ 55 เมตร ผลการตรวจสอบของเราเป็นวิทยาศาสตร์ ผลออกมาอย่างไรต้องเป็นไปตามนั้น”
ที่มา: วันที่ 5 มกราคม พ.ศ. 2554 (เว็บไซต์เดลินิวส์)

ธานี ทองภักดี อธิบดีกรมสารนิเทศ และโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ:
"ขณะนี้สถานเอกอัครราชทูตไทยในกรุงพนมเปญได้รายงานว่า นายพนิช วิกิตเศรษฐ์ ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ ได้ถูกทางการกัมพูชาควบคุมตัวระหว่างลงพื้นที่ปราสาทพระวิหาร โดยได้เข้าไปในพื้นที่ฝั่งกัมพูชา โดยขณะนี้ทางการไทยได้ประสานเจรจาให้ปล่อยตัวแล้ว อย่างไรก็ตาม ยืนยันว่าการเดินทางของนายพนิชในครั้งนี้ไม่ได้เกี่ยวข้องกับทางการไทยแต่อย่างใด"
ที่มา:วันที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2553 (เว็บไซต์กรุงเทพธุรกิจ)

“จากข้อมูลที่ทั้งสองฝ่ายได้ตรวจสอบ ชัดเจนว่าทั้ง 7 คนล้ำเข้าไปในเขตกัมพูชา โดยน่าจะพลัดหลงเข้าไป เรื่องดังกล่าวได้เข้าสู่กระบวนการยุติธรรมของกัมพูชา ฝ่ายไทยก็ให้ความเคารพต่อกระบวนการยุติธรรมดังกล่าว และหวังว่าจะมีการพิจารณาคดีโดยเร็ว โดยคำนึงถึงความสัมพันธ์ระหว่างทั้ง 2 ประเทศ ทั้งนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้มีโอกาสเข้าเยี่ยมคนไทย 7 คนที่คุกเปรย์ ซาร์ กระทรวงการต่างประเทศ โดยสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงพนมเปญ ได้ให้ความช่วยเหลืออย่างเต็มที่ จัดหาทนายความเพื่อสู้คดีให้แล้ว”
ที่มา:วันที่ 30 ธันวาคม พ.ศ. 2553 (ลงในไทยรัฐ ฉบับวันที่ 31ธันวาคม พ.ศ. 2553)

“การส่งทีมทนายความไปให้ความช่วยเหลือต่อสู้ในข้อกฎหมาย กระทรวงการต่างประเทศทำอย่างเต็มที่ แต่ก็ต้องว่าไปตามข้อเท็จจริง และเตรียมต่อสู้ให้ทางศาลกัมพูชาเห็นว่าคนไทยทั้ง 7 คนที่ล้ำแดนเข้าไปไม่มีเจตนาแอบแฝงอะไรทั้งสิ้น เข้าไปเพราะไม่ทราบว่าเป็นพื้นที่ของทางกัมพูชา ก็หวังว่าศาลกัมพูชาจะพิจารณาไปตามข้อเท็จจริง และไทยหวังเป็นอย่างยิ่งว่าศาลจะพิจารณาตัดสินคดีด้วยความรวดเร็ว”
ที่มา:วันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2553 (ลงใน ASTV ผู้จัดการรายวัน ฉบับวันที่ 1-2 มกราคม พ.ศ. 2554)

กล่าวถึงกรณีที่ นายปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ โฆษกพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ระบุว่า รัฐบาลและกระทรวงการต่างประเทศด่วนสรุปเร็วเกินไปว่าคนไทยทั้ง 7 คนรุกล้ำพื้นที่กัมพูชา ทั้งที่การพิสูจน์จากภาพวิดีโอยังไม่เสร็จสิ้นว่า “จากการตรวจสอบเสร็จสิ้นไปแล้ว โดยเจ้าหน้าที่ของกระทรวงการต่างประเทศและฝ่ายความมั่นคงยืนยันตรงกันว่ามีการรุกล้ำเข้าไปจริง โดยเป็นการพลัดหลงกัน”
ที่มา:วันที่ 2 มกราคม พ.ศ.2554 (ASTV ผู้จัดการออนไลน์)

“ระยะเวลาในการพิจารณาคดีนั้นไม่สามารถบอกได้ เพราะขึ้นอยู่กับพยานและหลักฐาน ซึ่งยอมรับว่ากระทรวงการต่างประเทศกังวลเรื่องการชุมนุมของกลุ่มคนไทยหัวใจรักชาติ ที่จะชุมนุมอยู่ที่จังหวัดสระแก้ว เพราะเป็นการไปกดดันกัมพูชา ส่วนคลิปที่มีปรากฏออกมาว่าทั้ง 7 คนไทยจงใจรุกล้ำเข้าไปในกัมพูชานั้น ยืนยันว่าทั้ง 7คนพลัดหลงเข้าไป และไม่มีเจตนาร้าย เชื่อว่าเรื่องที่มีการเดินเข้าไปไม่กี่กิโลเมตร น่าจะอนุโลมให้กันได้ ซึ่งการตัดตอนเอาแค่บางช่วงบางตอนทำให้บริบทของเนื้อหาบิดเบือน”
ที่มา:วันที่ 5 มกราคม พ.ศ. 2554 (ASTV ผู้จัดการออนไลน์)

ศานิตย์ นาคสุขศรี ผู้ว่าราชการจังหวัดสระแก้ว:
"ส่วนตัวเชื่อเรื่องน่าจะจบลงด้วยดีใน 1-2 วันนี้ ไม่น่าจะมีความขัดแย้งที่รุนแรงระหว่างประเทศ ขณะที่ต้องการให้ศาลประเทศกัมพูชาเร่งตัดสินคดีโดยเร็ว เพราะหลังจากนั้นเชื่อว่าน่าจะมีการปล่อยตัวคนไทยทั้ง 7 คนกลับมาอย่างแน่นอน เนื่องจากระบบยุติธรรมของประเทศเพื่อนบ้านไม่เหมือนกับประเทศไทย เมื่อมีการตั้งข้อหาแล้ว ศาลจะตัดสินคดีเลย ล่าสุดยังไม่มีการตัดสินคดีดังกล่าว ซึ่งทางจังหวัดก็รอการประสานงานระหว่างผู้ใหญ่ระดับประเทศ โดยเฉพาะ นายกษิต ภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ที่เดินทางไปเยี่ยมและหารือเพื่อช่วยเหลือคนไทยทั้ง 7 คนที่กัมพูชา"
ที่มา:วันที่ 30 ธันวาคม พ.ศ. 2553 (เว็บไซต์ไทยรัฐ)

ดร.ปณิธาน วัฒนายากร รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี:
“ส่วนการล้ำพรมแดนนั้น กระทรวงการต่างประเทศยืนยันต่อกัมพูชาว่าคณะที่เข้าไปนั้น โดยเฉพาะ นายพนิช วิกิตเศรษฐ์ ส.ส.กรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ ไม่มีเจตนาล้ำพรมแดนเข้าไป นอกจากจะไปประสานงานการเข้าไปติดตามเรื่องที่ประชาชนในพื้นที่ร้องเรียนว่าไม่สามารถทำกินในที่ดินได้ จึงเข้าไปดูข้อเท็จจริงในด้านหลักหมุดและจุดต่างๆ นายพนิชคงเชื่อว่าตรงนั้นเป็นเขตแดนไทย และไม่มีเจตนาที่จะทำสิ่งใดที่กระทบกระเทือนความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศ”

“นายกรัฐมนตรียังกล่าวกับ ครม.ถึงกรณีคลิปวิดีโอของนายพนิชว่า จริงๆ นายกรัฐมนตรีแจ้งต่อสื่อมวลชนและประชาชนไปแล้วว่า ทราบว่านายพนิชจะเดินทางเข้าพื้นที่ตามแนวชายแดน แต่นายกรัฐมนตรีไม่ทราบว่าจะเข้าไปในบริเวณไหน จนนายพนิชพยายามติดต่อประสานเข้ามาในกรณีที่เป็นข่าว และยังแจ้งให้ทราบว่านายพนิชจะเข้าไปในบริเวณนั้น และจะขอให้มีการประสานงานกับตำรวจตระเวนชายแดน เมื่อนายพนิชโทรศัพท์เข้ามาแล้ว นายกรัฐมนตรีแจ้งว่า เลขานุการส่วนตัวของนายพนิชไม่สามารถติดต่อกับเลขานุการส่วนตัวนายกรัฐมนตรีได้ในช่วงที่ประสานงานกัน แต่นายกรัฐมนตรีรับทราบโดยทั่วไปว่า มีการเข้าไปและประสานงานกันเพื่อไปดูเรื่องร้องเรียนของประชาชน”
ที่มา:วันที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2554 (ASTV ผู้จัดการออนไลน์)
 

อันที่จริงแล้วยังมีบทสัมภาษณ์และความคิดเห็นของบุคคลสำคัญอีกหลายท่านซึ่งตามที่ผู้เขียนยกตัวอย่างมาอ้างไว้ย่อมทำให้เห็นแล้วว่า บุคคลสำคัญส่วนใหญ่ไม่มีความเข้าใจเรื่อง MOU 43 และไม่มีความรู้เรื่องบ้านหนองจาน ในตำแหน่งราชการของบุคคลสำคัญจำนวนหนึ่งคือ กรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย-กัมพูชา หรือ JBC น่าเสียดายว่าเมื่อเวลาเปลี่ยนไปบางคนก็กลับล้ำที่จะยกเลิก MOU 43 และบางหน่วยงานยังคงกอด MOU ไว้อย่างต่อเนื่อง

การศึกษากรณีบ้านหนองจานนี้ เรายังต้องฟังคำสัมภาษณ์ของสมเด็จฮุนเซนดังที่หนังสือพิมพ์ในกัมพูชา

ฮุน เซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชา:
สำนักข่าวเดิมอัมปรึล ระบุว่า นายฮุนเซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชาได้ประกาศระหว่างพิธีปิดการประชุมประจำปีของกระทรวงการพัฒนาชนบทในกรุงพนมเปญ ว่า “เจ้าหน้าที่ของเราได้จับกุมพวกเขาในแผ่นดินกัมพูชา เข้ามายังแผ่นดินกัมพูชาแบบผิดกฎหมาย โดยไม่มีพาสปอร์ต และได้ทำการต่อต้านทหารกัมพูชาในกัมพูชา”

“การจับกุมทั้ง 7 คนไม่ส่งผลกระทบปัญหาเขตแดนและความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างสองประเทศ นายกรัฐมนตรีไทย อภิสิทธิ์ ได้ขอกับผม ให้เข้าแทรกแซงกรณีดังกล่าว และปล่อยตัวนักการเมืองไทยคนหนึ่งจากพรรคประชาธิปัตย์ แต่ผมตอบ ไม่ ไม่สามารถช่วยได้ สมาชิกสภาผู้แทนของไทยมีเอกสิทธิ์ในประเทศไทย แต่ที่นี่คือในกัมพูชา และพวกเขาทำผิดกฎหมายในแผ่นดินกัมพูชา และต่อต้านเรา”

“นายกรัฐมนตรีไทย อภิสิทธิ์ รักประเทศของตนเอง และผมก็รักประเทศของผม”
“คนไทยที่ถูกจับกุมทั้งหมดจะถูกส่งมาถึงกรุงพนมเปญในช่วงเย็นวันนี้ และการดำเนินการของเราวันนี้ ไม่ได้เป็นการแก้แค้นเจ้าหน้าที่ไทยที่ยิงและใช้ความรุนแรงกับชาวกัมพูชาผู้บริสุทธิ์ ซึ่งเข้าไปยังไทยโดยผิดกฎหมายหรือไม่รู้ว่าเส้นเขตแดนอยู่ที่ไหน คนไทยที่ถูกจับกุมทั้งหมดจะต้องเผชิญกับการลงโทษตามกฎหมายในกัมพูชา และก่อนหน้านี้กัมพูชาได้ปล่อยตัวสามคนไทยที่เข้ามาโดยผิดกฎหมาย”
ที่มา;วันที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2553 (ASTV ผู้จัดการออนไลน์)

ฮอร์ นัมฮง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศกัมพูชา :
“ขณะนี้ทุกอย่างอยู่ในอำนาจของศาลกัมพูชา ดังนั้นรัฐบาลจะต้องเคารพต่อระบบยุติธรรม เราไม่สามารถแทรกแซงอำนาจแห่งศาลได้” ศูนย์ข่าวดืมอัมปึล ในกรุงพนมเปญ ที่ใกล้ชิดกับรัฐบาลรายงาน
ที่มา: วันที่ 30 ธันวาคม พ.ศ. 2553 (ASTV ผู้จัดการออนไลน์)

ดังจะเห็นได้ว่าปัจจุบันนี้ความจริงย่อมเป็นที่ปรากฏให้ทราบโดยทั่วกันว่า 7 คนไทยไม่ได้รุกล้ำเข้าไปยังดินแดนกัมพูชา ไม่มีพื้นที่ทับซ้อนใดๆเพราะยังเดินไปไม่ถึงหลักเขตที่ 46
การปล่อยปละละเลยและการอ้าง MOU 43 โดยไม่มีความเข้าใจอย่างเพียงพอย่อมส่งผลกระทบต่ออธิปไตยและดินแดนไทยเป็นอย่างมาก และบัดนี้เมื่อมีการประกาศกฎอัยการศึกก็ย่อมไม่มีโอกาสได้รับรู้เลยว่า การแก้ไขปัญหาจะดำเนินการไปถึงจุดไหน

อุทาหรณ์สอนใจต่อปากคำประวัติศาสตร์ที่ถ่ายทอดออกมาจากบุคคลต่างๆในเวลานั้นยังสะท้อนไปถึงการไม่ศึกษาประวัติศาสตร์เรื่องบ้านหนองจานของผู้คนในปัจจุบัน แต่ยังส่งเสริมสนับสนับสนุนบุคคลแบบขาดวิจารณญาณอีกด้วย

เทพมนตรี ลิมปพยอม
31 สิงหาคม 2568

ความจริงที่ “หนองจาน” และข้ออ้าง MOU43 จากปากคำของบุคคลสำคัญในเวลานั้น

การลงนาม MOU 43 ครบ 10 ปีเศษ ในวันที่ 29 ธันวาคม...โพสต์โดย Thepmontri Limpaphayorm เมื่อ วันอาทิตย์ที่ 31 สิงหาคม 2025



กำลังโหลดความคิดเห็น