xs
xsm
sm
md
lg

[คำต่อคำ] SONDHI TALK : “Pornhub” สิทธิเสรีภาพ หรือทาสอารมณ์

เผยแพร่:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



“สนธิ”แจงเสนอปฏิวัติเป็นทางออกจากเดดล็อกทางการเมือง โดยเมื่อปฏิวัติแล้วต้องถวายพระราชอำนาจคืนเพื่อทรงแต่งตั้งรัฐบาลแห่งชาติ หากรอบกติกาประเทศร่วมกันจากทุกฝ่าย แล้วนำมาร่างเป็นรัฐธรรมนูญ ย้ำมองโลกตามความเป็นจริง ไม่ได้โลกสวย และไม่ได้เป็นเจ้าลัทธิปฏิวัติ เตือน “ม็อบเด็ก” ดู “จงหอลัม” เป็นอุทธาหรณ์ ออกมาเคลื่อนไหวปลดแอกฮ่องกง สุดท้ายถูกจับกุมตามกฎหมายความมั่นคงจีน ซ้ำครอบครัวทอดทิ้ง ขณะที่คนฮ่องกงสูญเสียอิสรภาพมากกว่าเดิม ชี้กรณี “อัญชะลี-สันติสุข” ลาออกจากเนชั่น มาจากความขัดแย้งระหว่าง “ฉาย บุนนาค” กับ “สนธิญาณ” เมื่อ“ฉาย”รู้สึกว่าถูกเอาเปรียบ จึงกดดันกลุ่มของ“สนธิญาณ”ให้ลาออก และหาที่ลงใหม่ โดยไปเช่าเวลาที่ NEW18 ซึ่งมีกลุ่มของ“บิ๊กป้อม” เป็นนายทุนให้ แต่สุดท้ายทั้ง 2 ช่องก็เป็นไอโอให้รัฐบาลแต่คนละกลุ่ม ส่วนกรณีการปิดกั้นเว็บ Pornhub เป็นเรื่องถูกต้องแล้ว เพราะเว็บไซต์นี้มีเนื้อหาผิดฎหมายและผิดศีลธรรม มุ่งเอาความหื่นของมนุษย์มาทำมาหากิน พวกที่คัดค้านจะอ้างสิทธิเสรีภาพไม่ได้ เพราะเสรีภาพต้องมีขอบเขต ไม่เช่นนั้นก็จะเหมือนกรณี นสพ.ชาร์ลี เอบโดในฝรั่งเศสที่อ้างสิทธิเสรีภาพล้อเลียนศาสดาของศาสนาอิสลาม ดูหมิ่นศรัทธาของชาวมุสลิม จนเกิดเหตุรุนแรงต่อเนื่องมาจนทุกวันนี้

วันที่ 6 พ.ย.63 เวลา 09.00 น. นายสนธิ ลิ้มทองกุล ผู้ก่อตั้งหนังสือพิมพ์ผู้จัดการ ได้ไลฟ์สด “SONDHI TALK” ผ่านเฟซบุ๊กแฟนเพจ คุยทุกเรื่องกับสนธิ และช่องยูทูป Sondhitalk โดยวันนี้จะมาพูดถึงเรื่องราวมากมาย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่พูดกันมากอย่างทำไมต้องปิด Pornhub, แกนนำม็อบราษฎรขอลี้ภัยจริงหรือไม่, ที่คุณสนธิเเนะทางออกบ้านเมืองในตอนนี้คือต้องปฏิวัติ มาฟังชัดๆ อีกครั้งว่าต้องทำอย่างไรจึงจะไม่เสียของ และสุดท้ายเรื่องการยกทีมลาออกของสื่อในเครือเนชั่น เบื้องลึกคืออะไร? ติดตามได้ใน SONDHI TALK : ผู้เฒ่าเล่าเรื่อง Ep.58 “Pornhub” สิทธิเสรีภาพ หรือทาสอารมณ์



คำต่อคำ SONDHI TALK [6 พ.ย. 63] : Pornhub สิทธิเสรีภาพ หรือ ทาสกามารมณ์


วันนี้ผมจะมาบอกให้ฟังว่าช่องทางการติดต่อของ "คุยทุกเรื่องกับสนธิ" หรือ SONDHI TALK ได้ทางไหนบ้าง ทางแรกคือทางเฟซบุ๊ก ให้กด Like หรือกด Follow แล้วกดติดตาม แล้วเลือก See First ไปเลยในเพจ "คุยทุกเรื่องกับสนธิ" เมื่อชมแล้วก็ช่วยกันแชร์ออกไปมากๆ เพื่อให้บางคนที่ยังไม่ได้อยู่ดูได้ความรู้กับสิ่งที่ผมพูด แล้วเดี๋ยวนี้เราก็ไลฟ์สดผ่านยูทูปเช่นกัน ให้เข้าไปใน YouTube ค้นหาคำว่า SONDHI TALK กด Subscribe เอาไว้ เปรียบเสมือนห้องสมุดเคลื่อนที่ รวบรวมทุกอย่างตั้งแต่รายการในอดีต "มองโลก มองเรา กับสนธิ" "บันทึกลับบ้านพระอาทิตย์" จนมาถึงรายการ "SONDHI TALK"


สำหรับแฟนรายการคนไหนอยากดูเนื้อหา ตลอดจนการถอดคำพูดเป็น text ก็ให้เข้าไปที่ www.sondhitalk.com เพราะจะรวมไว้ในเว็บไซต์โดยแยกเป็นแต่ละหมวดหมู่ครบทุกเรื่องทีเดียวครับ


สุดท้าย สำหรับท่านผู้ชมที่ไม่อยากเห็นหน้าผม แต่อยากฟังเสียงผม อยากฟังเรื่องราวที่ผมพูด ก็เข้ามาฟังที่ podcast ถ้าท่านที่ใช้ iPhone - iOS ก็เข้าไปที่แอปฯ podcast เมื่อกดเข้าไปแล้วก็ search คำว่า SONDHI TALK ก็จะมีให้ทุกรายการ ส่วนท่านผู้ชมที่ใช้โทรศัพท์ระบบ android ก็กดเข้าไปเหมือนกัน แต่จะมีคำว่า Podbean แล้วก็กดเข้าไป

สวัสดีครับท่านผู้ชม วันนี้เป็นวันศุกร์ที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563 ศุกร์นี้จะเป็นเรื่องราวที่หลากหลายมาก ซึ่งผมคิดว่าสิ่งที่ท่านผู้ชมอาจจะต้องการทราบและบางท่านอาจจะอยากให้ผมวิเคราะห์ ก็คือเรื่องการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ผมคิดว่ากว่าจะรู้เรื่องนี้ได้ก็ต้องเป็นอาทิตย์ เอาไว้ให้มันจบเมื่อไร แล้วผมค่อยวิเคราะห์ แล้วพูดถึงอนาคตของโลกภายใต้ประธานาธิบดีคนใหม่ดีกว่า


ท่านผู้ชมครับ เรื่องที่เราจะพูดต่อไปคือเรื่อง ... ท่านผู้ชมจำได้ไหมเมื่อวันศุกร์ที่แล้วผมพูดเรื่องการปฏิวัติ ก็มีคนมาเขียนเรื่องราวต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นหนังสือพิมพ์ คอลัมนิสต์ นักวิชาการ พิธีกรทางรายการทีวี แล้วก็จบลงด้วยหนังสือพิมพ์นิวยอร์กไทมส์ เอาคำพูดของผมไปบอกว่า สนธิ บอกว่าการปฏิวัตินั้นไม่ใช่เรื่องเลวร้าย ซึ่งวันนี้ผมจะมาอธิบายขยายความเพิ่มเติมว่าสิ่งที่ผมพูดนั้น ผมพูดอะไรบ้าง ผมไม่ได้พูดแค่ว่าปฏิวัติเถอะ ผมกำลังพูดว่าปฏิวัติแล้วต้องทำอะไรบ้างถึงจะไม่เลวร้าย แต่ถ้าปฏิวัติเหมือนเดิม อย่าปฏิวัติ


ส่วนอีกเรื่องหนึ่งที่ผมจะพูด เป็นเรื่องเด็กฮ่องกงคนหนึ่ง ชื่อนายจง ฮง-หล่ำ ชื่อภาษาอังกฤษคือ โทนี จง ชีวิตเด็กคนนี้ผมดูแล้วลักษณะคล้ายๆ กับเด็กมัธยมบ้านเรา แต่จุดจบของเด็กคนนี้ไม่ดีเลย แล้วผมก็อยากจะเล่าเรื่องเด็กคนนี้เพื่อเป็นอุทาหรณ์ให้เด็กหลายคนที่ถูกหลอกใช้มา ตลอดจนเรื่องข่าวที่ว่าเด็ก 3-4 คนนั้น ได้ไปขอลี้ภัย ขอวีซ่าไปอเมริกา แล้วสถานทูตอเมริกาออกมาปฏิเสธ แต่ว่าในที่สุดแล้ว รศ.ดร.อานนท์ ก็ยืนยันในข่าวสารข้อมูลที่ได้มาว่า เป็นจริง ท่านผู้ชมครับ คอยฟังดูก็แล้วกัน แต่สิ่งหนึ่งที่แน่นอน CIA ไม่เคยยอมรับว่าตัวเองทำอะไร ต้องปฏิเสธอย่างแน่นอน


อีกเรื่องหนึ่งซึ่งเป็นเรื่องที่น่าสนใจสำหรับคนในวงการสื่อ ท่านผู้ชมก็อาจจะสนใจ ก็คือการแตกก๊กแตกเหล่า โยกย้ายทีมงานของคุณอัญชะลี ไพรีรัก คุณสันติสุข มะโรงศรี และคุณสนธิญาณ ชื่นฤทัยในธรรม นั้น แยกตัวออกจากกลุ่มเนชั่นอย่างเด็ดขาด พร้อมกับยกทีมออกเป็นพรวน แล้วไปตั้งป้อมใหม่อยู่ที่ทีวี NEW 18


อีกเรื่องหนึ่งซึ่งผมคิดว่าท่านผู้ชมทุกท่านคงจะชอบ อยากฟัง คือเรื่อง Pornhub แต่เรื่อง Pornhub นั้นต้องขออภัยนิดหนึ่งนะครับ อาจจะฟังดูแล้วเรท X เรท R หน่อย แต่ผมจะพยายามใช้ภาษาที่มันดูไม่ลามกจกเปรต แต่ผมกำลังเล่าความจริงให้ฟัง ท่านผู้ชมเปิดใจยอมรับสักนิด แต่ตอนจบสรุปอย่างไร ท่านผู้ชมรอฟังบิ๊กเซอร์ไพรส์ของผมก็แล้วกัน

แล้วเรื่อง Pornhub มันมีส่วนเกี่ยวข้อง เพราะว่าคนที่ต่อต้านไม่ให้ปิด Pornhub อ้างถึงสิทธิเสรีภาพของการเข้าสู่ข้อมูลข่าวสาร มันโยงไปถึงเหตุการณ์ๆ หนึ่งในฝรั่งเศส เป็นเรื่องหนังสือการ์ตูนเล่มหนึ่ง ชื่อ ชาร์ลี เอบโด ที่ไปดูหมิ่นศาสดาของอิสลาม ก็คือท่านนบีมุฮัมมัด เรื่องเกิดมาตั้งแต่ปี 2558 จนกระทั่งมีการฆ่ากัน ตายกันเป็นร้อย ล่าสุดมีการตัดหัว เพียงเพราะคำว่า เสรีภาพ เอกภาพ และภราดรภาพ


ท่านผู้ชมครับ เมื่อวันที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2563 เวลาประมาณ 3 ทุ่ม ผมได้ออกรายการคนเคาะข่าว กับคุณนพรัฐ พรวนสุข สถานีโทรทัศน์ News1 วันนั้นคุณนพรัฐ ถามผมในเรื่องของการเมือง ว่ามันถึงทางตันแล้ว มีทางออกทางไหนบ้าง ผมก็พูดไปอย่างไม่เกรงใจใคร และผมพูดไปอย่างที่ผมคิด ก็คือผมบอกว่าต้องปฏิวัติ แต่ผมยังมีเงื่อนไข และอธิบายในเรื่องการปฏิวัตินั้น มันควรจะปฏิวัติแบบไหน ปรากฏว่าเป็นข่าวออกมาทันที เพราะว่าทั้งสื่อมวลชน ตลอดจนรายการโทรทัศน์บางรายการที่มีคนดูน้อยมากเหลือเกิน เอามากระแนะกระแหนผม เอามาแดกดันผม ถึงกับพาดหัวในคลิปของเขาว่า "เจ้าลัทธิปฏิวัติ"


แล้วเผอิญหนังสือพิมพ์นิวยอร์กไทมส์ เอาคำพูดของผม เรื่องปฏิวัติผ่าทางตันเมืองไทย แต่หนังสือพิมพ์นิวยอร์กไทมส์ก็พูดออกมาในลักษณะ ตรงที่ผมพูดว่า รัฐประหารไม่ใช่ความเลวร้าย ภาษาอังกฤษเขาบอกว่า "I see a coup as not a bad thing." ถ้าทำให้ถูกต้อง


เพราะฉะนั้นแล้ว ท่านผู้ชมครับ วันนี้ต้องมาอธิบายความและขยายความอีกครั้งหนึ่ง คนก็พยายามโจมตีผมว่าผมยุยงให้รัฐบาลมีการปฏิวัติเมื่อคราวที่ กปปส. ออก โดยอ้างว่าผมได้ขึ้นเวทีที่หน้าสถานีโทรทัศน์ช่อง 5 ท่านผู้ชม ผมไม่ปฏิเสธ ข้อแตกต่างระหว่างผม คนที่ไปสัมผัสความจริงแล้วเห็นข้อเท็จจริง กับคนที่เห็นโลกสวยแล้วก็เดินในทุ่งลาเวนเดอร์ จะต่างกันตรงนี้ อะไรถ้าผมเห็นว่ามันไปไม่ได้จริงๆ ผมจะยอมรับความจริงตรงนั้น แต่สังคมไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งสังคมนักวิชาการ สังคมนักวิเคราะห์ นักวิจารณ์ ตลอดจนสังคมที่มองว่าการปฏิวัติรัฐประหารนั้นเป็นเรื่องที่เลวร้าย ก็ต้องบอกว่า ไม่ได้ ปฏิวัติกี่ครั้งแล้วมันก็เหมือนเดิม ที่ปฏิวัติกี่ครั้งแล้วมันก็เหมือนเดิม ก็เพราะว่าปฏิวัติแล้วมันก็ทำแบบเดิมๆ ซึ่งผมเห็นด้วย ผมเป็นคนยอมรับความจริง แล้ววันนี้เรามานั่งดูกัน ตรงๆ เลย ท่านผู้ชมที่ไม่เดินอยู่ในทุ่งลาเวนเดอร์หรือเห็นโลกสวย จะเห็นว่ากระบวนการปรองดอง ไม่ว่าจะเป็นสถาบันพระปกเกล้าเสนอมา บางคนเสนอให้คุณชวน หลีกภัย เป็นประธานคณะกรรมการ เชิญนายกรัฐมนตรี 3 คน เข้ามาร่วม ท่านผู้ชมครับ ผมเห็นเรื่องนี้มานานแล้ว แล้วผมก็เห็นว่า มันไม่มีประสิทธิผลหรอก มันไม่สำเร็จหรอก ไม่มีใครยอมใครในเรื่องนี้

อุปมาอุปไมยเหมือนกับการเรียกร้องของพวกที่ออกม็อบครั้งนี้ ไม่ว่าจะเป็นนายอานนท์ ไม่ว่าจะเป็น บก.ลายจุด ที่ออกรายการกับอาจารย์ปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ ที่ช่อง 23 ท่านผู้ชมที่ดูก็พอจะรู้ว่าใครเป็นปราชญ์ ใครเป็นหมากันแน่ ผมไม่ต้องไปวิพากษ์วิจารณ์หรอก ทั้งหมดนี้ผมพูดบนพื้นฐานวันที่ กปปส. ออกวันสุดท้ายที่จะมีการปฏิวัติ ผมบอกว่าความขัดแย้งในวันนี้ คุณออกมาไล่ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ยิ่งลักษณ์ ไม่ยอมลาออก แล้วถ้ายิ่งลักษณ์ ยอมลาออก ยิ่งลักษณ์ ทำโดยการยุบสภาและให้มีการเลือกตั้งใหม่ คุณก็เอาคน กปปส. ไปบล็อกคูหาเลือกตั้ง ไม่ให้คนเข้าเลือกตั้ง คือไปทำลายการเลือกตั้งเสีย เพื่อเป็นมูลเหตุ สร้างความขัดแย้ง ให้เกิดเงื่อนไขการปฏิวัติ การปฏิวัติปี 2557 ถึงเกิดขึ้นบนพื้นฐานที่ว่า มันหาทางออกไม่ได้ และมีโอกาสที่จะนองเลือด


ท่านผู้ชมครับ ถ้าใครตามผมมาแล้วก็ไปเช็กคำพูดผม ผมพูดดังต่อไปนี้ ผมบอกว่า เรื่องนี้ทหารต้องออกมาจัดการได้แล้ว เผอิญทหารตอนนั้น ผู้บัญชาการทหารบก ชื่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา แต่ผมบอกว่า เมื่อจัดการแล้ว ให้ถวายอำนาจ ให้มอบอำนาจการปฏิวัติครั้งนี้คืนให้กับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 และให้พระองค์ท่านตั้งรัฐบาลขึ้นมา ที่เป็นกลาง แล้วเอาทุกฝ่ายเข้ามานั่งคุยกัน แล้วหากติกา ทางออกที่ทุกฝ่ายยอมรับ แล้วพระองค์ท่านก็จะพระราชทานอำนาจนี้ให้กับรัฐบาลชุดนี้ที่ตั้งขึ้นมา ที่ผมพูดในวันนั้น กับที่ผมพูดเมื่อวันที่ 27 ตุลาคม ไม่มีอะไรต่างกันเลยแม้แต่นิดเดียว จะต่างกันก็ตรงที่ว่า เมื่อ พล.อ.ประยุทธ์ ท่านปฏิวัติพร้อมกับ พล.อ.ประวิตร และ พล.อ.อนุพงษ์ ในวันนั้น เป็นทีมงานกัน ตั้ง คสช.ขึ้นมา ไม่ได้ถวายคืนอำนาจให้กับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว แต่เก็บอำนาจไว้กับกลุ่มตัวเอง แล้วก็มาบริหารชาติบ้านเมืองในลักษณะที่ตัวเองเคยชิน และตัวเองคิดว่ามันควรจะเป็นเช่นนั้น


ตราบจนกระทั่งมาถึงวันที่จะต้องมีการเลือกตั้งครั้งใหม่ แล้วร่างรัฐธรรมนูญที่เป็นตัวปัญหาที่สุดในขณะนี้ที่เกิดขึ้น ที่ทุกคนพยายามต่อต้าน เมื่อร่างรัฐธรรมนูญตัวนี้ออกมาแล้ว ก็เป็นรัฐธรรมนูญที่ต่อยอดอำนาจ พล.อ.ประยุทธ์ และคณะ ออกไปอีกอย่างน้อย 4 ปี หรืออาจจะเป็น 8 ปี

ท่านผู้ชมเห็นหรือยังครับ ที่ผมเสนอไปวันที่ 27 ตุลาคม ก็คือว่า เนื่องจากว่าผู้บัญชาการทหารบกคนปัจจุบันไม่ใช่ พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ที่เป็นคนของ พล.อ.ประยุทธ์ แต่เผอิญเป็นทหารมืออาชีพที่ไม่ได้ขึ้นกับใครเลย หากขึ้นกับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 เท่านั้น ผมก็บอกว่า น่าจะออกมาจัดการเสีย เพราะว่ามัน deadlock ท่านผู้ชมครับ ประเทศชาติจะลากอย่างนี้ต่อไปอีก 1-2 ปี ได้อย่างไร มัวแต่เถียงกัน ตั้งคณะกรรมการกัน คนนี้จะเอาอย่างนี้ คนนี้จะตั้ง ส.ส.ร. คนนี้บอก ส.ส.ร. ไม่ได้ แล้วก็มีทั้งสิระ เจนจาคะ ทั้งไพบูลย์ นิติตะวัน ออกมาบอกว่าไม่ต้องแก้รัฐธรรมนูญ


แน่นอนที่สุดท่านผู้ชม ใครที่อยู่ฝ่ายรัฐบาล ก็ไม่อยากจะแก้รัฐธรรมนูญ เพราะว่าตัวเองกำลังมีความสุขกับอำนาจและวาสนาบนรัฐธรรมนูญที่ตัวเองได้เปรียบ นั่นคือสิ่งที่ผมมอง

และผมก็เห็นว่าประเด็นทั้งพรรคฝ่ายค้าน และประเด็นที่ม็อบออกมานั้น ประเด็นหลักที่สำคัญที่สุดก็คือประเด็นของการแก้รัฐธรรมนูญ เพียงแต่ ม็อบก็คือม็อบ มีเบื้องหลังของม็อบที่เรียกร้องมากกว่าการแก้รัฐธรรมนูญ ก็บอกให้ พล.อ.ประยุทธ์ ลาออก และทุกคนพูดเป็นเสียงเดียวกันอย่างไร้เดียงสา เหมือนเด็กเพิ่งเกิด ว่า พล.อ.ประยุทธ์ ลาออก ก็จบ มันจะจบได้อย่างไร ท่านผู้ชม ท่านผู้ชมเห็นหรือยัง ผมนี่้เป็นคนที่อยู่ในโลกแห่งความเป็นจริง แล้วเผอิญกระแสของเด็ก กระแสของม็อบนิสิต นักศึกษา และกระแสของประชาชนทั่วไป เห็นว่ารัฐธรรมนูญนั้นต้องแก้ มันก็เลยมีคนอีกจำนวนหนึ่ง ซึ่งไม่มากนัก อยู่เบื้องหลัง เป็นสาวกของสมศักดิ์ เจียมธีรสกุล ก็ถือโอกาสสอดแทรกการปฏิรูป 10 ข้อ ของสถาบันกษัตริย์ เข้ามาเป็นอีกหนึ่งเงื่อนไข ซึ่งผมอธิบายแล้วในวันศุกร์ที่ผ่านมา อาทิตย์ที่แล้ว ว่าเงื่อนไขของการปฏิรูป 10 ข้อนั้น ผมอธิบายเป็นข้อๆ ไปว่าแท้ที่จริงแล้วไม่ใช่การปฏิรูป แต่เป็นการเจตนาจะล้มล้างสถาบันกษัตริย์


เพราะฉะนั้นแล้ว ท่านผู้ชมจะเห็นได้ว่า แท้ที่จริงแล้ว ถ้าตัดเรื่องการปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ออก รัฐธรรมนูญคือตัวปัญหา และเราจะประชุมกัน สร้างคณะกรรมการกัน แล้ว พล.อ.ประยุทธ์ บริหารชาติบ้านเมืองไป แล้วก็มีเด็กออกมา เอาล่ะ ถึงแม้ว่าม็อบจะอ่อนแรงไป แต่ในใจถ้าเอาเรื่องของการแก้รัฐธรรมนูญขึ้นมา ก็ยังเหมือนเดิม ประเทศต้องการเสถียรภาพทางการเมือง ในขณะนี้เสถียรภาพทางการเมืองมันคลอนแคลนมาก ไม่ใช่ว่าไม่มีนะ มีระดับหนึ่ง แต่เราต้องมี และเราต้องมีอนาคตที่เราจะมองเห็นได้ ว่าถ้าเราแก้รัฐธรรมนูญแล้ว ประเทศจะดีขึ้น ทำไมถึงดีขึ้น ? เพราะว่าเป็นรัฐธรรมนูญที่ทุกคนมีส่วนร่วม เมื่อทุกคนมีส่วนร่วมแล้ว เมื่อร่างออกไปแล้ว ทุกสิ่งทุกอย่างมันก็จะดีขึ้น เมื่อมันดีขึ้น มันก็จะทำให้เสถียรภาพทางการเมืองมาโดยปกติ ส่วนการต่อสู้กันในเวทีทางสภา ในทางกฎหมาย ในทางการเลือกตั้ง ก็เป็นเรื่องปกติธรรมดาของการแย่งชิงอำนาจในบริบทของรัฐธรรมนูญที่ถูกร่างออกมา



แต่ถ้าท่านผู้ชมฟังผมพูดแล้วตื่นมาตอนเช้า แล้วท่านผู้ชมดูเหตุการณ์ ดูรายงานต่างๆ ดูความขัดแย้งต่างๆ แล้วท่านผู้ชมก็จะถามว่า เฮ้ย แล้วมันจะแก้รัฐธรรมนูญได้อย่างไร ? เสียงส่วนใหญ่ในสภาเป็นเสียงรัฐบาล บวกอีก 250 เสียง เกือบๆ 250 เสียง ซึ่งหนุน หนึ่ง ไม่ให้แก้รัฐธรรมนูญ หรือถ้าต้องแก้รัฐธรรมนูญก็ต้องให้ตัวเองได้เปรียบอยู่ นี่คือทางตันไงท่านผู้ชม


บางคนมาหาผม บอกว่าตอนนี้รัฐบาลเขาถอยก้าวหนึ่งแล้วนะ ถอยอะไรกัน พล.อ.ประยุทธ์ ท่านยังพูดชัดเจน ว่าท่านไม่สนใจเรื่องแก้รัฐธรรมนูญ ปล่อยให้เป็นเรื่องของสภา แต่ในข้อเท็จจริง สภานั้น คนที่กุมเสียงสภาก็คือ พล.อ.ประยุทธ์ และ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ คนที่กุม ส.ว. 250 คน ก็คือสองคนนี้่เช่นกัน ก็ในเมื่อ พล.อ.ประยุทธ์ ท่านเป็นหัวหน้ารัฐบาล ท่านบอกว่าท่านไม่ยุ่งแล้ว เป็นเรื่องของสภา ก็แสดงว่าการแก้รัฐธรรมนูญนั้นก็จะแก้ได้ยากขึ้น หรือมีช่องทางแก้ ก็จะติดปัญหา เงื่้อนไข อุปสรรคต่างๆ นานา


ยิ่งมาฟังท่านรองนายกรัฐมนตรี ท่านวิษณุ เครืองาม พูด แทนที่จะดี กลับเวียนหัวมากกว่าเก่า เพราะท่านเป็นบริบทของเพลงชื่อ วังน้ำวน ท่านพูดอะไรท่านจะวนไปเรื่อยๆ เพราะฉะนั้นแล้ว ผมถึงบอกว่าต้องปฏิวัติลูกเดียว เพราะถ้ายังมีรัฐสภาแบบนี้ การแก้รัฐธรรมนูญจะแก้ไม่ได้ แต่ก็อีกล่ะ ผมก็พูดต่อ เหมือนที่ผมพูดในวันที่ผมพูดตอนที่ กปปส. กำลังประท้วงอยู่ ผมบอกว่า ถ้าแก้แล้ว ถ้าปฏิวัติแล้ว มันไม่ใช่เรื่องเลวร้าย ไม่ใช่เรื่องเลวร้าย เมื่อปฏิวัติแล้ว ท่านผู้บัญชาการทหารบก หรือหัวหน้าคณะปฏิวัติ ท่านปฏิวัติเสร็จ ท่านมอบอำนาจนี้ให้กับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 แล้วท่านก็ขอพระราชทานกราบบังคมทูลลา กลับเข้ากรม กอง ไปเป็น ผบ.ทบ.เหมือนเดิม ไปเป็นแม่ทัพภาคที่ 1 เหมือนเดิม ไปเป็นผู้การราบ 11 เหมือนเดิม แล้วพระองค์ท่านก็มีอำนาจนี้อยู่ในมือของพระองค์ท่าน ซึ่งพระองค์ท่านจะไม่ถืออยู่ พระองค์ท่านก็จะบอกว่า เอาล่ะ ถ้าอย่างนั้นก็ต้องมีรัฐบาลแห่งชาติขึ้นมา


การมีรัฐบาลแห่งชาติ ก็คือเอาทุกคนที่มีความขัดแย้งเข้ามาร่วมด้วยในนี้ เมื่อร่วมด้วยในนี้เสร็จเรียบร้อยแล้วก็มาตกลงกัน แล้วอำนาจคณะปฏิวัติก็ถูกผ่องถ่ายจากกษัตริย์มาสู่รัฐบาลชุดใหม่ ซึ่งเป็นรัฐบาลแห่งชาติ เท่ากับว่ากษัตริย์ไม่ยุ่งการเมืองแล้ว ท่านเป็นทางผ่านให้ ท่านปฏิบัติตนเหมือนคล้ายๆ กับสมัยรัชกาลที่ 9 ที่พระองค์ท่านเรียก พล.อ.สุจินดา คราประยูร เข้ามาพบ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง เข้ามาพบ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ เข้ามาพบ แล้วบอกให้เลิกลาต่อกัน แล้วให้มาเริ่มกันใหม่ ในลักษณะที่ถ้อยทีถ้อยอาศัย


พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 พระองค์ท่านพูดให้สัมภาษณ์ CNN ว่า Thailand is a land of compromise เพราะฉะนั้นเมื่อท่านทำอย่างนี้แล้วท่านก็ถอยออกมา จะมีใครไปกล่าวหาว่าท่านเข้ามายุ่งการเมืองก็ไม่ได้แล้ว ท่านไม่ได้ยุ่งเลย ทหารก็กลับเข้ากรมกองแล้ว ตัวพระองค์ท่านก็เป็นกษัตริย์ ทำหน้าที่กษัตริย์ต่อไป รัฐบาลแห่งชาติที่เกิดขึ้นก็รับอำนาจตรงนี้ แล้วผมก็พูดบอกว่า อย่าได้คุยกันแล้วก็ร่างรัฐธรรมนูญเลย อย่า ให้มาตกลงกันก่อนว่า ทั้งม็อบ ทั้งเด็ก ทั้งฝ่ายค้าน ทั้งเพื่อไทย ทั้งโน่นทั้งนี่ ทั้ง NGO ทั้งภาคประชาชน เราจะอยู่ร่วมกันได้อย่างไร ก่อนจะสร้างรัฐธรรมนูญ เราต้องตกลงกันในเรื่องหลักการปกครองเสียก่อน


หลักการปกครองจะมีอะไร ก็มีเริ่มด้วยข้อ 1 ว่า หลักการการปกครองที่พวกเราเห็นด้วยกันไหมก็คือ พระมหากษัตริย์ยังคงเป็นประมุขของประเทศอยู่เช่นเดิม ข้อที่ 2 ข้อที่ 3 ข้อที่ 4 ข้อที่ 5 จะกี่ข้อก็ตาม ตกลงกันไป แล้วระหว่างที่ตกลงกัน เอา input จากคนต่างๆ เข้ามา เสร็จแล้วเราร่างออกมาให้หมดเลยว่าทั้งหมด 25 ข้อ 30 ข้อ หลักการปกครอง แล้วเราเอาหลักการตรงนี้ไปทำประชาพิจารณ์ทุกจังหวัด ทำพร้อมกันเลย เรียกประชาชนมาที่ศาลากลางจังหวัด มาที่โรงเรียนก็ได้ มหาวิทยาลัยก็ได้ ที่ขอนแก่น อาจจะเอาศูนย์ประชุมมหาวิทยาลัยขอนแก่น แล้วเชิญทุกคนเข้ามา แล้วมาไล่เรียงทีละข้อ หลักการปกครองข้อไหนบ้างที่ประชาชนหรือคนที่เข้ามาชุมนุมเห็นว่าอยากจะแก้ไข หรือข้อไหนบ้างไม่ดี ยกไปเลย ถ้ามติตรงนี้จากการประชาพิจารณ์ทั่วประเทศไทยออกมา เอามารวมกัน แล้วเอามาแยกแยะ เราก็จะรู้ว่า ประการแรก พระมหากษัตริย์จะยังทรงเป็นประมุขอยู่เหมือนเดิมหรือเปล่า ซึ่งผมเชื่อว่าเป็นอยู่ ทุกคนเอาหมด อันนี้ก็เป็นตัวหนึ่งที่สามารถจะตอบโจทย์กับสมศักดิ์ เจียมธีรสกุล อานนท์ นำภา แล้วอีกหลายคนที่มาเย้วๆ ที่ต้องการที่จะปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ หรือล้มสถาบันกษัตริย์ได้ จบ ถือว่าจบแล้ว

ส่วนอีกหลายข้อ เรื่องการศึกษาจะเอาอย่างไร เรื่องการทำมาหากินจะเอาอย่างไร เรื่องสิทธิเสรีภาพในการนับถือศาสนาจะเอาอย่างไร เรื่องสิทธิเสรีภาพส่วนบุคคลจะเอาอย่างไร ไล่ไปเรื่อยๆ จนกระทั่งครบถ้วน ประชาพิจารณ์มีผลออกมาเรียบร้อยแล้ว เอามาทำเรียบร้อย เราค่อยเอาหลักการปกครองทั้งหมดนี้ไปทำประชามติเลย เมื่อประชามติบอกว่าเห็นพ้องต้องกันกับหลักการปกครอง 22 ข้อ 23 ข้อ เราค่อยร่างรัฐธรรมนูญขึ้นมาเพื่อล้อหลักการปกครองแต่ละข้อๆ ไป นี่คือวิธีร่างรัฐธรรมนูญที่จะสร้างสันติสุขขึ้นมาในประเทศไทย ไม่ใช่ร่างรัฐธรรมนูญขึ้นมาตามความกระสันของคุณมีชัย ฤชุพันธุ์ คนใดคนหนึ่งที่ร่างตามใบสั่ง ร่างเพื่อให้ตัวเองอยู่ในอำนาจ และร่างเพื่อให้ตัวเองต่อยอดอำนาจได้


ท่านผู้ชม สิ่งนี้คือสิ่งที่ผมพูด ผมไม่ใช่เจ้าลัทธิปฏิวัติ แต่ผมเป็นคนที่มองโลกบนโลกแห่งความเป็นจริง ผมไม่ได้เดินบนทุ่งลาเวนเดอร์ ผมไม่ใช่คนที่ตื่นมา เปิดหน้าต่าง แล้วบอกว่า โลกมันสวยเหลือเกิน ในขณะซึ่งข้างล่างตบตีกันจะตาย ไม่ใช่นะ ท่านผู้ชม อย่างน้อยฝรั่ง นิวยอร์กไทมส์ ก็อ้างอิงคำพูดของผมถูกต้อง ว่าการปฏิวัติไม่ใช่สิ่งที่เลวร้าย ถ้าปฏิวัติแล้วทำเรื่องราวให้ถูกต้อง


หลักการปกครองอาจจะมีว่า การกระจายอำนาจ การกระจายการศึกษาให้ลงไปสู่ท้องถิ่น รัฐธรรมนูญก็ต้องออกมาล้อหลักการปกครองนี้ว่า การศึกษาให้ลงไปสู่ท้องถิ่น บีบให้กระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งทำงานมาหลายสิบปีแล้ว แต่คุณภาพการศึกษาห่วยแตก คุณณัฏฐพล ทีปสุวรรณ เป็นรัฐมนตรีฯ กระทรวงศึกษาฯ มาจะสองปีแล้ว ไม่มีอะไรใหม่เลยแม้แต่นิดเดียว ก็ยังย่ำอยู่กับที่ ทำให้กระทรวงศึกษาฯ ค่อยๆ เล็กลงๆ แล้วให้แต่ละจังหวัดมีอำนาจในการบริหารการศึกษา บริหารการสาธารณสุข บริหารตำรวจ นี่ต่างหากท่านผู้ชม และนี่คือจุดเริ่มต้นของประเทศไทยที่ถ้าทำเช่นนี้แล้ว นี่คือการปฏิรูประบบราชการและการปกครองที่ยิ่งใหญ่ที่สุดตั้งแต่เคยมีมา โดยได้ฉันทามติจากทุกอฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยและทะเลาะกันมาไม่รู้กี่ปีแล้ว นี่คือสิ่งที่ผมพยายามจะพูด


ท่านผู้ชมที่มีจิตใจเป็นธรรมและฟังให้ดีๆ และหลายคนที่เป็นฝ่ายคัดค้าน ไม่เห็นด้วยกับผม กรุณาตั้งใจฟัง และฟังภาษาไทยให้ออกว่าความหมายของผมอยู่ตรงไหน แล้วสื่อมวลชนหลายคนที่งี่เง่า ขอให้ได้กระแนะกระแหนผม ชูเรื่องปฏิวัติอย่างเดียวว่าผมเป็นคนที่หนุนปฏิวัติ ให้เข้าใจสักนิดหนึ่ง ทุกอย่างที่ผมพูดมา ผมอธิบายได้หมด และผมคิดว่าอันหนึ่งต้องเลิกได้ เลิกมีอคติกับคนได้แล้ว มอง/ฟังข้อเสนอ ถามตัวเองว่า ข้อเสนอที่ผมเสนอมามีเหตุผลไหม อย่าไปยึดติดกับคำว่ารัฐประหารหรือปฏิวัติ


ท่านผู้ชมครับ บ้านเรามีรัฐประหารมา 13 ครั้ง ตั้งแต่ปี 2475 มีมาตลอด ไม่มีการรัฐประหารครั้งไหนที่รัฐประหารเพื่อที่จะปรับปรุง ปฏิรูป เปลี่ยนแปลงสังคมไทยให้ดีขึ้น ทุกๆ ครั้งที่ปฏิวัติจะเป็นการปฏิวัติเข้ามาในลักษณะ "สมบัติผลัดกันชม"

ท่านผู้ชมครับ หวังว่าสิ่งที่ผมชี้แจงไป คงจะทำให้กระจ่างขึ้นมาบ้างนะครับ


ผมอยากจะเล่าเรื่องเด็กคนหนึ่ง อายุ 19 ปี ในปีนี้ ชื่อ โทนี จง (Tony Chung) หรือชื่อภาษาจีนกวางตุ้งคือ จง ฮง-หล่ำ (Chung Hon-lam) เป็นเด็กอายุ 19 เป็นนักเคลื่อนไหวชาวฮ่องกง เขาเป็นเด็กนักก่อตั้ง จุดยืนสนับสนุน ขยับเอามวลชนออกมา โดยเอาเด็กมัธยมออกมา เพื่อต่อต้านในการที่จีนจะเข้ามามีบทบาทในฮ่องกง หรือประกาศให้ฮ่องกงเป็นเอกราชจากประเทศจีน หรือเป็นสาธารณรัฐฮ่องกงไป

เมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม ประมาณ 3 เดือนที่แล้ว จง ฮง-หล่ำ ถูกจับข้อหาแบ่งแยกดินแดน ฟอกเงิน สมคบคิดเผยแพร่เนื้อหาปลุกระดมให้เกิดการต่อต้านรัฐ โทษของเขาจะต้องถูกจำคุกระหว่าง 3 ปี ถึงตลอดชีวิต เขาเป็นนักเคลื่อนไหวทางการเมืองคนแรกที่ถูกดำเนินคดีภายใต้กฎหมายความมั่นคงฉบับใหม่ของจีน


ท่านผู้ชมครับ เรามาดูเส้นทางการเดินของโทนี จง หรือจง ฮง-หล่ำ ปีนี้อายุ 19 แต่เขาเคลื่อนไหวมาตั้งแต่สมัยอายุ 13-14 ตั้งแต่เรียนมัธยมแล้ว เขาเริ่มด้วยการต่อต้านชาวจีนที่อพยพมาพำนักในฮ่องกง ใช้แนวทางสุดขั้วแบบสายบู๊ ตอนนั้นกลุ่มของเขาถูกโดดเดี่ยว นักการเมืองฝ่ายประชาธิปไตยไม่กล้าออกหน้าสนับสนุนเต็มที่ เพราะเดิมการเคลื่อนไหวที่ฮ่องกง เดิมทียึดถือสันติ อหิงสา จนกระทั่งจุดเปลี่ยนในการประท้วงปีที่แล้ว ในประเด็นของการปลดแอกฮ่องกง เขาถึงขั้นประกาศเรียกร้องให้ตั้งสาธารณรัฐฮ่องกง เมื่อประท้วงไปแล้ว ประท้วงแบบอหิงสา เขามองว่าไม่ใช่คำตอบ

เมื่อปี 2557 คนฮ่องกงประท้วงกันขึ้นมา โดยใช้หลักอหิงสา ประท้วงร่ม ประท้วงโน่นประท้วงนี่้ ประท้วงในพื้นที่ธุรกิจใจกลางเมืองฮ่องกง ทำให้ระบบคมนาคมเป็นอัมพาตถึง 79 วัน แต่ก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น เพราะฉะนั้นแล้ว ในที่สุดการประท้วงปี 2562 เมื่อปีที่แล้ว ก็เลยเปลี่ยนมาเป็นสายบู๊ โทนี จง ก็เลยมีบทบาทอย่างชัดเจน เขานำคนไปเผาบ้านเมืองจนเป็นจลาจล ไปทำลายสถานที่ต่างๆ และไปทำร้ายผู้คนที่เห็นต่าง พอรัฐบาลจีนใช้กฎหมายความมั่นคงเข้ามาในฮ่องกง องค์กรต่างประเทศที่อยู่เบื้องหลังการประท้วงสลายตัวทันทีเลย หนีไปเลย แกนนำหลายคนหนีไปต่างประเทศ เกมประท้วงอย่างรุนแรงเป็นตัวเร่งกฎหมายความมั่นคงในจีน ท่านผู้ชมครับ น่าสนใจมาก ผมจะเล่าให้ฟัง


พอเขาโดนคดีปั๊บ จง ฮง-หล่ำ หรือโทนี จง เขายอมรับแล้วนะวันนี้ ว่าเขาประเมินผิดไป ประเมินผิดว่าการเดินเกมประท้วงรุนแรง ผลักให้รัฐบาลปักกิ่งปิดเกมด้วยกฎหมายความมั่นคง ท่านผู้ชมครับ เขาบอกว่า แทนที่จะได้เสรีภาพ แต่สถานการณ์ในฮ่องกงวันนี้กลับเข้มงวดยิ่งกว่าเดิม ยิ่งกว่าสมัยที่ยังไม่มีการประท้วง หรือกล่าวอีกนัยหนึ่ง เขายอมรับว่า สมัยก่อนประท้วง เสรีภาพในฮ่องกงมีมากดีพอสมควร สมัยก่อนยังถกเถียงกันได้ ชุมนุมกันได้ แต่วันนี้ได้แต่ก้มหน้ายอมรับ ว่าทำอะไรไม่ได้แล้ว

นี่เป็นคำพูดของเขานะครับ ผมจะอ่านให้ฟัง "กฎหมายความมั่นคงทำให้ประชาธิปไตย เสรีภาพ สิทธิปกครองตัวเองของฮ่องกงถูกบีบคั้นอย่างหนัก เอกราชฮ่องกงยิ่งห่างไกลความเป็นจริง ถ้าย้อนเวลากลับไปได้ ผมจะเลือกที่จะรักษาเสรีภาพเท่าที่ฮ่องกงเคยมีเอาไว้ก่อน" ท่านผู้ชมครับ วันนี้ จง ฮง-หล่ำ รู้แล้วว่าเขาถูกโดดเดี่ยวในโลกประชาธิปไตย ครอบครัวเขาตัดขาด แนวร่วมลี้ภัยไปต่างประเทศหมดแล้ว มวลชนลืมเลือนหมดเลย พ่อแม่ของโทนี จง หรือจง ฮง-หล่ำ แยกทางกันเมื่อเขายังเด็ก อาศัยอยู่กับปู่ แต่หลังจากการเคลื่อนไหวทางการเมือง เขาก็เริ่มห่างเหินกับครอบครัวของเขามากยิ่งขึ้น จนกระทั่งเดี๋ยวนี้ เขาลำบากมาก เขาติดต่อกับใคร ไม่มีใครติดต่อกลับเขาเลย พยายามติดต่อพ่อกับปู่ แต่ทั้งคู่ก็ไม่ยอมติดต่อ ท่านผู้ชม เขาพูดอย่างไร ? เขาบอกว่า ผมกับพ่อมีแนวคิดทางการเมืองแตกต่างกัน แต่ที่ผมเสียใจคือ ยังไงผมก็เป็นลูก หลังได้ประกันตัว พ่อไม่เคยมาดูดำดูดี เหมือนหายสาบสูญไปจากโลกนี้ พ่อแม่คนอื่นถึงแม้จะเห็นต่างกับลูก แต่เมื่อลูกถูกจับก็ยังมาเยี่ยมเยียน เรื่องนี้ทำให้ผมแปลกใจ แต่ก็ไม่ถึงกับเสียใจมากนัก"


ตอนนี้จง ฮง-หล่ำ พักอยู่กับเพื่อน เงินที่ได้รับจากการบริจาคร่อยหรอลงทุกวัน ปีที่แล้วก็ลาพักการเรียนเพื่อทุ่มเทให้กับการประท้วง ตอนนี้เขามีคดีติดตัวมากมาย เหมือนกับเด็กที่ประท้วงอยู่ในประเทศไทย ท่านรองผู้บัญชาการตำรวจนครบาลบอกแล้วว่า แต่ละคนมีอยู่ 80 คดี จง ฮง-หล่ำ ก็เลยไม่คิดว่าเขาจะกลับไปเรียน ท่านผู้ชมครับ สิ่งที่ทำให้เขาทุกข์ใจมากที่สุดคือ เพื่อนร่วมอุดมการณ์หลายคนหนีออกจากฮ่องกง บางคนต้องคดีจำคุก คนฮ่องกงหลีกเลี่ยงที่จะข้องแวะกับการเมือง เหมือนกับละเลยการเสียสละของเขา ไม่เห็นคุณค่าเลยแม้แต่นิดเดียว จิตใจคนมันเปลี่ยน เพราะฉะนั้นแล้ว ที่้เย้วๆ กันอยู่ในที่ชุมนุมนี่นะ พอวันหนึ่งเกิดเรื่องเกิดราว พอผ่านไปสักพักหนึ่ง เขาลืมหมดแล้วท่านผู้ชม เขาลืมคำพูดที่บอกว่า มันต้องจบในรุ่นเรา เขาลืมหมด จง ฮง-หล่ำ บอกว่าปีที่แล้วคนฮ่องกงยังร่วมใจกันออกมาสู่ท้องถนน แต่ตอนนี้ไม่มีใครออกมาเรียกร้องอีกเลย พอเขาถูกจับ สภาพหดหู่มาก คิดลี้ภัยก็ไม่ทันแล้ว เขาทำอะไรไม่ได้เลย เขาต้องไปหาหมอ เพราะเป็นโรคซึมเศร้า ปรากฏว่า วันที่ 29 ตุลาคม จง ฮง-หล่ำ กำลังจะเข้าไปขอลี้ภัยในสถานกงสุลสหรัฐฯ ประจำฮ่องกง แต่ถูกปฏิเสธ เขาเลยถูกถอนประกันตัว เลยต้องใช้ชีวิตอยู่ในเรือนจำ


ท่านผู้ชมครับ หลังจากที่ถูกจับดำเนินคดี จง ฮง-หล่ำ ได้คิดใหม่ เขาบอกว่า "เราอาจจะปลอบใจตัวเองว่าชนะแล้ว ที่ทำให้รัฐบาลถอนร่างกฎหมายส่งผู้ร้ายข้ามแดนได้ แต่ว่าเพื่อนร่วมอุดมการณ์ถูกจับกุมจำนวนมากสูญสิ้นทุกสิ่ง ผมไม่คิดว่านี่จะเรียกได้ว่าเป็นชัยชนะ" โทนี เขาบอกว่า "การประท้วงที่ไม่มีแกนนำ ทำให้ผู้ประท้วงไม่อาจสร้างความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันได้" และในที่สุด จง ฮง-หล่ำ อายุ 19 ปี ก็ถึงแก่สัจธรรมว่า บางเรื่องต้องรอเวลาที่เหมาะสม แต่ไม่รู้ว่าเวลานั้นจะมาถึงเมื่อไร

นี่คือเรื่องของ จง ฮง-หล่ำ คนที่ประท้วงอยู่ภายใต้การสนับสนุนขององค์กรต่างชาติ แน่นอนที่สุด สหรัฐอเมริกามาหมายเลข 1 และพอจีนเอากฎหมายความมั่นคงเข้ามา องค์กรต่างๆ หนีไปหมดเลย ถอนตัวออกจากฮ่องกง สถานกงสุลสหรัฐฯ ก็ปิดประตู ไม่ยุ่งเกี่ยวแล้ว เพราะถ้าไปยุ่งเกี่ยว ถ้าไปรับ จง ฮง-หล่ำ เข้ามาลี้ภัยได้ ก็เท่ากับประกาศตัวเป็นศัตรูกับประเทศจีน หรือประเทศจีนอาจจะมีคำสั่งให้ปิดสถานกงสุลสหรัฐฯ ในฮ่องกง จง ฮง-หล่ำ มีตัวแทนของ จง ฮง-หล่ำ เยอะแยะไปหมดบนเวทีที่เราเห็นกันตามที่ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นที่ลานพญานาค ที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย หลายๆ ที่ หลายๆ แห่ง ไม่ว่าจะเป็นที่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ ไม่ว่าจะเป็นสี่แยกราชประสงค์ ตอนนั้นฮึกเหิมมาก ผมเคยบอกแล้วว่าเวลาประท้วงกันของมันขึ้น องค์มันลง พูดอะไรไม่เคยคิด ไม่เคยใช้สติ เหมือนอย่างนายอานนท์ นำภา วันนี้บ้าบอคอแตกไปหมดแล้ว ที่บอกว่าเรียกร้อง 3 ข้อ ถ้าต้องทิ้ง 2 ข้อ ยอมทิ้ง แต่ข้อที่ 3 คือการปฏิรูป (การล้มล้าง) สถาบันกษัตริย์ ไม่ทิ้ง ยังยืนหยัดอยู่ ผมเริ่มเห็น นายอานนท์ นำภา จะเริ่มคล้าย จง ฮง-หล่ำ


เราผ่านเรื่อง จง ฮง-หล่ำ ไปนิด เรามาใกล้ๆ ตัวนิดหนึ่ง ผมคิดว่าเรามาเอาคนที่ใกล้ๆ กับ จง ฮง-หล่ำ เราเอาคนอย่างเช่น เพนกวิน - พริษฐ์ ชิวารักษ์ รุ้ง - ปนัสยา สิทธิจิรวัฒนกุล ไมค์ - ภาณุพงศ์ จาดนอก ชลธิชา แจ้งเร็ว หรือลูกเกด คน 4 คนนี้ โชคดีกว่า จง ฮง-หล่ำ มาก เพราะประเทศไทยไม่มีกฎหมายความมั่นคงที่รุนแรงแบบประเทศจีน มีแต่มาตรา 116 แต่ก็ยังเป็นลักษณะที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 พระองค์ท่านให้สัมภาษณ์ CNN ว่า เมืองไทยคือเมือง compromise เรา compromise ไงครับ เอ้า จับเด็กไป ฝากขัง ยื่นต่อศาลว่าคัดค้านการประกันตัว แต่ศาลก็มีเมตตา ประนีประนอมให้ปล่อยตัวออกมา


ท่านผู้ชมครับ ล่าสุดมีข่าวว่าเด็ก 4 คนนี้ โชคดีกว่า จง ฮง-หล่ำ เพราะว่าได้แอบไปขอวีซ่าและขอลี้ภัยไปอยู่สหรัฐอเมริกาเรียบร้อยแล้ว 4 คนนี้ และที่สำคัญคือ CIA รับรองด้วย ท่านผู้ชม ข้อมูลนี้มาจากไหน ? ข้อมูลนี้มาจากแวดวงกรรมาธิการการต่างประเทศในสภาฯ และคนที่เอาข้อมูลนี้มาเปิดก็คือ ผศ.ดร.อานนท์ ศักดิ์วรวิชญ์ อาจารย์ประจำคณะสถิติประยุกต์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ หรือนิด้า


ท่านบอกชัดเจนเลยว่า เนื่องจากว่ามีกรรมาธิการการต่างประเทศ มีหน้าที่ตรวจสอบกระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงการต่างประเทศมีหน้าที่รายงานเรื่องราวต่างๆ ให้กับกรรมาธิการชุดนี้ แล้วก็มารายงานด้วยว่า เด็กสี่คนนี้ ที่ผมเอ่ยชื่อไป ได้ยื่นเรื่องไปขอลี้ภัยในสหรัฐอเมริกา แล้วก็ CIA รับรอง


คือเรียกว่ามาด้วยกัน ก็จะไปด้วยกันครบทีม ก็ว่าที่จริงแล้วหลังจากกระทรวงการต่างประเทศติดตามและทราบเรื่อง เขาทราบเรื่องดีนะครับว่าใครไปขอวีซ่าอะไร ที่ไหน ก็ไม่ได้แสดงท่าที เขาไม่ได้คัดค้าน ใครอยากไปก็ไป นี่คือประเทศไทย แต่ผมอยากให้เด็กพวกนี้ไป เพราะอะไร ? เด็กพวกนี้ถ้าไปอเมริกาในช่วงนี้ อาจจะหนีคดีไป ไม่เป็นไร พ่อแม่ส่งเงินไป เพราะเขาไปเรียนหนังสือต่อ และผมเชื่อว่าองค์กร CIA หรือองค์กรต่างประเทศที่อเมริกาก็จะให้เงินสนับสนุนในการเรียนหนังสือคนพวกนี้ เพื่อปลูกฝังผลไม้พิษพวกนี้เอาไว้ในอเมริกา พอรอวันหนึ่ง เมื่อเหตุการณ์สุกงอมจะได้ส่งผลไม้พิษนี้กลับมาในเมืองไทยอีกครั้งหนึ่ง แต่ผมอยากให้ไปเพราะอะไรรู้ไหมท่านผู้ชม ?


ท่านผู้ชม ผมเรียนอเมริกามาเกือบสิบปี 9-10 ปี ผมอยู่ที่อเมริกาตั้งแต่สมัยที่เด็กพวกนี้ยังเป็นวุ้นอยู่ที่ไหนก็ไม่รู้ เผอิญผมเรียนทางประวัติศาสตร์ ผมรู้เช่นเห็นชาติของประเทศอเมริกา รู้เช่นเห็นชาติของการใช้พลานุภาพ แสนยานุภาพทางทหาร ไปรุกคืบ ไปรังแก ไปยึดครองสถานที่ต่างๆ ทั่้วโลก ผมรู้ข้อมูลว่าเขามีฐานทัพอยู่ทั่วโลกประมาณ 600-800 แห่ง ผมเห็นความเหลื่อมล้ำต่ำสูงตั้งแต่สมัย 40 กว่าปีที่แล้ว ไม่ใช่เพิ่งตอนนี้ ความกีดกันชนที่ไม่ใช่ผิวขาว ทั้งผิวดำ ผิวเหลือง หรือเม็กซิกัน ผิวขาวต้องมาเป็นใหญ่ ผมอยู่ในพื้นที่ๆ ได้เห็นการรังเกียจผิว การรังเกียจชนชั้นที่ไม่ใช่คนผิวขาว ไม่ใช่คนอเมริกัน และผมเห็นความยิ่งใหญ่ที่เขาพยายามอวยตัวเขาเองของคนผิวขาว ผมเรียนที่อเมริกามา 9 ปี แต่ผมกลับมาแล้ว ผมดูเหตุการณ์แล้ว ผมไม่ชอบอเมริกา เพราะคนอเมริกันเป็นคนที่อยู่ด้วยผลประโยชน์ ถ้ามีผลประโยชน์ให้ เป็นเพื่อน ถ้าไม่มีผลประโยชน์ให้เขา แล้วถ้าเขาต้องการผลประโยชน์อะไรจากเรา เราก็เป็นศัตรูของเขาทันที


ผมอยากให้พวกเพนกวิน ไมค์ ลูกเกด หรือรุ้ง ไปเลย ไปเรียนเลย ไปเรียน ผมเชื่อว่าเขาอาจจะเลือกเรียนที่มหาวิทยาลัยวิสคอนซิน ซึ่งคุณธงชัย วินิจกุล อดีตคนที่หนีเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ แล้วก็ไปเรียนหนังสือที่วิสคอนซิน แล้วก็เป็นหนึ่งในตัวตั้งตัวตีในการล้มล้างสถาบันกษัตริย์ อยู่ที่มหาวิทยาลัยวิสคอนซิน


ท่านผู้ชมครับ อเมริกานี่มีสถาบันไทยศึกษา (Thai Studies) หลายแห่ง คอร์เนลก็มี วิสคอนซินก็มี ฮาร์วาร์ดก็มี ซึ่งคนที่ก่อตั้งคือคนที่หวังดีที่จะใช้สถาบันไทยศึกษานี้เพื่อให้ฝรั่งเข้ามาเรียนรู้ สร้างสายสัมพันธ์ที่ดีกับประเทศไทย แต่กลับกลายเป็นว่า อาจารย์ทั้งหลาย หรือคนที่เรียนอยู่สถาบันไทยศึกษานั้น กลับทำตัว ใช้สถาบันไทยศึกษาเป็นการให้ข้อมูลที่ทำร้ายทำลายชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์มาตลอเวลา แต่ผมอยากให้ทั้งสี่คนไป เพราะอะไร ? ผมอยากให้เขาไปดูประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นประเทศที่เขาเทิดทูน เป็นประเทศในอุดมคติในเรื่องของประชาธิปไตย ผมอยากให้ดูการฆ่ากันระหว่างคนผิวดำกับตำรวจชาวผิวขาว ผมอยากให้ดูประชาธิปไตยอเมริกา ซึ่งมันล้มเหลว พังทลายไปหมด ผมอยากให้ไปดูคนอเมริกาชนชั้นกลางที่กลายเป็นคนจน ผมอยากให้ไปดูคนอเมริกาที่ไม่มีเงินซื้อประกันสุขภาพ นอนตายอยู่ข้างถนน ไม่เหมือนเมืองไทย 30 บาท เข้าได้ทุกโรงพยาบาล รักษาได้ทุกโรค และผมอยากให้ดูคนอเมริกาที่เข้าแถวในซูเปอร์มาร์เก็ต แล้วใช้สแตมป์อาหารที่เขาแจกให้คนจนกิน เมืองไทยไม่ได้มีอดอยากถึงขนาดนั้น ผมอยากให้ไปดูชุมชนที่มันสกปรก เป็นสลัม ผมอยากให้ไปดูว่าการค้ายาเสพติดเป็นอย่างไร และผมอยากจะให้ดูว่าความแตกต่างระหว่างคนจนในอเมริกา กับคนรวยในอเมริกา ซึ่งส่วนใหญ่เป็นคนผิวขาว มันต่างกันขนาดไหน และนี่คือประชาธิปไตยของอเมริกาที่เขาใฝ่ฝันมานานแล้ว ไปเถอะ ผมคนหนึ่ง จะสนับสนุน และผมไม่อยากให้รัฐบาลห้ามเขา ให้เขาไปเถอะ เพียงแต่เขายื่นขอลี้ภัย เมื่อยื่นขอลี้ภัยแล้ว เขาก็ไม่มีสิทธิ์กลับมาเมืองไทยแล้ว ไปเลย ไปลี้ภัยที่นั่น ไปสัมผัสประเทศที่คุณคิดว่าเป็นบิดาบังเกิดเกล้าในเรื่องประชาธิปไตย แล้วคุณจะรู้ว่าประชาธิปไตยในสายตาตะวันตก หรือสายตาอเมริกานั้น มันเป็นเรื่องหลอกลวงทั้งเพ

คนผิวขาวอาจจะมีประชาธิปไตย คนมีเงิน มีประชาธิปไตย แต่คนอย่างพวกคุณนี่ ผิวเหลือง และคุณไปคุณก็ไม่ได้ต่างกว่าผู้ลี้ภัยหลายคนที่อยู่ที่นั่น จอม เพชรประดับ ไง


วันนี้มีอาชีพคือขับรถอูเบอร์ เพื่อทำมาหากิน หาเงินหาทองมาเลี้ยงตัวเอง ไหนล่ะ ไปสิ คุณไปหาสวรรค์ของคุณ ไปหาสิทธิของคุณ แล้วคุณก็ไปดูกับตาคุณเองเลย แล้วคุณก็ไปสัมผัสกับตัวคุณเองในเรื่องความเท่าเทียมกัน ในระหว่างความเป็นมนุษย์กับมนุษย์ ในฐานะคุณเป็นคนไทย กับในฐานะคุณเจอคนผิวขาว คุณจะเห็นสายตาที่เขามองคุณอย่างเหยียดหยาม ไปเลยครับ อย่างน้อยคุณก็ยังโชคดีกว่านาย จง ฮง-หล่ำ


จง ฮง-หล่ำ ที่ผมเอารูปขึ้นไปคราวที่แล้ว วันนี้ข้าวจะกินยังไม่มีเลย พ่อกับแม่ก็ไม่มี ปู่ก็ไม่ติดต่อ คนอย่าง จง ฮง-หล่ำ และคนอย่างเพนกวิน ไมค์ เกด รุ้ง มีอยู่เยอะเลย รวมไปจนถึงเด็กมัธยม รวมทั้งเด็กที่เป็นลูกของ ดร.มานะ รองอธิการบดีฝ่ายกิจการพิเศษ ซึ่งสอนอยู่ที่มหาวิทยาลัยหอการค้า อยู่ในกลุ่มคนพวกนี้ทั้งนั้น แต่อย่างน้อยลูกของ ดร.มานะ เขายังมี ดร.มานะ อยู่ และเขายังมีแม่ของเขา ซึ่งรักเขามาก แต่ จง ฮง-หล่ำ นี่ไม่มีใครเลย ผมเชื่อว่ารุ้ง ไมค์ เพนกวิน ตลอดจนลูกเกด ก็มีพ่อมีแม่ แต่คุณตัดสินใจแล้วว่าคุณจะไปทางนี้ คุณต้องไปให้สุดซอย ท่านผู้ชมเห็นหรือยังครับ คนสองกลุ่ม กลุ่มหนึ่งฮ่องกง กลุ่มหนึ่งประเทศไทย จบลงด้วยคล้ายๆ กัน กลุ่มประเทศไทยโชคดีหน่อย เพราะว่า CIA และอเมริกายังมีความหวังในประเทศไทยที่ตัวเองจะเข้ามาก่อกวนได้ต่อ ก็เลยใช้คน 4 คนนี้เป็นเชื้อ เอาล่ะ ตอนนี้ยังไม่สำเร็จ ไม่เป็นไร เพราะว่าวันนั้นประชาชนที่ใส่เสื้อเหลือง ที่จงรักภักดีต่อพระมหากษัตริย์ได้ออกมาอย่างล้นหลามเลย CIA ก็อาจจะบอกว่ารอไว้ก่อนแล้วกัน เอาสองคนนี้ไปเก็บไว้

ท่านผู้ชมรู้ไหม ผมจะเล่าตำนานให้ฟังเรื่องหนึ่ง สมัยที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 ยังทรงพระชนม์ชีพอยู่ หลังจากการที่มีการเลี้ยงฉลอง น่าจะเป็น 60 ปีของการครองราชย์ ทูตอเมริกาคนหนึ่ง ชื่อ บอยซ์ หมอนี่พูดภาษาไทยคล่องมากเลย จะติดต่อกับคนภายในวงใน ติดต่อกับองคมนตรีบ้าง ติดต่อกับคนที่ใกล้ชิดกับสำนักพระราชวังบ้าง จะพูดในทำนองที่ว่าสถาบันกษัตริย์อยู่ไม่ได้แล้ว ตลอดเวลา แล้วก็แอบสนับสนุนคนที่ต่อต้านสถาบันกษัตริย์ นายบอยซ์ คนที่อยู่ในนี้จะรู้เรื่องนี้ดี คนพวกนี้ หมอนี่จะไปคุยกับพลเอก ไปคุยกับองคมนตรีบางคน แล้วก็ในขณะเดียวกันก็จะเชื่อมโยงกับหน่วยงานต่างๆ ของสหรัฐอเมริกา เพื่อที่จะหาทางโจมตีประเทศไทย โดยเป้าหมายอยู่ที่สถาบันกษัตริย์ แล้วท่านผู้ชมรู้ไหมว่าเกิดอะไรขึ้นในวันหนึ่ง ? วันเฉลิมพระชนมพรรษา ที่พระองค์ท่านออกสีหบัญชร ท่านผู้ชมบางท่านอาจจะเคยไป ผมไปนั่งอยู่ข้างหน้า แล้วพระองค์ท่านออกมา ทะเลเสื้อสีเหลืองเต็มไปหมดเลย จำวันนั้นได้ไหม เดี๋ยวผมจะเอารูปเก่าๆ ให้ดู


ตั้งแต่ลานพระรูปฯ ลามมาจนกระทั่งพระที่นั่งอนันตสมาคม ยาวมาจนถึงราชดำเนินนอก ราชดำเนินใน มองไปที่ไหนซ้าย-ขวา หน้า-หลัง มีแต่ทะเลสีเหลือง ท่านผู้ชมรู้ไหมว่าเกิดอะไรขึ้น บอยซ์ มันประสาทแดก แทบตกเก้าอี้ มันรีบกลับมาเมืองไทยเลย เกิดอะไรขึ้นๆ ทำไมในหลวงถึงมีคนนิยมชมชอบมากขนาดนี้ มันตรงกันข้ามกับที่ผมได้ข่าวมา มันก็เลยเปลี่ยนท่าทีที่มีต่อสถาบันกษัตริย์ทันที และที่มีต่อประเทศไทย


นั่นคือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ไม่มีใครเล่า ผมเล่าให้ฟัง แต่คนที่อยู่ในเหตุการณ์มี ผมมีประจักษ์พยานหมด ถามเขาได้ คนๆ หนึ่งซึ่งเป็นพยานให้ คือคุณชัชวาลย์ ชาติสุทธิชัย เพราะคุณชัชวาลย์ รู้จักนายบอยซ์ ดี ท่านผู้ชมเห็นหรือยัง นี่คือ The United States of America สหรัฐอเมริกา ในด้านหนึ่ง ประธานาธิบดีบริหารงานไป แต่อีกทางด้านหนึ่ง ในทางลับ มันก็ใช้ CIA ใช้องค์กรต่างๆ เพื่อมาทำลายล้างองค์กรหรือสถาบันต่างๆ ของประเทศไทย เพื่อผลประโยชน์ของมันเอง ท่านผู้ชม วันนี้มาพูดเอาความจริง และเอาข้อเท็จจริงมาให้ดู


เรื่องของเด็กสี่คนที่ไปขอวีซ่า ผมคิดว่า ผศ.ดร. อานนท์ พูดไม่ผิดหรอกครับ มีจริง และคนพวกนี้ก็พร้อมจะทิ้งทั้งหมดเลย แล้วไปอยู่อเมริกา คนพวกนี้พร้อม เขาถึงไม่เดือดร้อนอะไรไง ตอนนี้ แล้วพวกลูกๆ หลานๆ ของท่านผู้ชมหลายคนที่ไปเย้วๆ อยู่น่ะ สามารถที่จะไปขอลี้ภัยไปอเมริกาได้ไหม ไม่ได้หรอก เขาเลือกคน เพราะสี่คนนี้คือคนที่เขาบ่มเพาะมา เขาบ่มเพาะ เขาฝึกอบรมมา เขาปลูกฝังความคิดของเขาใส่คนพวกนี้ แล้วถึงเวลาแล้วก็รักษาม้ารักษาเรือพวกนี้เอาไว้ เอาไปอยู่อเมริกา เพราะอายุยังน้อยอยู่นี่ พวกนี้มองอะไรไกล ถ้าเรียนมหาวิทยาลัย อย่างมากก็ปี 2 ปี 3 ไปเรียนหนังสือต่อที่นั่น ไปปลูกฝัง แล้ววันหนึ่งค่อยส่งกลับมา

ท่านผู้ชมครับ เมื่อประมาณ 2-3 วันที่ผ่านมานี้ มีข่าวที่อยู่ในวงการสื่อมวลชน วงการโทรทัศน์ ซึ่งท่านผู้ชมหลายท่านที่ไม่ค่อยจะรู้เรื่องต่างๆ เหล่านี้อาจจะไม่ค่อยเข้าใจ แต่ถ้าเอ่ยชื่อ คุณอัญชะลี ไพรีรัก คุณสันติสุข มะโรงศรี คุณฉาย บุนนาค คุณสนธิญาณ ชื่นฤทัยในธรรม แล้วก็คุณกนก รัตนวงศ์สกุล ท่านผู้ชมก็อาจจะเคยได้ยินชื่อและอาจจะรู้จักและให้ความสนใจ


ข่าวที่เล่าให้ฟังนี้คือข่าวของการยกทีมลาออกของคุณอัญชะลี ไพรีรัก และคุณสันติสุข มะโรงศรี ส่วนคุณสนธิญาณ นั้น เคยลาออกไปนานแล้ว สักพักหนึ่ง แต่ว่าในช่วงที่ลาออกในช่วงนั้นไม่ทราบว่าเป็นอย่างไร จริงหรือไม่จริงก็ไม่รู้ คุณสนธิญาณ ก็ยังอยู่ข้างในเครือเนชั่น ช่อง 22 เพื่อดูแลการงานต่อไป โดยเป็นผู้ที่บริหารงานที่แท้จริง ไม่ใช่คุณฉาย บุนนาค ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ จะเล่าเรื่องพวกนี้ให้ฟัง ท่านผู้ชมจะได้เข้าใจภูมิศาสตร์ของวงการโทรทัศน์ และภูมิศาสตร์และเส้นทางเดินของคนที่อยู่ในวงการนี้ หลายๆ อย่าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงที่มีการประท้วงกันของเด็กเมื่อตั้งแต่เดือนสิงหาคม จนกระทั่งถึงปัจจุบันนั้น เนชั่น ช่อง 22 ได้กลายเป็นเป้าที่ถูกฝ่ายตรงกันข้าม คือฝ่ายเด็กๆ โจมตีว่าเป็นคนที่กึ่งๆ (ไร้ยางอาย) สมมุติว่าพูดกันส่วนตัว เด็กก็จะพูดกันอย่างนี้


ก่อนที่จะถึงเรื่องราวต่างๆ นี้ ต้องเล่าที่มาที่ไปของเนชั่น ช่อง 22 ก่อน กลุ่มเนชั่น ช่อง 22 ได้เริ่มทำงานมาตั้งแต่ต้น จากการที่เป็นหนังสือพิมพ์ภาษาอังกฤษ NATION ซึ่งตอนหลังถูกคณะปฏิวัติยุคสมัย พล.ร.อ.สงัด ชลออยู่ ยึดอำนาจแล้วก็ปิดไป ก็เลยมาออกใหม่ ชื่อ Nation Review เปลี่ยนชื่อใหม่ โดยมีผู้ถือหุ้นรายใหม่เข้ามา แต่คนที่อยู่เนชั่นมาตั้งแต่ต้น จนถึงปัจจุบัน และลาออกไปในที่สุด ก็คือ คุณสุทธิชัย หยุ่น

คุณสุทธิชัย หยุ่น นั้น เดิมทีอยู่หนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ แล้วก็มาสร้างหนังสือพิมพ์ The NATION ในทำนองว่า อยากจะทำหนังสือพิมพ์ภาษาอังกฤษที่ทำโดยคนไทย


ห้าสิบปีที่ผ่านมาของเนชั่นนั้น ก็ผ่านร้อนผ่านหนาว ผ่านอะไรต่ออะไรหลายอย่างมา เนชั่นก็พยายามพูดว่าตัวเองนั้นเป็นมืออาชีพ ก็คือตัวเองเป็นกลาง แต่ว่าอย่างที่ผมเรียนให้ท่านผู้ชมทราบว่า ผมคนหนึ่งที่บอกว่า สื่อมวลชนจะเป็นกลางไม่ได้ สื่อมวลชนนั้นต้องเลือกข้าง นับตั้งแต่ผมเข้ามาทำ ASTV แล้วผมก็บอกว่าสื่อ ASTV นั้น เป็นสื่อเลือกข้าง เอาล่ะ ไม่เป็นไร


ส่วนคุณฉาย บุนนาค นั้น โดยพื้นฐานแล้วก็เป็นคนที่ร่ำรวยขึ้นมาจากการลงทุนในหลักทรัพย์ หรือที่ชาวบ้านเขาเรียกว่า นักเล่นหุ้น แล้วก็มีอยู่พักหนึ่ง ในการเล่นหุ้นในตลาดหลักทรัพย์นั้น คุณฉาย เป็นพันธมิตร คนใกล้ชิดของคุณกำพล ซึ่งเป็นเจ้าของ Victoria Secret ซึ่งเป็นสถานออาบอบนวด แล้วตอนหลังถูกเจ้าหน้าที่ไปทลายแหล่ง ข้อหาที่มีเด็กอายุต่ำกว่า 18 ปี เข้ามาทำงาน ค้ามนุษย์ จนกระทั่งคุณกำพล ต้องหนีออกต่างประเทศไป หนีหมายจับไป


ในช่วงนั้น คุณกำพล กับคุณฉาย บุนนาค มีความสนิทสนมกันมาก เรียกว่าขอยืมเงินไปใช้ซึ่งกันและกัน แต่ส่วนใหญ่ 90 เปอร์เซ็นต์ หรือ 100 เปอร์เซ็นต์ จะเป็นเรื่องที่คุณฉาย เอาเงินคุณกำพล มาทำก่อน ซึ่งคุณกำพล ก็เคยให้คนยืมเงินไปหลายคน ไม่เว้นแม้กระทั่งคนอย่าง พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ก็เคยยืมเงินคุณกำพล ไปใช้เช่นกัน แล้วก็อ้างว่าได้คืนไปให้เรียบร้อยแล้ว หลายร้อยล้านบาท

ทั้งหมดนี้ก็เกิดขึ้นจากที่คุณฉาย เล่นหุ้นอยู่ แล้วก็มีคดีความในเรื่องของการปั่นหุ้นที่อยู่ในกองบังคับการปราบปรามอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ และอยู่ในดีเอสไอ ตอนหลัง แล้วก็มีหลายคดีที่คุณฉาย ถูกสั่งไม่ฟ้อง โดยที่ทางดีเอสไอก็สั่งไม่ฟ้อง และอัยการก็สั่งไม่ฟ้อง ก็เอาเป็นว่า ถ้าชื่อคุณฉาย บุนนาค ขึ้นมาแล้ว ในวงการก็รู้ว่าเป็นนักลงทุนในหลักทรัพย์ตัวยง หรืออย่างที่ผมเรียกว่า นักเล่นหุ้น นั่นเอง


คุณฉาย เริ่มเข้ามาอยู่ในวงการสื่อมวลชนโดยทำสถานีเคเบิลทีวี ชื่อ SPRING NEWS ในการทำ SPRING NEWS นั้น ตอนแรกๆ จุดยืนของ SPRING NEWS ก็ไม่มีอะไร ก็เป๋ไปเป๋มา อาจจะเป็นเพราะว่า หนึ่ง คุณฉาย ก็น่าเห็นใจ เพราะว่าเป็นคนที่ไม่ค่อยรู้เรื่องสื่อเท่าไรนัก เอาความพอใจของตัวเองเป็นที่ตั้ง วันดีคืนดีเห็นว่าทางฝ่ายคุณทักษิณ ทำดี ก็ไปเชียร์คุณทักษิณ วันดีคืนดีก็มาวิพากษ์วิจารณ์คุณทักษิณ ไม่เป็นไรครับ

ทีนี้ คุณฉาย เป็นคนที่ส่วนตัวมีความทะเยอทะยานสูง คุณฉาย มีความรู้สึกว่าการที่ทำสื่อมวลชนนั้น คุณฉาย คิดง่ายๆ ว่าการทำสื่อนั้น ถ้าสื่อมีอำนาจ มีอิทธิพลสูงพอสมควร สื่อก็สามารถจะเป็นการลงทุนที่ฉลาด โดยที่ลงทุนในสื่อ แล้วทำให้สื่อมีชื่อเสียงโด่งดังขึ้นมาได้ สื่อก็สามารถที่จะปกป้องอะไรต่ออะไรที่คุณฉาย มีคดีอยู่ในขณะนั้น แต่ว่าผมก็ไม่ทราบว่าในข้อเท็จจริงเป็นเช่นนั้นหรือเปล่า แต่ที่แน่ๆ คุณฉาย รู้สึกจะมุ่งมั่นในเรื่องสื่อนี้มาก

จนกระทั่งวันหนึ่ง คุณฉาย ตัดสินใจว่าน่าที่จะกระโดดขึ้นชั้นไป เรียกว่านั่งลิฟต์ขึ้นไปเลย แทนที่จะมีสถานีโทรทัศน์ผ่านดาวเทียม เคเบิลทีวี ที่ชื่อ SPRING NEWS แล้วคุณฉาย กลับมองไปที่กลุ่มเนชั่น เพราะกลุ่มเนชั่นในขณะนั้นก็ประสบปัญหาในเรื่องการเงินมาก ที่พูดนี่ไม่ได้แปลว่า SPRING NEWS จะมีเงินมีทองนะครับ หรือจะร่ำรวยจากกิจการต่างๆ แต่ว่า SPRING NEWS นั้นมีเงินมีทองซึ่งคุณฉาย ควักเงินส่วนตัวลงไป ถ้าเงินไม่พอเดือนไหน หรือช่วงไหน ก็จะขอยืมเงินคุณกำพล มาลงก่อน แต่ว่าในที่สุดแล้ว คุณฉาย ก็ตัดสินใจว่าน่าจะไปเทคโอเวอร์เนชั่น เพราะว่าเนชั่นมีทุกอย่างพร้อมหมด เนชั่นมีหนังสือพิมพ์คมชัดลึก เนชั่นมีหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ เนชั่นมีสถานีโทรทัศน์ เนชั่นมีโน่นมีนี่ มีอาคารของตัวเอง


แต่ว่าเนชั่นก็มีหนี้สินอยู่เยอะแยะมาก แทบจะไม่สามารถเซอร์วิสหนี้ได้ปีต่อปี ต้องหาทางที่จะหมุนเงินหมุนทอง

SPRING NEWS เมื่อก่อนนี้เป็นทีวีดิจิทัล แล้วก็คืนสัญญาไป ทีนี้คุณฉาย ก็เลยวางแผนที่จะไปเทคโอเวอร์ เนื่องจากว่าเป็นคนที่เล่นหุ้น ก็เลยชักชวนพรรคพวกหลายคนมาลงขันกัน เมื่อมาลงขันกันแล้ว ก็ไล่กว้านซื้อหุ้นของเนชั่นไปเรื่อยๆ เนื่องจากเนชั่นนั้นมีผู้ถือหุ้นเป็นเบี้ยหัวแตก ไม่ได้มีใครถือใหญ่จริงๆ 51 เปอร์เซ็นต์ บางคนถือ 7 เปอร์เซ็นต์ บางคนถือ 12 เปอร์เซ็นต์ ก็มีข่าวคราวของการต่อสู้กันระหว่างกลุ่มผู้ถือหุ้นใหม่ คือกลุ่มคุณฉาย กับกลุ่มผู้ถือหุ้นเก่า จนเป็นเรื่องเป็นราว มีการประชุมผู้ถือหุ้นเพื่อที่จะปลดคณะกรรมการยุคคุณสุทธิชัย หยุ่น เป็นบรรณาธิการ แล้วก็มีการปิดห้อง ไม่ให้ผู้ถือหุ้นรายใหม่เข้าไป แล้วก็มีการฟ้องร้องในศาล คุณสุวัตร อภัยภักดิ์ ซึ่งผมเป็นคนแนะนำให้เป็นทนายความให้กับคุณฉาย


เพราะว่าคุณฉาย มีคุณพ่อซึ่งเป็นเพื่อนนักเรียนรุ่นเดียวกับผมที่โรงเรียนอัสสัมชัญศรีราชา ก็เคยพาคุณฉาย มาพบผม บอกว่าจะเทคโอเวอร์หนังสือพิมพ์ The NATION ผมก็อึ้งไปพักหนึ่ง แต่ผมก็ไม่ขัดขวาง เพราะว่าคนหนุ่มไฟแรง อยากดัง อยากมีอำนาจ อยากให้คนยกย่องสรรเสริญ ผมก็ปล่อยไป แต่ผมก็เตือนสติไว้อย่างหนึ่งว่า การทำหนังสือพิมพ์นั้น กำไรไม่มีหรอก ถ้าทำด้วยจิตเจตนาของการมีอุดมการณ์จริงๆ แต่ถ้าแฝงด้วยเจตนาอะไรก็ตามเพื่อให้หนังสือพิมพ์นั้นมีอำนาจ แล้วใช้อำนาจนั้นมาแสวงหาผลประโยชน์ของตัวเอง นั่นก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งซึ่งต้องไปคิดให้ดีๆ ว่ามันคุ้มไหม สำหรับบางคนอาจจะคุ้ม เพราะว่าลงทุนไปเท่านี้ แต่สามารถจะปกป้องตัวเองได้ และสามารถจะเปิดประตูให้ก้าวไปสู่ผลประโยชน์ใหม่ๆ ได้ โดยใช้อิทธิพลของความเป็นเจ้าของสื่อ นั่นก็แล้วแต่แต่ละคนคิด แต่ไม่ใช่แนวทางของผม ผมก็เชื่อว่าคุณฉาย ก็คงไม่เห็นด้วยกับผม เพราะว่าคุณฉาย เป็นคนที่คิดว่าจะต้องได้ทั้งเงินและจะต้องได้ทั้งกล่อง จนในที่สุดคุณฉาย ก็เลยสามารถที่จะเทคโอเวอร์กลุ่มเนชั่นได้ เข้ามายึดถือกลุ่มเนชั่นได้ร่วม 3 ปีแล้ว


เพราะฉะนั้น ที่คุณฉาย บอกว่า เนชั่นนั้นตั้งมา 50 ปี มีคุณภาพ มีชื่อเสียง อุดมการณ์มานาน เรื่องนั้นจริงครับ แต่แค่ 47 ปีเอง ตั้งแต่คุณฉาย เข้ามา คุณฉาย เข้ามาแค่ 3 ปีเอง คุณฉาย ก็อย่าลืมข้อเท็จจริงข้อนี้ว่าคุณเพิ่งเข้ามาได้แค่ 3 ปี


ทีนี้ คุณฉาย มีปัญหา มีจุดอ่อน ตรงที่เป็นคนที่ไม่ได้ทำสื่อ เมื่อคุณฉาย ไม่ได้ทำสื่อ คุณฉาย ก็ไม่รู้ว่าการเดินหน้าต่อไปจะเดินอย่างไร จะใช้คนไหนที่จะมาทำ ตรงนี้ล่ะที่เป็นช่อง พอคุณฉาย เข้ามาทำเนชั่นแล้ว เหมือนกับเป็นบ้านหลังใหม่ที่บรรดานักหนังสือพิมพ์หลายๆ คน และสื่อมวลชนหลายๆ คนที่ผมขออนุญาตเรียกว่าเป็น มือปืนรับจ้าง

คำว่า มือปืนรับจ้าง ไม่ได้เสียหายอะไรทั้งสิ้น ก็คือว่า เคยทำอยู่ที่นี่ ออกไป ที่อื่นเสนออะไรมาดีกว่า ก็จะไปที่นั่นแทน นี่คือลักษณะของมือปืนรับจ้าง ส่วนจะรับจ้างเข้าไปแล้วจะทำให้ตัวเองผิดอุดมการณ์หรือไม่นั้น ก็เป็นเรื่องของปัจเจกบุคคล บางคนเห็นแก่เงิน ผลประโยชน์ที่ได้มา เขาให้มา หรือว่าเจ้าของไปรับเงินรับทองเขามา ก็บอกว่า ข่าวชิ้นนี้ต้องตี นี่ต้องเชียร์พวกนี้นะ นั่นก็เป็นเรื่องส่วนตัวแล้ว ผมไม่สามารถไปก้าวล่วงได้ แต่สรุปง่ายๆ ก็คือว่า กลุ่มคุณฉาย พอคุณฉาย เข้าไปปั๊บ มันก็มีคนอยู่ประมาณ 2-3 กลุ่ม


กลุ่มแรก เนื่องจากหนังสือพิมพ์ The NATION นั้นเคยมีหนังสือพิมพ์ชื่อ กรุงเทพธุรกิจ ซึ่งยังมีอยู่จนทุกวันนี้ ก็มีคุณวีร นายวีระศักดิ์ พงศ์อักษร ซึ่งเป็นบรรณาธิการบริหารของกรุงเทพธุรกิจ แล้วคุณฉาย ก็ไปเอามือปืนรับจ้างอีกคนหนึ่ง ซึ่งคนๆ นี้ก็เข้ากับทุกวงการ ใครก็ตามที่มีเงินมีทองทำสื่อ ถ้ายินดีที่จะเอาเข้าไป คือคุณช้าง ฉายา ชื่อนายสมชาย มีเสน ซึ่งคุณฉายก็ตั้งเป็น CEO เครือเนชั่น


และอีกคนหนึ่ง คือคุณบากบั่น คุณโอ คุณบากบั่น บุญเลิศ

คุณบากบั่น บุญเลิศ แต่ก่อนอยู่หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ คุณฉาย มีความรู้สึกอยากจะสร้างเครือเนชั่นให้ยิ่งใหญ่มาก ก็เลยไปซื้อนิตยสาร Magazine ฐานเศรษฐกิจ มา รู้สึกจะ 100 กว่าล้านบาท


ซึ่งตอนแรกที่ฟังข่าวผมยังอึ้ง ผมนึกไม่ถึงว่าทำไมต้องจ่ายตั้ง 100 กว่าล้านบาท สำหรับหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ แทบจะไม่มีความหมายอะไรเลยแม้แต่นิดเดียว แต่ไม่เป็นไร คุณบากบั่น ก็เลยผ่องตัวจากคนที่ดูแลฐานเศรษฐกิจ เข้ามาอยู่ร่วมทีม นี่คือกลุ่มแรก

กลุ่มที่สอง ก็เจอคุณสนธิญาณ ชื่นฤทัยในธรรม ชื่อเล่นชื่อ ต้อย คุณสนธิญาณ นั้น สมัยก่อนนามสกุล หนูแก้ว ตอนหลังก็เปลี่ยนมาเป็น ชื่นฤทัยในธรรม คือเป็นคนที่ชื่นชมและจิตใจชื่นชอบในธรรม


ทีนี้ คุณต้อย ความเก่าแก่ในวงการมีอยู่มานานแล้ว คุณต้อย เป็นคนที่เคยทำสถานีวิทยุสำนักข่าว INN โดยสมัยนั้นก็ทำกับคุณจิรายุ อิศรางกูร ณ อยุธยา อดีตผู้อำนวยการทรัพย์สินฯ ซึ่งปัจจุบันเป็นองคมนตรี แล้วคุณต้อย สนิทสนมกับคุณจิรายุ ในฐานะที่สมัยหนึ่งคุณจิรายุ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม และมีปัญหากับเรื่องชาวไร่อ้อย คุณต้อย ก็เข้าไปเสนอตัวที่จะไปทำทางด้านมวลชน ก็เลยติดพันกัน ตอนหลังก็เลยใช้ทรัพย์สินสนับสนุนคุณต้อย เพื่อจะให้คุณต้อยทำสำนักข่าว INN แล้วก็ผลพวงจากการผูกพันกับคุณจิรายุ ก็เลยทำให้คุณต้อย ก็เคยได้รับผลประโยชน์ในแง่ของการเช่าที่ทรัพย์สินฯ บางที่ ซึ่งอยู่แถวพุทธมณฑล สร้างเป็นเดอะมอลล์เล็กๆ อันหนึ่งแต่ก็ไม่ประสบผลสำเร็จเท่าใดนัก


ทีนี้ คุณต้อย เข้ามา คุณต้อย หลังจากที่อยู่กับคุณจิรายุ แล้วก็ไปอยู่กับคุณบุญชัย เบญจรงคกุล เพราะว่าทรัพย์สินฯ ไม่มีนโยบายที่จะทำสำนักข่าว อยู่กับคุณบุญชัย สักพัก ตอนนั้นคุณบุญชัย ก็ค่อนข้างจะชอบใจ เพราะว่าคุณต้อย เป็นคนที่มีความสามารถในการพูดจาโน้มน้าวคนได้เก่ง คุณบุญชัย ก็เลยสนับสนุน INN อย่างเต็มที่ แต่ต่อมาก็เริ่มแตกคอกัน จะด้วยเหตุใดก็ตามผมไม่ทราบ คุณสนธิญาณ ก็เลยออกมา


มีอยู่พักหนึ่ง ในช่วงที่ผมประท้วงอยู่ คุณต้อย ก็เห็นว่าเราทำ ASTV ได้ ไปได้ดี คุณต้อย ก็เลยไประดมเงินจากที่ไหนไม่รู้ ก็เลยทำสถานีโทรทัศน์ที่ชื่อว่า TNews ก็ออกมาในแนวทางเดียวกับ ASTV นั่นล่ะครับ แต่ว่ามีหน้าที่อยู่อย่างเดียว คือด่าคุณทักษิณ อย่างเดียวเท่านั้นเอง ไม่ว่าคุณทักษิณ จะผายลมหรือจะทำอะไรก็ตาม คุณต้อย ขุดออกมาแล้วก็เอาออกมาประจานให้หมดเลย

หลังจากนั้นแล้ว มีอยู่พักหนึ่ง หลังจากที่ TNewes ซาไป แล้วการประท้วงก็ลดน้อยลงไป ทางพรรคประชาธิปัตย์ก็ได้ทำโทรทัศน์ผ่านดาวเทียม ช่อง Blue Sky คุณต้อย ก็เลยมีส่วนเข้าไปเกี่ยวข้องกับ Blue Sky และคนที่อยู่ใน Blue Sky ก็คือคุณเถกิง ซึ่งปัจจุบันนี้ก็ยังมีส่วนเกี่ยวข้องกับคุณต้อย อยู่


เอาเป็นว่า คุณต้อย ก็เลยถือโอกาสเข้ามาขายความคิดให้คุณฉาย คุณฉาย ก็ชอบ แล้วอีกอย่างคุณต้อย ก็เป็นคนที่มีสายสัมพันธ์สูง แล้วก็มาจากในยุค กปปส. เช่นกัน คุณสนธิญาณ ก็เลยเอาคุณปอง อัญชะลี ไพรีรัก คุณสันติสุข มะโรงศรี ซึ่งในขณะนั้นกำลังเป็นผู้ประกาศข่าวอยู่ที่สถานีโทรทัศน์ ช่อง NEW18 ทั้งสองคนนี้ก็เลยย้ายมาอยู่ที่เนชั่น ทีวีช่อง 22

เครือเนชั่นทีวีก็มีกลุ่มอีกกลุ่มหนึ่ง คือกลุ่มคนที่อยู่เนชั่นมานานแล้ว และไม่ยอมลาออกไปตามคุณสุทธิชัย หยุ่น คือ คุณกนก รัตนวงศ์สกุล ซึ่งมีภรรยาชื่อ คุณลักขณา รัตนวงศ์สกุล คุณกนก แล้วก็มีคู่ขาที่สำคัญ คือคุณธีระ ก็อยู่คู่กัน เป็นคนทำรายการอยู่ ในที่สุดแล้วคุณกนก ก็เลยตัดสินใจอยู่ที่เนชั่น ช่อง 22 ต่อไป


เพราะฉะนั้นแล้วจะเห็นได้ชัดว่าในเนชั่นนั้นไม่ได้มีลูกหม้อที่เกิดขึ้นจริงๆ ก็จะมีแค่ลูกหม้ออย่างคุณกนก เท่านั้นเอง แต่คุณกนก ก็ทำอะไรไม่ได้ เพราะว่าโดยพื้นฐาน โดยหน้าที่แล้ว ก็เป็นพิธีกรทางข่าวเท่านั้นเอง ไม่เหมือนหลายๆ เจ้า หรือไม่เหมือนอย่างของผม ของผม หนึ่ง ผมทำงานเป็นทุกอย่าง และสอง ผมมีลูกหม้อหลายคน ที่ผมฝึกมาตั้งแต่เด็กจนกระทั่งเจริญเติบโตมา แล้วตอนนี้ก็กระจายไปอยู่ทั่ว ไม่ว่าจะเป็นคุณกมลพร วรกุล ซึ่งตอนนี้อยู่ช่อง TNN ซึ่งแต่ก่อนก็เคยอยู่ช่อง GMM 25


หลายคนก็ไปอยู่ แม้กระทั่งอมรินทร์ทีวี ก็มีคนของเก่าของผมอยู่ ทุกช่องมีหมด เป็นคนที่ผมฝึกขึ้นมาทั้งสิ้น เพราะฉะนั้นคุณฉาย ก็เลยจำเป็นต้องพึ่งพาคน 2-3 กลุ่มนี้

ทีนี้ปัญหาก็เริ่มเกิดขึ้น เนื่องจากว่าช่วงหนึ่ง เนชั่น ช่อง 22 กระทำตนเป็น IO (Information Operation) ให้กับรัฐบาล โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มแรก ก็คือ คุณวี และคุณบากบั่น ตลอดจนคุณสมชาย มีเสน รวมทั้งคุณฉาย ด้วย ก็ทำ IO กับรัฐบาล โดยที่ทำให้กับกลุ่ม ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ คุณอุตตม สาวนายน และคุณสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ เพราะฉะนั้นกลุ่มนี้เป็นกลุ่มที่คุมคลัง คุมพลังงาน และคุณสมคิด เป็นรองนายกฯ ฝ่ายเศรษฐกิจ


ก็คือพูดง่ายๆ ว่า จะมีงานอะไรเข้ามา จะเป็นงานจัดสัมมนาเอย หรือเป็นงานที่จะต้องทำงานประชาสัมพันธ์แล้ว กลุ่มเนชั่นกลุ่มนี้ เฉพาะกลุ่มนี้ ก็จะเป็นคนที่้เข้าไปรับงานมา มีกำไรก็เข้าบริษัท ส่วนจะเข้าบริษัท 100 เปอร์เซ็นต์ หรือจะเข้าบริษัท 20-30 เปอร์เซ็นต์ อีก 70 เปอร์เซ็นต์ เข้ากระเป๋าตัวเอง นั่นผมไม่ทราบ แต่ก็มีข่าวลือมาว่าแต่ละกลุ่มก็ล้วนแล้วแต่หางานเข้ามา พอหางานเข้ามาเสร็จเรียบร้อยแล้ว วัดครึ่ง กรรมการครึ่ง หรือว่าวัด 30 เปอร์เซ็นต์ กรมการ 70 เปอร์เซ็นต์ ผมไม่รู้แล้ว แต่เอาเป็นว่าเรื่องผลประโยชน์เป็นเรื่องที่น่าขัดข้องมาก ขัดข้องใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคุณฉาย ซึ่งเป็นเจ้าของ และเป็นคนที่ลงทุนในเรื่องนี้


ทีนี้ ต่อมาก็เลยเกิดปัญหา เพราะว่าขณะนั้นกลุ่มคุณสมคิด กลุ่มสี่กุมาร มีความขัดแย้งกับกลุ่มที่สนับสนุน พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ไม่ว่าจะเป็นเสี่ยเฮ้ง เสี่ยแฮงค์ ไม่ว่าจะเป็นคุณสมศักดิ์ เทพสุทิน ไม่ว่าจะเป็นคุณสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ เพราะคุณสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ นั้นอยากจะนั่งเป็นรัฐมนตรีฯ พลังงาน แต่ไปติดที่คุณสนธิรัตน์ นั่งอยู่ ก็เลยขัดแย้งกัน ก็เลยมีการวิพากษ์วิจารณ์กลุ่มของคุณสมศักดิ์ เทพสุทิน กลุ่มคุณสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ จากสายของกลุ่มแรก คือกลุ่มคุณวี คุณบากบั่น ตลอดจนถึงคุณสมชาย มีเสน


ทีนี้ พอกลุ่มของคุณสมคิด ออกไปจากรัฐบาลชุดนี้แล้ว อยู่เฉยๆ ก็กลายเป็นกลุ่มใหม่ที่จะเข้ามา ก็คือกลุ่มของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ซึ่งมีเสี่ยแฮงค์ หรือคุณอนุชา นาคาศัย ตลอดจนคนอย่างเช่นคุณสมศักดิ์ เทพสุทิน คุณสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ ก็อยู่กลุ่มนี้

ในช่วงแรกที่ทางกลุ่มของคุณสมคิด ยังอยู่นั้น เนชั่นก็แบ่งออกเป็นสองฝ่าย ฝ่ายหนึ่งก็สนับสนุนกลุ่มคุณสมคิด อีกฝ่ายหนึ่งก็สนับสนุนกลุ่มของ พล.อ.ประวิตร ก็คือพูดง่ายๆ ว่า ใครรับงานอะไรมา ก็ดูแลหน้างานของตัวเองไป มีอะไรบ้าง ถ้าสมมุติว่าจำเป็นที่จะต้องมีความขัดแย้งภายในพรรคพลังประชารัฐ ผมเชื่อว่าในฐานะคุณฉาย เป็นเจ้าของ คุณฉาย ก็ลงมาบริหารจัดการเพื่อให้ทิศทางไปในแนวทางที่ตัวเองต้องการ เพราะท่านผู้ชมอย่าลืมว่าคุณฉาย ก็เอาภรรยาสุดที่รัก ชื่อคุณเดียร์ คุณวทันยา วงษ์โอภาสี อุตส่าห์เข้าไปเป็นบัญชีรายชื่อของพรรคพลังประชารัฐ เพราะฉะนั้นแล้ว งบประมาณต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นงบประชาสัมพันธ์ ไม่ว่าจะเป็นงบทำ IO ก็จะถูกผ่องถ่ายมา เพราะคุณเดียร์ ก็จะเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงสำคัญที่จะดึงงบ ของบที่โน่นที่นี่มา


ทีนี้ พอกลุ่มสี่กุมารไปแล้ว ก็เลยกลายเป็นกลุ่มคุณต้อย สนธิญาณ กลับเป็นกลุ่มที่มีศักยภาพสูงที่สุดในขณะนั้น เพราะว่าเงินทองไม่ได้อยู่ในมือของกลุ่มสี่กุมารอีกต่อไปแล้ว เงินทองในการทำประชาสัมพันธ์ก็อยู่ในมือของคุณสมศักดิ์ เทพสุทิน แล้วก็อยู่ในมือของเสี่ยแฮงค์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ คุณอนุชา นาคาศัย กลุ่มคุณสมศักดิ์ เทพสุทิน และคุณอนุชา นั้น ไม่พอใจทางกลุ่มของคุณฉาย อยู่แล้ว จากความขัดแย้งภายในพรรค เพราะฉะนั้นแล้วก็เลยมีความขัดแย้งกันมากหลายๆ กลุ่มพวกนี้ จนในที่สุดแล้วก็เกิดเหตุการณ์ที่คุณฉาย มีความรู้สึกว่าตัวเองถูกเอารัดเอาเปรียบจากกลุ่มหลายๆ กลุ่มที่ลาออกไป โดยเฉพาะกลุ่มคุณต้อย ซึ่งผมไม่รู้ว่าถูกเอารัดเอาเปรียบในเรื่องอะไรบ้าง เอาเป็นว่ามีความขัดแย้งกันก็แล้วกัน และในที่สุดแล้วก็ถึงกับขั้นแตกหักพอสมควร และคุณสนธิญาณ ก็มีลูกน้องคนสนิท หรือเรียกว่ามือขวาก็ได้ ที่คุณฉาย ตั้งให้เป็นกรรมการผู้จัดการ อยู่ที่บริษัทเครือเนชั่น

ปรากฏว่าในที่สุดแล้วคนที่ลาออกคนแรกก็คือกลุ่มของคุณต้อย โดยที่ให้ลูกน้องของตัวเองซึ่งเป็นกรรมการผู้จัดการนั้น ยื่นใบลาออก พอยื่นใบลาออกเสร็จเรียบร้อยแล้ว ก็เลยต้องแจ้งตลาดหลักทรัพย์ฯ แล้วก็ประกอบกับ พอดีเลย ทีมงานของคุณต้อย ซึ่งประกอบด้วย คุณอัญชะลี ไพรีรัก และคุณสันติสุข มะโรงศรี ก็เลยถือโอกาสยกทีมออกเลย เข้าใจว่า 7-8 คน


เมื่อยกทีมออกไปเรียบร้อยแล้ว สองกลุ่มพวกนี้จะไปอยู่ที่ไหน ? กลุ่มพวกนี้ก็จำเป็นต้องไปหาที่ลง ก็ปรากฏว่าไปลงที่ช่อง NEW 18

ช่อง NEW 18 เป็นของคุณประภา เหตระกูล ศรีนวลนัด (ศรีนวลนัด คือนามสกุลสามี) ซึ่งเป็นอดีตนายตำรวจชั้นผู้ใหญ่ เกษียณอายุแล้ว แล้วคุณประภา ก็เป็นญาติพี่น้องกับตระกูล เหตระกูล ที่ทำหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ โดยที่มีญาติพี่น้อง พี่ชาย คุณประพันธ์ เหตระกูล ทำยาคูลท์ ซึ่งท่านผู้ชมก็คงจะรู้จักกันดี


ข่าวก็ว่ากันว่า ในที่สุดแล้วกลุ่มคนพวกนี้ก็ไปเช่าเวลา เช่าเวลาจากสถานีโทรทัศน์ NEW 18 NEW 18 ก็กำลังอยู่ในช่วงที่กำลังอยู่ในภาวะลำบากมาก เพราะว่าโฆษณาไม่มี และในที่สุดก็ไม่รู้จะลงอะไร ก็เลยต้องเอารายการสารคดีมาลง เป็นสารคดีเกือบ 24 ชั่วโมง ไม่ได้เน้นในเรื่องข่าวเลยแม้แต่นิดเดียว เมื่อตรงนี้มีช่องว่างที่ไม่มีหน้าข่าว และอีกอย่างหนึ่ง คุณประภา ก็เป็นคนที่สนิทสนมกับ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ มาก เพราะว่าสายคุณประภา ที่เข้าไปเป็นสมาชิก สนช. และเป็นวุฒิสมาชิกนั้น เฉพาะทางคุณประภา ก็มีอย่างน้อย 2-3 คน ก็ต้องถือว่ามีอิทธิพลพอสมควร และมีสายสัมพันธ์ที่แนบแน่น


ทีนี้การที่จะไปอยู่เช่นนั้น ก็จะต้องมีคนที่สนับสนุน หนุนหลังคุณต้อย สนธิญาณ และคุณอัญชะลี ไพรีรัก เพราะแน่นอนที่สุดคงจะไม่ได้ไปแค่ 6-7 คน ก็ต้องไปสร้างทีมกันใหม่ เพราะถ้าไปเช่าเวลาเพื่อทำข่าวแล้ว ก็ต้องมีนักข่าว มีช่างภาพ มีรถประจำ มีโน่นมีนี่ มันก็ไม่ใช่คนแค่ 6-7 คน อีกต่อไปแล้ว เพราะเขาไม่สามารถที่จะมานั่งวิพากษ์วิจารณ์ข่าวโดยไม่มีเนื้อข่าว คือสาระของข่าว เข้ามาหาเขา เขาก็ต้องตั้งทีมของเขาเองขึ้นมา เพราะฉะนั้นก็น่าจะมีคนเข้ามาร่วมทำงานอีก 40-50 คน ก็เป็นปกติธรรมดา คุณประภา ที่ได้ก็คือได้ค่าเช่าทุกเดือน ถึงสิ้นเดือนก็จ่ายไปๆ เพราะฉะนั้นค่าใช้จ่ายตรงนี้ใครจะเป็นคนจ่าย เพราะฉะนั้นก็เลยเข้าใจได้ว่าจะต้องมีคนลงทุนให้ จะเป็นใครก็ตาม

ทีนี้ การลงทุนในสื่อประเภทนี้ ถ้าเราจะดูให้ดีๆ แล้ว ถ้าดูเรทติ้งของสื่อ ผมจะเอาให้ดูดีๆ


ตอนนี้สื่อดิจิทัลทีวี มีอยู่ 18 ช่อง อันดับหนึ่งเลย ก็คือ ช่อง 7 เรทติ้งที่เขาวัด 1.833 อันดับสุดท้ายเลย ช่อง 5 เรทติ้ง 0.015 ทีนี้สมัยที่ยังอยู่เนชั่น เนชั่นอยู่อันดับไหน เนชั่นอยู่อันดับ 9 เรทติ้ง 0.238 ยังไม่ถึง 0.5 เสียด้วยซ้ำ แล้วรองลงมา อันดับ 10 คือ PPTV ช่อง 36 ของคุณหมอปราเสริฐ ปราสาททองโอสถ แล้วต่อมา อันดับ 11 ก็คือช่อง 9 เรทติ้ง 0.175 ซึ่งก็ต่ำมากๆ เป็นช่องที่คุณดนัย เอกมหาสวัสดิ์ ไปทำรายการข่าวลึกอยู่ที่นั่น แล้วไล่ลงมาจนกระทั่งถึงอันดับ 18 ก็คือ ททบ 5 แล้วปรากฏว่าช่อง NEW 18 อยู่อันดับไหน ? อยู่อันดับ 15 ครับ 0.039 ต้องถือว่าเรทติ้งต่ำมากๆ แต่นั่นไม่ใช่ปัญหามาก เพราะผมเชื่อว่า ทั้งทีมงานของคุณอัญชะลี ไพรีรัก และทีมงานของคุณสันติสุข มะโรงศรี และคุณต้อย ก็น่าที่จะดึงลูกค้าบางส่วนที่เคยดูเนชั่น ช่อง 22 ที่ติดคุณอัญชะลี ไพรีรัก ย้ายช่องไปอยู่ช่อง 18 ก็อาจจะตีฟื้่นขึ้นมา แต่ว่า การลงทุนครั้งนี้ เนื่องจากเป็นการลงทุนที่ไม่ได้เป็นเจ้าของช่อง แค่เช่าเวลาช่องมา แล้วเอาเงินลงไป เพราะฉะนั้นแล้ว ถึงจะมีกำไรอย่างไรก็ตาม ช่องไม่ได้ ช่องได้เฉพาะค่าเช่าอย่างเดียว แต่ในขณะเดียวกัน คนที่ลงทุนก็ไม่ได้หวังที่จะร่ำรวยจากการทำทีวี

ท่านผู้ชมรู้ไหมว่าทีวีดิจิทัลจริงๆ แล้ว โดยหลักการ ผมพูดฟันธงไปเลย ถ้าไม่อยู่อันดับ 1-5 อยู่ไม่ได้ หนึ่ง ทำเงินทำทองมากมายเลย คือช่อง 7 สอง รองมาจากช่อง 7 ก็ทำเงิน แต่น้อย น้อยมาก และยังขาดทุน อยู่ในสภาวะที่ลำบาก ถึงกับเพิ่งจะปลดคนออกไปประมาณ 300 คน เมื่อเร็วๆ นี้ คือช่อง 3 อันดับสาม คือ MONO29 ฉายแต่หนังอย่างเดียว อันดับสี่ คือ Workpoint ซึ่งมีแต่บันเทิงทั้งสิ้น และอันดับห้า ก็คือ ช่อง ONE 0.723 ซึ่งมีบันเทิงอยู่ทุกประเภท อันดับหก คืออมรินทร์ทีวี เพราะฉะนั้นแล้ว คนในวงการโฆษณาที่เป็นผู้ใหญ่ในวงการโฆษณา ที่รู้เรื่องนี้ดี บอกกับผมชัดเจนเลยว่า ถ้าดิจิทัลทีวีไม่ได้อยู่ 1 ใน 5 โอกาสรอด ยากมาก ไทยรัฐ อยู่ 7 ช่อง 8 อยู่อันดับ 8 เนชั่น อันดับ 9 PPTV ช่อง 36 อยู่ที่ 10 เพราะฉะนั้นแล้ว วันนี้ขาดทุนหมด ไทยรัฐก็ขาดทุน ทุกวันนี้ก็ขาดทุน แล้วเขาก็บอกว่าโฆษณาปีหน้า ท่านผู้ชมฟังคำพูดผมไว้นะ เขาบอกว่าโฆษณาปีหน้าเขาจะมุ่งไปที่ช่อง 7 ช่องเดียวแล้ว ช่องอื่นเขาไม่ยุ่งแล้ว เพราะว่าเม็ดโฆษณามันน้อยลง ทำไมน้อยลง ? เพราะโควิด-19 จำนวนช่องมันมากจนเกินไป ทำไมช่องมากจนเกินไป ? ก็ต้องไปถาม พ.อ.นที ในยุคนั้น ซึ่งอยู่ กสทช. เพิ่มช่องดิจิทัลมา 18 ช่อง นี่ยังไม่นับที่ปิดไปอีกหลายช่องนะ ยังไม่นับช่อง SPRING NEWS คือช่อง 19 หลายๆ ช่อง สรุปแล้วมีอยู่ 20 กว่าช่อง ผมไม่ทราบว่าในสมองของ พ.อ.นที ในขณะนั้น ที่คิดมา 20 กว่าช่องให้คนเข้ามาประมูลกันนั้น ได้คาดคะเนถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในวันนี้ไหม เขาคงไม่ได้คิดคาดคะเนหรอกครับ และนี่คือวิธีทำงานของคนบางคนในสมองบางประเภท


เอาล่ะ ท่านผู้ชมก็เห็นชัดเจนแล้วว่า ถ้าอย่างนั้นแล้วการลงทุนในช่อง NEW 18 นั้น ก็ไม่ได้หวังกำไร เป็นเพียงแต่ว่า ผมพอจะพูดได้ว่า ในที่สุดแล้วช่องเวลาของ NEW 18 ก็จะเป็นช่อง IO อีกช่องหนึ่ง ซึ่งออกมาเพื่อที่จะสนับสนุนรัฐบาล หรือสนับสนุนพรรคพลังประชารัฐ แล้วก็เงินทองที่พรรคพลังประชารัฐ ตลอดจนเสี่ยแฮงค์ อนุชา นาคาศัย ยินดีสนับสนุนให้ ก็น่าจะถูกเปลี่ยนจากช่อง 22 มาที่ช่อง NEW 18 นั่นคือสิ่งที่เกิดขึ้น

ส่วนคุณฉาย จะทำอย่างไรตอนนี้ ? คุณฉาย ก็ไม่ทราบว่าเขาตัดสินใจอย่างไรนะ ข่าวล่าสุดก็ยังไม่ยืนยัน บางข่าวก็บอกว่าคุณกนก ก็ไปด้วย แต่บางข่าวก็บอกว่า คุณกนก ตัดสินใจที่จะไม่ไปแล้ว ยังอยู่ที่เนชั่น แต่จะเป็นอย่างไรก็ตาม ในที่สุดคุณฉาย ซึ่งแต่ก่อนต้องเอาหลังพึ่งคุณสนธิญาณ แล้วคุณสนธิญาณ กับคุณฉาย มีข้อขัดแย้งกันอย่างชนิดที่ว่าอยู่ร่วมกันไม่ได้ ก็เลยแยกตัวออกไป คุณฉาย ก็ต้องเอาหลังพึ่งกับทีมของคุณวีระศักดิ์ คุณสมชาย มีเสน และคุณบากบั่น บุญเลิศ หรือต้องพึ่งกับสายคุณกนก รัตนวงศ์สกุล ก็สรุปง่ายๆ ว่า ยังไม่รู้ว่ารูปลักษณ์จะเป็นอย่างไร แต่ที่แน่ๆ คือคุณฉาย เป็นคนที่ไม่สบายใจที่ตอนนั้นทีมคุณสนธิญาณ ใช้เนชั่นทีวีมาโจมตีฝ่ายเด็ก หรือฝ่ายม็อบ อย่างชนิดที่เรียกว่าไม่เผาผีกันเลย จนกระทั่งมีการประท้วงกันอย่างมากมาย ประท้วงถึงกับขอร้องให้คนที่ลงโฆษณาให้ ให้ถอนโฆษณาออก โน่นนี่นั่น คุณฉาย ก็มีความรู้สึกว่า ไม่ได้แล้วนะ ถ้าอย่างนั้นจะต้องหาทางที่จะกลับเข้าไปสู่จุดเดิม แต่เนื่องจากคุณสนธิญาณ มีอีกหมวกหนึ่ง เป็นคนที่ก่อตั้งสถาบันทิศทางไทย และมือขวาที่เป็นอดีตกรรมการผู้จัดการของทีวีเนชั่น ช่อง 22 ที่ลาออกไปพร้อมกับคุณปอง อัญชะลี ไพรีรัก ก็คือคุณฉัตรชัย


คุณฉัตรชัย เป็นคนที่ไปตั้งสถาบันวิถีไทย สถาบันวิถีไทย ก็คือสถาบันที่ตั้งขึ้นมาแล้วก็มีสถาบันใหม่ขึ้นมา คือ ไทยภักดี ของหมอวรงค์ ก็คือพูดง่ายๆ ว่า สถาบันพวกนี้จะพยายามระดมคนที่มีความคิดปกป้องชาติ สถาบันพระมหากษัตริย์ เข้ามาอยู่ในที่นี้ ทำตัวเหมือนกับเป็นเสาหลักอันหนึ่งเพื่อจะมาต่อต้านฝ่ายที่ต้องการล้มสถาบันกษัตริย์ ในที่สุดแล้วมันก็หนีไม่พ้นทางด้านการเมือง

เพราะฉะนั้นแล้ว สิ่งที่เกิดขึ้นมันกำลังชี้ให้เห็นว่าโทรทัศน์เมืองไทย ถ้าดูให้ดีๆ แล้ว โทรทัศน์ในขณะนี้ แทบจะทุกช่อง สังเกตให้ดีๆ นะ ไม่ว่าจะเป็นคุณจอมขวัญ หลาวเพชร ช่องไทยรัฐทีวี ที่วันนั้นสัมภาษณ์ปารีณา ไกรคุปต์ และสัมภาษณ์น้องมายด์ ก็เห็นได้ชัดว่าการแสดงออก body language ของคุณจอมขวัญ นั้น เอนไปทางเด็ก ไปทางน้องมายด์ เวลาน้องมายด์ พูดอะไรก็นั่งยิ้มแฉ่ง พอถึงเอ๋ ปารีณา พูด ก็หน้าบึ้ง


เอาล่ะ สรุปว่าเป็นแค่ตัวอย่าง โดยทั่วๆ ไปแล้วพิธีกรจะเข้าข้างม็อบ แต่ว่าเนื่องจากว่าพวกนี้ก็เป็นแค่ลูกจ้าง เจ้าของรายการยังไม่ได้มีจุดยืนที่ชัดเจน ก็ปล่อยให้ทำข่าวไปเรื่อยๆ แต่เราจะเริ่มเห็น ที่ชัดเจนก็คือ ช่อง NEW 18 ซึ่งย้าย DNA ของการต่อต้านม็อบมาอยู่ที่ช่อง NEW 18 จากช่อง 22 มาที่ช่อง NEW 18 ก็จะเป็นตัวหนึ่งซึ่งเลือกข้างไปแล้วตอนนี้ ชัดเจน ไม่มีอะไรเสียหายนะท่านผู้ชม ส่วนช่อง 22 นั้น จะเลือกข้างอย่างไร ก็น่าจะต้องเลือกข้างกลุ่มพลังประชารัฐ และผมเชื่อว่าในที่สุดก็จะมีการพูดคุยกันระหว่างคุณเสี่ยแฮงค์ ตลอดจนคุณสมศักดิ์ เทพสุทิน ที่จะต้องจับมืออะลุ้มอล่วยกับสายของคุณฉาย บุนนาค ก็คือพูดง่ายๆ ว่า ทางนี้ก็เป็นสายคุณประวิตร วงษ์สุวรรณ ทางนี้ก็เป็นสายของพรรคพลังประชารัฐ ซึ่งมีเสี่ยแฮงค์ ตลอดจนคุณสมศักดิ์ เทพสุทิน ก็สรุปง่ายๆ ว่าในอนาคตข้างหน้าจะมีโทรทัศน์อยู่ 2 ช่อง ซึ่งเป็น IO ของรัฐบาล ขึ้นอยู่กับว่ารัฐบาลสายไหนเท่านั้นเอง ช่องหนึ่งก็คือ เนชั่น 22 อีกช่องหนึ่งก็คือ NEW 18

นี่ก็เป็นข้อมูลกว้างๆ ให้รู้ว่าเดี๋ยวนี้มันไม่มีอะไรที่มันชัดเจน ทุกอย่างมีเบื้องหน้าเบื้องหลังหมด ท่านผู้ชมจะเสพข่าว จะทำอะไรก็ตาม ต้องระมัดระวังให้มาก ต้องใช้ปัญญาวิเคราะห์ ให้วิเคราะห์ให้ดีๆ เพราะว่าเดี๋ยวนี้ขบวนการ IO ไปหมดทุกจุดแล้ว ไม่มีข้อยกเว้น แล้วเราค่อยดูต่อไปว่าผลจะเป็นอย่างไร ก็ลองดูต่อไป ท่านผู้ชม ช่อง NEW 18 วันที่ 1 ธันวาคม คุณอัญชะลี ไพรีรัก คุณสันติสุข มะโรงศรี หรือทีมงานคุณต้อย สนธิญาณ นั้น เป็นคนที่พัฒนาและปรับปรุงข่าวตัวเองไปได้อย่างไร จะดึงคนกลับเข้ามาจากที่เคยดูเนชั่น 22 จริงๆ แล้วคงจะไม่ได้มีคนใหม่หรอกที่จะเข้ามาดู แต่ก็จะเป็นลูกค้าเก่าที่ชื่นชมเนชั่น ช่อง 22 ไปแบ่งเป็นส่วนหนึ่งดูที่ช่อง NEW 18 บางส่วนก็อาจจะติดอยู่ที่ช่อง 22 เหมือนเดิม ก็ค่อยดูกันต่อไป


วันนี้ก็เลยเล่าให้ฟังคร่าวๆ ว่ามีการเปลี่ยนแปลงในลักษณะนี้ แต่ว่าอันหนึ่งที่ชัดเจน การลงทุนในโทรทัศน์ดิจิทัลนั้น ไม่มีกำไรหรอกครับ นอกจากจะทำกันจริงๆ ลงทุนกันจริงๆ และพร้อมที่จะลงทุนกันถึง 5 ปี 10 ปี แต่ 5 ปี 10 ปี นักลงทุนไม่มีใครรอหรอกครับ ขาดทุนทุกเดือน ไม่เชื่อลองถามท่านนายแพทย์ปราเสริฐ ปราสาททองโอสถ ว่าท่านลงกับ PPTV ช่อง 36 ไปเท่าไร วันนี้ก็ทำได้แค่อยู่อันดับ 10 ไม่มีโอกาสที่จะขึ้น 1 ใน 5 อีกนาน เพราะฉะนั้นแล้ว การลงทุนในทีวีก็ลงทุนได้ 2 ลักษณะ ลักษณะหนึ่ง ลงทุนเพราเชื่อว่าอันนี้จะทำเงินทำทองให้ในระยะยาว แต่มองดูทิศทางแล้ว มันไม่ใช่ หรืออีกทีก็คือ เป็นการลงทุนเพื่้อหวังผลทางการเมือง เพราะฉะนั้นแล้ว มีข่าวว่าจะมีเงินเข้ามาเท่านั้นเท่านี้ ช่างมันเถอะครับ



ที่สำคัญอันหนึ่งที่ผมต้องชี้แจงให้ฟัง ก็มีข่าวมาว่าคุณสมชาย แสวงการ โพสต์ออกมาบอกว่าคนที่ดูไบจะซื้อเนชั่น ช่อง 22 ผมก็สนิทกับคุณสมชาย แสวงการ นะ แต่ผมคิดว่าข่าวนี้เชื่อถือไม่ได้หรอกครับ อะไรๆ ก็ผมคิดว่าปล่อยทักษิณ ชินวัตร ไปเถอะ วันนี้แค่ลำพังพรรคเพื่อไทยของเขาเอง เขาก็ปวดหัวตายแล้ว และอีกอย่างหนึ่ง เขามี VOICE TV ในมือ ถึงแม้ตอนนี้จะไม่ได้ออกอากาศ ถ้าเขาจำเป็นต้องใช้ทีวีจริงๆ สู้เขาเอาเงินไปลงทุนที่ VOICE TV ต่อ ยังจะดีเสียกว่า

ท่านผู้ชมครับ เมื่อ 1-2 วันที่ผ่านมานี้ มันมีเรื่องราวที่ใหญ่โต และจริงๆ แล้วในความเห็นของผม ใหญ่โตกว่าม็อบอีกนะ เป็นเพียงแต่ว่ามีคนอยู่เยอะมากไม่กล้าแสดงออก นั่นคือเรื่องที่คุณพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลฯ ตัดสินใจที่จะปิดเว็บไซต์ Pornhub ท่านผู้ชมที่ไม่เคยเข้าเว็บไซต์ Pornhub ผมอธิบายให้ฟังก่อน


มันจะมีเว็บไซต์ Pornhub พอท่านเข้าไปปั๊บ มันจะมีกิจกรรมทางเพศอย่างโจ๋งครึ่ม มีทุกแบบ มีคนผิวดำ ผสมพันธุ์กับคนผิวขาว มีกิจกรรมทางเพศ ทำไมผมต้องพูดเรื่องนี้ ? เพราะเรื่องนี้มันเป็นลักษณะของการเกลียดตัวกินไข่ ถามว่าผมเคยดูไหม Pornhub ผมไม่เคยเข้า ให้ตาย สาบาน ไม่เคยเข้าเลย เว็บโป๊ ที่ไม่เคยเข้า เพราะว่ามีแต่คน เพื่อนฝูง โดยเฉพาะอย่างยิ่งไอ้พวกแก่ๆ อายุขนาดผม ซึ่งมันทำอะไรไม่ได้แล้ว มันเป็นมะเขือเหี่ยวๆ แต่มันก็ชอบดูคลิปแล้วมันก็ชอบฟอร์เวิร์ดมาให้ผมดู ตอนแรกผมดูผมก็รู้สึกตื่นเต้นตามประสาคนที่อายุมากแล้ว แต่พอดูไปสัก 2-3 คลิปแล้ว ผมมีความรู้สึกว่า เว็บโป๊ หรือการร่วมสังวาสกัน มีเพศสัมพันธ์กัน ในคลิปโป๊ มันไม่ได้ต่างไปกว่าการเมืองเมืองไทยเลย แต่ในที่สุดแล้ว มันก็คือการร่วมสังวาสนั่นเอง จะมาในรูปแบบไหนก็ตาม เป็นเพียงแต่มันวาดลีลา ลวดลาย แล้วมันก็หาผู้หญิงหน้าตาดีๆ ขึ้นมา เพราะผู้ชายเวลาดูรูปก็จะชอบผู้หญิงหน้าตาดี และในที่สุดแล้ว มันก็ถึงจุดสุดยอด แล้วคลิปมันก็จบ ทุกคลิปเป็นอย่างนี้ ส่วนใหญ่ แล้วท่านผู้ชมจะไม่ให้เบื่อได้อย่างไร


ทำให้ผมนึกว่าการเมืองเมืองไทยมันก็แบบนี้ มันก็คือสมบัติผลัดกันชมมาตลอด ในตอนต้น ตอนเดินเรื่องในเรื่องคลิปโป๊ คลิปลามก คลิป triple X มันก็อาจจะเดินเรื่องให้มันดูเรียบร้อยหน่อย อย่างเช่น ไปเจอกันในค็อกเทลเลานจ์ กินกันแล้วพากันขึ้นห้อง มันก็เหมือนกับการปฏิวัติรัฐประหาร การยึดอำนาจ หรือการเลือกตั้ง ก็พูดจาสวยงาม สวยสดงดงาม หรู แต่พอเริ่มเข้าไปทำงานจริงๆ แล้ว มันก็อิหรอบนั้น ก็คือเอากัน แล้วในที่สุด (ขอโทษนะครับ) น้ำแตก แล้วก็จบ คลิปก็จบไป แต่ทำไมเรื่องนี้ถึงเป็นเรื่อง

การประท้วงขึ้นมาครั้งนี้มีประเด็นอยู่ 2-3 ประเด็นที่น่าสนใจมาก ประเด็นหนึ่ง ก็คือว่า เป็นการปิดกั้น เป็นสิทธิเสรีภาพของคนที่สามารถจะเข้าไปดูอะไรก็ได้ ท่านผู้ชมครับ ไม่ได้เถียงข้อนี้เลยแม้แต่นิดเดียว แต่คำถามที่ผมมี ว่าสิทธิเสรีภาพนั้น ในที่สุดแล้ว ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไรก็ตาม แม้กระทั่งสิทธิในการเข้าไปดูเว็บไซต์ออนไลน์พวกนี้ เป็นสิทธิของพวกเราหรือเปล่า ? เป็นสิทธิของเรา แต่ว่ามันมีข้อจำกัดบ้างไหม ? มันต้องมีข้อจำกัด


Pornhub นี่เล่าประวัติให้ฟังนิดหนึ่ง Pornhub มันถูกบริษัทชื่อ MindGeek มันเป็นธุรกิจเทคโนโลยีรายใหญ่ เจ้าของ Pornhub ท่านผู้ชมรู้ไหมว่ามันเป็นเว็บไซต์ลามกที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในโลก ท่านผู้ชมฟังตัวเลขแล้วจะตกใจ มีคนเข้ามาชม 42,000 ล้านครั้งต่อปี เฉลี่ยแล้ว 5 ล้านครั้งต่อชั่วโมง ทำเป็นเล่นไปนะท่านผู้ชม แต่ฐานที่มั่นของ Pornhub ตอนนี้กลับถูกโจมตีอย่างหนักในหลายประเทศ เพราะว่า Pornhub มันไม่มีนโยบายการตรวจสอบ การป้องกันที่ชัดเจน ทำให้การโพสต์วิดีโอ 6 ล้านครั้งต่อปีบนเว็บไซต์ กลายเป็นระเบิดเวลาที่เต็มไปด้วยภาพการข่มขืนและการล่วงละเมิดทางเพศ เพราะว่ามันรับให้คน upload วิดีโอขึ้นไป จะเป็นใครก็ตาม หรือไอ้บ้าคนไหนก็ตาม ถ้ามันต้องการ upload วิดีโอ Pornhub มันอาจจะจับเด็กผู้หญิงคนหนึ่งมาแล้วข่มขืน แล้วมันก็ upload เรื่องนี้ขึ้นไป แล้วมันก็ได้เงินได้ทองด้วยถ้ามีคนเข้าไปชมมากๆ

เพราะฉะนั้นแล้วจะเห็นได้ชัดว่า ในที่สุดแล้ว Pornhub พวกนี้มันก็คือเว็บไซต์ที่ทำมาหากินบนความหื่น ความกระสัน และความมักมากในกามของเพศผู้ชาย และนี่เป็นเรื่องใหม่หรือเปล่า ? ไม่ใช่เรื่องใหม่ เราเห็นลักษณะแบบนี้มากมายเหลือเกินสมัยก่อน เพียงแต่ว่าโควิด-19 มันทำให้เรื่องนี้ยุติไป ท่านผู้ชม ก่อนที่จะมีโควิด-19 ช่วงเงินเดือนออก หรือช่วงเศรษฐกิจดี ท่านผู้ชมเดินไปเข้าอาบอบนวดทุกแห่งสิ ผู้ชายไทยทุกวัย ตั้งแต่หนุ่มไปจนแก่ บางคนเดินกระย่องกระแย่งมายืนอยู่ที่หน้าตู้ มาชี้ว่าเอาเบอร์นั้น เอาเบอร์นี้


กามารมณ์มันเป็นเรื่องของธุรกิจไปหมดแล้ว แต่ในขณะเดียวกัน มันก็จะมีคนอีกประเภทหนึ่งที่ไม่ต้องการ หรือไม่มีเงินไม่มีทอง แต่ต้องการที่จะนั่งดูอยู่ที่บ้าน เขาถึงบอกว่าการปิดเว็บไซต์ Pornhub ของคุณพุทธิพงษ์ นั้น เป็นการทำร้ายคนเหงา ท่านผู้ชมอาจจะมีภรรยาหรือมีพี่น้องมาบอกว่า ถ้าเหงา ก็มีเรื่องจะต้องทำเยอะ ทำไมจะต้องมาดูเรื่องหม้อ เรื่องดุ้น อะไรที่มีสาระมากกว่านั้น เธออย่ามายุ่งกับชีวิตฉัน นี่เรื่องส่วนตัวของฉัน อะไรทำนองนี้

แต่ที่ผมอยากจะพูดให้ฟังนิดหนึ่ง Pornhub มันอ้างว่ามันไม่ได้เป็นคนสร้าง มันรอ upload แต่ว่าในการ upload เรื่องราวต่างๆ มันทำมาหากินอยู่บนการ upload แล้วจะมีคนอยู่หลายประเภทเลย ผมเข้าใจว่าใน Pornhub ก็มีคนร่วมสังวาสกับสัตว์


ท่านผู้ชมครับ Pornhub ตั้งขึ้นในปี ค.ศ. 2007 สิบสามปีมาแล้ว ในช่วงนั้นเป็นช่วงการเปลี่ยนแปลงจากสื่อดั้งเดิม สมัยก่อนจำได้ไหมครับ สมัยรุ่นผมหนุ่มๆ เขามีหนังสือที่เรียกว่า สมุดปกขาว ก็คือหนังสือโป๊นั่นเอง ประเภทเขียนแบบโจ๋งครึ่ม ลำดวน มาเจอกับเกรียงไกร เกรียงไกร เห็นลำดวน หน้าตาดี ผิวขาวผ่อง เกรียงไกร ก็เลยเดินไปสีข้างๆ ลำดวน แล้วถามว่าน้องมาจากไหนจ๊ะ แล้วเอามือค่อยๆ ลูบแขนลำดวน ลำดวน ตกใจ แต่รู้สึกขนลุก และรู้สึกสยิว ... แล้วนิยายก็พาไป ไปพบกันสัก 1-2 ครั้ง เพื่อให้มันมีสีสัน แล้วก็จบลงด้วยบนเตียง แล้วมันก็บรรยายการร่วมเพศบนเตียง แต่สมัยนั้นเป็นสมัยแอนะล็อก แล้วก็ใช้หนังสือ พอตอนหลังมา ระบบดิจิทัล มันก็เลยเกิดการ streaming และการแชร์ไฟล์ ใช้ประโยชน์จากการแชร์ไฟล์มากขึ้น เพราะว่าแทนที่จะไปซื้อนิตยสาร หรือไปซื้อ DVD



สมัยก่อนคนไทย อย่าว่าแต่คนไทยเลย คนจีนเอย ฮ่องกงเอย ไต้หวันเอย จีนแผ่นดินใหญ่เอย ติดหนัง AV ของญี่่ปุ่น AV ก็คือหนังโป๊อีกประเภทหนึ่ง ติดมากๆ เลย แต่ว่ามันจะต้องเข้าไปซื้อหนังสือ เข้าไปซื้อ DVD แต่ตอนนี้พอมันเริ่มเป็นดิจิทัล มันไม่ต้องแล้ว เข้าไป อันไหนที่เป็น exclusive ก็จ่ายเงินไป พอจ่ายเงินปั๊บ เราก็สามารถจะเข้าไปได้และสามารถจะดูได้ตามนิสัยและสันดานของคนที่มักมากในกาม หรือพอใจที่จะดูอะไรที่แปลกๆ

กลยุทธ์ล่าสุดของ บริษัท MindGeek มันเปิดเนื้อหาต้นฉบับในปี 2015 ผู้ใช้ที่ไม่ต้องการชมโฆษณาสามารถจะสมัครสมาชิกระดับ premium เพราะสมัยก่อน Pornhub พอท่านดูๆ อยู่จะมีโฆษณาขึ้น มันก็ได้เงินจากโฆษณา เหมือนกับท่านดูเฟซบุ๊กของผมในขณะนี้ เหมือนยูทูป ใครก็ upload ได้ แต่เป็นเรื่องเซ็กซ์เท่านั้นเอง Pornhub เหมือนยูทูป เหมือนเฟซบุ๊ก เฟซบุ๊กของผมนี่โฆษณาไม่ได้ แต่เฟซบุ๊กแพลตฟอร์มอันนี้เขาจะใช้รายการผมเพื่อขายโฆษณา จากจำนวนคนที่เข้ามาชม เป็น 5 แสนคน 1 ล้านคน 2 ล้านคน และเขาขายโฆษณา เขาอาจจะแบ่งบางส่วนของโฆษณามาให้ผม Pornhub ก็เช่นกัน


Pornhub เมื่อมาแบบนี้แล้ว มันก็จะมี Pornhub Premium ถ้าคุณจ่ายค่า premium ภาพที่ upload ขึ้นมาจะชัดแจ๋ว เพราะมันใช้ระบบ HD ความละเอียด 1080 p เหมือนที่บริการ streaming ยอดฮิตอย่างเช่น Netflix เลย แต่เป็น Netflix ในเรื่องของการร่วมสังวาส หรือทางกามารมณ์อย่างเดียว


ปรากฏว่าสถิติสมาชิก Pornhub Premium ทะลุ 1 ล้านคน เมื่อปี 2017 สามปีที่แล้วนะ ปีนี้มันจะขนาดไหน


แม้กระทั่ง Netflix ก็เริ่มมีการพัฒนา content โป๊ของตัวเองแล้ว เพราะฉะนั้นท่านผู้ชมจะเห็นว่าเรื่องนี้่ไม่ใช่เฉพาะเรื่องของประเทศไทย เป็นเรื่องทั่วโลกแล้ว คนที่มีอารมณ์ คนที่ผู้ชายหื่น หรือผู้ชายหลายๆ คนที่ต้องการที่จะดูเทป ดูวิดีโอ ผมมีความรู้สึกว่าในขณะนี้เรื่องนี้เป็นเรื่องละเอียดอ่อนมาก แต่ว่า Pornhub ถูกหลายประเทศบล็อกเอาไว้แล้ว อย่างเช่น ฟิลิปปินส์ก็บล็อก หลายๆ ประเทศ เพราะเขามองว่า Pornhub ไม่ได้ตรวจสอบ content เอา content ที่รุนแรง ผู้หญิงถือแส้ฟาดผู้ชาย หรือเอาเด็กสิบกว่าขวบ ยังไม่ 15-16 เสียด้วยซ้ำ มาร่วมเพศกับผู้ใหญ่ หลายประเทศเขาถือว่าใช้ไม่ได้ เขาก็เลยบล็อกไป


ท่านผู้ชมครับ สรุปแล้ว Pornhub คือเว็บโป๊ที่ใหญ่ที่สุดในโลก มีคนเข้ามาชม 42,000 ล้านครั้งต่อปี ถามว่าเมืองไทยควรจะบล็อกเว็บ Pornhub ไหม ? ผมนี่ค่อนเสี่ยงที่จะโดนตำหนิติเตียน ผมคิดว่าเรื่องนี้ถ้ามันละเมิดสิทธิเสรีภาพ ละเมิดตรงไหน ? ละเมิดตรงที่ว่า ไม่ใช่ท่านผู้ชมที่เป็นหนุ่มกลัดมัน หรือไอ้เสือป่า หรือไอ้เฒ่าจอมลามก หรือไอ้เด็กที่ยังไม่สิ้นกลิ่นน้ำนมแต่อยากจะดูหนังโป๊ อยากดูเรื่องลามก แต่มันเป็นสิทธิเสรีภาพที่เข้าไปทำร้ายและทำลายเด็ก เพราะว่าเด็ก ไม่ว่าจะอายุเท่าไรก็ตาม สามารถที่จะใช้โทรศัพท์มือถือ มี Wi-Fi ก็เข้าไปเช็กอินได้ ถ้าเช็กเข้าไปใน Pornhub แล้ว มีหลายคนพยายามต่อสู้ประเด็นนี้ว่า นี่คือการสอนเพศศึกษา นี่ไม่ใช่การสอนเพศศึกษา นี่คือภาพยนตร์การเอากัน การสอนเพศศึกษาต้องมีระบบ มีวิธีการ มีขั้นตอน ว่านี่คืออวัยวะของผู้ชาย นี่คืออวัยวะของผู้หญิง ถ้าผู้ชายหลั่งออกมาแล้ว น้ำมันก็จะเข้าไป อาจจะมีภาพในการผสมพันธุ์กัน ไม่เป็นไร ไม่เสียหาย แต่ลักษณะนี้ไม่ใช่เป็นการศึกษาแล้ว เพราะฉะนั้นหลักการว่า ถ้ามี Pornhub เท่ากับมีการสอนเพศศึกษา อันนี้ผมเถียง ไม่ใช่ Pornhub คือการขจัดความหื่นของมนุษย์ แล้วก็ไม่มีอะไรที่ยิ่งใหญ่กว่าเรื่องของการเสพสังวาส

ผมรู้จักเศรษฐีหลายคนในประเทศไทย อย่าให้ผมเอ่ยชื่อเลย เฮ้ย ไอ้ธิ มึงรู้ไหมกูมีชีวิตอยู่ทุกวันนี้เพราะอะไร ? เพราะว่าแท่งหยกกูยังแข็งอยู่ ถ้าวันไหนแท่งหยกกูไม่แข็ง กูลาตายดีกว่า ก็คือว่ากามารมณ์กลายเป็นส่วนที่สำคัญของชีวิตไปแล้ว แต่ว่าผมกำลังพูดถึงเด็กซึ่งไม่รู้เรื่อง หรือว่า ผมจะมีเพื่อนผู้หญิงอายุมากแล้วหลายคน วันดีคืนดีก็มาเจอผม แล้วก็มาด่าลูกชายตัวเอง ด่าผัวตัวเอง ไอ้บ้า มันเห็นฉันเป็นอะไร มันส่งคลิปวิดีโอโป๊มาจาก Pornhub ให้ฉันดู มันนึกว่าฉันเป็นอะไร ล้อเล่นน่า เธออย่ามาล้อเล่นบ้าอะไรกับฉัน แล้วลูกๆ จะว่าอย่างไร ถ้าลูกเข้ามาเห็นจะว่าอย่างไร นี่คือปัญหาสังคมแล้ว ท่านผู้ชม


สิทธิเสรีภาพในเรื่องนี้มันมีลักษณะคล้ายๆ กับเรื่อง ชาร์ลี เอบโด ชาร์ลี เอบโด คือใคร ? ชาร์ลี เอบโด คือหนังสือการ์ตูน ซึ่งเอาศาสดานบีมุฮัมมัดและพระอัลเลาะห์ มาล้อเลียน จนกระทั่งเกิดการตัดคอคนฝรั่งเศสขึ้นมา แล้วฝรั่งเศสก็ไปปราบปรามคนพวกนี้ นี่คือสิทธิเสรีภาพ เพราะฝรั่งเศสบอกว่านี่คือสิทธิเสรีภาพในสื่อ ทุกคนมีสิทธิจะแสดงออกได้ เหมือนกับคนที่บอกว่า นี่ก็สิทธิเสรีภาพ แต่เผอิญถ้ามันเริ่มกระทบกับสังคมทุกระดับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งระดับเด็กและเยาวชนลงไปเรื่อยๆ ผมคิดว่าคุณพุทธิพงษ์ ทำถูกแล้ว ขอประทานโทษคนที่เหงา มันยังมีเว็บอีกเยอะที่เป็นเว็บโป๊อยู่ คุณสามารถเข้าได้ การบล็อก Pornhub ก็คือเหมือนกับการบล็อก เซเว่น-อีเลฟเว่น ไม่ให้ไปใช้เซเว่น-อีเลฟเว่น เพราะเซเว่น-อีเลฟเว่น มันเข้าได้ทุกจุด Pornhub มันเข้าได้ทุก categories เลย ผู้ชายกับผู้ชาย ผู้ชายกับผู้หญิง ผู้ชายกับสัตว์ ผู้ชายผิวดำกับผู้หญิงผิวขาว ผู้ชายผิวขาวกับผู้หญิงผิวดำ มันเป็นตลาดนัดในเรื่องของเรื่องลามก ส่วนการเสพสังวาสจะลามกหรือไม่ลามก ขึ้นอยู่กับคนมอง แต่แน่นอนที่สุดมันไม่ใช่ศิลปะแน่นอน ใครมาเถียงผมว่าการเสพสังวาสเป็นศิลปะ ผมบอกเลย ไม่ใช่ การเสพสังวาส คือการเอาสัตว์สองตัว ก็คือสัตว์มนุษย์ มาระบายอารมณ์ซึ่งกันและกัน ซึ่งเรื่องนี้มันควรจะเป็นเรื่องส่วนตัวที่ส่วนตั๊ว...ส่วนตัว ไม่ใช่เอามาดูกัน


แต่ผมกำลังบอกว่า เว็บโป๊ต่างๆ พวกนี้ เล็กๆ น้อยๆ ไม่ใหญ่เท่า Pornhub มันก็ยังมีอยู่ เพราะฉะนั้นแล้ว อย่าไปประท้วงเลย คุณพุทธิพงษ์ เขาจำเป็นต้องทำ แต่ผมเพียงแต่อยากจะฝากคุณพุทธิพงษ์ ไปเหมือนกันว่าประชาชนเขาก็ยกตัวอย่างเปรียบเทียบว่า คุณพุทธิพงษ์ บล็อก Pornhub แต่ทำไมคุณพุทธิพงษ์ ไม่มีปัญญาหยุดยั้งการพนันออนไลน์ ซึ่งมีตลอดเวลา ผมเนี่ยเจอตลอดเวลา มาทาง message มาตลอดเวลาเลย ทำไมถึงบล็อกตรงนี้ไม่ได้ ผมอยากให้คุณพุทธิพงษ์ แสดงฝีมืออีกทีหนึ่ง นอกจากบล็อกเว็บทางด้านลามกจกเปรกพวกนี้แล้ว ที่ผมเรียกว่าลามกจกเปรต ก็เพราะว่ามันเป็นอย่างนั้นจริงๆ มันไม่มีสุนทรียภาพเลยแม้แต่นิดเดียว ถ้ามันมีลักษณะของเรื่องของราว เป็นระดับ X สูงกว่า R ระดับหนึ่ง มีการไปคุยกัน จีบกัน พากันไปดูหนังแล้วก็มาเปลื้องเสื้อผ้ากัน แล้วระหว่างที่ถ่ายภาพกันก็มีการเสพสังวาสกันบนเตียง หรือเสพสังวาสกันข้างเตียง หรือเสพสังวาสกันในห้องน้ำ แต่ว่าลักษณะอย่างนั้นมันไม่ใช่เหมือนลักษณะของ Pornhub


Pornhub ก็คือมันถ่ายรูปลงไปตรงที่อวัยวะเพศ ทั้งของผู้ชายและผู้หญิง ผมคิดว่าระดับ R ระดับ X หรือ XX ยังพอรับไหว มันเป็นเรื่องเป็นราว แม้กระทั่งในหนังบางเรื่องก็สูงกว่าระดับ R ไปแล้ว ระดับ X มีการที่ผู้หญิงกำลังมีอารมณ์กับผู้ชาย แล้วผู้ชายก็ถอดเสื้อผ้า ผู้หญิงก็ดึงเสื้อผ้าผู้ชาย ผู้ชายดึงเสื้อผ้าผู้หญิง แล้วก็พากันไปที่เตียง แล้วก็ทุ่มตัวลงไป แล้วผู้ชายก็ก้มลงไป ที่แน่ๆ ใช้ชิวหา แต่ว่าไม่ได้ถ่ายให้เห็น แต่จินตนาการมันออกมา ผมคิดว่าระดับแค่นี้พอจะรับได้ ผมอาจจะเป็นคนหัวโบราณ แต่ผมคิดว่าสิทธิเสรีภาพในการที่จะเข้าดูเว็บอะไรก็ได้ ในโลกยุคนี้ บางครั้งจะต้องถูกตีกรอบเอาไว้เช่นกัน ไม่ใช่ปล่อยฟรี หรือปล่อยเสรี

ท่านผู้ชมครับ เมื่อกี้ผมพูดเรื่องเกี่ยวกับ Pornhub พูดถึงสิทธิเสรีภาพในการที่คนจะสามารถเข้าไปดูเว็บโป๊ใน Pornhub ได้ ในทำนองเดียวกัน เรื่องที่ผมจะพูดให้ฟังในวันนี้ก็คือ เป็นเรื่องสิทธิเสรีภาพที่ทางตะวันตก โดยเฉพาะทางฝรั่งเศสยืนหยัดอยู่ ทั้งๆ ที่สิทธิเสรีภาพนี้ก่อให้เกิดความแตกแยก แล้วทำให้ชนสองกลุ่มที่อยู่ในประเทศเดียวกัน คือ ชาวมุสลิม และชาวฝรั่งเศส ตลอดจนชาวมุสลิมทั่วโลก ลุกฮือขึ้นมา และเรื่องนี้ดูทีท่าจะไม่จบ เพราะมีการตาย บาดเจ็บกันเป็นร้อยๆ คน ถึงกับล่าสุดมีการตัดหัวครูที่สอนในเรื่องสิทธิเสรีภาพ และยกตัวอย่างเรื่องการ์ตูนล้อเลียนของฝรั่งเศส ในนิตยสารที่ชื่อ ชาร์ลี เอบโด (Charlie Hebdo)


นิตยสาร ชาร์ลี เอบโด เป็นนิตยสารเชิงเสียดสีล้อเลียนของฝรั่งเศส ซึ่งเป็นที่รู้จักกันไปทั่วโลก เนื่องจากพิมพ์ภาพการ์ตูนล้อศาสดานบีมุฮัมมัด ของศาสนาอิสลาม ซึ่งเป็นชนวนของเหตุประท้วงรุนแรงในโลกมุสลิมอยู่หลายครั้ง เพราะชาวมุสิลมถือว่าการวาดรูปล้อเลียนศาสดามุฮัมมัด เป็นการดูหมิ่นศาสนาอิสลามอย่างร้ายแรง

ท่านผู้ชมครับ ผมเข้าใจเรื่องนี้ดี เพราะว่าความเชื่อ ผมเคยพูดอาทิตย์ที่แล้วในเรื่องศรัทธา ผมบอกศรัทธาคนเรา ถ้าเราเชื่ออะไร เราศรัทธาในเรื่องนี้แล้ว เราอย่าไปเหยียดศรัทธาของคนอื่นเขา คนฝรั่งเศส โดยยึดถือหลักของฝรั่งเศสที่ตอนนี้พวกม็อบชูสามนิ้วเอามาใช้ ซึ่งหลักศรัทธานี้มาจากคุณปิยบุตร แสงกนกกุล คือศรัทธานี้ก็คือความเสมอภาค เสรีภาพ และภราดรภาพ คือทุกอย่าง ทุกคนมีสิทธิเท่าเทียมกันหมด มันไม่เท่าเทียมกันหรอกท่านผู้ชม


สื่อฝรั่งเศสอย่าง ชาร์ลี เอบโด ท้าทายศรัทธานี้ด้วยการอ้างเสรีภาพของสื่อในการแสดงออก แล้วตีภาพล้อเลียนศาสดาของศาสนาอิสลาม ไม่เว้นแม้กระทั่งภาพศาสดานั่งวีลแชร์ที่เข็นโดยชาวยิวออร์ทอดอกซ์ ในปี 2554 หรือประมาณเก้าปีที่แล้ว เหตุการณ์วันนั้นทำให้ชาวมุสลิมที่ทนไม่ได้กับการล้อเลียนเช่นนี้ บุกเข้าเผาสำนักพิมพ์ ชาร์ลี เอบโด เสียหายหนัก ในวันที่ 2 พฤศจิกายน


แต่ชาร์ลี เอบโด เป็นสื่อนี่ก็ยังไม่เข็ด ไม่เข็ดจริงๆ เพราะยึดถือในเรื่องของเสรีภาพ เสมอภาพ และภราดรภาพ บ้าบอคอแตก เพราะฉะนั้นการถูกข่มขู่จะเอาชีวิต ขอความคุ้มครองจากตำรวจ ก็ยังเดินหน้าตีพิมพ์การ์ตูนเสียดสีศาสนาอิสลามต่อไป โดยยึดถือเสรีภาพของสื่อ

ถัดไปอีกสี่ปี วันที่ 7 มกราคม 2558 มันมีเหตุการณ์ที่ช็อกโลก คนร้ายจำนวนหนึ่งเดินเข้าไปในสำนักงานกองบรรณาธิการ ชาร์ลี เอบโด แล้วก็เกิดขึ้นเพราะว่า เมื่อสามชั่วโมงก่อนที่จะเกิดเหตุ สื่อชาร์ลี เอบโด แอบทวีตภาพล้อเลียนศาสดาของศาสนาอิสลาม มือปืนสองคนพี่น้อง เป็นชาวอิสลาม เครือข่ายอัลกออิดะห์ที่หัวรุนแรงมาก บุกเข้าไปที่ออฟฟิศในกรุงปารีส ใช้อาวุธสงครามกราดยิงคนในสำนักพิมพ์ตายไปเลย 14 คน รวมทั้งบรรณาธิการบริหารที่ชื่อ สเตฟาน ชาบงนีเยร์ อายุ 47 ปี และนักเขียนการ์ตูนการเมืองระดับหัวกะทิของฝรั่งเศส คือ โวแลงสกี และกาบู ซึ่งเป็นเป้าหมายของการสังหารล้างแค้นครั้งนี้ สองคนนี้ก็หลบหนีไป แต่ภายหลัง วันที่ 9 มกราคม ตำรวจจับได้และวิสามัญฯ


ต่อมาตำรวจก็เลยจับจำเลยอีก 14 คน ข้อหาร่วมมือจัดหาอาวุธ การขนส่ง เสร็จเรียบร้อยแล้ว ในกระแสตอนนั้น ผู้นำตะวันตกกว่า 40 ประเทศออกมาแสดงความคิดเห็นสนับสนุนเสรีภาพสื่อ ใครบ้างล่ะ ? ประธานาธิบดีฟรองซัวส์ ออลลองด์ ของฝรั่งเศส ออกมาสนับสนุน นายกรัฐมนตรีเยอรมนี อังเกลา แมร์เคิล นายกรัฐมนตรีอังกฤษในยุคนั้น คือ นายเดวิด คาเมอรอน แม้กระทั่งบารัก โอบามา ก็ออกมาประณามโจมตีผู้ก่อการร้าย


เสร็จเรียบร้อยแล้ว เรื่องก็ยังไม่จบเพียงแค่นั้น ในโลกมุสลิมบางสว่นก็พากันเฉลิมฉลอง ยิงปืน สะใจ ในค่ายผู้ลี้ภัยปาเลสไตน์ทางภาคใต้ของเลบานอน สมาชิกอัลกออิดะห์ในเยเมนบางคนโพสต์ผ่านทวิตเตอร์ ว่าหนังสือพิมพ์ฉบับนี้ ชาร์ลี เอบโด ผิดซ้ำผิดซาก เป็นเสรีภาพจอมปลอม บิดเบือนศาสนาอิสลามที่สร้างความไม่พอใจรุนแรง และนี่คือแรงแค้นที่ก่อให้เกิดเหตุการณ์ร้ายแรงจากชาวมุสลิมอีกหลายต่อหลายครั้งในเวลาต่อมาในฝรั่งเศส


ท่านผู้ชมครับ หลังจากเกิดเหตุนี้ขึ้นมา ก็เลยเกิดผลร้ายกับชาวมุสลิม มีความเกลียดกลัวชาวอิสลามระบาดไปทั่วประเทศ ชาวมุสลิมเดินอยู่ก็มีชาวฝรั่งเศสเอาสุนัขตัวเล็กๆ เพราะคนมุสลิมไม่ชอบสุนัข โยนใส่ หรือไปจ่อให้กับชาวมุสลิม ขว้างขวดน้ำจากรถที่แล่น ด่ามุสลิมว่าโสเภณีมุสลิม มุสลิม Bitch ปรากฏว่ามีเรื่องราวนี้เกิดขึ้น เรื่องราวที่กราดยิงที่สำนักพิมพ์เอบโด ปีนั้น ยังไม่จบสิ้นนะท่านผู้ชม


วันศุกร์ที่ 13 พฤศจิกายน สถานบันเทิงบางแห่งในกรุงปารีส และสนามกีฬาสตาดเดอฟร็องส์ ถูกผู้ก่อการร้ายโจมตีพร้อมกัน ถ้าท่านผู้ชมยังจำได้ ถ้าจำไม่ได้ ผมจะทวนความจำ มีผู้เสียชีวิต 129 ราย บาดเจ็บ 300 ราย สาหัส 99 ราย โดยผู้ก่อการร้าย 4 คน การก่อการร้ายครั้งนั้นเป็นประเด็นหลักคือ ศาสนาและวัฒนธรรม ทำให้เกิดการเกลียดกลัวศาสนาอิสลามไปทั่วฝรั่งเศส และกระแสทำให้เป็นความขัดแย้งระหว่างศาสนาอิสลามกับประชาชนชาวฝรั่งเศส จนนำไปสู่ความรุนแรงระหว่างชาวฝรั่งเศสและชาวมุสลิมในสังคมฝรั่งเศส


ห้าปีต่อมาจาก 2558 จนถึง 2563 ปีนี้ ได้เกิดการกราดยิงสังหารหมู่กองบรรณาธิการชาร์ลี เอบโด ในขณะที่ศาลอาญาได้เปิดการไต่สวนผู้ต้องหา 14 คน ในอดีตที่ทำความผิดมา ทั้งหมดถูกข้อกล่าวหาต่างๆ เยอะแยะไปหมด การไต่สวนคดีจะดำเนินไปจนถึงวันที่ 10 พฤศจิกายน 2563 โดยจะมีการเบิกผู้เชี่ยวชาญพยานเข้ามา 150 คน ในช่วงของการไต่สวนคดีนี้ ท่านผู้ชมเชื่อไหม 2 กันยายน 2563 ในระหว่างการไต่สวน นิตยสารล้อเลียนชาร์ลี เอบโด ก็ตีพิมพ์ซ้ำ การ์ตูนล้อศาสดานบีมุฮัมมัด หลังจากที่เหตุร้ายผ่านไปแล้ว 5 ปี พร้อมกับข้อความไว้อาลัยแก่พนักงานของตัวเองที่เสียชีวิต ที่ถูกกราดยิงเมื่อวันที่ 7 มกราคม 2558 ในวาระเริ่มกระบวนการพิจารณาไต่สวนคดี ในเหตุโจมตีนองเลือดที่สำนักงานสื่อมวลชนแห่งนี้เมื่อปี 2558


โดยที่กองบรรณาธิการของบทบรรณาธิการของชาร์ลี เอบโด บอกว่าการตีพิมพ์ภาพการ์ตูนนี้อีกครั้งในสัปดาห์นี้ เป็นสิ่งสำคัญสำหรับเรา บทบรรณาธิการของสื่อแห่งนี้ออกแถลงการณ์จากชาร์ลี เอบโด ว่า การ์ตูนเหล่านี้เป็นหลักฐานส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์ และไม่มีใครเขียนประวัติศาสตร์ขึ้นมาใหม่ หรือลบมันได้

ท่านผู้ชมครับ ทันทีเลย มีปฏิกิริยาต่อต้านรุนแรงเคลื่อนไหวในโลกมุสลิม กระทรวงการต่างประเทศปากีสถานออกมาประณามการกระทำของชาร์ลี เอบโด แต่ว่าประธานาธิบดีแอมานูเอล มาครง กล่าวขณะเยือนเลบานอนว่า ขอแสดงความเสียใจต่อเหยื่อเหตุกราดยิงในฐานะที่ประธานาธิบดีเขาไม่ควรตัดสินการทำงานของสื่อ เพราะเป็นเสรีภาพของสื่อมวลชน


วันที่ 3 กันยายน 2563 ประมาณสองเดือนที่ผ่านมา มีการประท้วงใหญ่เลยของชาวปากีสถาน เป็นแสนๆ คน เดินขบวนในเมืองเปชวาร์ โกรธเคืองต่อการ์ตูนล้อเลียน ซึ่งชาร์ลี เอบโด เอามาลงอีกครั้งหนึ่ง แล้วในโดรน ภาพที่ถ่ายมา จะเห็นว่าประชาชนเยอะขนาดไหน


ในระหว่างนั้น วันที่ 25 กันยายน 2563 ก็มีการทำร้ายคนที่อยู่ที่สำนักงานของชาร์ลี เอบโด แต่ที่ช็อกโลกที่สุด เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 16 ตุลาคม 2563 เมื่อประมาณเกือบๆ 1 เดือนที่ผ่านมา ได้มีการก่อเหตุร้าย ตัดคอซามูเอล ปาที ครูสอนภูมิศาสตร์ประวัติศาสตร์ ชายผู้ก่อเหตุชื่อ อับดุลาคห์ เอ ถูกตำรวจยิงเสียชีวิตในเวลาต่อมา เหตุผลไม่มีอะไร ครูฝรั่งเศสคนนี้ แสดงภาพการ์ตูนล้อเลียนศาสดานบีมุฮัมมัด และเกิดข้อโต้เถียงกับนักเรียนของเขาในชั้นเรียน ทำให้ถูกผู้ก่อเหตุลอบฆ่า ใช้มีดขนาดใหญ่ตัดคอ เรื่องนี้เป็นเรื่องที่สะเทือนขวัญมาก ทั้งในฝรั่งเศสและในโลก



แต่ฝรั่งเศสเองก็ยังไม่เข้าใจ เพราะฝรั่งเศสยึดถือความเป็นรัฐฆราวาสของประเทศฝรั่งเศส ซึ่งแยกเรื่องศาสนาออกจากความเป็นรัฐ เป็นอัตลักษณ์สำคัญอย่างหนึ่งของฝรั่งเศส เทียบเท่ากับหลักการหลังยุคปฏิวัติฝรั่งเศสที่ว่า เสรีภาพ เสมอภาค และภราดรภาพ


ท่านผู้ชมครับ หลักเสรีภาพ เสมอภาค และภราดรภาพนั้น ม็อบสามนิ้วเอามาใช้ แล้วขยายความออกมาว่า เสรีภาพ ความอิสระในการแสดงออกความคิดเห็นโดยไม่ถูกคุกคามจากใคร เสมอภาค คือความเท่าเทียมกับการมีสิทธิที่จะเหมือนกันโดยไม่มีการแบ่งแยก ภราดรภาพ การมองทุกคนที่เป็นมนุษย์เหมือนกัน ไม่ว่าจะชาติพันธุ์ไหน สีผิวอะไร รสนิยมอะไร

ท่านผู้ชมครับ ผมอยากให้คุณปิยบุตร ซึ่งจบโทและเอกกฎหมายจากประเทศฝรั่งเศส และมีภรรยาเป็นคนฝรั่งเศส ช่วยแก้ปัญหานี้ให้กับประเทศของภรรยาคุณด้วยสิ ได้ไหมครับ


ท่านผู้ชมครับ ความเชื่อของคนมุสลิม เป็นความเชื่อ เป็นความศรัทธาที่ปฏิเสธไม่ได้ เป็นความเชื่อ เป็นความศรัทธา คนมุสลิมจะบอกเลยว่า เวลาเรียนในชั้นเรียนที่ฝรั่งเศส เด็กมุสลิมพูดเลยว่ามีความชอบธรรมอย่างเต็มเปี่ยมที่จะฆ่าคนที่ไม่แสดงความเคารพศาสดามุฮัมมัด มันมาจากสิ่งที่เขาได้ยินจากครอบครัวพูดกัน มันไม่ใช่แค่สิ่งที่ครอบครัวพูดกัน มันเป็นหลักการ ระหว่างเราซึ่งเป็นชาวพุทธ เราศรัทธาในพระพุทธเจ้า ถ้ามีใครด่าว่าพระพุทธเจ้า โดยนิสัยของพวกเรา เราจะใช้ความเป็นอหิงสา เราก็นึกในใจว่ามึงตกนรกแน่นอน แล้วเราก็เดินหนีไป แต่ว่าลักษณะมุสลิมไม่เหมือนกัน ศาสดาของเขา แตะต้องไม่ได้ อาจจะเป็นเพราะปรัชญาศาสดาของท่านนบีมุฮัมมัด หรือศาสดาพระพุทธเจ้า มีความขัดแย้งกันในเรื่องของความรู้สึก พระพุทธเจ้าสอนให้เรามองทุกอย่างเหมือนอย่างไม่มีตัวตน เพราะฉะนั้นแล้ว พระพุทธเจ้า ศาสนาพุทธ สอนเราตลอดเวลาว่า ชีวิตนี้มีแต่ความว่างเปล่า แต่ไม่ใช่มุสลิม


มุสลิมนั้น ท่านนบีมุฮัมมัด หรือพระอัลเลาะห์ เป็นจิตใจหรือเป็นชีวิตของพวกเขา เพราะเขาถูกสอนถูกสั่งมาเช่นนี้


เรื่องนี้ผมไม่เคยเข้าใจ แต่ผมก็เข้าใจในที่สุด ว่ามันเป็นการปะทะกันระหว่าง civilization 2 civilization ท่านผู้ชมครับ นานมาแล้วครั้งหนึ่ง มีฝรั่งคนหนึ่ง ชื่อ Sam Huntington เขาเขียนว่า The Crash of Civilization คือการปะทะกันในทางวัฒนธรรมความเชื่อทางศาสนา และเขาพูดชัดเจนว่าในที่สุดแล้วจะเป็นการปะทะกันระหว่างศาสนาอิสลามกับทางตะวันตก


โศกนาฏกรรมที่เกิดขึ้นจากแมกาซีน ชาร์ลี เอบโด เป็นโศกนาฏกรรมที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำอีก เป็นบทเรียนชีวิตราคาแพงที่พิสูจน์ว่าการใช้เสรีภาพเกินขอบเขต ละเมิด ล้อเลียน หยามเหยียดศรัทธา อาจจบลงด้วยเลือดและความตาย เช่นปมคดีชาร์ลี เอบโด กระทำไว้ แต่ว่าพูดอย่างนั้นก็ไม่ถูก เพราะว่าคนฝรั่งเศส ตั้งแต่ปฏิวัติฝรั่งเศสแล้ว แยกระหว่างศาสนากับรัฐ ราชอาณาจักรกับศาสนาไม่เกี่ยวกัน เพราะฉะนั้นแล้วเขามองว่าสำหรับราชอาณาจักรแล้ว เสรีภาพ เอกภาพ และภราดรภาพ ต้องเท่าเทียมกันหมด แต่มันไม่ใช่ เมื่อคุณไปถึงศาสนาอีกศาสนาหนึ่ง ศาสนาคริสต์อาจจะใช่ ศาสนาพุทธอาจจะไม่รู้สึก แต่พอมาถึงศาสนาอิสลามแล้ว ผมกลับคิดว่าทฤษฎีเสรีภาพ เอกภาพ ภราดรภาพนั้น ไม่ใช่ทฤษฎีที่ใช้ได้ เป็นทฤษฎีของการดูถูกเหยียดหยามความเชื่อและความศรัทธาของคนที่ตัวเองไม่ได้เชื่อและศรัทธาตามเขา และที่สำคัญก็คือว่า ไปหยามเหยียดเขา

ประเด็นก็คือว่าเรื่องราวต่างๆ ที่แมกาซีนชาร์ลี เอบโด มันสามารถจะตีพิมพ์ได้ มีอยู่เยอะแยะไปหมดเลย แต่ไม่ กลับไปล้อเลียนศาสดานบีมุฮัมมัด ซึ่งก็รู้อยู่แล้ว รู้อยู่แล้วว่าเป็นสิ่งที่ชาวมุสลิมเขานับถืออย่างสูงสุด เขาอยู่ของเขาเฉยๆ เขาไม่ได้เคยมาเหยียดหยามพระเยซูอะไรทั้งสิ้น แต่จู่ๆ คุณมาออกสื่อ สื่อมุสลิมไม่เคยออกสื่ออะไรก็ตามที่มาโจมตีศาสนาพุทธ หรือโจมตีคริสต์ อย่างมากมีความขัดแย้งในอัฟกานิสถานที่เมืองกันดะฮาร์ พวกหัวรุนแรงก็พากันไประเบิดรูปปั้นพระพุทธเจ้าที่สร้างอยู่ที่เมืองกันดะฮาร์


เพราะว่าสมัยก่อนกันดะฮาร์ หรืออัฟกานิสถาน เคยเป็นดินแดนพุทธ แล้วต่อมาอิสลามเข้ามายึดครอง แล้วก็เปลี่ยนเป็นศาสนาอิสลาม ทำให้ชาวอิสลามหัวรุนแรงทนไม่ได้ที่จะเห็นรูปปั้นซึ่งเป็นมรดกโลก รูปปั้นพระพุทธเจ้านั้น แล้วระเบิด พวกตอลิบานระเบิดทิ้งหมดเลย เพราะเขาเชื่อว่าในเมื่อเป็นประเทศอิสลามแล้ว รูปปั้นที่เป็นตัวแทนศาสนาอื่นไม่ควรที่จะอยู่ นั่นคือความเชื่อของเขา แต่พอมาถึงชาร์ลี เอบโด แล้ว ชาร์ลี เอบโด ไม่สนใจเรื่องของความรู้สึก


คือจริงๆ แล้วมันไม่ควรจะมีอะไรเลย ถ้าแมกาซีนชาร์ลี เอบโด หลีกเลี่ยงที่จะล้อเลียน เรื่องที่จะล้อเลียนในประเทศ ในโลกนี้ มีเยอะแยะมาก แต่เผอิญคุณไปล้อเลียนศาสนาอิสลามซึ่งเขาอ่อนไหวมากๆ กับเรื่องพวกนี้


ท่านผู้ชมครับ ความจริงแล้วเรื่องของชาร์ลี เอบโด มันมีอีกเรื่องหนึ่ง เป็นเรื่องเก่ามาก และเป็นคนอิสลามด้วยนะ แต่เป็นคนอินเดีย ชื่อ ซัลมาน รัชดี เป็นนักเขียนที่มีชื่อมาก อยู่ในอังกฤษ และเป็นคนเขียนนิยาย ปรากฏว่าเขียนล้อเลียนศาสดานบีมุฮัมมัด เขียนในทำนองกามารมณ์ ปรากฏว่านายซัลมาน รัชดี โดนจีฮัดจากคนอิสลาม ถึงกับอิหร่านพูดชัดเจนเลยว่า ใครก็ตามเจอซัลมาน รัชดี ฆ่าได้ และอิหร่านจะให้เงินรางวัลเป็นล้านๆ ปอนด์ ซัลมาน รัชดี ต้องหลบแล้วก็ขอให้สกอตแลนด์ยาร์ดคุ้มครองตัวเอง เพื่อให้รอดพ้นไป ปัจจุบันยังมีชีวิตอยู่ แต่ก็อยู่อย่างหลบๆ ซ่อนๆ กี่สิบปีแล้วท่านผู้ชม

ความแค้นในการดูถูกศาสดาของเขาไม่ใช่เรื่องเล็ก แต่เรื่องที่ใหญ่กว่านั้นที่จะตามมาทีหลัง ผมจะเรียนให้ทราบ ตอนนี้คนมุสลิมที่เข้าไปอยู่ในฝรั่งเศสเริ่มมีมากขึ้นแล้ว ในขณะซึ่งคนฝรั่งเศสเองคุมกำเนิด มีลูกอย่างมากก็คนเดียว บางครอบครัวช่วงหลังๆ ไม่มี ท่านผู้ชมครับ หลังจากนี้ไปอีก 30 ปี หรือ 20 ปี คนอิสลามที่ถือสัญชาติฝรั่งเศส เพราะเมื่อไปอยู่ฝรั่งเศสแล้วก็มีสิทธิถือสัญชาติฝรั่งเศส เพราะฝรั่งเศสเน้นเรื่องเอกภาพ เสรีภาพ ภราดรภาพ ทุกคนมีสิทธิเท่าเทียมกันหมด ในที่สุดแล้ว ท่านผู้ชมเชื่อไหม ไม่เกิน 20 ปี หรือ 30 ปี ประชากรในฝรั่งเศส ประชากรคนอิสลามจะมีมากกว่าคนฝรั่งเศส


ผมถามว่าถ้ายังมีเหตุการณ์ประเภทนี้อยู่ ชาร์ลี เอบโด หรือมีเหตุการณ์ความขัดแย้งระหว่างชาวฝรั่งเศส ชาวอิสลาม ถ้ามีการเลือกตั้งขึ้นมา ชาวอิสลามมันรวมตัวกันขึ้นมา แล้วเป็นผู้นำประเทศ ตั้งรัฐบาลชาวอิสลาม อะไรจะเกิดขึ้น และผมก็จะบอกให้ ก่อนจะถึงวันนั้น จะไม่มีวันที่จะได้รับการเลือกตั้ง เพราะชาวฝรั่งเศสก็เหมือนชาวผิวขาวที่สหรัฐอเมริกา ที่กีดกันคนผิวสี และจะไม่ให้คนผิวสีมีอำนาจในการปกครองอย่างเด็ดขาด เชื่อผมสิครับ เรื่องนี้ต้องเกิดขึ้นแน่นอน


เรื่องชาร์ลี เอบโด และเรื่องที่ผมเล่าให้ฟัง ซัลมาน รัชดี เป็นเรื่องใหญ่มาก ท่านผู้ชมรู้ไว้ประดับความรู้ มันตรงกับที่ผมพูดไปคราวที่แล้ว ในศุกร์ที่แล้ว เรื่องศรัทธา ท่านผู้ชมศรัทธา ของใครของมัน ใครศรัทธาอะไรให้เกียรติเขา เราศรัทธาอะไร เขาก็ต้องให้เกียรติเราเช่นกัน อย่าไปรุกรานศรัทธาของเขา

ท่านผู้ชมครับ วันนี้เป็นวันที่พูดมาหลายเรื่องเหลือเกินนะครับ 6 เรื่อง กินเวลาร่วมสองชั่วโมง ช่วงหลังนี้ยาวเกินไป ผมชักเหนื่อย วันหลังต้องขออนุญาตกลับไปสู่ระบบเดิม คือไม่เกิน 1 ชั่วโมง ถึง 1 ชั่วโมงครึ่ง แต่อย่างที่ผมเรียนให้ทราบว่าหลายๆ อย่างทุกวันนี้มันเกิดขึ้นกะทันหัน และมันมีเรื่องราวต่างๆ ที่ต้องชี้แจงกันไป วันนี้ก็เอากันเพียงแค่นี้ก่อนแล้วกัน อาทิตย์หน้าจะมีเรื่องราว (อีกแล้ว) ที่ใหญ่ๆ หลายเรื่อง ที่ไม่พูดก็ไม่ได้ แต่ผมก็ต้องเริ่มทำใจว่า แล้วผมจะบีบอย่างไรให้มันกระชับ แต่ข้อมูลข่าวสารบางครั้งมันเยอะเหลือเกิน บีบอย่างไรก็ไม่สำเร็จ ท่านผู้ชมครับวันนี้เอาเพียงแค่นี้ก่อน สวัสดีครับ


กำลังโหลดความคิดเห็น...