xs
xsm
sm
md
lg

[คำต่อคำ] SONDHI TALK : “BBC ไทย” สื่อล้มเจ้า?

เผยแพร่:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



วันที่ 20 พ.ย. เวลา 09.00 น. นายสนธิ ลิ้มทองกุล ผู้ก่อตั้งหนังสือพิมพ์ผู้จัดการ ได้ไลฟ์สด “SONDHI TALK” ผ่านเฟซบุ๊กแฟนเพจ คุยทุกเรื่องกับสนธิ และช่องยูทูป Sondhitalk โดยศุกร์นี้มีเรื่องที่ติดค้างแฟนๆ อยู่คือเรื่อง BBCไทย จากสื่อสาธารณะต้นเเบบสู่ยุคสื่อล้มเจ้า มาดูกันว่าภายใต้หน้ากากเป็นอย่างไร เมื่อม็อบม็อบราษฎร กลายพันธุ์ เเละมาเปิดหลักฐานชัดๆ กันถึงเรื่องต่างชาติหนุนหลังม็อบล้มเจ้าในไทย โดยเฉพาะ "เพนกวิน" ถูกวางตัวไว้อย่างไร สุดท้าย เรื่องที่เป็นข่าวแต่ไม่มีใครสนใจเท่าไหร่คือ 5 ทูตชาติมหาอำนาจ จุ้นกิจการภายในประเทศไทย



คำต่อคำ SONDHI TALK [20 พ.ย. 63] : บีบีซีไทย สื่อล้มเจ้า ?


วันนี้ผมจะมาบอกให้ฟังว่าช่องทางการติดต่อของ "คุยทุกเรื่องกับสนธิ" หรือ SONDHI TALK ได้ทางไหนบ้าง ทางแรกคือทางเฟซบุ๊ก ให้กด Like หรือกด Follow แล้วกดติดตาม แล้วเลือก See First ไปเลยในเพจ "คุยทุกเรื่องกับสนธิ" เมื่อชมแล้วก็ช่วยกันแชร์ออกไปมากๆ เพื่อให้บางคนที่ยังไม่ได้อยู่ดูได้ความรู้กับสิ่งที่ผมพูด แล้วเดี๋ยวนี้เราก็ไลฟ์สดผ่านยูทูปเช่นกัน ให้เข้าไปใน YouTube ค้นหาคำว่า SONDHI TALK กด Subscribe เอาไว้ เปรียบเสมือนห้องสมุดเคลื่อนที่ รวบรวมทุกอย่างตั้งแต่รายการในอดีต "มองโลก มองเรา กับสนธิ" "บันทึกลับบ้านพระอาทิตย์" จนมาถึงรายการ "SONDHI TALK"


สำหรับแฟนรายการคนไหนอยากดูเนื้อหา ตลอดจนการถอดคำพูดเป็น text ก็ให้เข้าไปที่ www.sondhitalk.com เพราะจะรวมไว้ในเว็บไซต์โดยแยกเป็นแต่ละหมวดหมู่ครบทุกเรื่องทีเดียวครับ


สุดท้าย สำหรับท่านผู้ชมที่ไม่อยากเห็นหน้าผม แต่อยากฟังเสียงผม อยากฟังเรื่องราวที่ผมพูด ก็เข้ามาฟังที่ podcast ถ้าท่านที่ใช้ iPhone - iOS ก็เข้าไปที่แอปฯ podcast เมื่อกดเข้าไปแล้วก็ search คำว่า SONDHI TALK ก็จะมีให้ทุกรายการ ส่วนท่านผู้ชมที่ใช้โทรศัพท์ระบบ android ก็กดเข้าไปเหมือนกัน แต่จะมีคำว่า Podbean แล้วก็กดเข้าไป


สวัสดีครับท่านผู้ชม วันนี้เป็นวันศุกร์ที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563 วันนี้เป็นอาทิตย์ที่เข้มข้นมากๆ หลายๆ เรื่อง มีหลายเรื่องที่ผมอยากจะพูด ผมอาจจะเปิดเรื่องแรกด้วยเรื่องของการกระทำของ 5 เอกอัครราชทูตประเทศทางตะวันตก บวกญี่ปุ่น ที่กระทำผิดธรรมเนียมประเพณี ดูหมิ่นศักดิ์ศรีของรัฐบาลไทย ดูถูกชาติบ้านเมืองเรา และพฤติกรรมน่าจะสอดคล้องกับการแอบสนับสนุนกลุ่มม็อบราษฎร 2563


เรื่องที่สองที่ผมจะพูด คือเรื่อง บีบีซีไทย ที่หลายคนหงุดหงิดมานานแล้ว แต่ไม่มีใครอยากพูด แต่ผมจะพูดเสียที เผอิญประกอบกับเขาเพิ่งเปลี่ยนผู้อำนวยการใหญ่ของบีบีซี ตัวใหญ่ที่อยู่อังกฤษ ผมก็เลยจำเป็นต้องพูด แล้วเปิดเบื้องหน้าเบื้องหลัง แล้วเล่าให้ฟังว่าข้อมูลข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร


เรื่องที่สาม คือเรื่องที่ฝรั่งได้เพาะบ่มนายพริษฐ์ ชิวารักษ์ มาตั้งนานแล้ว ตั้งแต่ปี 2557 ตั้งแต่ 6-7 ปีที่แล้ว เขาเพาะบ่มมา แล้ววิธีเพาะบ่ม เขาเพาะบ่มอย่างไร ผมเอาหลักฐานมาให้ดูแต่ละจุด


และเรื่องสุดท้าย คือเรื่องม็อบที่เกิดขึ้นหน้ารัฐสภา และที่หน้าราชประสงค์ สนุกแน่นอน

ท่านผู้ชมครับ ผมมีเรื่องๆ หนึ่งซึ่งสื่อมวลชนในเมืองไทยไม่ให้ความสำคัญเลย แม้กระทั่งรัฐบาลไทยก็ไม่ได้ให้ความสำคัญเท่าไรนัก แต่ว่านัยของเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ยิ่งใหญ่มาก ยิ่งใหญ่จริงๆ ท่านผู้ชม เพราะว่าถ้าเราคิดถึงสิ่งที่เกิดขึ้น เรื่องนี้ที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563 เราจะเห็นว่า ประการแรก มันผิดปกติ ประการที่สอง มันมีอะไรที่ดูไม่ดีเลย และประการที่สาม มันสื่อให้เห็นนัยอะไรบางอย่างที่แอบแฝง ซ่อนเร้น


เมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563 มีเอกอัครราชทูตประเทศต่างๆ 5 ประเทศ มีสหรัฐอเมริกา อังกฤษ ออสเตรเลีย เยอรมนี และญี่ปุ่น เอกอัครราชทูตมาร่วมกันแถลงการณ์ที่สถานทูตสหรัฐอเมริกา ซึ่งทูตต่างๆ เหล่านี้ ผมขอไล่ชื่อนิด นายไมเคิล ดีซอมบรี เอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ประจำประเทศไทย นายอัลลัน แม็คคินนอน เอกอัครราชทูตออสเตรเลียประจำประเทศไทย นายไบรอัน เดวิดสัน เอกอัครราชทูตอังกฤษประจำประเทศไทย นายเกออร์ก ชมิดท์ เอกอัครราชทูตสหพันธรัฐเยอรมนีประจำประเทศไทย และนายคาซุยะ นาชิดะ เอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทย


เขามาประชุมกันที่ทำเนียบทูตของสหรัฐอเมริกา แล้วก็เป็นการเปิดแถลงข่าวด้วยนะ เขาบอกว่า 10 มาตรการสู่การยกระดับไทยสู่ 10 อันดับประเทศที่ประกอบธุรกิจง่ายที่สุดตามดัชนีความยากง่ายในการทำธุรกิจทั่วโลกของธนาคารโลก เนื้อหาในแถลงการณ์ 10 ข้อนั้น ก็เป็นเรื่องของการลดขั้นตอนในการทำธุรกิจในเมืองไทย เช่น


1. ลดขั้นพิธีการศุลกากรการค้าผ่านแดนสู่ระบบดิจิทัล ทำให้การยื่นเอกสารการค้าง่ายขึ้น เช่น การอนุญาตให้ส่งและอนุมัติเอกสารผ่านระบบดิจิทัล


2. ดำเนินโครงการทบทวนการอนุญาตของทางราชการ ดำเนินการทบทวนกฎและระเบียบที่เกี่ยวข้อง เพื่อกำจัดความซับซ้อนของกฎและระเบียบที่เกี่ยวข้อง


3. เพิ่มแพลตฟอร์มรูปแบบรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ ทำให้กระบวนการทำงาน และกฎระเบียบทุกชนิดของรัฐบาลอยู่บนระบบออนไลน์ ภายในปี 2025


4. ลดความสลับซับซ้อนในการสมัครขอรับการส่งเสริมการลงทุนของ BOI ทำให้ข้อมูลและกระบวนการในการสมัครใบขอรับการส่งเสริมการลงทุนน้อยลงและง่ายขึ้น

5. จัดตั้งพิธีการศุลกากรตามระบบบัญชี ระบบนี้จะทำให้สามารถระบุความเสี่ยง รวมทั้งทำให้ระบบการประมวลภาษีศุลกากรทันสมัยและได้มาตรฐาน

6. เดินหน้าเข้าสู่การค้าดิจิทัล สร้างสภาพแวดล้อมแบบ sandbox เพื่อพัฒนานวัตกรรม และรังสรรค์โซลูชันทางนวัตกรรม

7. ทำให้เข้าถึงแรงงานฝีมือง่ายขึ้น การปฏิรูปข้อกำหนดเข้มงวดเกี่ยวกับแรงงานฝีมือชาวต่างชาติ และลดขั้นตอนการขอวีซ่าสำหรับแรงงานฝีมือจะช่วยขจัดอุปสรรคสำหรับการลงทุนในสาขาที่เน้นความรู้และเทคโนโลยีระดับสูง

8. เน้นความสำคัญของความโปร่งใส ทำงานร่วมกับนักลงทุนด้วยความโปร่งใส เพื่อคลี่คลายข้อพิพาทที่เกิดขึ้นภายใต้สัญญาและข้อตกลงที่มีในปัจจุบัน

9. ปรับปรุงกระบวนการล้มละลาย ปรับปรุงกระบวนการบังคับคดีล้มละลาย รวมทั้งตีพิมพ์และจัดทำดัชนีกฎหมายว่าด้วยการล้มละลายทั้งหมด

10. เพิ่มกระบวนการดิจิทัลในการอนุมัติขององค์การอาหารและยา ปรับปรุงสู่การออกเอกสารแบบดิจิทัล และรับลายเซ็นอิเล็กทรอนิกส์


ท่านผู้ชมครับ ฟังดูก็เหมือนกับว่าทูตของ 5 ประเทศนี้ อเมริกา ญี่ปุ่น อังกฤษ ออสเตรเลีย และเยอรมนี มีความปรารถนาดีที่จะแถลงการณ์และแนะนำให้รัฐบาลไทยปรับปรุงตัวเอง และพัฒนา แก้ไขข้อบกพร่อง เพื่อทำให้ประเทศไทยเป็นประเทศที่น่าลงทุน แต่ท่านผู้ชมครับ คิดตามผมมาสักนิดหนึ่ง มันผิดปกติไหมที่จู่ๆ มีเอกอัครราชทูต 5 ประเทศ มานั่งแถลงข่าวในประเทศของเรา แล้วมาสั่งสอนเราให้เราปรับปรุงพฤติกรรมการค้าขายกับพวกเขา มากกว่านั้น ระหว่างการพูดคุย นายเกออร์ก ชมิดท์ เอกอัครราชทูตสหพันธรัฐเยอรมนีประจำประเทศไทย ก็เสนอมุมมองว่า ไทยมีโครงสร้างพื้นฐานที่ดีอยู่แล้ว แต่ควรเตรียมตัวว่าไทยอยากจะอยู่จุดไหนในอีกสิบปีข้างหน้า ท่านผู้ชมครับ ท่านทูตเยอรมนีท่านพูดเหมือนกับคนไทยนี่โง่บัดซบ ไม่รู้หรือว่าอีกสิบปีข้างหน้าจะเป็นอย่างไร นี่ผมก้าวข้ามประเด็นที่ผมต้องการจะพูดนะ ผมจะต้องพูดถึงประเด็นที่เขาเสนอแนะมา

พอเรามาดูอันนี้แล้ว ผมก็เป็นคนที่ชอบติดตามข่าวต่างประเทศ ตั้งแต่ผมสนใจข่าวต่างประเทศตั้งแต่หนุ่มๆ เรียนหนังสือหนังหามา จบประวัติศาสตร์ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา อ่านหนังสือมาก็เยอะ ไม่น้อยเลย ในชีวิตที่ผ่านมา ข่าวทุกวันก็อ่าน ทุกวันนี้ก็มีแอปพลิเคชันข่าวอยู่ตั้ง 5-6 อัน มีของซีเอ็นเอ็น มีของบีบีซี มีของ Apple News มีของอัลจาซีรอ มีแอปพลิเคชันข่าวของสำนักข่าว RT ของรัสเซีย มีแม้กระทั่งแอปพลิเคชันข่าวของสำนักข่าว New York Times และ South China Morning Post ผมอ่านตลอดเวลา ทุกวัน ตื่นมาตอนตีสี่ แปรงฟัน ล้างหน้าเสร็จ นั่งอ่านหนังสือพิมพ์ผู้จัดการ ที่ผมอ่านประจำ แล้วก็อ่านดูแอปฯ ท่านผู้ชมครับ ในชีวิตเกิดมาไม่เคยเจอการรวมตัวของทูต 5 ประเทศ แล้วมานั่ง ถึงแม้ว่าจะเป็นการแถลงข่าวแนะนำเรื่องการลงทุน ผมไม่เคยเจอจริงๆ คือถ้าเรียกตามแถวบ้านผม เขาเรียกว่า มึงเสือกอะไรด้วย นี่ไม่ได้เป็นการแนะนำนะ นี่คือการเสือก เพราะว่า หนึ่ง ที่คุณพูด เป็นนโยบายรัฐบาลคุณหรือเปล่า หรือคุณเห็นว่าการที่ประเทศไทยไม่ได้เอื้อต่อการลงทุนต่างประเทศ ในประเทศไทยมันก็มีอยู่เยอะแยะ มันมีสภาหอการค้าอเมริกา มีนายเกร็ก หว่อง เป็นประธาน ออสเตรเลียมีสภาหอการค้าออสเตรเลียน-ไทย มีนายเบนจามิน เคร็ก หอการค้าอังกฤษ ก็มีนายแอนดรูว์ แม็คบีน หอการค้าเยอรมนี มีนายอันเดรอาส คริสเตียน ริชเตอร์ สภาหอการค้าญี่ปุ่นก็มีนายโชอิชิ โอกิวาระ

ท่านผู้ชมครับ 5 ประเทศ เรามีสภาหอการค้าของประเทศนั้นอยู่ในประเทศไทยหมด ทำไมสภาหอการค้านี้ไม่คุยกับเอกอัครราชทูต แล้วทำข้อเสนอผ่านสภาหอการค้าฯ เพราะว่าสภาหอการค้าฯ มีหน้าที่อย่างหนึ่ง ก็คือว่า มาพัฒนา ปรับปรุง ดูแล แก้ไขให้การค้าขายระหว่างไทยกับอเมริกา ไทยกับออสเตรเลีย ไทยกับญี่ปุ่น ไทยกับเยอรมนี ไทยกับอังกฤษ ให้มันดีขึ้น อะไรที่คุณคิดว่าประเทศไทยยังขาดอยู่ หรือขาดตกบกพร่อง สภาหอการค้าฯ มีสิทธิ์ที่จะเอาเรื่องนี้เสนอผ่านเข้ามาที่รัฐบาลได้โดยตรง เอกอัครราชทูตไม่ต้องเสือก การเข้ามาเสือกครั้งนี้มันเป็นนัยมาก


ท่านผู้ชมคิดตามผมหน่อย ถ้าวันดีคืนดี มีเอกอัครราชทูต 5 ประเทศ 5 ประเทศนี้ล่ะ เปิดทำเนียบเอกอัครราชทูตอเมริกาในกรุงปักกิ่ง แล้วแนะนำประเทศจีนว่า หนึ่ง ให้ระวังเรื่องสิทธิมนุษยชน หรือสอง เอาล่ะ ไม่ต้องเอาเรื่องการเมือง ให้แก้ไขปัญหาในเรื่องของสิทธิบัตร ให้แก้ไขปัญหาในเรื่องของการเปิดประเทศให้กว้างขวางขึ้นเพื่อให้การลงทุนโปร่งใส ให้เปิดตลาดของประเทศจีน ให้ธุรกิจอุตสาหกรรมทางการเงินได้เข้ามาเปิดตลาดได้ ให้โน่นให้นี่ ท่านผู้ชมครับ ประเทศจีนจะมีปฏิกิริยาอย่างไร ? ประเทศจีนก็ต้องชัดเจนเลยว่า เรื่องของประเทศจีน กับประเทศคุณ 5 ประเทศ ผมคุยกับรัฐบาลคุณ เป็นหน้าที่ที่ตัวแทนการค้ารัฐบาลคุณต้องมาเจรจากับผม และเราก็เจรจากันอยู่ (ประเทศจีนก็จะบอกว่าลื้อเสือกเรื่องนี้มาทำไม ใครให้ลื้อเสือก) ท่านผู้ชมเห็นหรือยัง ผิดปกติมาก ผิดปกติจริงๆ ไม่เคยมีมาก่อน ไม่เคยมีมาก่อนตั้งแต่ผมอ่านข่าวต่างประเทศ ไม่เคยมีประเทศไหน มีประเทศไทยประเทศเดียวที่เกิดขึ้น เมื่อวันที่ 13 เดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2563 และที่ตลก ผมมันอดเอะใจไม่ได้ เพราะผมเป็นคนช่างสังเกต และผมก็เป็นคนไม่เข้าใจเหมือนกัน แล้วรู้สึกว่ามันมีอะไรที่มันพิกลๆ

ท่านผู้ชมครับ ที่มันเสนอมานี้ มันเสนอมา 10 ข้อนะ 10 ข้อ ทำไมไม่เสนอมา 11 ทำไมไม่เสนอมา 9 ทำไมไม่เสนอมา 12 ข้อ แหม มันช่างล้อ 10 ข้อของการปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ของพวกม็อบราษฎร และที่สำคัญ จาก 13 ผ่านมาอีก 4 วัน มีการล้อมรัฐสภา เอ๊ะ รู้สึกมันจะเป็นการ synchronization มันล้อกันดีเหลือเกิน เรื่องล้อ หรือไม่ล้อ ไม่สำคัญ ไม่เป็นไร ยังปฏิเสธได้ ไม่เป็นไร โดยเหตุบังเอิญ แต่คำถามคือ (ขอประทานโทษนะท่านผู้ชม) ใครให้มึงเสือก เรื่องที่เสนอมานี่ ไม่ใช่ว่าประเทศไทยไม่รู้ ประเทศไทยก็รู้ ผมเชื่อ กรมศุลกากรก็รู้ รัฐบาลก็รู้ แต่การแก้ไขแต่ละจุดๆ นั้นเป็นเรื่องปัญหาภายในของประเทศ คุณไม่ต้องมาหวังดีกับประเทศไทยว่าอยากให้ประเทศไทยเลื่อนระดับของการส่งเสริมการลงทุนให้ขึ้นมา 1 ใน 10 อันดับของโลก คุณไม่ต้องมาชมประเทศไทย แล้วท่านทูตเยอรมนี ท่านก็ไม่ต้องมาเสือก มาถามว่าประเทศไทยวางแผนหรือยังว่าอีกสิบปีต้องการไปที่ไหน พล.อ.ประยุทธ์ ท่านวางยุทธศาสตร์ชาติไว้ตั้ง 20 ปีล่วงหน้า ก็ยังโดนด่าเละเทะ ใช่ไหม


ผมถึงบอกว่าทูต 5 ประเทศนี้มันมีเบื้องหลัง แน่นอนที่สุด และผมไม่ได้ประหลาดใจเลย ออกมาเพื่อเหมือนกับกดดันประเทศไทย เพียงแต่ว่าไม่สามารถพูดเรื่องการเมืองได้ ก็เลยพูดเรื่องเศรษฐกิจแทน ซึ่งผมคิดว่ามันเป็นเรื่องของ ผายลมสุนัข ภาษาจีนกลางเขาเรียกว่า ฟ่างโก่วพี่ ก็คือผายลมสุนัข ไม่เกี่ยวอะไรเลยแม้แต่นิดเดียว ผิดมารยาทอย่างแรง อุบาทว์ เฉาฉุ่ย ผมนึกไม่ถึงว่าจะมีเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้น และผมไม่เคยเห็นด้วย ตั้งแต่เกิดมาเป็นตัวเป็นตน เรียนหนังสือหนังหามาก็ไม่ใช่เรียนมาน้อยๆ ดูข่าวก็ดูมาเยอะ ไม่ว่าจะเป็นช่องข่าวทางทีวี ช่องข่าวผ่านดาวเทียม ช่องข่าวโน้นข่าวนี้ ดูช่องทีวี DW ของเยอรมนี ดูช่องของอัลจาซีรอ ดูหมด แต่ผมไม่เคยเจอปฏิบัติการการพูดที่โหลยโท่ยเช่นนี้ เพราะฉะนั้นผมฟันธงได้เลยว่า ปฏิบัติการทูตครั้งนี้ ที่สำคัญ เอกอัครราชทูตอเมริกาเป็นคนเปิดทำเนียบ แล้วดึง พาลูกสมุนลูกไล่เข้ามา ญี่ปุ่นก็ต้องมา เพราะว่าเป็นลูกไล่ของอเมริกามานานแล้ว ท่านผู้ชมรู้สึกทะแม่งๆ เหมือนผมไหม


และที่สำคัญ ที่ผมผิดหวัง ท่านรองโฆษกรัฐบาล ท่านออกมาพูด บอกว่าขอบคุณที่ให้คำแนะนำ ขอประทานโทษนะครับ ท่านรองโฆษกรัฐบาล ขอโทษนะครับ เขาเยี่ยวใส่ปากคุณ คุณยังไม่รู้ตัวอีกหรือ แล้วพี่ดอน ของผม ดอนเฮ้าเลี่ยน หายไปไหน ท่านนายกฯ ครับ ท่านนายกฯ มีรัฐมนตรีฯ ต่างประเทศคนนี้ไว้ทำไม เขามาตบหน้า ถุยน้ำลายใส่ศักดิ์ศรีของประเทศไทย เอาทูต 5 คนมาแถลง ถ้ามันแถลงเรื่องนี้ได้ แล้วเรายังเฉยอยู่ อีกเดือนหนึ่งมันอาจจะออกมาแถลงว่า ทั้ง 5 ประเทศ มีความเห็นว่าประเทศไทยควรที่จะปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ตามที่เด็กเรียกร้อง แล้วเราจะว่าอย่างไร ?

ท่านผู้ชม นี่คือประเด็นของผม ประเทศไทยเสียศักดิ์ศรีหมด เราสะกดคำว่าศักดิ์ศรีไม่เป็น นี่ถ้าเรื่องนี้เกิดขึ้นที่ประเทศจีน ประเทศจีนมันไล่ทูตออกไปหมดแล้วนะ มันยื่นคำขาดเลยว่า ให้ออกจากประเทศภายใน 24 ชั่วโมง เปลี่ยนทูตใหม่ เพราะว่านี่คือการแทรกแซงกิจการภายในของประเทศ ถึงแม้ว่าจะเป็นกิจการทางเศรษฐกิจก็ตาม แล้วการแทรกแซง การเสนอแนะ เป็นเรื่องที่ไร้สาระ เป็นเรื่องที่ไม่ใช่เรื่องใหม่ เป็นเรื่องที่คนไทยทุกคนรู้ วันนี้เราก็รู้ ประเทศไทยก็รู้ ว่าประเทศไทยเป็นประเทศที่ระเบียบ ขั้นตอนทางราชการมันซับซ้อน เยอะแยะไปหมด ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีใบอนุญาตที่ต้องใช้ในเรื่องราวต่างๆ มากที่สุดในโลก เรารู้อยู่แล้ว แล้วอีกสิบปีเราจะไปทางไหน เราก็รู้อยู่แล้ว เพราะเราไม่ได้สนใจว่าอีกสิบปีเราจะไปทางไหน เราสนใจว่า ม็อบราษฎรนี้ กับพรรคก้าวไกล มันจะไปไหน แต่เรารู้อยู่แล้วประเทศไทยถ้าไม่มีฝรั่งพวกนี้หนุนหลังม็อบราษฎรอยู่ในทิศทางหลายๆ ทิศทาง ไม่ว่าจะเป็นอเมริกาหนุนหลัง เยอรมนีหนุนหลัง มูลนิธิของเยอรมนีที่หนุนหลังไอลอว์ (iLaw) ผมก็ลืมบอกไปว่ามูลนิธิบ้านี้ เป็นมูลนิธิของพรรคกรีน แล้วพรรคกรีนคือใคร ? พรรคกรีน ส.ส.ของมัน ก็คือคนที่ไปตั้งกระทู้ถามในรัฐสภาเยอรมนี ในเรื่องบทบาทและการพักอาศัยของรัชกาลที่ 10 ในเยอรมนี พวกเดียวกันหมด มันก็ back ไอลอว์ เอาเงินให้ไอลอว์ Open Society ของจอร์จ โซรอส ซึ่งไปทุบตีค่าเงินบาท กระทืบเงินบาท ได้กำไรมา เอาเงินกำไรนี้มาให้กับมูลนิธิไอลอว์เพื่อมากระทืบประเทศไทยต่อไป ท่านผู้ชมเห็นหรือยัง ศักดิ์ศรีเมืองไทยมันหายไปไหนแล้ว ตอนนี้ มันไม่มีเหลือแล้วนะ


คุณดอน คุณเป็นรองนายกฯ คุณเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ คุณต้องรักษาศักดิ์ศรีของประเทศไทย สิ่งที่คุณต้องทำคือเรียกทูต 5 คนนี้มาพบที่กระทรวงการต่างประเทศ แล้วบอกว่าที่คุณทำไปอย่างนี้ๆ มันไม่ถูกต้อง หน่วยงานไทย รัฐบาลไทย เรามีรองนายกฯ ฝ่ายเศรษฐกิจ คุณสุพัฒน์พงษ์ เรามีนายกรัฐมนตรี เรามีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง คุณอาคม เพราะเรื่องต่างๆ ที่คุณเสนอมานี้มันเป็นเรื่องศุลกากรหลายเรื่อง ทำไมเอกอัครราชทูตอเมริกา หรือทั้ง 5 ทูต ทำไมคุณไม่ขอเข้าพบรัฐมนตรีฯ คลัง แล้วคุณก็บอกว่า เนื่องจากว่านักลงทุนประเทศผมมีความกังวลในเรื่องของกฎระเบียบของศุลกากรที่ไม่มีมาตรฐาน อยากให้ท่านช่วยปรับปรุงหน่อย อันนี้มาถูกช่องทาง หรือจัดทีมไปพบรองนายกฯ ฝ่ายเศรษฐกิจ คือคุณสุพัฒน์พงษ์ หรือพบนายกรัฐมนตรีเลยก็ได้ ว่า เนื่องจากว่าพวกผมเป็นตัวแทนของนักลงทุน แต่ถ้าจะให้ดี คุณต้องเอาประธานหอการค้าของคุณเข้าไปด้วย ไม่ จู่ๆ ไม่มีเหตุไม่มีผล พวกมึงเปิดสถานทูตอเมริกาในประเทศไทยมา แล้วก็เอาทูตทั้งหลายมานั่งเรียงหัวกัน แล้วก็บอกว่ามี 10 ข้อ ที่อยากให้ประเทศไทยปรับปรุงแก้ไข เฮ้ย เมื่อเช้าวันที่ 13 กินยากันมาหรือเปล่า กินยาผิดหรือเปล่า ไม่เคยมีธรรมเนียมทางการทูตไหนเขาทำแบบนี้นะ แล้วคุณดอน คุณนั่งอยู่เฉยๆ ได้อย่างไร กระทรวงการต่างประเทศไทยอายเขาบ้างไหม ที่เขาทำอย่างนี้กับคุณ คุณอายไหม แล้วถ้าสมมุติว่ามีทูตไทยในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. เปิดแถลงข่าว เอาทูตจีนมานั่งด้วย เอาทูตโน่นทูตนี่มานั่งด้วย แล้วก็แถลงว่า อยากให้อเมริกาแสดงความเป็นนักประชาธิปไตย ด้วยการแจ้งให้โดนัลด์ ทรัมป์ ยอมรับการพ่ายแพ้โจ ไบเดน เพื่อโจ ไบเดน จะได้เดินหน้าต่อไป คุณกล้าทำไหม ถ้าคุณไม่กล้าทำ แล้วทำไมทูตพวกนี้มาทำในเมืองไทยได้


สงครามระหว่างตะวันตก ที่มีญี่ปุ่นเป็นลูกไล่ กำลังเริ่มเข้มข้น ท่านผู้ชม ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์ สอนหนังสืออยู่ที่มหาวิทยาลัยเกียวโต ประเทศญี่ปุ่น ประเทศที่นายคาซุยะ นาชิดะ เป็นเอกอัครราชทูต ใช้ประเทศญี่ปุ่นเป็นฐานในการโจมตีสถาบันกษัตริย์ คุณปวิน ลี้ภัยการเมืองอยู่ในประเทศญี่ปุ่น แต่ใช้พื้นที่ของญี่ปุ่นมาทำลายล้างสถาบันกษัตริย์ ซึ่งเป็นสถาบันหลักระบุอยู่ในรัฐธรรมนูญไทย นายสมศักดิ์ เจียมธีรสกุล ก็ใช้ประเทศฝรั่งเศสเป็นฐานในการส่งข้อมูลมาเพื่อทำลายล้างประเทศไทย ในอเมริกาก็มีหลายคน เอาเป็นตัวอย่าง นายจอม เพชรประดับ ก็ใช้สหรัฐอเมริกาเป็นพื้นฐานมา ทั้งๆ ที่ได้มีสิทธิ์ได้รับการลี้ภัย คุณดอน กระทรวงการต่างประเทศ คุณเคยทำงานปกป้องสถาบันหลักในประเทศไทยบ้างไหม ? คุณไม่เคย คุณลันล้าอยู่ตรงนั้น คุณเคยเรียกทูตเยอรมนีมาพบ คุณเคยเรียกทูตญี่ปุ่นมาพบไหม ? คุณเคยเรียกทูตฝรั่งเศสมาพบไหม ? และคุณเคยเรียกทูตอเมริกามาพบไหม ? บอกว่าประเทศไทยมีความไม่สบายใจมากที่ประเทศสหรัฐอเมริกายอมให้คนอย่างเช่น นายจอม เพชรประดับ นายปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์ ที่ญี่ปุ่น นายสมศักดิ์ เจียมธีรสกุล ที่กรุงปารีส ฝรั่งเศส นายคนโน้น นายคนนี้ ใช้ประเทศคุณเป็นพื้นที่ในการบ่อนทำลายสถาบันกษัตริย์ ซึ่งเป็นหนึ่งเสาหลักของชาติบ้านเมือง คุณดอน ปรมัตถ์วินัย เคยทำบ้างไหม ?

อย่างน้อย การปฏิบัติการตอบโต้ออกมา ปฏิบัติการเชิงรุก กระทรวงการต่างประเทศ รัฐบาลไทย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ต้องทำออกมาเช่นนี้บ้าง เคยไหม ? ไม่เคย แล้วจู่ๆ คุณให้ทูต 5 ประเทศนี้มาเปิด Press Conferrence ที่สถานทูตสหรัฐอเมริกา แล้วก็มาสั่งสอนประเทศไทย ถึงจะพูดด้วยวาจาที่ไพเราะ แต่นั่นคือการสั่งสอน ไม่ใช่หน้าที่มึงจะมาสั่งสอนกู มึงทำผิดมารยาท ในโลกนี้ ท่านผู้ชมครับ ในโลกนี้ ไม่มีใครเขาทำกันเลย มันเกิดขึ้นที่ประเทศไทย เพราะประเทศไทยไม่มีศักดิ์ศรี เพราะเรามีรัฐมนตรีฯ ต่างประเทศอย่างเช่น ดอน ปรมัตถ์วินัย ไม่มี ศักดิ์ศรีมีได้อย่างไร ตั้งแต่ 13 มาแล้ว 5-6 วันมาแล้ว ทำได้อย่างเดียวก็คือรองโฆษกออกมาจีบปากจีบคอ ขอบคุณมากนะคะที่อุตส่าห์ให้คำแนะนำ


ท่านผู้ชม นี่คือประเทศไทยในยุคนี้ ศักดิ์ศรีไม่มีเลยแม้แต่นิดเดียวในสายตาของชาวโลก คุณรู้ไหมว่าเรื่องนี้ไปถึงหลายประเทศ อเมริกากล้าไปทำอย่างนี้กับเขมรไหม แล้วทำไมอเมริกาไม่ทำกับเขมรบ้าง อเมริกาไปทำกับเวียดนามไหม ทั้งๆ ที่เวียดนามนั้น กระบวนการ ขั้นตอนการลงทุนของเวียดนามก็ไม่ได้โปร่งใส หรือไม่ได้สะดวกสบายกว่าประเทศไทยเท่าไร เผลอๆ บางกรณียังแย่กว่าเสียด้วยซ้ำ ทำไมอเมริกาไม่ทำอย่างนั้นล่ะ ทำไมอเมริกาไม่ทำกับลาว ไม่ทำกับเวียดนาม ไม่ทำกับเขมร แต่ทำไมต้องมาทำกับประเทศไทย แล้วทำไมต้องมาทำเพียง 4 วัน ก่อนที่จะมีการล้อมรัฐสภา

ท่านผู้ชมครับ ผมเอาความจริงทั้งหมดนี้มาพูดให้ดู เรามีสภาหอการค้าทั้งหมด แต่ไม่เคยใช้สภาหอการค้าของแต่ละประเทศเข้ามาทำ เพราะฉะนั้นแล้ว มันพิสูจน์ชัดว่าการแถลงข่าวเช่นนี้มีเจตนาที่แอบแฝง เพราะว่าถ้าต้องการให้ประเทศไทยแก้ไขปัญหาในเรื่องการค้าแล้ว สภาหอการค้าของพวกคุณ สภาหอการค้าอเมริกา สภาหอการค้าออสเตรเลีย สภาหอการค้าเยอรมนี สภาหอการค้าญี่ปุ่น สภาหอการค้าอังกฤษ มีหน้าที่จะต้องเสนอเรื่องขึ้นไป แล้วถ้าเป็นนโยบายของรัฐบาลคุณ ทำไมรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ของอเมริกาถึงไม่ติดต่อมาทางประเทศไทยเพื่อขอเจรจาเรื่องนี้ จู่ๆ ทูตอเมริกาคนนี้โผล่ขึ้นมาจากไหนก็ไม่รู้ ชวนอีก 4 ทูต มาแถลงข่าว เปิดทำเนียบ แล้วมานั่งสั่งสอนประเทศไทย ผิดธรรมเนียม ผิดประเพณี ก้าวก่ายเรื่องในประเทศ ไม่ใช่หน้าที่ที่คุณจะมาสั่งสอนประเทศไทย ไม่มีมารยาท มารยาททราม และไม่เคยมีปรากฏเหตุการณ์แบบนี้ขึ้นมาในโลกนี้ มีแต่ประเทศไทยประเทศเดียวเท่านั้น


ท่านผู้ชมครับ วันนี้ผมมีเรื่องสื่อมวลชนแขนงหนึ่งที่ผมอยากจะเล่าให้ฟัง สื่อมวลชนแขนงนี้ผมเชื่อว่าท่านผู้ชมพอเห็นชื่อแล้วคงจะรู้จักกัน เพราะว่ามีชื่อเสียงทั่วโลก คือ บีบีซี (BBC) หรือชื่อเต็มภาษาอังกฤษเขาเรียกว่า British Broadcasting Corporation เผอิญสื่อมวลชนที่คนไทยหลายคนรู้จัก แล้วก็เข้าไปอยู่เยอะพอสมควร ก็คือ บีบีซี ภาษาไทย สมัยก่อน บีบีซี ภาคภาษาไทยมีแต่เป็นระบบวิทยุ เรียกว่าวิทยุบีบีซี แต่ว่ามีมานานแล้ว แล้วก็ออกอากาศครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2549 เหตุผลของการหยุด บีบีซี ภาคภาษาไทยนั้น ก็เพราะว่าเป็นนโยบายหลักของ บีบีซี สำนักงานใหญ่ ที่ต้องการจะให้ยุติภาคภาษาไทย เพื่อที่จะเอางบประมาณนั้นไปทำกับ บีบีซี ภาคภาษาท้องถิ่นอื่นๆ เพราะว่า บีบีซี นั้นเขามีหลายภาคภาษา บีบีซี อินเดียก็มี บีบีซี ภาษาโน้นภาษานี้ก็มี

BBC World Service เป็นส่วนหนึ่งของบริษัทแม่ ซึ่งวันที่ 6 ตุลาคม 2549 ผมจำได้ ผมไปอังกฤษกับคุณไกรศักดิ์ ชุณหะวัณ ที่เสียชีวิตไปแล้ว ก็ได้ไปสัมภาษณ์ที่นั่น โดยที่ BBC World Service เขาก็เข้ามาสัมภาษณ์ โดยที่การสัมภาษณ์ครั้งนั้น สัมภาษณ์โดยนายปีเตอร์ โดบี ก็มีการสัมภาษณ์ถึงเรื่องเหตุผลของการรัฐประหารในปี 2549 ที่ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ให้มีการรัฐประหารมา คุณสนธิ ไม่ทราบมีความเห็นว่าอย่างไร ? ก็ว่ากันไป เขาก็ซักคำถามว่า ทำไมต้องเป็นเช่นนั้น ทำไมต้องเป็นเช่นนี้ ก็ตอบกันไป 


บีบีซี นี่ ต้องอธิบายให้ฟังนิดหนึ่ง บีบีซี เป็นสำนักข่าวที่มีทั้งโทรทัศน์ วิทยุ และมีเฟซบุ๊ก รัฐสภาอังกฤษเคยออกกฎหมายที่จะให้คนอังกฤษทุกคนต้องจ่ายเงินค่าดูทีวี รู้สึกจะปีละ 149 ปอนด์ต่อปีต่อคน ตกประมาณ 4,000-5,000 ต่อปีต่อคน แล้วเงินก้อนนี้เขาก็จะเอามาสนับสนุนสร้าง บีบีซี ขึ้นมา ก็อุปมาอุปไมยเหมือนการที่เราให้หักภาษีเหล้า ภาษีบุหรี่ ออกส่วนหนึ่ง แล้วเอาส่วนนั้นมาสนับสนุนให้ทำไทยพีบีเอสปัจจุบันนี้ ก็เลยกลายเป็น ... บีบีซี กับ ไทยพีบีเอส ก็มีลักษณะคล้ายๆ กัน เป็นเพียงแต่ว่า บีบีซี นั้นมีขอบเขตในการทำข่าวกว้างขวางมาก ทำอยู่ทั่วโลก และผมเองก็พึ่งพาบริการของ บีบีซี ทุกๆ เช้า บีบีซี ก็เป็นส่วนหนึ่งของแอปพลิเคชันข่าวจากต่างประเทศที่ผมใช้อยู่ ผมใช้ บีบีซี ผมใช้ ซีเอ็นเอ็น แล้วก็ Apple News ผมใช้ Yahoo News ผมใช้อัลจาซีรอ แล้วผมก็ใช้สำนักข่าว RT ของรัสเซีย และผมใช้แอปฯ New York Times แล้วก็มีแอปฯ ล่าสุดที่ผมใช้มาสักพักหนึ่งแล้ว คือแอปฯ ของหนังสือพิมพ์ South China Morning Post

บีบีซี นั้น เป็นสำนักข่าวที่ค่อนข้างจะใช้ได้เลย เพราะว่าผมมองแล้วว่าเขาค่อนข้างจะรายงานไปตามความเป็นจริง โดยที่เขาไม่ได้ออกความเห็นอะไรที่เป็นการส่วนตัวมากจนเกินไป ท่านผู้ชมต้องแบ่งให้ถูกนะครับ ระหว่างสำนักข่าว ช่องโทรทัศน์รายการข่าว กับรายการคุยทุกเรื่องกับสนธิ ไม่เหมือนกัน คุยทุกเรื่องกับสนธิ เป็นรายการวิเคราะห์ข่าวที่เข้าข้าง ผมไม่ได้อยู่เป็นกลาง เพราะว่าผมดูข้อมูลต่างๆ แล้วผมมาฟันธงของผมเองว่าเรื่องนี้มันน่าจะเป็นอย่างนี้ๆๆ ซึ่งท่านผู้ชมหลายท่านก็อาจจะมีบ้างที่ไม่เห็นด้วยกับผม แต่ไม่เป็นไร เรามาสู้กันด้วยข้อมูล สู้กันด้วยข้อเท็จจริง


ทีนี้ บีบีซี ในช่วงหลังมีการเป๋ไปเยอะ เช่น บีบีซี ที่อังกฤษ คนที่ทำข่าวในเรื่องกีฬา ก็จะใช้สถานภาพความเป็นนักข่าว บีบีซี ออกทวิตเตอร์ไปด่าคนโน้น ด่าคนนี้ ไปแดกดันคนนั้น โน่นนี่นั่น จนกระทั่งเมื่อวันที่ 30 ตุลาคม มีเจ้านายใหม่ของ บีบีซี เข้ามา ชื่อ นายทิม เดวี เป็นผู้อำนวยการใหญ่ คนใหม่ เขาตัดสินใจออกคำแนะนำว่าด้วยการใช้โซเชียลมีเดียให้พนักงานรักษาความเป็นกลางในการโพสต์ข้อความ ไม่ว่าจะเป็นเฟซบุ๊ก หรือทวิตเตอร์ เขาต้องการจะฟื้นฟูพันธสัญญาในการปฏิบัติงานอย่างเป็นกลางของ บีบีซี เช่น เขาบอกว่าพนักงาน บีบีซี จะไม่นำ บีบีซี เข้าไปเกี่ยวข้องในการวิพากษ์วิจารณ์ หรือสร้างความเสื่อมเสียชื่อเสียงต่อเพื่อนร่วมงานในพื้นที่สาธารณะ และอีกข้อหนึ่งที่สำคัญมาก เขาหวังว่าบุคลากร บีบีซี ทุกคนจะปฏิบัติงานโดยไม่มีการเลือกข้าง ให้พนักงานหลีกเลี่ยงการแสดงความลำเอียงหรือเข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งผ่านการกดติดตาม ชื่นชอม รีทวีต หรือแบ่งปันข้อมูลในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง และให้พนักงาน บีบีซี หลีกเลี่ยงการระบุข้อความ ซึ่งชอบระบุนักว่า "นี่เป็นการแสดงความคิดเห็นของ ... ไม่ใช่ของ บีบีซี" ไว้ที่ส่วนของประวัติ หรือโปรไฟล์บัญชีคนใช้งานโซเชียลมีเดีย


ตรงนี้สำคัญมากนะท่านผู้ชม เพราะว่าเผอิญ บีบีซี ก็มีภาคภาษาไทยขึ้นมาแล้วตอนนี้ หลังจากที่ปิดไปเมื่อตอนช่วง 13 มกราคม 2549 บีบีซี ภาคภาษาไทย ปิดไปประมาณ 8 ปี แล้วก็ได้คืนชีพมาอีกทีในวันที่ 22 พฤษภาคม 2557

วันที่ 22 พฤษภาคม 2557 เป็นวันที่มีการยึดอำนาจโดย คสช. BBC ภาษาไทย ก็เลยเกิดขึ้นมาอีกครั้งหลังจากที่ปิดไป 8 ปี แล้วที่เกิดขึ้นมาครั้งนี้ก็เพราะว่ามีการยึดอำนาจของ คสช. บีบีซี ส่วนกลางก็เลยมีความรู้สึกว่า น่าจะมีภาษาไทยเข้ามานะ แต่ภาษาไทยครั้งนี้ไม่ใช่เป็นวิทยุแล้ว จะเป็นข่าว บีบีซี บนโซเชียลมีเดีย คือบนเฟซบุ๊ก


อยากจะให้ฟังคำพูดของนายเดวิด คูเอน หน่อยนะครับ นายเดวิด คูเอน เป็นบรรณาธิการสื่อสังคมออนไลน์ของ บีบีซี เขาเปิดเผยว่า การกลับมาของ บีบีซี ไทย หลังจากปิดตัวไปนาน 8 ปี ท่านผู้ชมครับ ผมขออนุญาตอ่านคำให้สัมภาษณ์ของเขานะครับ เขาบอกว่า "ภารกิจหนึ่งของ BBC World Service (World Service ก็คือบริการข่าวทั่วโลก และ บีบีซี ภาษาไทย ก็เป็นส่วนหนึ่งของ World Service) คือการนำเสนอข่าวที่ไม่มีอคติ และเที่ยงตรง ต่อผู้ชม/ผู้ฟังทั่วโลก โดยเฉพาะในประเทศที่มีความชัดเจนว่าต้องการข่าวที่เป็นอิสระ ประเทศไทยเข้าข่ายนั้นทั้งหมด ดังนั้นเราจึงเริ่มถกเถียงว่าจะทำอย่างไรต่อ ...


เมื่อโครงการนี้ได้รับการอนุมัติจากคณะกรรมการบริหาร บีบีซี และกระทรวงการต่างประเทศของสหราชอาณาจักร (BBC Trust and the foreign secretary) ดังเช่นการขออนุญาตในการดำเนินการตามความสัมพันธ์ระหว่าง World Service และรัฐบาล (อังกฤษ) เราก็รวบรวมทีมงานหลักของ บีบีซี ไทย และเริ่มฝึกอบรมนักข่าวเหล่านี้อย่างเข้มข้น โดยได้รับความช่วยเหลือจาก BBC College of Journalism International"


เขาบอกว่า บีบีซี ภาษาไทย ค้นพบว่ากลุ่มคนรุ่นใหม่ที่สนใจข่าวสารบ้านเมือง มักจะติดตามข่าวสารจากสื่อสังคมออนไลน์ มากกว่าสื่อกระแสหลัก โดยติดต่อผ่านโทรศัพท์มือถือ เขาบอกว่า จริงๆ แล้วพฤติกรรมนี้เกิดขึ้นมานานแล้ว แต่การรับข่าวจากสื่อสังคมออนไลน์เพิ่มขึ้นมากหลังการรัฐประหาร วันที่ 22 พฤษภาคม 2557 และเฟซบุ๊ก ก็เป็นสื่อสังคมออนไลน์ที่คนไทยใช้มากที่สุด


นายเดวิด คูเอน ก็เลยบอกว่า จริงๆ แล้วพิจารณาทางเลือกข่าวสารแบบเดิม คือการเปิดเว็บไซต์ บีบีซี หรือการใช้สื่อเฟซบุ๊ก เขาก็เลยตัดสินใจใช้สื่อเฟซบุ๊ก


ในวันที่ 10 กรกฎาคม 2557 หรือเป็นเวลา 1 เดือน กับอีก 18 วัน หลังจากการยึดอำนาจของ คสช. เฟซบุ๊กข่าว บีบีซีไทย ก็เปิดตัวขึ้นอย่างเป็นทางการ และเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของ บีบีซี และเป็นแผนกภาษาเดียวที่เผยแพร่ผ่านช่องทางสื่อสังคมออนไลน์เพียงช่องทางเดียว ท่านผู้ชมตามผมมานะครับ


หน้าเฟซบุ๊กของ บีบีซีไทย เขียนข้อความแนะนำเพจเอาไว้อย่างนี้ "บีบีซีไทย มีเป้าหมายให้บริการข่าวสารทางออนไลน์ ของ BBC World Service สู่ประเทศไทย โดยให้ข้อมูลข่าวสารในรูปแบบดิจิทัลเท่านั้น และมุ่ง 'ภาคสังคม' เป็นหลัก คือข่าวทางโซเชียลมีเดีย ทั้งภาษาไทย และภาษาอังกฤษ ขณะนี้ บีบีซีไทย ได้รับอนุญาตจากกระทรวงการต่างประเทศอังกฤษ และ BBC Trust ให้เปิดบริการข่าวสารต่อไป และจะมีการทบทวนอีกครั้งในปลายปี 2558 บีบีซีไทย จะให้ข่าวสารที่ไม่เลือกข้างและเที่ยงตรงแก่คนไทย ทั้งในประเทศไทยและทื่อื่นๆ ทั่วโลก"

นายเจมส์ เซลส์ ตำแหน่ง Senior Project Manager BBC Engineering ให้สัมภาษณ์ว่าอย่างนี้ "เฟซบุ๊ก บีบีซีไทย มีบทบาทสำคัญอย่างมากในช่วงที่สถานการณ์การเมืองในประเทศมีความอ่อนไหวอย่างในขณะนี้ เนื่องจากมีการแบ่งขั้วทางการเมืองอย่างเข้มข้น สื่อมวลชนก็มักถูกตีตราว่าอยู่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง" ประโยคต่อมา ผมอยากให้ท่านผู้ชมตั้งใจฟังดีๆ นายเจมส์ เซลส์ ตำแหน่ง Senior Project Manager BBC Engineering พูดต่อว่า "บีบีซี มีความน่าเชื่อถือในเรื่องความเป็นกลาง ไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด เราจึงสามารถนำเสนอเรื่องราวและความเห็นจากทั้งสองฝ่ายได้อย่างเต็มที่ โดยปราศจากอคติทางการเมือง ทีมงาน บีบีซีไทย เคยคุยกันว่า ถ้าเราถูกวิจารณ์จากทั้งสองฝ่าย นั่นแสดงว่า เรากำลังมาถูกทางแล้ว"


ท่านผู้ชมครับ เป็นคำพูดที่สวยหรู เพราะวันนี้ถ้าจะพูดให้แรงนิดหนึ่ง ก็พูดได้ว่า บีบีซีไทย พัฒนามาจากสื่อ บีบีซีกลาง ที่เป็นกลาง มากลายเป็นสื่อล้มเจ้าไปแล้ว และเข้าข้างพวกการประท้วงของกลุ่มราษฎร 2563 ทำไมผมถึงพูดเช่นนั้น ? เพราะว่าพฤติกรรมของ บีบีซีไทย ในช่วงหลัง เมื่อเราดูการโพสต์ข่าว การทำข่าว หรือการจงใจเอาบางข่าวออกมา ซึ่งเดี๋ยวผมจะยกตัวอย่างให้ดู เป็นการยืนข้างฝ่ายคณะราษฎร 2563 หรือกลุ่มม็อบนักศึกษา หรือม็อบเด็ก มาก และมีอยู่หลายกรณีที่ บีบีซีไทย จงใจเอาข่าวย้ำคิดย้ำทำ ลงซ้ำแล้วซ้ำอีก เพื่อที่จะแสดงให้เห็นถึงความที่ประชาชนบางส่วน บางกลุ่ม ที่ไม่พึงพอใจกับสถาบันกษัตริย์ ซึ่งมันตรงกันข้ามกับที่นายเจมส์ เซลส์ พูดว่า BBC มีความน่าเชื่อถือในเรื่องของความเป็นกลาง ไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด เราจึงสามารถนำเสนอเรื่องราวและความเห็นจากทั้งสองฝ่ายได้อย่างเต็มที่โดยปราศจากอคติทางการเมือง และตรงกันข้ามกับสิ่งที่นายใหญ่ BBC คือนายทิม เดวี ซึ่งนายใหญ่ บีบีซี พูดว่า เพื่อฟื้นฟูพันธสัญญาในการปฏิบัติงานอย่างเป็นกลาง หวังว่าบุคลากร บีบีซี ทุกคนจะปฏิบัติงานโดยไม่มีการเลือกข้าง ท่านผู้ชมเห็นหรือยังครับ ผมพูดถึงภาพรวมก่อน หลักการ


ทีนี้ บีบีซีไทย มีสำนักงานอยู่ที่กรุงลอนดอน เป็นตึก อาคาร BBC Corporation House ซึ่งแต่ก่อนนี้ บีบีซี อยู่อาคาร Bush House เขาย้ายมาหมดแล้ว ทีนี้ บีบีซีไทย ถ้าสังเกตให้ดีๆ แต่ไหนแต่ไรมาแล้ว บีบีซีไทย พัฒนามาจากนักข่าว บีบีซี บางคนที่เคยอยู่ประเทศไทยและถูกห้ามเข้าประเทศไทย คือ นายโจนาธาน เฮด


นายโจนาธาน เฮด กลายเป็นบุคคลต้องห้าม ไม่ให้เข้าประเทศไทย เพราะเป็นการทำข่าวเอียงข้างอย่างชัดเจน ยืนข้างทักษิณ ชินวัตร ยืนข้างกลุ่มเสื้อแดง นายโจนาธาน เฮด มีอิทธิพลพอสมควรกับทีม คนที่ไปเป็นกลุ่ม บก.ของ บีบีซีไทย ที่อยู่ที่กรุงลอนดอน เพราะฉะนั้นแล้ว คนที่เข้ามาก็มีคนอย่างเช่นคุณอิสสริยา

คุณอิสสริยา ท่านเป็น Project Planning คุณอิสสริยา พรายทองแย้ม เป็นอดีตนักข่าวประจำกระทรวงคมนาคม โดยทำงานให้กับสำนักข่าวไทย และตอนหลังไปอยู่ที่อังกฤษ ทำงานให้กับ บีบีซีไทย คุณอิสสริยา ตอนนี้ก็ยังเป็นสตริงเกอร์อยู่กับสำนักข่าว อสมท ในสายคมนาคม ซึ่งอันนี้ก็เป็นที่น่าสนใจมาก เดี๋ยวผมค่อยพูดทีหลัง


คุณอิสสริยา เขาบอกว่า "ทีมงานตั้งใจที่จะสื่อสารกับผู้อ่านแบบไม่เป็นทางการมากนัก เพื่อให้เข้ากับรูปแบบโซเชียลมีเดีย แต่ยังคงรักษาเอกลักษณ์ของ บีบีซีไทย ไว้ นั่นคือการพูดคุยในเรื่องที่เป็นสาระความรู้ ซึ่งผู้อ่านบางคนไม่ชอบ เพราะชินกับสไตล์ที่ค่อนข้างเป็นทางการของวิทยุ บีบีซี"

แต่ถ้าผมดูตามภาพที่ออกมาแล้ว บีบีซีไทย สัมภาษณ์คนที่มีชื่อเสียงอยู่ 2 คน โดยที่คุณอิสสริยา พรายทองแย้ม เป็นคนสัมภาษณ์ คนหนึ่งเผอิญชื่อ คุณทักษิณ ชินวัตร อีกคนหนึ่งก็ชื่อ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ (มีภาพให้ดูนะครับ เดี๋ยวจะเอาภาพขึ้นให้ดู) ผมก็เลยงงว่า บีบีซีไทย จริงๆ แล้วไม่เคยสัมภาษณ์คนที่อยู่ฝั่งตรงกันข้ามเลย แต่จะสัมภาษณ์เฉพาะ อย่างคุณธนาธร อย่างคุณทักษิณ




นี่ คุณอิสสริยา ชื่อเล่นชื่อ กิ่ง คุณอิสสริยา เคยทำข่าว เมื่อสังเกตข่าวที่เธอทำแล้วจะโฟกัสไปที่กลุ่มคุณทักษิณ และมีโทนการนำเสนอที่เอนเอียงไปทางตรงกันข้ามกับสถาบันกษัตริย์อย่างชัดเจน ไม่กล้าพูดว่ามีความปรารถนาที่จะล้มล้างสถาบันกษัตริย์ แต่เอาเป็นว่า ลักษณะ โทนของข่าว จะเอนเอียงไปตรงกันข้ามกับสถาบันกษัตริย์ เดี๋ยวผมจะเอาตัวอย่างให้ฟัง


นักข่าวที่ผมเคย ... คือผมอยู่ในวงการข่าวมานานแล้ว หลายๆ คนที่เป็นระดับผู้ใหญ่ อาวุโส ระดับ บก. ต่างๆ เขาเคยพูดออกมาให้ผมฟังว่า ข่าว บีบีซีไทย เน้นล้มเจ้าชัดๆ ถือเป็นแนวร่วมที่แข็งแกร่งของเว็บไซต์ประชาไท นั่นคือทำข่าวมุ่งไปกลุ่มวิพากษ์วิจารณ์สถาบัน ยิ่งกว่าประชาไท หรือข่าวสดภาษาอังกฤษของค่ายมติชนเสียอีก


เอาล่ะ ผมจะยกตัวอย่างให้ฟังให้เห็นชัดๆ เลย ผมยกตัวอย่างให้ดูว่า ข่าว บีบีซีไทย ได้นำเสนอเรี่องการพระราชทานปริญญาบัตรที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในช่วงปลายเดือนตุลาคม 2563 ท่านผู้ชมเชื่อไหม เป็นการจงใจเสนอข่าวแบบซ้ำไปซ้ำมา เน้นที่บัณฑิตที่ไม่อยากเข้าพิธีรับพระราชทานปริญญาบัตร ซ้ำแล้วซ้ำอีก ทั้งๆ ที่มีบัณฑิตอีกจำนวนมากก็เข้ารับพระราชทานปริญญาบัตรเป็นปกติ เหมือนมีวาระพิเศษ เดี๋ยวผมจะเอาขึ้นมาให้ดู

ในเรื่องหัวข้อ บัณฑิตของราษฎร วันที่ 23 ตุลาคม 2563 แล้วก็เอาเรื่องข่าวขึ้นมาอีกบนหน้า บีบีซีไทย เขียนว่า "เราจบมาได้เพราะตัวเราเอง ไม่ได้ขึ้นกับใคร ไม่ได้ขึ้นกับคนที่มาแจกปริญญาเราทั้งสิ้นนะฮะ" คือถอดจากคลิปวิดีโออวยพรบัณฑิตจากปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์ และเขียนคาดลงไปในภาพของ BBC ไทย ว่า "จ่ายโดยกุ จบโดยกุ มอบโดยกุ"


ท่านผู้ชมครับ วันที่ 31 ตุลาคม 2563 บีบีซีไทยทำข่าวเรื่องการร้องเพลงสรรเสริญพระบารมี ว่าปรากฏว่าแทบจะไม่มีเสียงร้องจากบัณฑิตเลย ผมก็เลยถามว่า ประเด็นเช่นนี้เป็นกลาง ? มีความสำคัญและมีนัยสำคัญมาก ทำไมต้องแยกออกมาทำเป็นข่าวพิเศษอีกชิ้นหนึ่ง ? เป็นข่าวพิเศษ เน้นจริงๆ เลย เพราะฉะนั้นแล้ว ยังมีข่าวอีกหลายชิ้น หลายข่าว ที่ทางนักข่าวและ บก. ของ บีบีซีไทย เปิดเผยจุดยืนทางการเมืองออกมาอย่างชัดเจน


บีบีซีไทย สรุปง่ายๆ แม้กระทั่ง ... ท่านผู้ชมเชื่อไหม บีบีซีไทย ต้องทำข่าวในเรื่องเกี่ยวกับเมืองไทย แต่ไปเอาคนไทยในเกาหลีแสดงพลังสนับสนุนกลุ่มราษฎร เอาข่าวจากเกาหลีมา ที่มีคนไทยอยู่ เอามาลง เพื่อเอามายืนยันในจุดยืนว่า ตัวเองนั้นเชียร์กลุ่มราษฎร ผมเอารูปลงให้ดูนะครับ เพราะฉะนั้นสำหรับผมแล้ว บีบีซีไทย ไม่เหลือคราบมาตรฐานสื่อสาธารณะเลย สื่อมืออาชีพต้นแบบสื่อมวลชนทั่วโลก

อีกเรื่องหนึ่งที่ดูแล้ว ผมมีความรู้สึก (ขออนุญาตนะครับ คุณอิสสริยา) ทุเรศ ทุเรศมากๆ คือผมไม่ได้เป็นแฟนพันธุ์แท้ของคุณประยุทธ์ จันทร์โอชา แต่ผมคิดว่าหลายๆ เรื่องที่เกิดขึ้นกับคุณประยุทธ์ โดย บีบีซีไทย นั้น ไม่ยุติธรรม ยกตัวอย่าง ในปี 2558 ห้าปีที่แล้ว มีแฟนเพจเฟซบุ๊ก บีบีซีไทย คนหนึ่ง รายงานข่าวมา แล้วส่งให้ บีบีซีไทย ลง บีบีซีไทย ก็ลงไปเลย คือแฟนเพจคนนั้นเขียนในทำนองว่า ในการประชุมสุดยอดฯ มีการจัดฉากให้ผู้นำไทย คือ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ จับมือกับนายบารัก โอบามา ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ในการประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ เขาเขียนต่อว่า "ทั้งที่นายบารัก ไม่ยินดีจะจับมือด้วย"


ท่านผู้ชม คนที่ไม่รู้เรื่อง เมื่อฟังไปแล้วก็ เออ นายกรัฐมนตรีคนนี้สงสัยมีความกระสันอยากจะจับมือกับบารัก โอบามา ก็เลยมีการจัดฉากมา ซึ่งมันมีอะไรที่ทะแม่งมาก คือ บีบีซีไทย โดยอ้างอิงคนที่เป็นแฟนเพจ ส่งข่าวมาให้ แล้วก็บอกว่า รัฐบาลไทยพยายามจัดการให้บิ๊กตู่ ได้มีโอกาสสัมผัสมือโอบามา เกิดขึ้นจริงหรือเปล่า และเขาเขียนต่อว่า "หลังจากการเจรจาต่อรองกันอยู่นาน ฝ่ายสหรัฐฯ ก็ยินดีให้ประธานาธิบดีโอบามา เดินมาทักทายและสัมผัสมือ พล.อ.ประยุทธ์ ได้ แต่ก็บนเงื่อนไขว่าจะไม่มีการเผยแพร่เรื่องนี้อย่างเป็นทางการ ช่างภาพที่ติดตามนายกรัฐมนตรีไม่ได้รับอนุญาตให้ถ่ายภาพ จึงปรากฏเฉพาะแต่ภาพจากเจ้าหน้าที่ติดตาม ซึ่งถ่ายจากโทรศัพท์มือถือ เผยแพร่ในโซเชียลมีเดียเท่านั้น" นี่คือรายงานที่ บีบีซีไทย กล่าวอ้างมา จริงๆ แล้วคนถ้าเป็น บก. และมีจิตใจที่เป็นกลางจริงๆ ต้องรู้ว่าภาพที่ส่งมาไม่ได้ถ่ายจากมือถือ เป็นการถ่ายจากกล้อง และมันเป็นการโกหก


ทั้งเว็บไซต์มติชนออนไลน์ และ บีบีซีไทย ก็นำข้อมูลซึ่งมาจาก บีบีซีไทย ข้อมูลและภาพ พล.อ.ประยุทธ์ จับมือนายบารัก โอบามา โดยรายงานข่าวในทำนองว่ามีการจัดฉากกันขึ้นมา ทั้งหมดนี้เป็นการบิดเบือนข่าวสาร บิดเบือนอย่างรุนแรง เพราะอะไรรู้ไหม ? เพราะข้อเท็จจริงคือ ก่อนเข้าประชุมที่สหประชาชาติ มีการถ่ายภาพโดยช่างภาพมืออาชีพ โดยผู้นำหลายประเทศมีผู้ติดตามเข้าร่วมประชุมด้วย มีการยืนรอให้ถ่ายภาพ ระหว่างนั้นผู้นำแต่ละประเทศจะมีการพูดคุยกัน ทักทายกัน จับมือกัน และผู้ที่ติดตามก็ถ่ายรูปเอาไว้ ไม่ได้แอบถ่าย และไม่ได้มีปัญหากัน เพราะไม่ได้มีการห้ามการถ่ายรูป เพราะฉะนั้นแล้ว ข้อมูลที่ บีบีซีไทย เอาข้อมูลจากแฟนเพจส่งมา ถึงเป็นเท็จ


พล.อ.ประยุทธ์ ในขณะนั้น ยืนอยู่ด้านข้างห้อง นายโอบามา ยืนอยู่กลางห้อง เมื่อนายโอบามา เห็น พล.อ.ประยุทธ์ ยืนอยู่ ก็เลยเดินเข้ามาทักทายก่อน แล้วก็ขอบคุณที่เข้ามาร่วมประชุมในการรักษาสันติภาพ โดยใช้เวลาไม่นาน หลังจากนั้นนายบารัก โอบามา ก็ไปทักทายคนอื่น ผู้ติดตามก็ได้มีการถ่ายรูปเช่นกัน นี่คือความจริงที่เกิดขึ้น


ท่านผู้ชมรู้ไหม แม้กระทั่งคนซึ่งอยู่ฝ่ายเดียวกับ บีบีซีไทย คือ สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล ที่ลี้ภัยอยู่ฝรั่งเศส ก็ยังตั้งคำถามกับการรายงานข่าวดังกล่าวของ บีบีซีไทย มีความเป็นไปได้ที่จะมีการเจรจาเรื่องให้โอบามา จับมือกับบิ๊กตู่ แต่ประเด็นคือคนเขียน คนที่อ้างว่าเป็นแฟนเพจของ บีบีซีไทย ที่ส่งมา รู้ได้อย่างไร เพราะปกติเรื่องนี้ต้องทำระหว่างเจ้าหน้าที่รัฐ สมมุติว่ามีการเจรจากันจริง ปกติเรื่องนี้ต้องทำกันระหว่างเจ้าหน้าที่ไทย กับเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ และเงื่อนไขที่ตั้งไว้ว่าห้ามเผยแพร่ออกเป็นทางการ แต่ทำไมถึงให้เจ้าหน้าที่ที่ติดตาม พล.อ.ประยุทธ์ ถ่ายภาพด้วยโทรศัพท์มือถือ และเผยแพร่ทางสื่อสังคมออนไลน์ โกหก ไม่ make sence คุณสมศักดิ์บอก ฟังดูชอบกลจริงๆ ท่านผู้ชมรู้ไหม พอถูกวิพากษ์วิจารณ์หนัก และถูกตรวจสอบหนัก บีบีซีไทย โดยคุณอิสสริยา ก็ออกมาแก้เกี้ยวด้วยการเอาสีข้างถู ระบุว่าอย่างไรรู้ไหม ?


"บทวิเคราะห์ชิ้นนี้เขียนโดยผู้ที่ติดตามการประชุมอย่างใกล้ชิด ทราบธรรมเนียมการประชุม ทีมงาน (ก็คือทีมงานของพวก บีบีซีไทย ซึ่งคุณอิสสริยา จะต้องรับผิดชอบ) เห็นว่าบทความนี้ให้ข้อมูลที่มีคุณค่าควรแก่การนำมาเสนอแก่ผู้อ่าน เพื่อให้เป็นอีกด้านหนึ่งของข้อมูลข่าวสารที่สาธารณะพึงได้รับรู้ประกอบการพิจารณาประเด็นที่เกี่ยวข้อง" แล้วเขาก็ถามว่าทำไมคุณไม่เปิดเผยชื่อคนที่รายงานข่าวมา เขาก็อ้างว่า "ที่เราไม่เปิดเผยชื่อ เพราะผู้เขียนไม่ต้องการเปิดเผย และทีมงานเคารพการตัดสินใจ รวมทั้งเห็นด้วยว่า หากเปิดเผยชื่อผู้เขียน มีโอกาสที่จะได้รับผลกระทบสูง ทีมงานขอบคุณสำหรับความเห็นและคำท้วงติงของทุกท่าน เราทราบว่าการไม่ใช้ชื่อผู้เขียนเป็นเรื่องเสี่ยงต่อข้อครหา อาจลดความน่าเชื่อถือของรายงาน แต่ในอาชีพสื่อ มีบ้างบางครั้งที่ต้องปิดชื่อผู้ให้ข้อมูล ขอขอบคุณในความเข้าใจของผู้อ่านค่ะ"

ท่านผู้ชมครับ ประเด็นอยู่ที่ว่า ถ้าคุณอิสสริยา เป็นมืออาชีพ และเป็นคนที่วางตัวเป็นกลาง ประการแรก แฟนพันธุ์แท้ของเพจ บีบีซีไทย ส่งข้อมูลมาอย่างนี้ เมื่ออ่านแล้วต้องมีกบาลที่จะคิดออก ไม่ใช่มีแต่ฟางอยู่ในสมอง ว่าข่าวชิ้นนี้มันไม่น่าจะเป็นไปได้ ก็ควรจะปฏิเสธการลง แต่ถ้าไม่ยอมปฏิเสธการลง ก็คือว่า ข่าวชิ้นนี้ต้องการจะลงเพื่อที่จะทำลายชื่อเสียง พล.อ.ประยุทธ์ เขา ผมไม่ได้เป็นแฟน พล.อ.ประยุทธ์ แต่ผมคิดว่ามันไม่แฟร์กับเขา นี่้เพียงแต่ยกตัวอย่างนะ


เอาล่ะ ตามมา ความเห็นของสำนักข่าวอิศรา กรณีนี้ สำนักข่าวอิศรา บอกว่า "คำถามสำคัญในกรณีนี้ คือ บีบีซีไทย ได้บิดเบือนข้อมูล ข้อเท็จจริงหรือไม่ ประการใด หากเขียนภายใต้ข้อเท็จจริง อย่างน้อยก็ต้องมีการระบุถคงกระบวนการทำข่าวว่าเป็นอย่างไร ข้อมูลที่ได้มาจริงเท็จแค่ไหน หากนำเสนอไปแล้วจะส่งผลอย่างไร แต่นี่กลับไม่มีการอ้างอิงอะไร เป็นเพียงการเขียนกล่าวอ้างลอยๆ และชี้แจงผิดประเด็นว่าเป็นเรื่องของการปกปิดชื่อผู้เขียน" ผมฟันธง คุณอิสสริยา มือไม่ถึง และมีความอคติอย่างมาก อย่างมากๆ การตัดสินใจเอาเรื่องนี้ลงมาแสดงว่าต้องการที่จะทำลายชื่อเสียงของคุณประยุทธ์ ว่า อยากจับมือกับบารัก โอบามา ก็เลยต้องเจรจาขอจับมือกับบารัก โอบามา แล้วก็ปล่อยข่าวออกมาบอกว่า บารัก โอบามา บอกว่าได้ จับได้ แต่ห้ามถ่ายรูปนะ ตลกไหม ? ทำไม บารัก โอบามา เขาไม่เสียหายอะไรถ้าเขาจะจับมือกับ พล.อ.ประยุทธ์ ในฐานะเป็นผู้นำประเทศคนหนึ่งที่มาประชุมเพื่อสันติภาพที่สหประชาชาติ เขาก็จับได้ แต่เขาไม่จำเป็นต้องสืบสาวต่อไปว่าเขาจำเป็นต้องมีความสัมพันธ์อะไร ก็ขอแค่จับมือ มันก็จบแล้ว แต่ บีบีซีไทย ทำเป็นเรื่องราวใหญ่โต

วันที่ 2 ธันวาคม 2559 บีบีซีไทย ได้เผยแพร่บทความ "พระราชประวัติกษัตริย์พระองค์ใหม่ของไทย" โดยมีเนื้อหาในเชิงลบและมีอคติกับรัชกาลที่ 10 อย่างเห็นได้ชัดเจน ไม่น่าประหลาดใจ คุณอิสสริยา นั้น โทนไปทางทักษิณ ชินวัตร ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ แล้ว บก.อีกคนหนึ่ง ชื่อคุณนพพร วงศ์อนันต์ ซึ่งเป็น บก.ของ บีบีซีไทย ทำงานร่วมกันอยู่ที่ บีบีซีไทย ที่อังกฤษ


คุณนพพร เป็นคนที่โดนหมายจับข้อหาความมั่นคง อะไรก็ไม่รู้ ผมขี้เกียจอธิบายความเยอะ เพราะเดี๋ยวจะหาว่าไปซ้ำเติม เอาว่า คุณนพพร ก็ขนย้ายลูกเมียไปอยู่อังกฤษ คิดว่าคงไม่กลับเมืองไทยแล้ว แล้วเผอิญก็ถูกคัดเลือกไปเป็นบรรณาธิการ บีบีซีไทย ถามว่าคุณนพพร มีคุณสมบัติไหม ? มี เขาเป็นอดีตบรรณาธิการหนังสือพิมพ์ Bangkok Post, The Asian Wall Street Journal อยู่รอยเตอร์ รวมไปถึงนิตยสาร FORBES Thailand แต่คุณนพพร มีชื่อเสียงอยู่อย่างหนึ่งซึ่งปฏิเสธไม่ได้ ในการสร้างผลงานบิดเบือนเกี่ยวกับสถาบันเบื้องสูงมาแล้วเช่นกัน เพราะฉะนั้นท่านผู้ชมจะเห็นได้ว่า คุณนพพร เข้ามาวันที่ 16 พฤศจิกายน 2559 ทันทีเลย วันที่ 2 ธันวาคม หลังจากนั้นไม่เกินสองอาทิตย์ บีบีซีไทย ภายใต้การบริหารงานของคุณนพพร ก็เผยแพร่บทความเรื่อง "พระราชประวัติกษัตริย์พระองค์ใหม่ของไทย" ที่เป็นลบๆๆ และอคติกับรัชกาลที่ 10 อย่างชัดเจนอย่างมากๆ


ท่านผู้ชมครับ ถึงเวลาแล้วหรือยังที่พวกเราบางคนอาจจะต้องทำจดหมายไปถึงนายทิม เดวี ผู้อำนวยการใหญ่บีบีซี แล้วก็อธิบายให้ฟังว่า สิ่งที่คุณพูดน่ะ บีบีซีไทย ไม่ใช่นะ บีบีซีไทย ต้องถือว่าเป็นอีกหนึ่งกระบอกเสียง และมีทิศทางที่จะล้มเจ้า ลักษณะข่าวที่ออกมานั้น ต้องการทำลายสถาบันกษัตริย์ ผมก็เลยอยากถามคุณอิสสริยา และคุณนพพร ว่า ทำไมคุณไม่หาทางที่จะรายงานเรื่องเกี่ยวกับ ... ถ้าคุณต้องการจะแดกดันสถาบันกษัตริย์ที่เมืองไทย ทำไมคุณไม่แดกดันสถาบันกษัตริย์ที่อังกฤษบ้างล่ะ คุณทั้งสองคนนี่กินเงินเดือนของ บีบีซี ส่วน บีบีซี กินเงินจากคนอังกฤษ เขาต้องการข่าวตามที่นายทิม เดวี พูด ว่าข่าวที่เป็นกลาง ข่าวที่ไม่เข้าข้างใคร แม้การตั้ง บีบีซี ครั้งแรก ที่ผมอ่านให้ฟังตอนแรก เขาก็พูดชัดเจนอยู่แล้วว่า บีบีซีไทย จะต้องไม่เข้าข้างใคร ไม่ยืนฝักใฝ่ฝ่ายใด ผมสังเกตจากการดูข่าว บีบีซีไทย เวลาคณะราษฎร 2563 ชุมนุมกัน จะรายงานข่าวถี่ยิบเลย ลงพื้นที่ อธิบาย สัมภาษณ์คนโน้นคนนี้ เยอะแยะไปหมด จงใจ แต่พออีกฝ่ายหนึ่งชุมนุมกัน ก็เป็นการรายงานข่าวธรรมดา หรืออีกนัยหนึ่ง ความมุ่งมั่นที่จะทุ่มเทในการทำข่าวกับฝ่ายหนึ่งเต็มที่ 100 เปอร์เซ็นต์ กับอีกฝ่ายหนึ่ง เหมือนกับว่าเป็นกลิ่นที่ผายลมออกมา ให้มันจบไป

ผมคิดว่าต้องรายงานถึงคุณทิม เดวี แล้ว ต้องส่งจดหมายถึงคุณทิม เดวี คุณดอน ปรมัตถ์วินัย คุณจะต้องทำจดหมายในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ถึงนายทิม เดวี ผู้อำนวยการใหญ่คนใหม่ของ บีบีซี complain ไป ว่า บีบีซีไทย ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของ บีบีซี ที่อังกฤษ แล้วกินเงินเดือน บีบีซี อังกฤษ มาใช้เงินเดือน บีบีซี อังกฤษ ซึ่งได้มาจากประชาชนคนอังกฤษ มาออกข่าวในทิศทางที่มีเจตนาจะต้องการล้มสถาบันกษัตริย์ในเมืองไทย แล้วก็ยกตัวอย่างที่ผมเล่าให้ฟังนี่ แปลเป็นภาษาอังกฤษให้ดู ไม่ต้องกังวลครับ คุณทิม เดวี เขาเป็นมืออาชีพ ทีมงานข่าวเป็นมืออาชีพ ที่ บีบีซี เขาก็จะดูออกว่านี่มันเอียงนี่นา นี่มันอคตินี่นา


ท่านผู้ชมครับ บีบีซีไทย มันไม่ใช่สื่อ มันคือหน่วยงานปฏิบัติการข่าว และมีประวัติหลายอย่าง ตั้งแต่สมัยอดีตโบราณมาแล้ว ตั้งแต่สมัยที่ บีบีซี อังกฤษ เข้าไปแทรกแซงราชอาณาจักรพม่า จนกระทั่งล้มล้างสถาบันกษัตริย์ พระเจ้าสีป่อ หรือพระเจ้าธีบอ กษัตริย์องค์สุดท้ายของราชวงศ์คองบอง เมื่อ 130 ปีก่อน ท่านผู้ชมครับ เมื่อดูเหตุการณ์ทั้งหมดแล้ว คงไม่ผิดนัก คือผมไม่ขัดข้อง สมมุติว่ามติชนออนไลน์ ข่าวสดออนไลน์ จะบอกว่าตัวเองนั้นเชียร์ธนาธร เชียร์คณะราษฎร ไม่ขัดข้อง เพราะว่าจุดยืนเขาชัดเจน เขาเชื่อในเรื่องนั้น หรือช่อง 22 จะเปลี่ยนจุดยืนจากการปกป้องสถาบันกษัตริย์ มาเป็นเชียร์เด็ก ก็ไม่ขัดข้อง แต่สำนักข่าวบีบีซีไทย ที่อ้าง ... คือมันดูเท่ไง ใช้คำว่า บีบีซี แล้วคนไทยที่ไม่ได้คิดลึก เห็นไหม บีบีซี ยังด่าเจ้าเลย บีบีซี ยังชมคณะราษฎรเลย เพราะฉะนั้นแล้ว การต่อสู้ครั้งนี้ เด็กคณะราษฎร 2563 ที่พูดอะไร ถูกหมด ไม่ผิด เหตุผลเพราะว่า บีบีซี ให้คำรับรอง (endorse) แล้ว เพราะฉะนั้นแล้ว บีบีซีไทย ก็เลือก พยายาม จงใจปล่อยข่าวบางข่าว


ท่านผู้ชมครับ ผมเป็นคนที่อยู่ในวงการข่าวมานานแล้ว มีวิธีการทำลายชื่อเสียง หรือแกล้ง คือไม่จำเป็นต้องไปพูดตรงๆ แต่ปล่อยข่าวบางข่าวที่ออกมาแล้วเป็นเชิงลบ แล้วหลายข่าวที่ บีบีซีไทย ออกมาปล่อยเป็นเชิงลบกับสถาบันกษัตริย์นั้น ออกแล้วออกอีก ออกแล้วออกอีก ซ้ำไปซ้ำมา ทั้งๆ ที่ประเด็นข่าวไม่ใช่ประเด็นที่ยิ่งใหญ่นัก เพราะฉะนั้นแล้ว บีบีซีไทย ปล่อยเวอร์ชันภาษาไทยออก แล้วก็เลือก หลังเหตุการณ์สำคัญ หลังเหตุการณ์ที่รัชกาลที่ 9 สิ้นพระชนม์ มีนัยซ่อนเร้นอย่างแน่นอน แล้วก็มีบทความที่ บีบีซี ปล่อยออกมา เป็นบทความที่เขียนว่า บทความดังกล่าวมีการเผยแพร่ในเวอร์ชันภาษาอังกฤษผ่านเว็บหลักของสำนักข่าว บีบีซี ในต่างประเทศมาระยะหนึ่งแล้ว มีการวิพากษ์วิจารณ์ในวงแคบๆ เพราะไม่มีการเผยแพร่ในไทย แต่จู่ๆ บีบีซีไทย ปล่อยเวอร์ชันภาษาไทยออก โดยเลือกห้วงเวลาเฉพาะหลังจากเหตุการณ์สำคัญ หลังเหตุการณ์ในหลวงรัชกาลที่ 9 สวรรคต


ท่านผู้ชม ผมขี้เกียจมานั่งทะเลาะกับ บีบีซีไทย เพราะผมดูแล้ว สำหรับผมนะ ไม่มีราคา คือถ้าคุณจะทำอะไร คุณจะยืนข้างคณะราษฎร 2563 ผมไม่ว่าอะไร ยืนยันครับท่านผู้ชม ไม่ว่าอะไร เดี๋ยวนี้สื่อมวลชนมันแบ่งข้างแล้ว VOICE TV คณะราษฎร มติชน คณะราษฎร ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ เพราะว่าคุณสมพร จึงรุ่งเรืองกิจ ถือหุ้นอยู่ในมติชน หุ้นใหญ่ด้วย เพราะฉะนั้นมติชนออนไลน์ ข่าวสดออนไลน์ ถือได้ และถ้าผมเป็นคุณสมพร จึงรุ่งเรืองกิจ วันนี้ผมต้องหาทางที่จะเอานอมินีมาซื้อหุ้นของคุณคีรี กาญจนพาสน์ 9.99 เปอร์เซ็นต์กว่า นอมินีพวกนี้ใช้ได้ง่าย ไปเอากองทุนมาจากฮ่องกงไหนก็ได้ เอาเงินใส่เข้าไป ให้เขาไปซื้อแทน สักพักหนึ่งก็บอกคุณฉาย ว่า อนุญาตให้เพิ่มทุน คุณฉาย อยากเพิ่มทุนอยู่แล้ว คุณคีรี ไม่ยอมเพิ่มทุน พอเพิ่มทุนขึ้นมา คุณสมพร ก็ไล่ซื้อหุ้นมา ในที่สุดคุณสมพร ก็ได้เป็นเจ้าของเนชั่น เป็นเจ้าของสื่อมวลชน คือ มติชน มีพันธมิตรอยู่ ก็คือ VOICE TV เพราะฉะนั้น ไหนๆ ก็ลงทุนคุณธนาธร มาเยอะขนาดนี้แล้ว ผมอยากให้คุณสมพร ไปให้สุดซอยเลย ซื้อหุ้นเนชั่นไปเลย นี่ผมยกตัวอย่างให้ฟัง


ท่านผู้ชมครับ เรื่องของ บีบีซีไทย การที่แปลภาษาไทยจากต้นฉบับภาษาอังกฤษ เวอร์ชันที่เข้ามาบิดเบือนและเป็นเชิงลบต่อสถาบันกษัตริย์นั้น ใครๆ ก็อ่านว่าเล่นแรง ซึ่ง บีบีซีไทย ก็ชี้แจงมาจากบทความที่ฉาวว่า เป็นเพียงฉบับแปลมาจากฉบับภาษาอังกฤษ ต่างประเทศ ซึ่งเป็นข้ออ้างที่ฟังไม่ขึ้น เพราะอย่างน้อยเมื่อแปลเป็นบทความภาษาไทยแล้ว ใครอ่านก็รู้ว่าเล่นแรง แต่คุณนพพร ในฐานะบรรณาธิการ ก็ยังปล่อยออกสู่สายตาสาธารณชน แรง หรือไม่แรง ดูได้จากแดงตัวพ่อ เพจล้มเจ้า ที่บอกกับสาวกว่า อย่าริกดแชร์เพจล้มเจ้า อย่าริกดแชร์หรือเผยแพร่ต่อ เพราะอาจจะมีพิซซ่า 112 มาเสิร์ฟถึงหน้าบ้าน เช่นกรณี ไผ่ ดาวดิน ที่ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.แก้งคร้อ จ.ชัยภูมิ จับกุม เนื่องจากแชร์บทความต้องห้ามของสำนักข่าว บีบีซีไทย นั่นเอง ตามที่มีคนมาแจ้งความ


ท่านผู้ชมครับ คุณนพพร ซึ่งเป็นคอนเนกชัน บก. ของ บีบีซีไทย เขาอยู่ในกลุ่มคนที่มีจุดยืนไปในทิศทางเดียวกันพอสมควร ผมไม่ว่า เป็นได้ คุณจะมีใครก็ได้ ผมก็มีคนที่ไม่เห็นด้วยกับผมในเรื่องของสถาบันกษัตริย์ แต่เรายังคบกันเป็นเพื่อนได้

เมื่อต้นเดือนพฤษภาคม 2559 ประมาณสี่ปีที่แล้ว ตอนที่ยังเป็นรองบรรณาธิการ Bangkok Post คุณนพพร ได้ไปร่วมเป็นผู้อภิปรายเสวนาหัวข้อ "สื่อไทย มีเสรีภาพเพียงใดในปัจจุบัน" เนื่องในวันเสรีภาพสื่อโลก มีคนอภิปรายหลายๆ ท่าน ได้แก่ จีรนุช เปรมชัยพร จะใครที่ไหนล่ะ ก็คือผู้อำนวยการเว็บไซต์ข่าวออนไลน์ ประชาไท ไง พวกเดียวกัน กุลชาดา ชัยพิพัฒน์ เจ้าหน้าที่ฝ่ายสิทธิเสรีภาพ สมาคมเครือข่ายสื่อมวลชนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ คุณอนุธีร์ เดชเทวพร ผู้สื่อข่าว VOICE TV สตีฟ เฮอร์แมน กรรมการผู้บริหารสโมสรผู้สื่อข่าวต่างประเทศแห่งประเทศไทย และเป็นหัวหน้าสำนักข่าวประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ของ Voice of America เป็นผู้ดำเนินรายการ


จากกรณีดังกล่าวก็เลยมีเสียงเล่าปากต่อปากในแวดวงเพื่อนฝูงและสื่อมวลชนไทยว่า วันนั้นคุณนพพร ได้กระทำการล้ำเส้น คงจะพูดอะไรที่ล้ำเส้นไปมาก และอาจจะกระทำผิดจนต้องถูกดำเนินคดีตามกฎหมายไทย คุณนพพร ก็เลยอพยพครอบครัว ลูกเมีย ไปอยู่อังกฤษหมด


ท่านผู้ชมครับ สื่อเป็นกลาง มีจริงไหมในโลกนี้ ? ไม่มีจริงหรอกครับ BBC World Service ก็คือเครื่องมือของจักรวรรดินิยมอังกฤษ ในการใช้แนวรบด้านสื่อ แนวรบด้านข้อมูลข่าวสาร วัฒนธรรม ที่ใช้จูงใจผู้คนนั่นล่ะ ซึ่งจริงๆ ประเทศมหาอำนาจทั้งหลายต่างก็ทำ อเมริกามี Voice of America (VOA) จีนก็มีซินหัว, Global Time จีนมี China Radio International (CRI) ญี่ปุ่นมี NHK (Nippon Hoso Kyokai) แต่มีการปรับเปลี่ยนรูปแบบไปเรื่อยๆ ตามยุคสมัย เช่น ยุคสงครามเย็นเป็นอย่างหนึ่ง ยุคหลังสงครามเย็นเป็นอย่างหนึ่ง และยุคปัจจุบัน

ท่านผู้ชมครับ หัวใจของการทำสื่อของประเทศมหาอำนาจเหล่านี้ คือปกป้องและเอื้อผลประโยชน์ให้กับประเทศ หรือว่ายืนหยัดในแนวคิดตัวเองให้มากที่สุด เพราะอย่างน้อยเงิน บีบีซี เอามาจ้างพนักงาน 22,000 คน เอามาทำ BBC World Service รวมทั้งเอามาจ้างคุณนพพร คุณอิสสริยา กับทีมงาน คือเงินที่มาจากกระเป๋าเงินของคนอังกฤษ เอามาจากค่าธรรมเนียมการดูโทรทัศน์ของอังกฤษ


ท่านผู้ชมครับ บีบีซี แม้กระทั่งคนอังกฤษ คนจ่ายเงิน ยังยี้ ชี้ว่าไร้ความคุ้มค่า ยี้อย่างไร ? มิถุนายน ปีที่แล้ว (2562) ตามรายงานของหนังสือพิมพ์ Daily Express มีการสำรวจว่า บีบีซี ใช้เงินจากค่าธรรมเนียมในการรับชมโทรทัศน์ที่เก็บจากคนอังกฤษ ท่านผู้ชม คนอังกฤษทุกคนต้องจ่ายเงินคนละ 154.50 ปอนด์ หรือประมาณ 6,200 บาทต่อเครื่องรับชมทีวีต่อปี โดยสำรวจคนอังกฤษ 18,134 คน ท่านผู้ชมทราบไหมว่าเขามีความเห็นอย่างไร ? คนอังกฤษ 96 เปอร์เซ็นต์ หรือผู้ตอบแบบสำรวจ 17,235 คน บอกว่าไม่คุ้มค่าเลยกับเงิน 6,200 บาทต่อปี ที่จ่ายไปเป็นค่าดำเนินการของ บีบีซี มีอยู่แค่ 801 คน หรือ 4 เปอร์เซ็นต์ ที่บอกว่าคุ้มค่า


ท่านผู้ชมครับ จะให้คุ้มค่าได้อย่างไร ก็ผู้บริหาร บีบีซี เอาเงินมาสนับสนุนการทำข่าวเพื่อสนับสนุนกลุ่มประท้วง สนับสนุนม็อบ แทรกแซงการเมืองในประเทศต่างๆ ซึ่งไม่ได้แทรกแซงเฉพาะการเมืองเมืองไทย แต่แทรกแซงไปในภูมิภาคเอเชียที่มีนัยสำคัญต่อภูมิรัฐศาสตร์ของประเทศอังกฤษ

ท่านผู้ชมครับ เอาแค่พม่า ใกล้ๆ บ้านเรา ในการเลือกตั้งพม่าเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา 8 พฤศจิกายน 2563 บีบีซี มีความพยายามที่จะแทรกแซงการเมืองในพม่า โดยการป่วนในรัฐยะไข่ที่สนับสนุนกลุ่มโรฮีนจา ในเวอร์ชันภาษาไทย ซึ่งก็เป็นฝีมือ บีบีซีไทย นี่อีกล่ะ ก็ออกข่าวเลยว่า เลือกตั้งเมียนมา 2020 กับข้อครหาไม่เป็นประชาธิปไตย สรุปง่ายๆ สำหรับจุดยืนสื่อตะวันตกอย่าง บีบีซี คือ ใครที่ไม่เอื้อประโยชน์ให้กู ลูกพี่กู (สหรัฐอเมริกา) พันธมิตรกู มึงไม่ใช่ประชาธิปไตย


ท่านผู้ชมครับ อย่างที่ผมเรียนให้ทราบว่า ผมไม่ได้ขัดข้องนะ สื่ออันไหนจะมีจุดยืนอย่างไร ตามสบาย แต่ผมคิดว่า ที่สำคัญที่สุด อย่าได้เอ่ยตัวเองว่าเป็นสื่อมืออาชีพ อย่าได้ตอหลดตอแหล และอย่าได้เพียงเพราะว่าคุณไปใช้ชื่อ บีบีซี อย่างคุณอิสสริยา และคุณนพพร แล้วคุณเท่ เพราะว่าการกระทำของคุณที่ออก บีบีซีไทย มันพิสูจน์ชัดเจนว่าคุณมีอคติ คุณมีอคติ คุณเลือกที่จะยืนข้างที่คุณพอใจจะเลือก แล้วคุณก็จงใจบิดเบือนหรือทำลายอีกฝ่ายหนึ่งด้วยการเอาข่าวที่เป็นเชิงลบออกซ้ำแล้ววซ้ำอีกตลอดเวลา ไอ้เทคนิคตื้นๆ แบบนี้อย่ามาใช้ ผมอ่านออกหมด


บีบีซีไทย มันไม่ใช่กระแสข่าวแล้ว บีบีซีไทย มันเป็นหน่วยงานปฏิบัติการข่าว เพราะฉะนั้นแล้ว ก็เลยต้องเล่าความจริงเรื่อง บีบีซีไทย ขึ้นมาในวันนี้ และผมก็คิดหวังว่า คุณอิสสริยา และคุณนพพร จะระวังตัวมากขึ้น เพราะคุณโดนผมจับได้แล้ว และผมเชื่อว่ามีคนไทยอีกเยะเขาจับได้ และผมคิดว่า เราน่าที่จะติดต่อนายทิม เดวี ผู้อำนวยการใหญ่ในอังกฤษ ว่านโยบายที่คุณเพิ่งให้มาเมื่อวันที่ 30 ตุลาคม บีบีซีไทย ไม่ได้ทำตาม บีบีซีไทย เข้าข้าง บีบีซีไทย ไม่ได้เป็นกลาง บีบีซีไทย ยืนสนันบสนุนม็อบเด็ก บีบีซีไทย จงใจต้องการที่จะล้มสถาบันกษัตริย์ แล้วก็อีกล่ะ ขี้เกียจพูด เหม็นขี้ฟัน เฮ้าเลี่ยนดอน คุณทำอะไรอยู่ ?

ท่านผู้ชมครับ วันนี้ผมมีเรื่องราวบางอย่างที่จะต้องเล่าให้ฟัง และก็มีหลักฐาน มีรูป มีการเอาภาพต่างๆ ในอดีต โยงมาจนถึงปัจจุบันให้เห็น ท่านผู้ชมคงจำได้ว่าผมเคยพูดมานานแล้ว และผมน่าจะเป็นคนแรกๆ หรืออาจจะเป็นคนแรกที่สุดก็ได้ ที่บอกว่า ชาติตะวันตก โดยเฉพาะอย่างยิ่งสหรัฐอเมริกา แล้วก็ทางยุโรป และทางอังกฤษ รวมทั้งออสเตรเลีย เป็นคนที่อยู่เบื้องหลังในการก่อความวุ่นวาย ผมไม่รู้ว่าที่ฮ่องกงจะเป็นอย่างไร แต่ที่เมืองไทยนี่ แน่นอน ฮ่องกงที่ชัดเจนที่สุด


ชาติตะวันตกที่อยู่เบื้องหลังฮ่องกงนั้นก็จะประกอบด้วย อังกฤษ อเมริกา และอียูบางส่วน บางประเทศ จนกระทั่งประเทศจีนออกกฎหมายความมั่นคงเข้ามาในฮ่องกง ก็เลยทำให้ยุติทุกอย่างไปหมด และผมเรียนให้ทราบว่า ในที่สุดแล้ว พวกสำนักงานต่างๆ ตลอดจนศูนย์รวมการจารกรรมข่าวต่างๆ ของประเทศต่างๆ ที่ตั้งอยู่ในฮ่องกง ก็พากันปิดที่ทำการแล้วก็โยกย้ายมาที่ประเทศไทย


ทีนี้ เขามองประเทศไทยอย่างไร ? เขามองประเทศไทยว่า ประเทศไทยมีเสาหลัก ก็คือ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ ท่านผู้ชมครับ ผมเคยได้ยิน ได้ฟัง และได้รับคำสอนคำสั่งจากองค์พ่อแม่ครูอาจารย์ผม คือองค์หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน ซึ่งอยู่ข้างหลังผมนี่ หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน พูดมาตลอดเวลาว่า สนธิ ถ้าศาสนาอ่อนแอ พระมหากษัตริย์ก็จะอ่อนแอ และชาติก็จะอ่อนแอ ถ้าพระมหากษัตริย์อ่อนแอ ศาสนาก็จะอ่อนแอ และชาติก็จะอ่อนแอ

คำว่า "อ่อนแอ" ในที่นี้ หมายความว่า มีการพยายามที่จะโค่นล้ม เหมือนกับศาสนาครั้งหนึ่งที่ธรรมกายพยายามที่จะบิดเบือนคำสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ก็เลยทำให้คนหลงฝักใฝ่ในลัทธิธรรมกาย โดยไม่เข้าใจถึงหลักธรรมะที่แท้จริงของพระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ฉันใดฉันนั้น โชคดีที่ธรรมกายได้ถูกลดบทบาทลงไป แล้วก็กำจัดไประดับหนึ่ง ถึงแม้ว่าจะไม่ได้ตัวธัมมชโย ก็ตาม แต่อย่างน้อยที่สุด มหาเถรสมาคม ณ วันนี้ ก็ไม่ใช่มหาเถรสมาคมในอดีตที่เล่นการเมืองแล้วก็เอาพระสงฆ์องค์เจ้ามาชี้ทิศชี้ทาง และมาเป็นเครื่องหนุนหลังทางการเมือง ท่านผู้ชมครับ ในสมัยนั้น ถ้ายังจำได้ วัดธรรมกายเป็นที่ซ่องสุมของผู้คน เมื่อสิบกว่าปีที่แล้ว ในช่วงที่ผมทำรายการ "เมืองไทยรายสัปดาห์สัญจร" ที่สวนลุมพินี พวกกลุ่มเจ้าหน้าที่ป่าไม้ภายใต้การบริหารงานของคุณยงยุทธ ติยะไพรัช ก็ขนเจ้าหน้าที่ป่าไม้ลงมาจำนวนมากพอสมควร เพื่อมาป่วนในที่ชุมนุมในเรื่องของการฟังรายการ "เมืองไทยรายสัปดาห์" และที่พำนักของพวกเขาก็คือที่วัดธรรมกาย เอาล่ะ เรื่องนั้นจบไปแล้ว


ทีนี้ พอสิ้นพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ก็เกิดขบวนการขึ้นมาขบวนการหนึ่ง ที่จ้องจะทำร้ายและทำลายสถาบันกษัตริย์ที่เกิดขึ้น ในช่วงเปลี่ยนแผ่านรัชกาลนั้น เป็นช่วงที่อ่อนไหว เพราะจะมีคนกลุ่มเดิมที่รับใช้รัชกาลที่แล้ว แล้วพอรัชกาลใหม่เข้ามา ก็คงต้องเอาคนกลุ่มใหม่ของพระองค์ท่านเข้ามาเพื่อบริหารจัดการเรื่องราวต่างๆ ที่เกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์ ไม่ว่าจะเป็นทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ไม่ว่าจะเป็นตำแหน่งแห่งที่ อย่างเช่น ประธานธนาคารไทยพาณิชย์ หรือประธานกรรมการของบริษัท เอสซีจี หลายๆ อย่างพวกนี้ ซึ่งทรัพย์สินฯ เป็นเจ้าของอยู่ ก็ต้องมีการเปลี่ยนผ่านไป ในช่วงของการเปลี่ยนผ่านก็จะมีคลื่นใต้น้ำลึกๆ ขัดแย้งกัน หลายคนที่เคยมีอำนาจวาสนาในสมัยรัชกาลที่ 9 ที่อยู่กับสำนักงานตรงนี้ ธนาคารตรงนี้ บริษัทตรงนี้ ที่ดินตรงนี้ อะไรพวกนี้ ก็ถูกผลัดเปลี่ยนไป เพื่อเอาคนมาใหม่ ซึ่งเป็นปกติธรรมดา ไม่ได้มีอะไรเลยที่ผิดปกติ เมื่อมีทีมใหม่เข้ามา อุปมาอุปไมยก็เหมือนกับทีมของประธานาธิบดีโจ ไบเดน เข้ามาเป็นประธานาธิบดี คนเก่าของทรัมป์ ก็ต้องออกไปให้หมดเลย ไม่ให้เหลือ

ตรงนี้ต่างหากที่ผมคิดว่า ในที่สุดแล้วต่างชาติเริ่มเห็นช่องว่างว่าในช่วงความวุ่นวาย หรือความไม่สงบ หรือคลื่นใต้น้ำที่มาแบบเงียบๆ ซึ่งถ้าท่านผู้ชมไม่สังเกต จะไม่รู้ แต่ผมเป็นคนช่างสังเกต ผมเห็นมาตั้งหลายปีแล้ว ฝรั่งจะมีนิสัยอยู่อย่างหนึ่ง คือว่า ฝรั่งเขาจะบอกว่า ใครก็ตามขึ้นมาปกครองชาติบ้านเมือง ของประเทศไหนก็ตาม ถ้าดำเนินนโยบายตามเขาเป๊ะๆ จะเป็นประชาธิปไตยจอมปลอม จะเป็นประชาธิปไตยที่ปลอมบ้าง จริงบ้าง ก็สุดแล้วแต่ แต่สำหรับฝรั่งแล้ว ขอให้การเลือกตั้งหรือการที่ฝรั่งอ้างว่าทำทุกอย่างให้โปร่งใสนั้น เป็นสิ่งที่ฝรั่งต้องการมาก เพราะว่าฝรั่งต้องการเข้ามาแข่งขันในประเทศ มาดูดทรัพยากรธรรมชาติไป ดูดอันโน้นอันนี้ มาทำมาหากิน เหมือนอย่างที่เศรษฐกิจเมืองไทยล่มสลายเมื่อปี พ.ศ. 2540 ในยุคต้มยำกุ้ง ก็จะมีฝรั่งเข้ามา เนื่องจากคนไทยทำงานไม่โปร่งใส IMF จะให้เงินกู้ เราต้องล้มสถาบันการเงินไปให้หมด แต่ปรากฏว่าคนที่ได้ประโยชน์จากการล้มสถาบันการเงินก็คือบริษัทฝรั่งนั่นเอง

เพราะฉะนั้น ฝรั่งนี่ ภาพพจน์ว่าจะมาใช้นโยบายของเขา แต่ในที่สุดแล้ว เขาต้องการที่จะเข้ามา เอานโยบายของเขาเป็นตัวบังหน้า เพื่อเข้ามาสูบผลประโยชน์ต่างๆ เข้าไปสู่ตัวเขา

ท่านผู้ชมครับ นี่ผมเล่าให้ฟังสั้นๆ แต่ความจริงมีรายละเอียด แต่ผมเชื่อว่าท่านผู้ชมหลายท่านที่ดูรายการผมมาตั้งนานแล้ว จะเข้าใจเรื่องราวต่างๆ ที่ผมพูดนี้ เพราะว่าผมพูดเรื่องนี้หลายต่อหลายครั้ง และอธิบายมาแล้วหลายต่อหลายครั้ง

เอาล่ะ ทีนี้เราก็มาดู เผอิญโชคร้าย ประเทศไทยได้เกิดมีการยึดอำนาจขึ้นมา ในช่วง 2557 เป็นการยึดอำนาจก่อนสิ้นพระชนม์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 (2557-2559) แน่นอนที่สุด ท่านผู้ชม ฝรั่งก็ต้องมองว่า ถ้า 9 ไป แล้ว 10 ขึ้นมา 10 จะเป็นใคร ฝรั่งเขาจะมองล่วงหน้าเอาไว้อย่างนี้ ทีนี้ พอขึ้นมาปั๊บ กลายเป็นพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัววชิราลงกรณ ก็เลยกลายเป็นทำให้ฝรั่งมองว่า ถ้าอย่างนั้น เราจ่ออะไรลงไปบางอย่างสักอย่างหนึ่ง เพื่อจะโยนหินถามทางก่อนว่า พระองค์ท่านจะคิดอย่างไรกับตะวันตก แนวนโยบายจะเป็นอย่างไร โดยที่ฝรั่งก็ยังเชื่ออยู่ว่า กษัตริย์นั้นเข้ามายุ่งเกี่ยวกับการเมือง ซึ่งในข้อเท็จจริงแล้วไม่ได้ยุ่งเกี่ยวอะไรกับการเมือง

ท่านผู้ชมครับ ตั้งแต่ปลายปี 2559 ที่รัชกาลที่ 9 เสด็จสวรรคต (2560-2561) แล้วค่อยมีการพระราชทานเพลิงศพ ประมาณปี 61 ปลายๆ ปี ถ้าผมจำไม่ผิด ในช่วงนั้น ช่วงนั้นเป็นช่วงที่ไม่มีใครคิดอะไรทั้งสิ้น เพราะทุกคนจะวุ่นเกี่ยวกับงานพระบรมศพ พอเรื่องราวเกิดขึ้น เริ่มจะมีขึ้นมาก็ประมาณปี 2562 แต่ฝรั่งฉลาด ฝรั่งชอบบ่มเพาะคนของเขาทิ้งเอาไว้ พวกนี้จะมีตาเป็นสับปะรด พวกนี้จะดูเลยว่าใครบ้างที่เหมาะที่จะเป็นคนของฝรั่ง เพื่อที่จะเข้ามาป่วนประเทศ หรือทำอะไรในทิศทางที่ฝรั่งวางเอาไว้ เผอิญการปฏิวัติช่วงปี 2557 มันก็เลยทำให้สร้างเงื่อนไข ฝรั่งก็บอกว่า ถึงเวลาแล้ว คสช. ยึดอำนาจมา เพราะฉะนั้เนแล้ว อำนาจเผด็จการมีมา ช่องว่างเยอะ แล้วช่วงนี้ ในช่วงปี 59 รัชกาลที่ 9 เกิดสวรรคตขึ้นมาเสียอีก มันก็เลยเหมือนกับทำให้มีช่องสุญญากาศอยู่มากเลย ฝรั่งก็เลยเสียบเข้ามา ก็เลยไม่มีอะไรที่น่าประหลาดใจ

เผอิญมันมีคนๆ หนึ่งที่มีการแสดงออก ท่านผู้ชมครับ รัฐบาลทุกรัฐบาลของต่างชาติทางตะวันตก ไม่ว่าจะเป็นอเมริกา หรืออังกฤษ หรือออสเตรเลีย หรือเยอรมนี เขาจะมีทูตทางการเมืองและการสื่อสาร คือพูดให้ดีนี่เป็นตำแหน่งทางการ แต่ตำแหน่งไม่เป็นทางการก็คือ เป็นสายลับ คอยจารกรรมข้อมูลข่าวสารต่างๆ เพื่อรายงานกลับไปว่าประเทศไทยวุ่นวายนะ แนวโน้มจะมีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาล แนวโน้มจะโค่นล้มกษัตริย์ด้วยอันโน้นอันนี้ แล้วรายงานไปที่สำนักงานของเขา หรือที่รัฐบาลกลางของเขา อย่างเช่น เยอรมนี ก็รายงานกลับไปที่สำนักงานข่าวกรอง หรือกระทรวงการต่างประเทศเยอรมนี อเมริกา ก็มีตัวแทน CIA เจ้าหน้าที่ CIA อยู่เต็มสถานทูตเลย แล้วก็แทรกซึมไปทุกจุด อังกฤษก็มีหน่วยงานสืบราชการลับของอังกฤษ ไม่ว่าจะเป็น MI5 หรือ MI6 ออสเตรเลียก็มี หน่วยสืบราชการลับของออสเตรเลีย ทุกคนเหมือนแร้ง คอยบินและสอดแนม ถ้าเกิดประเทศไทยมีการตายขึ้นมา ประเทศไทยเป็นศพ มันก็จะบินลงมาแล้วก็รุมทึ้ง รุมจิก

ทีนี้ การรัฐประหารปี 2557 อันนั้นเป็นโอกาสสูงสุดเลยที่ทำให้เห็นว่าสุกงอมแล้ว ก็เลยเริ่มมีการเสาะแสวงหาผู้คน คือการที่จะเข้ามา การจะก่อเรื่องให้เกิดเรื่อง มันต้องมีคนจุดชนวน มันต้องมีแกนนำ ท่านผู้ชมเข้าใจไหมครับ มันต้องมีผู้นำ มันต้องมีคนเดินขบวน มันต้องมีคนที่เรียกร้อง ท่านผู้ชมถามผมว่า แล้วทำไมสมัยที่ผมนำประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เพื่อที่จะต่อสู้ในเรื่องของการคอร์รัปชันของคุณทักษิณ ชินวัตร


ต่อสู้ในเรื่องของการเล่นพวกเล่นพ้อง ต่อสู้ในเรื่องของความโปร่งใส ทำไมฝรั่้งมันไม่สนใจ เพราะว่านโยบายของทักษิณ ชินวัตร เป็นนโยบายที่ล้อและเอื้อประโยชน์ให้กับประเทศทางตะวันตก ไม่ว่าจะเป็นอเมริกา หรือไม่ว่าจะเป็นอังกฤษ เพราะฉะนั้นจะเห็นได้ชัดว่า ระหว่างที่ผมถูกจับ หรือระหว่างที่ผมถูกดำเนินคดี เข้าไปที่โรงพัก ต่างกับธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ เพราะผมไปแล้วมีแต่พันธมิตรฯ ไปให้กำลังใจ แต่ธนาธร ไป ก็จะมีเจ้าหน้าที่ ตัวแทนสถานทูต ถ้าจำไม่ผิดประมาณ 18 คน เข้าไปให้กำลังใจ เดี๋ยวผมจะเอารูปให้ดู


เพราะฉะนั้นแล้ว ท่านผู้ชมครับ ก็กลับเข้ามาสู่กระบวนการว่า ทำอย่างไรจะป่วนประเทศไทย เพราะว่าหลังจากที่ คสช. ขึ้นมา ภาพพจน์ คนที่รับรอง คสช.คนแรก ก็คือประเทศจีน อเมริกายังไม่รับรอง อียูยังไม่รับรอง ประเทศทางตะวันตกยังไม่รับรอง งเพราะฉะนั้นแล้วก็เป็นธรรมดา เป็นธรรมชาติ ที่ คสช.ก็จะเอนไปทางจีน ก็เลยกลายเป็นว่า ไม่ได้นะ เพราะไทยใกล้ชิดกับจีนมากไปแล้ว ต้องทำลายความสัมพันธ์นี้ ต้องหาทาง ถ้าเป็นไปได้ ล้มรัฐบาลเผด็จการนี้ คือฝรั่งเขามองว่า เขาดีลกับรัฐบาลประชาธิปไตยง่ายกว่า เพราะฝรั่งเป็นเจ้าในเรื่องของการสื่อสาร ในเรื่องของโซเชียลมีเดีย ในเรื่องของการทำประชาสัมพันธ์ ในเรื่องของการสร้างภาพ เพราะอเมริกาเป็นคนที่เชี่ยวชาญในเรื่องระบอบประชาธิปไตย ทำอย่างไรถึงจะสร้างกระแสขึ้นมาได้ เหมือนกับการปฏิวัติส้ม ที่ประเทศยูเครน จำได้ไหมครับ ที่มีการล้มอดีตประธานาธิบดี ซึ่งเป็นสายรัสเซีย โดยที่ CIA เข้าไปยุยงส่งเสริมให้ นักเคลื่อนไหวยุยงส่งเสริมให้นักวิชาการออกมาต่อต้าน เขาเรียกว่า Orange Revolution นั่นคือปฏิวัติส้ม โดยใช้สีส้มเป็นตัวนำ หรือการล้มรัฐบาลที่อียิปต์ ก็เรียกว่า อาหรับสปริง เพราะฉะนั้นแล้ว ฝรั่งจะเก่งในเรื่องพวกนี้


ทีนี้ เมืองไทยถ้าจะทำอย่างนี้ได้ ต้องทำอย่างไรดี ? สิ่งแรกที่เขาทำก็คือว่า สำนักข่าว บีบีซี ก็เลยเกิด บีบีซีไทย ขึ้นมาทันทีเลย ปี 2557 หลังจากมีการปฏิวัติ เห็นไหมครับว่าไม่ได้เกิดมา 8 ปี แต่พอมีปฏิวัติปั๊บ ก็เกิดมาทันที ทั้งๆ ที่ในอดีตเคยบอกว่าต้องหยุดไปเพราะว่าเอาเงินเอาทองไปใช้จ่ายเพื่อที่จะให้กับประเทศที่ต้องการข่าว บีบีซี ไทยไม่จำเป็นต้องการแล้ว แต่เผอิญมันอยู่ในโครงสร้างของกระบวนการของนโยบายต่างประเทศ และการวางหมากกลเอาไว้ หมากล้อมเอาไว้ ล้อมประเทศไทย นี่ยกตัวอย่างให้ฟังง่ายๆ ว่า บีบีซีไทย ก็เป็นส่วนต่อมาของ บีบีซีกลาง ซึ่งรับงานของกระทรวงการต่างประเทศของอังกฤษ นี่ยกตัวอย่างให้ฟัง แต่มันต้องมีคน


ปรากฏว่าในปี 2559 มันมีเด็กคนหนึ่ง ซึ่งเข้าตาประเทศทางตะวันตกมาก เด็กคนนั้นยังเรียนอยู่โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา ปรากฏว่าเข้าตาตรงไหนรู้ไหม ? เข้าตาตรงที่ว่าเด็กคนนี้ ในการประชุม ในการกล่าวสุนทรพจน์ของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ตอนที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ไปพูด วันที่ 7 กันยายน 2558 ไปปาฐกถาวันงานต่อต้านคอร์รัปชัน ปี 2558 ที่บางกอกคอนเวนชัน เซ็นเตอร์ โรงแรมเซ็นทารา แกรนด์ แล้วพอ พล.อ.ประยุทธ์ ถามว่ามีใครจะถามอะไรไหม มีเด็กคนหนึ่งอ้วนๆ ชื่อ พริษฐ์ ชิวารักษ์ หรือเพนกวิน ที่เรารู้จักกันทุกวันนี้ เรียนอยู่ ม.5 โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา เผอิญเป็นเลขาฯ กลุ่มการศึกษาเพื่อความเป็นไทย ก็เลยชูป้ายตั้งคำถามว่า "สอนเด็กไทยไม่ให้โกง ใช้เหตุสร้างจริยธรรม ดีกว่าท่องจำหน้าที่พลเมือง จากใจนักเรียนถึงลุงตู่"


ก็สิ่งที่ พล.อ.ประยุทธ์ และพรรคพวกทำผิดก็คือ จับนายพริษฐ์ แล้วก็ไปสอบสวน ที่ สน.ปทุมวัน เอาผิดไม่ได้ก็เลยต้องปล่อยตัวไป นั่นล่ะครับคือการที่เข้าตา และอีกอย่าง นายพริษฐ์ ตั้งแต่หลังรัฐประหาร 2557 คือ พริษฐ์ เพนกวิน นี่เกิดมาเพื่อต่อสู้ทางการเมืองโดยเฉพาะ อันนี้ต้องยอมรับตรงนี้ คุณนึกดูแล้วกัน ปี 57 เขายังเป็นเด็กโรงเรียนมัธยม ถ้า 59 เขาอยู่ ม.5 ปี 58 เขาอยู่ ม.4 ปี 56 เขาอยู่ ม.3 ปี 57 อยู่ ม.2


ปี 57 มีการยึดอำนาจ ปรากฏว่ามีรัฐประหารยึดอำนาจ 57 เพนกวิน มีรูปออกมายืนชูสามนิ้ว เดี๋ยวผมจะเอารูปให้ดู ยืนชูสามนิ้ว ตั้งแต่ปี 2557 ยังเป็นเด็ก ยังใส่กางเกงขาสั้นอยู่ เพราะฉะนั้นแล้ว เขาเรียกว่า แวว ของพริษฐ์ หรือเพนกวินนั้น ออกมานานแล้ว แววเรื่องนี้ไม่ใช่เพิ่งมา แล้วพอมาปี 59 ที่ผมเล่าให้ฟัง เป็นปีที่พริษฐ์ ส่องแสงตัวเองออกมาเป็นที่น่าสนใจ ทั้งสื่อมวลชนในประเทศไทย สื่อมวลชนต่างประเทศ และที่สำคัญมากที่สุด บรรดาสายลับทั้งหลายที่อยู่ในสถานทูตต่างๆ ก็ว่า ใช่แล้ว! โป๊ะเชะ ! ทีนี้เผอิญมันมีอะไรบางอย่างที่จำเป็นต้องพูดนิดหนึ่ง


มันมีการเผยแพร่รูปของคุณพริษฐ์ ขึ้นมา สมัยที่คุณพริษฐ์ ไปพบกับกับ นาย กลิน ที. เดวีส์ ที่สถานทูตอเมริกัน ทีนี้การพบครั้งนั้นก็เลยถูกโยงไปให้ว่า อเมริกานั้นอยู่เบื้องหลังม็อบต่างๆ สถานทูตอเมริกาก็เลยออกมาแก้ข่าว แก้ข่าวว่าอย่างไร ? ส่งเอกสารมาแก้ข่าว บอกว่าเป็นภาพเก่า ถ่ายก่อนหน้าจะเกิดการประท้วงของกลุ่มม็อบราษฎร หรือกลุ่มแนวร่วมต่างๆ กว่า 4 ปี สหรัฐฯ ยืนยันว่าไม่ได้สนับสนุนบุคคลใด องค์กรใด หรือการประท้วงใดๆ ในประเทศไทยเลย


แต่เมื่อดูเว็บไซต์ของกองทุนแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย หรือที่เรียกว่า NED (National Endowment for Democracy) ก็จะเห็นได้ชัดว่า NED ได้รับงบประมาณมาจากสภาคองเกรสของสหรัฐฯ ให้เงินแก่องค์กรที่เป็นแกนนำ และแนวร่วมปลดแอกมากมาย ไม่ใช่เฉพาะเรื่องของไอลอว์ ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน ให้ไอลอว์ ให้เว็บไซต์ประชาไท ให้มาตลอดท่านผู้ชม จะเห็นได้ชัด ให้มา 70,000 เหรียญสหรัฐ 48,000 เหรียญ 50,000 เหรียญ ให้มาตลอด


เพราะฉะนั้นแล้วจะเห็นได้ชัดว่า สิ่งที่นายกลิน เดวีส์ พูดนั้น เป็นความจริง 50 เปอร์เซ็นต์ อีก 50 เปอร์เซ็นต์ โกหก และผมจะให้ดูอีกอันหนึ่ง นึกดูก็แล้วกัน เวลามีเรื่องมีราวขึ้นมา ที่ผมพูดมานี่ผมไม่ได้หมายความว่าเขาผิดนะ แต่ผมเพียงเอาความจริงมาเล่าให้ฟัง นี่ไงครับ มีโปสเตอร์ของสหภาพนักศึกษา บอกว่าถ้าคุณจัดร่วมกิจกรรทางการเมืองแล้วถูกข่มขู่ คุกคาม โปรดติดต่อไอลอว์ ไอลอว์ได้เงินอเมริกามา ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน เหมือนกัน ได้เงินอเมริกามา เพราะตำรวจ ทหาร เจ้าหน้าที่รัฐ อาจารย์ อธิการบดี ก็ไม่มีสิทธิปิดกั้นเสรีภาพเรา


ซึ่งผมไม่ได้เถียงเรื่องนี้ แต่สิ่งที่ผมจะพูดให้ดูว่ามันมีองค์กร ไอลอว์ พวกนี้ ที่ยื่นรัฐธรรมนูญเข้าไป แล้วปรากฏว่ารัฐสภาไม่รับ รับเงินสหรัฐอเมริกามา เอามาจัดทำกิจกรรม แล้วก็กลายเป็นที่พึ่งของเด็กนักศึกษา เพราะฉะนั้นแล้ว ความเชื่อมโยง เมื่อเราเข้าไปส่องเฟซบุ๊กของเพนกวิน พริษฐ์ ชิวารักษ์ ก็จะพบความเชื่อมโยงต่างๆ มีมาตลอด


ผมคิดว่าเรื่องราวต่างๆ เราจำเป็นต้องมาพูดให้ชัดเจน

ท่านผู้ชมเห็นนะครับ นี่คืองานเลี้ยง เข้าไป ซึ่งคุณเพนกวินก็บอกชัดเจนว่า ชอบชีสเค้กของอเมริกา แล้วคุณเพนกวิน ก็บอกว่า เป็นคนที่เขาเครียด ถ้าเขาเครียดแล้วเขาต้องกินแหลกราญ เลยทำให้เขาอ้วน ท่านผู้ชมครับ ผมถามหน่อย ดูรูปนี้ที่ผมเอาขึ้นมา นายกลิน เดวีส์ เอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย ถ่ายรูปกับเพนกวิน จะมีโอกาสให้เราเห็นบ่อยไหม มีนักเรียน นักศึกษาคนใดคนหนึ่ง แล้วมาถ่ายรูปกับเอกอัครราชทูตอเมริกา มีบ้างไหม อย่าว่าแต่มีเลย ระดับรัฐมนตรีที่ไปถ่ายรูปกับเอกอัครราชทูตอเมริกาที่ทำเนียบเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกา ผมยังหาไม่เจอ แสดงว่าอเมริกาให้ความสำคัญกับเพนกวิน มาก


ทีนี้ ถึงแม้ว่าคุณเพนกวิน จะอ้างอย่างไรก็ตามว่าในการเข้าพบนั้น พูดกันเรื่องการศึกษา ท่านผู้ชมรู้ไหมว่า หลังจากเข้าพบทูตอเมริกาแล้ว ไม่นาน วันที่ 27 กรกฎาคม 2559 เดือนกว่าๆ เอง หลังจากที่ทูตสหรัฐฯ เชิญเพนกวินไปบ้านพักทูต ท่านผู้ชมครับ เอกอัครราชทูตฟินแลนด์ นางกีร์สตี เวสท์ฟาเลน ก็มาเชิญบ้าง ทูตฟินแลนด์เชิญเพนกวิน เอ๊ะ ทำไมไม่เชิญผม ทำไมไม่เชิญคุณรุ้ง ทำไมไม่เชิญคุณจาตุรนต์ ฉายแสง ทำไมไม่เชิญคุณตู่ จตุพร พรหมพันธุ์ แต่เชิญคุณเพนกวิน เพราะว่าคุณเพนกวิน ก็คือคนที่เขาจับวางเอาไว้แล้ว ว่าจะต้องเป็นคนเดินหลักในการชุมนุมต่างๆ และมิหนำซ้ำ ท่านผู้ชมรู้ไหม ปลายเดือนสิงหาคม ต่อต้นเดือนกันยายน 2559 ปีเดียวกันนั่นล่ะ


กรกฎาคม เจอทูตฟินแลนด์ สิงหาคม ต่อกันยายน เพนกวินได้ทุนไปอบรมเรื่องการสังเกตการณ์การเลือกตั้งที่ฮ่องกง ท่านผู้ชม ใครให้ทุน ? ก็ไม่มีใครบอกว่าใครให้ทุน แล้วทำไมคุณเพนกวินถึงได้รับเชิญไปสังเกตการณ์การเลือกตั้งที่ฮ่องกง ? ไม่มีใครให้คำตอบได้

ท่านผู้ชมครับ ที่ฮ่องกง จำได้ไหม ชายหนุ่มใส่แว่นคนนี้ โจชัว หว่อง 31 สิงหาคม โจชัว หว่อง ต่อมา เพนกวินช่วยนายนาธาน ลอว์ หาเสียง นายนาธาน ลอว์ เบอร์ 8 เข้าไปช่วยหาเสียง คุณไปยุ่งอะไรกับเขา การเลือกตั้งในฮ่องกง คุณไปยุ่งอะไรกับเขา




นี่ผมกำลังจะชี้ให้ดูว่านี่คือการจัดเรื่องราวต่างๆ ที่ตะวันตกทำ พอนายโจชัว หว่อง กับนายนาธาน ลอว์ เขาตั้งพรรคชื่อเดโมซิสโต นายโจชัว หว่อง กับนายนาธาน ลอว์ เป็นแกนนำจัดการการประท้วงใหญ่ในฮ่องกง ปี 2562 ในที่สุดนายโจชัว หว่อง ก็เลยบินไปพบนักการเมืองสภาคองเกรส บินไปพบ น่าจะเป็นแนนซี เปโลซี และ ส.ส.สภาคองเกรสของอเมริกา นอกจากนั้นแล้ว ก็ยังไปพูดกล่าวสุนทรพจน์เล็กๆ น้อยๆ ที่นั่น


พอไปเจอปั๊บก็เลยเกิดการก่อตั้งพันธมิตรชานม หรือ Milk Tea Alliance ซึ่งมีไต้หวันเข้ามาร่วมด้วย นี่คือกระบวนการที่ตะวันตกจะใช้นายโจชัว หว่อง และนายนาธาน ลอว์ เพื่อสร้างแนวร่วมต่อต้านประเทศจีน ไต้หวันเข้ามาร่วมด้วย


15 กันยายน หลังกลับจากฮ่องกงแล้วนะ ปี 2559 ท่านผู้ชมจำไว้ ปรากฏว่า เพนกวินได้ไปที่บ้านพักทูตอังกฤษ ซึ่งสมัยนั้นชื่อ ไบรอัน เดวิดสัน และเป็นทูตมาจนสมัยนี้ แล้วไบรอัน เดวิดสัน ก็เป็น 1 ในเอกอัครราชทูต 5 คนที่มานั่งแถลงข่าวที่ทำเนียบเอกอัครราชทูตอเมริกาที่ถนนวิทยุ เรื่องเกี่ยวกับมาสอนมาสั่งประเทศไทยให้ทำ 10 ข้อ โอ้โห คุณเพนกวิน ได้รับเชิญไปสถานทูตฟินแลนด์ เจอทูต ไปสถานทูตอเมริกา เจอกลิน เดวีส์ ได้รับเชิญไปฮ่องกง ไปหาเสียงช่วยนายโจชัว หว่อง ช่วยนายนาธาน ลอว์ แล้วกลับมาเมืองไทยยังไม่ทันไรเลย ไปเจอเอกอัครราชทูตอังกฤษ ที่ทำเนียบสถานทูตอังกฤษ ไม่กี่วันถัดมาหลังจากนั้น คุณเพนกวิน ก็ได้เข้ามหาวิทยาลัย คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

2561 คุณเพนกวิน ได้รับเชิญไปงานสถานทูตวันชาติอเมริกา 4th of July กรกฎาคม วันที่ 4 ยืนถ่ายรูปคู่กับการ์ดของสถานทูต ซึ่งเป็นนาวิกโยธิน ที่เราเคยเห็นในภาพยนตร์บ่อยๆ คนใส่หมวกขาวน่ะ


ท่านผู้ชมหลับตาคิดตามผมมา นายเพนกวิน ถูกวางตัวไว้ ไปเจอเอกอัครราชทูตตั้งกี่คน มาเชิญไปสถานทูต งานวันเกิดทูตของประเทศอเมริกา หลายคนไม่เคยมีโอกาสอย่างนี้ ไม่เคยมีโอกาส เหตุผลเพราะว่านายเพนกวิน ชูสามนิ้วตั้งแต่ปี 57 อยู่ ม.2 ม.3 แล้วไปซัด พล.อ.ประยุทธ์ จนกระทั่ง พล.อ.ประยุทธ์ ทำอะไรไม่ถูก ไปไม่เป็น แล้วถูกเชิญไปเจอคนโน้นคนนี้


ปี 61 เพนกวินออกมาเรียกร้อง ประท้วงเรื่องการเลือกตั้ง ซึ่งเข้าทางปืนของอเมริกา ท่านผู้ชมครับ ดูสักนิด จาตุรนต์ ฉายแสง กับเพนกวิน ตอนนั้นพรรคไทยรักษาไทย พรรคเพื่อไทย ทุกคนเอาอกเอาใจเด็กวัยรุ่นหมด


คุณชัชชาติ อวยเด็กกันเต็มที่ แกนนำพรรคเพื่อไทย


ท่านผู้ชมดูให้ดีๆ เดี๋ยวจะมีอะไรที่สนุกๆ อีก แล้วก็มีอยู่วันหนึ่ง ในที่สุดคุณเพนกวินได้รับเชิญจากไบรอัน เดวิดสัน เอกอัครราชทูตอังกฤษ ไปที่บ้านพักถนนวิทยุ ไปทานข้าว คุณเพนกวินบอกว่าอาหารอร่อยมาก ท่านผู้ชมครับ คุณเพนกวินเจตนาจะล้มล้างสถาบันกษัตริย์ แต่ตัวเองดันทะลึ่งถ่ายรูปภายใต้ระบบกษัตริย์ของอังกฤษอยู่ ยืนเอามือกุมไข่อย่างเจี๋ยมเจี้ยม ท่านผู้ชมเห็นหรือยัง นี่คือควีนเอลิซาเบธ ราชวงศ์อังกฤษ คุณเพนกวินก็มายืนถ่ายรูปอย่างเท่ แล้วตัวเองอยากจะล้มราชวงศ์ไทย ดูยิ้มแย้มแจ่มใส


แล้วผู้หลักผู้ใหญ่ก็เอาอกเอาใจคุณเพนกวิน ท่าน ส.ศิวรักษ์ รูปนี้ ถ่ายรูปกับคุณเพนกวิน ที่จามจุรีสแควร์


ใครอีกล่ะ ไปเลี้ยงฉลองงานวันชาติเยอรมนี ที่โรงแรมแมนดาริน โอเรียนเต็ล โอ้โห คุณเพนกวินนี่ไปงานฉลองวันชาติอเมริกา ไปฉลองวันชาติเยอรมนี ไปหมดทุกจุด ได้รับเชิญไปเจอทูต 3-4 ประเทศ เยอรมนี โยงไปที่พรรคกรีน และมูลนิธิไฮน์ริค เบิลล์


ซึ่งมูลนิธินี้ให้ทุนไอลอว์ ให้ทุนประชาไท ให้ทุนพวกนี้หมดเลย แล้ว ส.ส.พรรคกรีน ก็เป็นคนที่ลุกขึ้นมายื่นกระทู้ในรัฐสภาเยอรมนี ซักถามรัฐมนตรีต่างประเทศเยอรมนีในเรื่องการดำรงอยู่ของรัชกาลที่ 10 ในเยอรมนี และมูลนิธิไฮน์ริค เบิลล์ ก็เป็นมูลนิธิของพรรคกรีน และสนับสนุนไอลอว์ ที่เพิ่งเสนอการร่างรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน ที่เขาอ้างไป และถูกตีตกไป นั่นล่ะ ไอลว์ได้รับเงินจากมูลนิธิไฮน์ริค เบิลล์ และมูลนิธินี้ก็เป็นมูลนิธิของพรรคกรีน พรรคกรีนก็มี ส.ส.ที่ไปซักในสภา เรื่องเกี่ยวกับการดำรงอยู่ของรัชกาลที่ 10 ในเยอรมนี ท่านผู้ชม มันโยงกันหมดเลยนะ เห็นหรือยัง


เพราะฉะนั้นแล้วจะเห็นได้ชัด แล้วดูสิครับ ดูอีกรูปหนึ่ง คุณธนาธร ยืนชูสามนิ้วเมื่อโดนดำเนินคดีที่โรงพัก ฝรั่งที่ยืนอยู่น่ะ เจ้าหน้าที่ทูต ท่านผู้ชมดูไปเรื่อยๆ ผมเอามาให้ดู Henry Rector อเมริกา หมายเลข 2 Kasper Rasmussen อียู หมายเลข 3 Alexander Nowak เยอรมนี หมายเลข 4 Christophe Carlucci ฝรั่งเศส หมายเลข 5 Daniel Fieller อังกฤษ หมายเลข 6 Kenza Tarqaat เนเธอร์แลนด์ หมายเลข 7 Idesbald Van Der Gracht เบลเยียม มาทั้งอียูเลย อเมริกาก็มา อังกฤษก็มา ท่านผู้ชม แล้วที่ผมพูด เริ่มเห็นชัดหรือยัง ว่าวิธีการแทรกแซงการเมืองในประเทศของตะวันตก เขาใช้วิธีไหนกัน เปรียบเทียบได้ แทรกแซงต่อตัวนายธนาธร พรรคอนาคตใหม่ ซึ่งตอนนี้เป็นพรรคก้าวไกล กระทรวงการต่างประเทศของไทยก็รับทราบ แต่ไม่รู้จะทำอย่างไร ก็คือพูดง่ายๆ ว่า กลุ่มที่ประท้วงในกลุ่มนี้เป็นกลุ่มที่ได้รับการสนับสนุน แล้วผมพูดมาแล้วใช่ไหม ไม่รู้ท่านผู้ชมจะจำได้หรือเปล่า ผมพูดมาแล้วว่าในที่สุดแล้ว ถ้าสมมุติมีเรื่องมีราว เพนกวินจะต้องหนีเข้าสถานทูตอเมริกาทันที และจะได้รับการลี้ภัยทันที ที่สถานทูตอเมริกา เพราะว่าเพนกวินได้ถูกวางตัตวไว้เรียบร้อยแล้ว เอาไปเพาะบ่ม อาจจะเอาไปเรียนหนังสือต่อที่อเมริกา พอเรียนจบเสร็จเรียบร้อยแล้ว พอเหตุการณ์มันเปิด ช่องว่างเปิด ก็จะส่งเพนกวินกลับมาอีกครั้งหนึ่ง เพราะเพนกวินฉายแวว ส่อตั้งแต่ยังอยู่แค่ ม.2 ม.3 แล้วก็เป็นคนที่ยืนหยัดยืนอยู่ข้างตะวันตก ต่อต้านจีน อย่างเห็นได้ชัด


ท่านผู้ชมครับ เมื่อ 2-3 วันที่ผ่านมานี้ มันมีเรื่องการชุมนุมที่หน้ารัฐสภา แล้วก็มีการชุมนุมที่ราชประสงค์ ที่เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวานซืนนี้ ผมมีข้อสังเกตบางประการที่จะพูดกับท่านผู้ชม

การชุมนุมที่หน้ารัฐสภา ใครออกแบบ ? โง่บัดซบมาก ผมไม่ได้เข้าข้างใครนะ สมมุติว่าผมเป็นคนออกแบบให้กับกลุ่มเด็กที่ไปชุมนุมนะ ผมไม่ออกแบบหรอกให้ไปชุมนุมที่หน้ารัฐสภา ท่านผู้ชมครับ ค่ายทหารทั้งนั้น นี่คือเหตุผลว่า ทำไมพอตกบ่ายแล้วตะโกนกันลั่นเลย สลายๆๆ เพราะผมรู้ว่าพวกทหารบางส่วนเขาเตรียมตัวที่จะกระทืบหลายคน แต่มีอะไรน่าสังเกตอย่างหนึ่ง มันมีคลิป ภาพถ่ายบางภาพถ่าย มีผู้ชายคนหนึ่งใส่เสื้อสีชมพู ผมไม่รู้ว่าทีมงานมีภาพไหม เดี๋ยวเขาเอาขึ้นให้ดู ใส่้เสื้อสีชมพู แล้วเอามือปืนมายิง มีคนถามว่า นี่มันพวกม็อบราษฎร บางคนก็บอกว่า ไม่ นี่มันม็อบเสื้อเหลือง มาเตรียมตัวยิงม็อบราษฎร




ผมจะเรียนอย่างนี้ ท่านผู้ชม เป็นไปได้ 3 ประการ ประการแรก พวกที่ต่อต้านม็อบราษฎร ฝังตัวมาเพื่อควักปืนเพื่อมายิง ประการที่สอง พวกม็อบราษฎรด้วยกันเอง ที่ต้องการพกปืนไปเพื่อป้องกันตัวเอง เพราะสมัยที่ผมชุมนุมอยู่ ที่เป็นพันธมิตรฯ ก็จะมีหลายคนที่ร่วมชุมนุมที่เป็นวัยรุ่น วัยหนุ่ม หรือวัยกลางคน หัวร้อนแล้วทนไม่ไหว โดนตำรวจรังแกตลอดเวลา ก็เอาปืนมา แต่ข้อแตกต่างระหว่างพันธมิตรฯ กับม็อบราษฎร คือพันธมิตรฯ เป็นผู้ใหญ่ทั้งนั้น แล้วแกนนำก็เป็นผู้ใหญ่ เราก็สั่งห้ามไม่ให้เอาอาวุธเข้ามา มันก็เลยหยุดได้ระดับหนึ่ง ความเป็นไปได้ข้อที่สามก็คือ มือที่สามเข้ามา กูไม่สนล่ะ จะยิงทั้งเสื้อเหลือง ทั้งม็อบราษฎร เพื่อให้เกิดเหตุ ก็เกิดเหตุจริง มีคนบาดเจ็บ 4-5 คน แล้วก็มีการออกมาว่าตำรวจใช้ความรุนแรง โน่นนี่ เอาล่ะ ผมเห็นใจ เด็กไม่เคยผ่าน

ผมอยากจะทวนความจำอะไรหลายๆ อย่าง เพื่อเป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ในการพูดของผมครั้งนี้ พวกคุณบอกว่าครั้งนี้คุณเจ็บ แล้วก็มีการที่จะเอาไปเข้าโรงพยาบาล แล้วก็ทำให้พวกคุณบาดเจ็บ 55 ราย ถูกยิง 6 ราย แก๊สน้ำตา 32 ราย พวกหนูๆ เอ๊ย ตื่นเสียที ฟังผมพูดหน่อย วันที่ 7 ตุลาคม 2551 หกโมงเช้าเศษ คุณอาจจะยังไม่เกิด หรืออาจจะเกิดแล้วแต่ยังเด็กเกินไป ตลอดจนคุณที่ไปร่วมด้วยความอหิงสาและสันติ คุณก็กล่าวหาว่าตำรวจเล่นรุนแรง ไอ้ที่คุณโดนน่ะ เขาเรียกว่า เบบี๋ เด็กเล็ก สมัยพวกผมโดน บาดเจ็บ 500 คน เสียชีวิต 2 คน คือเมธี ชาติมนตรี น้องโบว์ อังคณา ระดับปัญญาวุติ ทุพพลภาพ แขนขาด ขาขาด มีนายตี๋ แซ่เตียว ขาขาด นายบัญชา บุญแก้ว ขาขาด นายธัญญา กุลแก้ว ขาขาด น.ส.นาฏยา ธิยา นิ้วเท้าขวาขาด นายชิงชัย อุดมเจริญกิจ ข้อมือขวาขาด


นี่ล่ะคือของจริง ของพวกคุณน่ะเรียกว่าของเด็กเล่น แต่ผมเข้าใจ พวกคุณไม่เคยเจอ เพราะฉะนั้นแล้ว ยังมีอีก คุณชุมนุมกันกี่ครั้ง คุณชุมนุมไม่กี่ครั้งเอง เพิ่งจะมีโดนฉีดน้ำ 2 ครั้ง


ผมจะเล่าให้ฟัง 30 ตุลาคม 2551 ระเบิด M87 สะพานมัฆวานรังสรรค์ การ์ดพันธมิตรฯ บาดเจ็บ 10 คน สาหัส 1 คน มีกองกำลังไม่ทราบฝ่ายยิงใส่ที่ชุมนุมพันธมิตรฯ มีคนตาย 1 คน คุณเสถียร ทับมะลิผล ซึ่งได้รับบาดเจ็บสาหัสในครั้งนั้น มาเสียชีวิตในเวลาต่อมา


4 พฤศจิกายน 2551 ระเบิดห่างจากแผงเหล็กแนวกั้นการ์ดพันธมิตรฯ 3 เมตร บริเวณสะพานอรทัย 7 พฤศจิกายน เกิดระเบิดสองจุด เวลาไล่เลี่ยกัน บริเวณสะพานมัฆวานรังสรรค์ ไม่มีคนบาดเจ็บ วันต่อมา 8 พฤศจิกายน 2551 ระเบิดภายในทำเนียบรัฐบาล ใกล้ตึกไทยคู่ฟ้า เยื้องเวทีชุมนุม 250 เมตร การ์ดพันธมิตรฯ บาดเจ็บ 1 คน


11 พฤศจิกายน 2551 นี่ไล่เลยนะ 7, 8 และ 11 ระเบิด M79 บริเวณเต็นท์ฟังการปราศรัยของกลุ่มพันธมิตรฯ ห่างเวที 50 เมตร บาดเจ็บ 2 คน ต่อมาอีก 9 วัน 20 พฤศจิกายน 2551 เกิดเหตุระเบิด M79 ยิงจากด้านนอกทำเนียบรัฐบาล ใส่เต็นท์ฟังการปราศรัยกลุ่มพันธมิตรฯ ตาย 1 คน บาดเจ็บ 29 คน


22 พฤศจิกายน 2551 คนร้ายขี่จักรยานยนต์ปาระเบิด M79 ใส่ผู้ชุมนุมพันธมิตรฯ บริเวณแยกมิสกวัน บาดเจ็บ 8 คน ตาย 1 คน 26 พฤศจิกายน (นี่พฤศจิกายน ทั้งนั้นเลย) ระเบิด 2 ลูก ที่สนามบินสุวรรณภูมิ พันธมิตรฯ บาดเจ็บ 4 คน ระเบิดทำเนียบรัฐบาลชั่วคราวที่ดอนเมือง บาดเจ็บ 2 คน

29 พฤศจิกายน ลอบยิงระเบิด M79 ใส่กลุ่มพันธมิตรฯ ที่ทำเนียบรัฐบาล บาดเจ็บ 47 คน 30 พฤศจิกายน 2551 ยิงระเบิดใส่สำนักงาน ASTV ที่ปัจจุบันเป็น NEWS1 2 ลูก พร้อมยิงอาวุธสงครามอาก้าใส่หลายแมกาซีน ไม่มีคนเจ็บ


ต่อมาก็เกิดระเบิดที่สนามบินดอนเมือง บริเวณจุดชุมนุมกลุ่มพันธมิตรฯ บาดเจ็บ 2 คน ตาย 1 คน 2 ธันวาคม 2551 ยิงระเบิด M79 ใส่ผู้ชุมนุมกลุ่มพันธมิตรฯ บริวเณสนามบินดอนเมือง เจ็บ 24 คน และตาย 1 คน

นี่ พวกน้องๆ ทั้งหลายที่โวยวายกันน่ะ ให้รู้กันว่าที่หนูเจออยู่นี่ มันกระจอก ถ้าหนูจะสู้จริง หนูต้องพร้อมที่จะตายเหมือนกับพวกผม แต่หนูสู้ไม่จริง และผมก็ไม่อยากให้หนูสู้จริง เพราะว่าทุกวันนี้ที่หนูบอกว่าหนูสู้แบบสันติ อหิงสา ตอนนี้กลุ่มของพวกคณะราษฎร 2563 เริ่มกลายพันธุ์แล้ว เริ่มมีเด็กแว้นเข้ามา เริ่มมีพวกอาชีวะเข้ามา คุณก็อ้างว่าคุณเอามาปกป้อง เพื่อไม่ให้ใครมาทำร้ายคุณ แต่ภาพที่พวกคุณขึ้นไปบนรถนักข่าวอมรินทร์ทีวี แล้วกระทืบรถนักข่าว ทำร้ายรถนักข่าว มันไม่ใช่สันติ อหิงสา อีกต่อไปแล้ว คุณกำลังกลายพันธุ์แล้วนะ และผมเริ่มสังเกตหน้าตา บุคลิกภาพของคนที่เข้าร่วมชุมนุมระยะหลังนี้ ล้วนแล้วแต่มีลักษณะเป็นอันธพาลมากขึ้น แสวงหาที่จะหาเรื่อง


แล้วคุณคิดว่าการที่คุณไปสาดสีใส่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ สาดน้ำ คุณนึกว่าคุณเท่เหรอ คุณโดนดำเนินคดีเป็นแถวนะ ผมบอกคุณแล้ว อย่าให้อารมณ์มาเข้าสู่จิตใจคุณ พออารมณ์เข้าสู่จิตใจคุณแล้ว คุณจะฉิบหาย ผมไม่พูดแล้วว่าเรือหาย หรืออิ๊บอ๋าย คุณฉิบหายแน่นอน ผมจะเตือนคุณก่อน พ่อแม่เด็ก แล้วก็เด็กที่ยังมีอนาคต ยังเรียนหนังสือหนังหาอยู่ วันนี้คุณไปชุมนุมที่ราชประสงค์ คุณไม่สังเกตเหรอว่าตำรวจไม่ทำอะไรคุณเลย ทำไมรู้หรือเปล่า ? เพราะเขารู้ว่าคุณหัวร้อน คุณจะล้างแค้น เขากำลังรอคุณเผาบ้านเผาเมืองอยู่ แล้วถ้ามีเหตุการณ์ที่มันถูกปรับระดับ ตอนนี้มันถูกปรับระดับขึ้นไปทีละนิดๆ แล้ว และผมก็ไม่ทราบว่าความอดทนของแต่ละฝ่ายจะทนแค่ไหน


ฝ่ายที่อยู่เบื้องหลังพวกคุณ ที่เดินบนถนน ที่อยู่เบื้องหลัง มองว่าถ้าโค่นได้ ก็ถือว่าเป็นกำไร ถ้าโค่นไม่ได้แล้วก่อให้เกิดเหตุการณ์รุนแรง แล้วทหารออกมาปฏิวัติ พวกที่อยู่เบื้องหลังคุณก็ถือว่าเป็นกำไรเช่นกัน เพราะฉะนั้นแล้ว ทั้งขึ้นทั้งล่อง คนที่อยู่เบื้องหลังคุณ คุณที่วางแผนให้คุณ กำไรทั้งหมด นี่ผมพูดอย่างตรงไปตรงมานะ คุณอาจจะไม่ชอบผม แต่สักวันหนึ่งเมื่อคุณโตเป็นผู้ใหญ่แล้ว ถ้าคุณยังจำคลิปนี้ได้ คุณมาดูย้อนหลัง แล้วคุณจะขอบคุณที่ผมพูดความจริง


ท่านผู้ชมครับ วันนี้ก็มีเรื่องอยู่เพียงแค่นี้ ค่อนข้างจะเยอะแยะพอสมควร ผมยังเชื่อว่า การชุมนุมไปๆ มาๆ มันจะถูกยกระดับขึ้นไปเรื่อยๆ ทีละนิดๆ แล้วผมจะเตือนพวกม็อบราษฎรนิดหนึ่งว่าถ้าคุณสนุกสนานว่าไม่มีใครเข้ามาต่อต้านคุณ ไปเรื่อยๆ ถ้าวันหนึ่งเกิดมีการระดมคนทั่วประเทศไทยแล้วมาถล่มคุณ ที่คุณอยู่แถวราชประสงค์ เพื่อให้เกิดเรื่อง มันจะเข้าทางที่พวกคนอยู่เบื้องหลังคุณ ในขณะเดียวกันก็จะเข้าทางอีกกลุ่มหนึ่ง ซึ่งกำลังรอที่จะปฏิวัติอยู่เช่นกัน


ท่านผู้ชมครับ และเด็กๆ ทั้งหลาย คงจะรู้แล้วใช่ไหมว่า เมื่อวานนี้นายกรัฐมนตรีได้ออกกฎหมาย ประกาศว่าจะใช้กฎหมายทุกฉบับอย่างเด็ดขาด อาจจะรวมถึงมาตรา 112 ด้วยนะ เพราะว่าวันนี้ผมบอกให้คุณทราบแล้วนะว่า คนที่อยู่เบื้องหลังคุณ ให้คุณประท้วง อยู่เบื้องหลังพริษฐ์ อยู่เบื้องหลังไมค์ ชื่อบ้าบอคอแตกอะไรก็ตาม กำลังมีความสุข เฮ้ย ได้ผลแล้วเว้ย อย่าไปยอมมันๆ ออกไป พิสูจน์ ของแบบนี้ถ้าไม่เสียเลือดเสียเนื้อแล้ว เราจะชนะได้อย่างไร ต้องมีการเสียสละ เห็นไหม ผมบอกแล้วไง ว่ามีการยกระดับแล้ว ถูกไหม ผมพูดไม่ผิด แล้วก็จะมีคนบ้า หัวร้อน ผมจะเตือนไว้อย่างนะ เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องเล็กแล้วนะ เพราะว่า คุณดูรัฐบาล ถ้าคุณอ่านเกมออก คุณจะเริ่มเห็นว่ารัฐบาลจะเริ่มใจเย็นๆ ถอยมา ห้ามใช้อาวุธ ใจเย็นๆ พอคุณบอกว่าคุณจะไปชุมนุมกันที่สำนักงานทรัพย์สินฯ คุณล้ำเส้นแล้ว คุณล้ำเส้นแล้ว ทุกคนก็รู้ พวกคุณทั้งหลายที่เป็นแกนนำ รวมทั้งธนาธร รวมทั้งช่อ พรรณิการ์ รวมทั้งคนที่อยู่เบื้องหลัง ไม่ว่าจะเป็นปิยบุตร พริษฐ์ หลายๆ คน คือคนที่ต้องการจะล้มสถาบันกษัตริย์ แล้วคุณรุกคืบไปทีละจุด จนในที่สุดแล้วมีวันนี้ขึ้นมา ผมเตือนคุณแล้วนะ อย่าหาว่าผู้ใหญ่อย่างผมไม่เตือน

วันนั้น น้ำตาคงจะตกดินกันเยอะ เลือดจะไหลอีกมาก แล้ววันนั้นคุณอย่าไปโทษใครนะ คุณต้องโทษตัวพวกคุณเองเท่านั้นเอง สวัสดีครับท่านผู้ชม


กำลังโหลดความคิดเห็น...