xs
xsm
sm
md
lg

สรุปข่าวเด่นในรอบสัปดาห์ 6-12 ธ.ค.2563

เผยแพร่:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



1."บิ๊กตู่" ลั่น “เกินไปแล้ว” หลังม็อบใช้สัญลักษณ์ "ค้อน-เคียว" ด้าน "ศรีสุวรรณ" แนะปัดฝุ่น กม.ป้องกันคอมมิวนิสต์รับมือม็อบ!

เมื่อวันที่ 7 ธ.ค. เพจเฟซบุ๊ก "เยาวชนปลดแอก-Free YOUTH" ซึ่งเป็นเพจหลักที่คอยสั่งการม็อบราษฎร 2563 เคลื่อนไหวชุมนุมตามสถานที่ต่างๆ ได้โพสต์ทิศทางการเคลื่อนไหว โดยตั้งเป้าที่จะ RESTART THAILAND อ้างว่า เพื่อสร้างสังคมที่ "คนเท่ากัน" พร้อมโพสต์สัญลักษณ์ RT โดยตัว R เหมือน "เคียว" ส่วนตัว T เหมือน "ค้อน"

ทั้งนี้ สัญลักษณ์ "ค้อนเคียว" เป็นสัญลักษณ์อย่างหนึ่งของลัทธิคอมมิวนิสต์ มักใช้เพื่อเป็นเครื่องหมายของลัทธิคอมมิวนิสต์ พรรคคอมมิวนิสต์ หรือรัฐคอมมิวนิสต์ต่างๆ

ซึ่งในเวลาต่อมา กระแสโซเชียลออนไลน์ได้มีการวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางถึงสัญลักษณ์ดังกล่าวว่า เป้าหมายของกลุ่มราษฎร 2563 ต้องการให้ประเทศไทยมีระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตย หรือแบบคอมมิวนิสต์กันแน่?

ขณะที่แนวร่วมม็อบราษฎร อย่างนายอนุรักษ์ เจนตวนิชย์ หรือ "ฟอร์ด เส้นทางสีแดง" ได้ออกมาโพสต์ท้วงติงว่า "รูปค้อนและเคียวไม่ควรนำมาเป็นสัญลักษณ์ เพราะคุณจะถูกผลักให้เป็นคอมมิวนิสต์ ผู้ใหญ่ช่วยกันเตือนด้วยครับ"

ส่วนท่าทีของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ต่อกรณีที่เพจเยาวชนปลดแอก ได้ประกาศเปิดตัว RT MOVEMENT โดยมีสัญลักษณ์ ตัวอักษร RT คล้ายรูปค้อนและเคียว ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของระบอบคอมมิวนิสต์นั้น มีรายงานว่า พล.อ.ประยุทธ์ ได้กล่าวแบบบ่นๆ ในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 8 ธ.ค.ว่า "มันเกินไปแล้ว จะดำเนินการยังไง ก็ขอให้จัดการตามกฎหมาย"

ขณะที่ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวหลังถูกผู้สื่อข่าวถามกรณีม็อบกลุ่มราษฎรโพสต์ข้อความและภาพเหมือนตั้งธงเรื่องสาธารณรัฐ พร้อมใช้สัญลักษณ์คล้ายค้อนเคียวว่า เป็นเรื่องของกฎหมาย ให้กฎหมายเขาว่าไป เพราะเรามีกฎหมาย

ด้านนายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย เผยว่า ตามที่มีเฟซบุ๊กชื่อ เยาวชนปลดแอก–Free YOUTH ประกาศเปิดตัว RT MOVEMENT ซึ่งใช้สัญลักษณ์ค้อนเคียว ในการขับเคลื่อนเมื่อวันที่ 7 ธ.ค. โดยมีเป้าหมายในการปลุกสำนึกทางชนชั้นของเหล่าแรงงานผู้ถูกกดขี่ ไม่ว่าจะเป็นนักเรียน พนักงานออฟฟิศ แม่บ้าน รปภ. นอกเครื่องแบบ ชาวนา ข้าราชการ โดยอ้างว่าทุกคนล้วนเป็นแรงงานผู้ถูกกดขี่ เพื่อหวังให้ทุกคนร่วม RESTART THAILAND เพื่อสร้างสังคมที่ “คนเท่ากัน” นั้น

นายศรีสุวรรณ กล่าวว่า รูปภาพ ค้อนเคียวที่เยาวชนปลดแอกนำมาใช้นั้น เป็นสัญลักษณ์อย่างหนึ่งของลัทธิคอมมิวนิสต์ มักใช้เพื่อเป็นเครื่องหมายของลัทธิคอมมิวนิสต์ พรรคคอมมิวนิสต์ หรือรัฐคอมมิวนิสต์ต่างๆ ทั่วโลก โดยปกติแล้วมักทำเป็นรูปค้อนและเคียวไขว้กัน ซึ่งเครื่องหมายทั้งสองอย่างนี้ คือสัญลักษณ์บุคคลในชนชั้นกรรมาชีพและชนชั้นชาวนา การนำสัญลักษณ์ทั้งสองอย่างมารวมกัน จึงหมายถึงเอกภาพของแรงงานในภาคเกษตรกรรมและภาคอุตสาหกรรม ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของสังคมในแบบคอมมิวนิสต์ และสัญลักษณ์ดังกล่าวนี้เป็นที่รู้จักกันดีจากการที่นำรูปดังกล่าวไปใช้ในธงชาติสหภาพโซเวียต ควบคู่ไปกับรูปดาวแดง และยังถูกนำไปใช้ในธงและตราสัญลักษณ์ต่างๆ อีกจำนวนมาก และถึงแม้สหภาพโซเวียต จะล่มสลายไปแล้วเมื่อปี 1991 แต่ทว่าสัญลักษณ์ค้อนเคียว ก็ยังคงถูกนำไปใช้ในประเทศที่ใช้ระบอบคอมมิวนิสต์อยู่ เช่น ลาว เวียดนาม จีน และคิวบา เป็นต้น

นายศรีสุวรรณ กล่าวอีกว่า เป้าหมายสูงสุดของลัทธิคอมมิวนิสต์ คือ การล้มล้างระบบศักดินา ระบบกษัตริย์ ระบบชนชั้น ซึ่งไม่สอดคล้องกับประวัติศาสตร์และจารีตนิยมของการปกครองของไทย ในยุคหนึ่งมีการทำสงครามเย็นกันขึ้นเพื่อเผยแพร่ลัทธิดังกล่าวเข้ามาในประเทศไทย จนหลายคนหลงผิดหนีเข้าป่าไปเป็นสาวกของลัทธิดังกล่าวมากมาย จนรัฐบาลสมัยนั้นต้องออกกฎหมาย พ.ร.บ.ป้องกันการกระทำอันเป็นคอมมิวนิสต์ พ.ศ.2495 ขึ้นมา เพื่อระงับ ยับยั้งการกระทำอันเข้าข่ายเชิดชูลัทธิอันตรายดังกล่าว เพราะลัทธินี้ถือได้ว่า บ่อนทำลายความมั่นคงของชาติ สถาบันศาสนา สถาบันพระมหากษัตริย์ หรือการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

แต่เมื่อสถานการณ์โลกเปลี่ยนแปลงไปจากสนามรบกลายเป็นสนามการค้า ทำให้รัฐบาลในสมัยนายชวน หลีกภัย ได้ออก พ.ร.บ.ยกเลิก พ.ร.บ.ป้องกันการกระทำอันเป็นคอมมิวนิสต์ พ.ศ.2495 พ.ศ.2543 ในที่สุด

“ดังนั้นหากจะเป็นการป้องกันดีกว่าแก้ ถึงเวลาหรือยังที่รัฐบาลควรพิจารณานำกฎหมายดังกล่าวขึ้นมาปัดฝุ่นบังคับใช้อีกครั้ง เพื่อระงับยับยั้งกระบวนการทั้งใต้ดิน บนดิน ของกลุ่มปลดแอก กลุ่มแนวร่วม และกลุ่มต่างๆ ที่กระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย และสร้างความวุ่นวายให้เกิดขึ้นในสังคมเหล่านั้นเสีย แต่หากยังไม่ถึงเวลา รัฐบาลต้องมีมาตรการที่เด็ดขาดกว่าปัจจุบันในการจัดการบุคคล หรือกลุ่มที่ละเมิดกฎหมายอย่างเด็ดขาดเสียที”

เป็นที่น่าสังเกตว่า เมื่อวันที่ 4 ธ.ค. เพจเยาวชนปลดแอก-Free YOUTH ได้โพสต์ภาพพร้อมข้อความเกี่ยวกับความหมายของคำว่า "สาธารณรัฐ" ราวกับต้องการให้ประเทศไทยเปลี่ยนเป็นสาธารณรัฐ

โดยระบุว่า “รัฐที่มหาชนเป็นใหญ่” สาธารณรัฐ(Republic) เป็นรูปแบบการปกครองที่แพร่หลายทั่วโลก เน้นการกระจายอำนาจการปกครอง ผู้ปกครองต้องมาจากการเลือกตั้งอย่างเสรีและเป็นธรรม มิใช่ตกทอดทางสายเลือด ไม่มีเลือดสีน้ำเงิน ไม่มีเลือดสีอื่นใด มีเพียง “สีแดง” “มนุษย์ทุกคนเกิดมาเท่าเทียมกัน ไม่มีมนุษย์คนไหนพึงมีสิทธิแต่กำเนิดในอันที่จะยกยอตระกูลของตนให้มีอภิสิทธิ์ถาวรเหนือคนทั้งปวงตลอดไป” -Thomus Paine"


"เพื่อประโยชน์สุข แก่มหาชนชาวสาธารณรัฐ ในสาธารณรัฐ เสียงของประชาชนจะดังก้องฟ้า แต่สาธารณรัฐจะเกิดขึ้นไม่ได้เลย หากปราศจากประชาชนผู้ลุกขึ้นปลดเปลื้องพันธนาการทั้งปวง"

อนึ่ง ก่อนหน้านี้ ในการชุมนุมของแนวร่วมกลุ่มราษฎรเคยมีการพ่นสีที่พื้นเป็นคำว่า "Republic of THAILAND" นอกจากนี้ในการชุมนุมของกลุ่มเสรีประชาธิปไตยเยาวชนอุดร และกลุ่มเยาวชนอุดรธานี รวมถึงผู้ใหญ่บางส่วนเมื่อวันที่ 22 ต.ค.ที่ จ.อุดรธานี ได้มีการถือป้ายเป็นธงชาติไทย เขียนข้อความว่า REPUBLIC OF THAILAND เช่นกัน


2.พบคนไทยติดโควิดจากท่าขี้เหล็กอีก 9 ราย ส่วนบุคลากรทางแพทย์พบติดเชื้อรายที่ 6 !


วันนี้ (12 ธ.ค.) นพ.โสภณ เอี่ยมศิริถาวร ผู้อำนวยการกองโรคติดต่อทั่วไป เผยสถานการณ์ของโรคโควิด-19 ในไทยว่า กรณีบุคลากรทางการแพทย์ที่ติดเชื้อที่รายงานไปเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา จากการสอบสวนโรคของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาการไม่รุนแรง อยู่ในความดูแลของแพทย์ ซึ่งมีรายที่ 6 เพิ่มเติม โดยมีประวัติสัมผัสผู้ป่วยแรายแรกเมื่อวันที่ 3 ธ.ค. ได้รับประทานอาหารเที่ยงด้วยกัน มีระยะห่างไม่เกิน 1 เมตร อย่างไรก็ตามจากการตรวจผู้สัมผัส 10 ราย กับบุคลากรทางการแพทย์รายที่ 6 นี้ ผลตรวจเป็นลบทั้งหมด แต่ยังจะต้องถูกติดตามอีก 14 วันต่อไป

ด้าน นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวถึงกรณีผู้ติดเชื้อที่เกี่ยวข้องกับท่าขี้เหล็ก ว่า ใน 7 จังหวัด ผู้ที่ติดเชื้อยังอยู่ที่ 49 ราย ล่าสุดยังไม่พบการลักลอบเข้ามาเพิ่มเติม แสดงว่ามาตรการของเรามีความรัดกุม และสามารถให้คนกลับเข้ามาสู่ช่องทางปกติ

สำหรับวันนี้ (12 ธ.ค.) ทางจังหวัดเชียงรายได้ร่วมกับทางจังหวัดท่าขี้เหล็ก มีการจัดระบบให้กับคนไทยที่อยู่ท่าขี้เหล็กเดินทางกลับประเทศอย่างถูกต้องตามกฎหมาย ในช่องทางปกติ ซี่งมีผู้แสดงความจำนงเดินทางกลับประเทศไทยจำนวน 107 คน เป็นผู้ใหญ่ 104 คน และเด็ก 3 คน

ทั้งนี้ จากการประสานกันล่วงหน้ากับทางเมียนมา ซึ่งเขาได้มีการตรวจหาเชื้อก่อน ผลปรากฎว่า ใน 107 ราย มีผู้ติดเชื้อจำนวน 5 ราย และทั้ง 5 รายได้ส่งไปรักษาตัวที่ รพ.เชียงรายประชานุเคราะห์แล้ว ซึ่งมั่นใจได้ว่า จะไม่มีการแพร่เชื้อไปสู่ที่อื่นๆ ส่วนที่เหลือก็เข้าสู่การกักตัวของสถานกักกันตัวของรัฐ หรือ LQ ที่จังหวัดเชียงราย และมีการตรวจหาเชื้อต่อ

จากการตรวจหาเชื้อส่วนที่เหลือในสถานกักกัน พบผู้ติดเชื้ออีก 4 ราย เพราะฉะนั้นในกลุ่มผู้ที่เดินทางเข้ามา 107 รายนี้ มีผู้ติดเชื้อรวมเป็น 9 ราย ซึ่งจะมีการตรวจทานข้อมูลกับทางจังหวัดเชียงรายต่อไป แต่ส่วนใหญ่มีอาการน้อย ไม่น่าเป็นห่วง และได้เข้าสู่การรักษาเรียบร้อยแล้ว

นพ.โอภาส กล่าวอีกว่า สำหรับผู้ไปเที่ยวในจังหวัดที่พบผู้ติดเชื้อโควิด ไม่ต้องถูกกักตัว สามารถท่องเที่ยวได้ตามปกติ ยกเว้นผู้สัมผัสเสี่ยงสูง

ผู้สื่อข่าวถามว่า กรณีที่มีการแชร์ภาพที่ด่านถาวรบ้านแหลม อ.โป่งน้ำรอน จ.จันทบุรี ที่ไม่มีการควบคุมโรค นพ.โอภาส ชี้แจงว่า จากการตรวจสอบรูปข้อมูลที่มีการแชร์กันนั้นเป็นรูปเก่า ซึ่ง ณ ปัจจุบัน หน่วยงานความมั่นคงมีการแก้ไขเรียบร้อยแล้ว โดยเอาลวดหนามไปขึงเรียบร้อยแล้ว และมีระบบตรวจตราอย่างรอบด้าน ซึ่งผู้ที่เกี่ยวข้องก็ได้อธิบายข้อเท็จจริงให้ทราบแล้ว

ส่วนการจัดงานบิ๊กเมาน์เท่นที่ จ.นครราชสีมาในที่ 12-13 ธ.ค.นี้ ซึ่งอาจมีผู้ร่วมงานจำนวนมาก นพ.โอภาสกล่าวว่า ขณะนี้ในประเทศไทยไม่มีพื้นที่ที่มีสถานการณ์การระบาด ในส่วนของการจัดงานก็สามารถดำเนินการได้ แต่ขอให้ผู้จัดงานมีมาตรการให้ผู้ร่วมงาน ได้แก่ 1.ให้ผู้ร่วมงานใส่หน้ากากอนามัย 2.มีจุดแจกเจลแอลกอฮอล์ล้างมือ หรือมีจุดล้างมือ และ 3.ให้มีการสแกนไทยชนะ 4.มีการแจ้งให้ข้อมูลให้ผู้ร่วมงานได้รับทราบ

“ผู้เข้าร่วมงาน ถ้าเป็นพื้นที่กลางแจ้งก็ต้องใส่หน้ากากอนามัย ถ้าจะเข้าห้องน้ำที่สาธารณะ ต้องล้างมมือทุกครั้ง และสแกนไทยชนะ ถ้าพบเราก็จะสามารถรถควบคุมโรคได้เร็ว ถ้าพบอาการผิดปกติ ก็ไปพบแพทย์ ส่วนเจ้าหน้าที่ต้องคอยติดตามให้ผู้ร่วมงานดำเนินการให้เป็นไปตามมาตรการที่กำหนดไว้ ก็จะทำให้ทุกคนได้ร่วมงานอย่างมีความสุข และทำให้เศรษฐกิจของประเทศดำเนินต่อไปได้”

เมื่อถามถึงกรณีมีข่าวพบผู้ติดเชื้อในคอนโดฯ แห่งหนึ่ง นพ.โสภณกล่าวว่า ข่าวดังกล่าวเป็นบุคลากรทางการแพทย์ รายที่ 6 ที่ได้มีการเฝ้าระวังและกักกันโรคอยู่แล้วตั้งแต่วันที่ 5 ธ.ค. ซึ่งตรวจวันที่ 5 ธ.ค. ไม่พบเชื้อ หลังจากนั้นตรวจในวันที่ 8 ธ.ค. จึงพบเชื้อ

สำหรับรายนี้ ความเสี่ยงที่จะติดไปยังผู้อื่น ถือว่าน้อยมาก เนื่องจากช่วงวันที่ 5-7 ธ.ค. ไม่ได้ออกไปไหน ขณะที่คอนโดฯ ก็ได้มีการทำความสะอาดพื้นผิว ลิฟต์ บริเวณที่จอดรถ ด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อ ซึ่งก็ทำให้เกิดความมั่นใจได้ว่าจะไม่มีการติดเชื้อ ขอให้ประชาชนสบายใจได้ว่า มีโอกาสแพร่เชื้อได้น้อยในคอนโดฯ แห่งนั้น ส่วนผู้ที่พักอยู่ในคอนโดฯ หากไม่สบายใจ ก็ขอให้สังเกตอาการตัวเอง หรือมาขอรับการตรวจโรงพยบาลใกล้บ้าน โดยไม่มีค่าใช้จ่าย

ล่าสุด (12 ธ.ค.) ศูนย์ข้อมูล COVID-19 ระบุว่า จากแนวโน้มการระบาดของโรคโควิด-19 ยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะแถบประเทศเพื่อนบ้าน ดังนั้น กระทรวงสาธารณสุขได้สั่งการให้ทุกจังหวัดเปิดศูนย์ปฏิบัติการฉุกเฉินด้านการแพทย์และสาธารณสุข กรณีโรคโควิด-19 (EOC) โดยให้ปฏิบัติ ดังนี้

ติดตามและประเมินสถานการณ์ภายในจังหวัด, เตรียมความพร้อมโรงพยาบาล เวชภัณฑ์ ห้องปฏิบัติการ และบุคลากร, เฝ้าระวังผู้ป่วยโรคปอดบวม และผู้ป่วยโรคทางเดินหายใจ, ส่ง อสม.เคาะประตูบ้าน แจ้งข่าวประชาชนและคัดกรองกลุ่มเสี่ยง, เปิดสายด่วนให้กลุ่มเสี่ยงรายงานตัว, แนะนำมาตรการต่างๆ ต่อประธานคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัด ที่สำคัญจะต้องกำกับดูแลสถานประกอบการในพื้นที่ โดยเฉพาะสถานบันเทิง เพื่อให้ปฏิบัติตามมาตรการควบคุมป้องกันโรคได้ตามมาตรฐาน

3."ทักษิณ" ทวีตไม่เสียใจที่หลายคนเดินจากพรรคเพื่อไทยที่ตนสร้างมากับมือ พร้อมขอบคุณคนที่ยังอยู่ เชื่ออุดมการณ์จะนำพรรคไปสู่ความสำเร็จ!



วันนี้ (12 ธ.ค.) นายทักษิณ ชินวัตร ผู้หลบหนีหลายคดี ทวีตข้อความ ผ่านทวิตเตอร์ Thaksin Shinawatra โดยขอบคุณทุกคนที่ยังอยู่กับพรรคเพื่อไทย พร้อมยืนยันไม่เสียใจที่วันนี้มีคนเดินจากไป "ช่วงนี้ได้ข่าวมีหลายคนที่เดินออกจากพรรคเพื่อไทย หลายคนออกมาโจมตีบ้านเดิมของตัวเอง ผมในฐานะคนที่รักพรรคนี้ซึ่งเป็นพรรคที่ได้วางรากฐานมาตั้งแต่ครั้งเป็นไทยรักไทย มาจากอุดมการณ์อันแน่วแน่ที่ต้องการเห็นประเทศพัฒนาไปข้างหน้าภายใต้ระบอบประชาธิปไตยที่แข็งแรง"

"เราจึงได้รวบรวมคนที่มีแนวคิด และอุดมการณ์เดียวกันกับเรา จนมาเป็นพรรคการเมืองใหญ่ที่ผ่านมา เพื่อรักษาอุดมการณ์นั้น ผมได้ต่อสู้ และสูญเสียอะไรไปมาก ทั้งการไม่ได้อยู่ในแผ่นดินเกิด ไม่ได้อยู่กับครอบครัว และคนที่ผมรัก"

"ผมทำเต็มที่มาตลอด เพื่อเดินบนเส้นทางแห่งอุดมการณ์ ที่ผมได้ให้สัญญาไว้กับพี่น้องประชาชน และคนที่ฝากความหวังไว้ ดังนั้นผมไม่เสียใจที่วันนี้จะมีคนเดินจากไป เพื่อไปมีเส้นทางใหม่ เพราะผมคงไปบังคับหัวใจใครให้อยู่กับพรรคตลอดไปไม่ได้"

"ผมจึงขอขอบคุณคนที่ยังอยู่กับพรรคเพื่อไทย พรรคที่ผมเคยวางรากฐานไว้ ผมเชื่อว่า อุดมการณ์ที่มั่นคงของพรรค จะนำพาพรรคไปสู่ความสำเร็จได้อย่างที่เคยทำสำเร็จมาแล้วในอดีต และจะยังสามารถเป็นที่พึ่งที่หวังให้ประชาชนได้อย่างที่เคยเป็นมา"

เป็นที่น่าสังเกตว่า การทวีตของนายทักษิณครั้งนี้ มีขึ้นหลังจากเมื่อวันที่ 30 พ.ย. คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ อดีตประธานยุทธศาสตร์พรรคเพื่อไทย ได้ยื่นใบลาออกจากสมาชิกพรรคเพื่อไทย โดยมีแกนนำคนอื่นๆ ลาออกด้วย อาทิ นายโภคิน พลกุล, นายวัฒนา เมืองสุข และ นายพงศกร อรรณนพพร, นายรัฐภูมิ โตคงทรัพย์ หรือ ฟิล์ม เป็นต้น

ด้านนายวรชัย เหมะ อดีต ส.ส.สมุทรปราการ พรรคเพื่อไทย (พท.) และอดีตแกนนำกลุ่มเสื้อแดง กล่าวถึงกรณีที่นายทักษิณ ทวีตข้อความผ่านทวิตเตอร์ว่า ไม่ว่าใครก็ตามที่ออกไปจากพรรค พท.แล้ว ถีบส่งพรรคในยามที่เราไม่ได้เป็นรัฐบาล เมื่อออกไปแล้วก็อย่าคิดหวนกลับมาที่พรรคอีก คนพวกนี้อยู่ในพรรคก็ไม่เจริญ เพราะเป็นพวกจุดยืนไม่มั่นคง ไม่รู้จักบุญคุณของพรรค ตนไม่ได้ว่าใคร แต่เมื่อออกกันไปแล้ว ก็ขอให้ไปดีๆ อย่าพูดพาดพิงทำร้ายพรรคอีก

นายวรชัย กล่าวอีกว่า ตนเป็นคนหนึ่งที่มีจุดยืนชัดเจนที่จะอยู่กับพรรค ไม่ไปไหน แม้จะต้องติดคุกก็ตาม ก่อนหน้านี้ตนก็ถูกซื้อตัวถึง 40 ล้านบาทให้ย้ายออก แต่ตนก็ไม่ไปไหน ทั้งนี้ วันหนึ่งสถานการณ์การเมืองจะเปลี่ยน ท้ายที่สุดชัยชนะจะเป็นของประชาชนที่ยึดมั่นวิถีประชาธิปไตย ใครที่ไม่ยืนหยัดต่ออุดมการณ์นี้ วันหนึ่งเมื่อกระแสกลับเข้ามาที่พรรค พท. ก็อย่าวิ่งกลับเข้ามาที่พรรคอีก อย่าทำตัวเป็นพวกกาฝาก

4.แกนนำม็อบราษฎร เคลื่อนไหวยกเลิก ม.112 อ้างล้าหลัง-โหดร้าย ด้าน “หมอวรงค์” เหน็บ ถ้าไม่คิดหมิ่นสถาบัน ใยต้องกลัว ม.112 !



ความเคลื่อนไหวของม็อบกลุ่มราษฎร เมื่อวันที่ 10 ธ.ค. แกนนำม็อบ นำโดยนายพริษฐ์ ชิวารักษ์ หรือเพนกวิน น.ส.ปนัสยา สิทธิจิรวัฒนกุล หรือรุ้ง พร้อมตัวแทนผู้ที่ถูกดำเนินคดีตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ได้ร่วมกันจัดกิจกรรม “ยกเลิก 112 สิ แล้วเราจะเล่าให้ฟัง” ที่อนุสรณ์สถาน 14 ตุลา แยกคอกวัว 

นายพริษฐ์กล่าวว่า การนำมาตรา 112 มาใช้ แสดงให้เห็นถึงความป่าเถื่อน ล้าหลัง โหดร้าย และสร้างความขัดแย้งทางการเมืองไม่สิ้นสุด แต่ปัจจุบันคนที่เห็นต่างก็ไม่กลัวมาตราดังกล่าวแล้ว ดังนั้นกฎหมายที่ไม่สอดคล้องกับมติมหาชนก็จะต้องถูกยกเลิกไปเอง

หลังจากนั้นตัวแทนผู้ได้รับผลกระทบจากมาตรา 112 ได้อ่านแถลงการณ์เรียกร้อง “หยุดกักขังความคิด หยุดปิดปากประชาชน” เนื่องในวันรัฐธรรมนูญ และวันสิทธิมนุษยชนสากล มีเนื้อหาเรียกร้องให้ยกเลิกประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112

เป็นที่น่าสังเกตว่า กิจกรรมดังกล่าว ได้มีการปาฐกถาพิเศษจากนายปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์ ผู้ต้องหาคดีหมิ่นสถาบัน มาตรา 112 ซึ่งหนีคดีอยู่ต่างประเทศ และสนับสนุนให้ยกเลิกมาตรา 112 มาโดยตลอดด้วย

ขณะที่กลุ่ม 24 มิถุนาประชาธิปไตย นำโดยนายสมยศ พฤกษาเกษมสุข ซึ่งเคยถูกศาลฎีกาพิพากษาจำคุก 6 ปีคดีหมิ่นสถาบัน และพ้นโทษเมื่อเดือน เม.ย.2561 ได้นำมวลชนมาปักหลักชุมนุมที่หน้าอาคารสหประชาชาติ (ยูเอ็น) ถนนราชดำเนินนอก เพื่อยื่นหนังสือเรียกร้องผ่านตัวแทนสหประชาชาติ ขอให้นานาชาติกดดันรัฐบาลไทยให้ยกเลิกประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 โดยนายสมยศ อ้างว่า กฎหมาย มาตรา 112 เป็นกฎหมายล้าหลัง ปิดกั้นสิทธิเสรีภาพการแสดงความคิดเห็น เป็นเครื่องมือทำลายล้างทางการเมือง ที่ผ่านมารัฐใช้กฎหมายนี้ทำลายฝ่ายตรงข้าม สถาบันเป็นองค์กรของรัฐ ต้องตรวจสอบ วิพากษ์วิจารณ์ได้

นายสมยศ กล่าวอีกว่า การต่อสู้ให้ยกเลิกมาตรา 112 จะเคลื่อนไหวในแบบการชุมนุม มีแนวโน้มต่างจากการเคลื่อนไหวเมื่อ 10 ปีที่แล้ว ...จะเคลื่อนไหวเรียกร้องระดับนานาชาติ โดยเฉพาะเดือน พ.ค.2564 ที่จะประชุมผู้นำสหประชาชาติทั่วโลก ที่นครเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ทางกลุ่มจะส่งตัวแทนเดินทางไปประท้วงต่อหน้าผู้แทนชาวโลก

วันเดียวกัน (10 ธ.ค.) นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม หัวหน้ากลุ่มไทยภักดี ได้โพสต์เฟซบุ๊กหัวข้อ “#Save112 เพราะคนไทยไม่เดือดร้อน” ว่า แกนนำม็อบราษฎรไปยื่นข้อเรียกร้องต่อสหประชาชาติ เพื่อกดดันรัฐบาลให้เลิกมาตรา 112 และให้ยุติการดำเนินคดีคณะราษฎรทุกคน แกนนำม็อบรู้ไหมว่ากฎหมายอาญา มาตรา 112 ไม่ใช่กฎหมายที่อยากจะรังแกใครก็ได้ พวกท่านคิดว่าการหมิ่นประมาท ดูหมิ่น การแสดงความอาฆาต มาดร้าย เป็นสิ่งที่ควรกระทำหรือ ถ้าไม่คิดกระทำสิ่งเหล่านี้แล้วทำไมต้องกลัว อย่าว่าแต่สถาบันเบื้องสูงเลย ถ้ามีคนไปหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้าย คุณพ่อคุณแม่ของเหล่าแกนนำ พวกท่านจะคิดอย่างไร ที่สำคัญคือการคุ้มครององค์ประมุขแห่งรัฐ ไม่เพียงมีแต่มาตรา 112 แต่ยังมีมาตรา 133 คุ้มครองประมุขแห่งรัฐต่างประเทศ มาตรา 134 คุ้มครองผู้แทนรัฐต่างประเทศ ทำไมไม่ขอยกเลิกมาตรา 133 และ 134 ด้วย หรือจะให้คุ้มครองเฉพาะประมุขรัฐ และผู้แทนประมุขรัฐต่างประเทศ แต่ไม่ต้องคุ้มครององค์ประมุขรัฐของไทย

5."เพนกวิน" ประกาศยุติบทบาทการ์ดม็อบราษฎรทุกกลุ่ม ด้าน "หัวหน้าการ์ดเสื้อแดง" แฉ "เจ้าของม็อบ" ให้เพื่อนเปิดบริษัทการ์ดรอรับงาน!


(ซ้าย) นายพริษฐ์ ชิวารักษ์ หรือเพนกวิน แกนนำกลุ่มราษฎร 2563 (ขวา) นายสมบัติ ทองย้อย หัวหน้าการ์ดเสื้อแดง
เมื่อวันที่ 11 ธ.ค. นายพริษฐ์ ชิวารักษ์ หรือเพนกวิน แกนนำกลุ่มราษฎร 2563 ได้โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊ก “เพนกวิน-พริษฐ์ ชิวารักษ์ Parit Chiwarak” ระบุว่า “ถึงมิตรสหายร่วมรบ อันรวมถึงพี่น้องประชาชนผู้ร่วมเส้นทางสู่ประชาธิปไตยที่แท้จริงทุกท่าน ก่อนอื่นกลุ่มราษฎรขอขอบคุณต่อมิตรไมตรีและน้ำใจของทุกท่านที่ร่วมต่อสู้กับความไม่เป็นธรรมโดยไม่เคยย่อท้อ แม้ในหลายครั้งคราที่เราเผชิญกับอุปสรรคจากน้ำมือของผู้ที่ไม่หวังดีและไม่ต้องการเห็นวันแห่งชัยชนะของประชาชน วันที่ประชาชนเป็นใหญ่ในแผ่นดินอย่างแท้จริง และขอขอบคุณเสียงสะท้อนของพวกท่าน ต่อบรรยากาศการเคลื่อนไหวในด้านต่างๆ ซึ่งน้อมรับฟังและนำไปทบทวนเสมอมา"

"ดังนั้น เพื่อบรรยากาศที่ดีในการชุมนุมอย่างสันติ ซึ่งเป็นอาวุธสำคัญในการต่อสู้ของเราตลอดมา ตลอดจนเป็นเกราะคุ้มภัยให้อำนาจรัฐและศักดินายากที่จะเจาะทะลวงเข้ามาทำลายการต่อสู้ของเราได้ กลุ่มราษฎรจึงขอประกาศยุติบทบาทของหน่วยงานการ์ดอาสาทั้งหมดในการชุมนุมของเรา โดยทางผู้จัดจะจัดทีมงานที่ได้รับการฝึกฝนและมีทักษะอย่างมืออาชีพมาช่วยอำนวยความสะดวกในการจัดการชุมนุมต่อไป ด้วยความเชื่อมั่นว่า ประชาชนผู้มาชุมนุมอย่างสันติร่วมกัน สามารถปกป้องการชุมนุมของเรา และปกป้องกันและกัน โดยไม่ควรต้องยกเป็นภาระของพี่น้องการ์ดแต่เพียงถ่ายเดียวดังที่เป็นมาในหลายหน ทั้งนี้ เรายังคงรู้สึกซาบซึ้งต่อน้ำจิตน้ำใจและแรงกายแรงใจของพี่น้องผู้ทำหน้าที่การ์ดรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มแข็ง และขอขอบคุณการ์ดทุกท่าน ทุกกลุ่มสังกัด ไว้อีกครั้งหนึ่ง"

"อย่างไรก็ตาม บนเส้นทางการต่อสู้อันยาวไกลนี้และหนักหน่วงนี้ ยังคงมีภารกิจอีกมากที่ต้องขอพึ่งพาน้ำจิตน้ำใจของทุกท่าน รวมถึงประชาชนทุกคน ในการอาสามาร่วมลงแรง ซึ่งเราจะประกาศให้ทุกท่านได้ทราบต่อไป”

วันเดียวกัน (11 ธ.ค.) หลังจากนายพริษฐ์ ได้โพสต์เฟซบุ๊กประกาศให้หน่วยงานการ์ดอาสาของการชุมนุมกลุ่มราษฎรทั้งหมดยุติบทบาท นายสมบัติ ทองย้อย หัวหน้าการ์ดเสื้อแดง ได้โพสต์ข้อความบนเฟซบุ๊ก สมบัติ ทองย้อย ว่า “ฝากถึงพี่น้องการ์ดเสื้อแดงทุกคน ขอให้ทุกคนที่สามารถมาร่วมชุมนุมได้ งดติดบัตรการ์ด และปลอกแขนหรือสัญลักษณ์ใดๆ ที่แสดงออกหรือบ่งบอกว่าเป็นการ์ดเสื้อแดง เพื่อความสบายใจของผู้มาร่วมชุมนุม หรือทางทีมงานตามที่เด็กๆ ต้องการ ขอให้เอาบัตรการ์ดขึ้นหิ้งบูชา ว่าเราเคยร่วมสู้ ร่วมสุข ร่วมทุกข์มาด้วยกัน ถึงแม้ว่าเราอาจจะเคยโดนมองว่ามีปัญหา แต่พวกเราจงเก็บความภาคภูมิใจไว้ข้างใน แต่เมื่อถึงเวลา ที่มีสิ่งไม่ดีเกิดขี้นในที่ชุมนุม ขอให้จิตวิญญาณของความเป็นการ์ดของพวกเราทุกคนจงเกิดขี้นโดยอัตโนมัติ โดยมิได้เพิกเฉยต่อสิ่งที่เกิดขี้นตรงหน้า จงจำไว้เราคือการ์ดเสื้อแดง ไม่ว่าจะปรับเปลี่ยนให้ไปอยู่ในสถานะใดๆ ก็ตาม เราก็ยังเป็นการ์ดเสื้อแดง และแม่งคงเป็นยันตายแหละครับ”

นอกจากนี้ ยังโพสต์ข้อความอีกว่า “ถ้าคำว่าการ์ดมืออาชีพ แต่มีคนที่เคยเป็นการ์ดมาทำงาน หรือใช้คำใหม่ว่าสต๊าฟ นั่นก็คือรู้กันว่าอะไรคืออะไร แต่ก็ไม่ว่ากันเอาที่สบายใจ ยังไงก็ไปเหมือนเดิม เพราะจุดหมายไม่ใช่เรื่องการ์ด แต่เป็นเรื่องอื่น ที่เราๆ รู้กัน”

ไม่เท่านั้น นายสมบัติ ทองย้อย ยังได้โพสต์อีกครั้งถึงกรณีที่นายพริษฐ์ประกาศยุติบทบาทการ์ดทุกกลุ่ม โดยต่อไปทางผู้จัดจะจัดทีมงานที่ได้รับการฝึกฝนและมีทักษะอย่างมืออาชีพมาช่วยอำนวยความสะดวกในการจัดการชุมนุม โดยนายสมบัติ ได้โพสต์แฉว่า “มันไม่ใช่การ์ดมืออาชีพ แต่เป็นการ์ดที่เจ้าของม็อบบอกให้เพื่อนไปเปิดบริษัทการ์ดรอล่วงหน้า เพื่อรองรับการทำงานที่จะเกิดขึ้น เออ อันนี้เข้าท่าดีนะ รักเพื่อน สนับสนุนบริษัทเพื่อน เงินจ้างการ์ดบริษัทเพื่อนก็เข้ากระเป๋าเพื่อน ได้ใจเพื่อน แถมเพื่อนได้เงิน มันเป็นแบบนี้นี่เอง บางอ้อ เกลียดคอร์รัปชันเชิงนโยบาย แต่ทำกันเสียเอง #เขาเล่าว่า” ทำเอาสมาชิกการ์ดเสื้อแดงและแนวร่วมไม่พอใจจำนวนมาก

ซึ่งต่อมา ผู้ใช้เฟซบุ๊ก Mook Minrayaporn Somnongkham หรือ น.ส.มิณราญาพร สำนองคำ (มุก) หนึ่งในทีมงานของ น.ส.อินทิรา เจริญปุระ หรือ ทราย ผู้สนับสนุนการชุมนุมของกลุ่มที่เรียกตัวเองว่า ราษฎร 2563 โพสต์ข้อความระบุว่า “เดี๋ยวนะคะ ขอชี้แจงในส่วนการ์ดนิดนึงค่ะ ที่น้องประกาศยุบการ์ด เพื่อที่จะต้องการลดภาพความรุนแรงและความน่ากลัวของม็อบออกไป ...เราไม่มีความจำเป็นต้องจ้างการ์ดมืออาชีพ ม็อบไม่ได้น่ากลัวขนาดนั้น ย้ำนะคะ แค่เป็นการจัดระบบใหม่ค่ะ คนปล่อยข่าวก็ยุยงดีจังเลยนะคะ ชอบเห็นคนทะเลาะกันเหรอคะ..."


กำลังโหลดความคิดเห็น...