xs
xsm
sm
md
lg

[คำต่อคำ] SONDHI TALK : กลิ่น “รัฐประหาร” โชยมาแล้ว

เผยแพร่:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



“สนธิ”ชี้กรณีทุจริตการบินไทยและอัยการสั่งไม่ฟ้อง “บอส วรยุทธ” เป็นคนละเรื่องเดียวกัน โดยการบินไทยเป็นการทุจริตครั้งประวัติการณ์ของผู้บริหารรัฐวิสาหกิจ ส่วนกรณี “บอส” เป็นการคอร์รัปชั่นในกระบวนการยุติธรรม ย้ำม็อบในไทยมีสหรัฐฯ หนุนหลัง ผ่าน NED ที่เป็นเหมือนซีไอเอภาคพลเมือง หลังจากจีนออกกฎหมายความมั่นคงจนเคลื่อนไหวในฮ่องกงไม่ได้ จึงมุ่งมาที่ไทย เพราะรัฐบาลไทยขณะนี้ไม่เป็นที่พึงประสงค์ของรัฐบาลอเมริกัน ชี้ม็อบเด็กเริ่มก้าวก้าวร้าวและถ่อยเกินขอบเขต พวกอดีตเอ็นจีโอต้องหยุดโหนกระแสเด็ก ถ้าเด็กทำไม่ถูกต้องตักเตือน อย่าบ้าโหนกระแสจนเดินต่อไปไม่ได้ พร้อมระบุโอกาสปฏิวัติเกิดขึ้นได้ หากการชุมนุม 19 ก.ย.คนมาจำนวนมาก จนผู้มีอำนาจตื่นตระหนก แม้จะมีการออกมาปฏิเสธแล้วว่าไม่มีการปฏิวัติก็ตาม ขณะที่อีกฝ่ายก็ต้องการให้มีการปฏิวัติเช่นกัน

วันที่ 11 ก.ย.63 เวลา 09.00 น. นายสนธิ ลิ้มทองกุล ผู้ก่อตั้งหนังสือพิมพ์ผู้จัดการ ได้ไลฟ์สด “SONDHI TALK” ผ่านเฟซบุ๊กแฟนเพจ “คุยทุกเรื่องกับสนธิ” และช่องยูทูป Sondhitalk เกี่ยวกับประเด็นประวัติศาสตร์ฉบับย่อของประเทศไทย “เมื่อกลิ่นรัฐประหารโชยมา” รวมถึงหน้าตาที่แท้จริงของประเทศไทย ทั้งเรื่องการบินไทยและคดี บอส อยู่วิทยา ติดตามได้ในรายการ SONDHITALK : ผู้เฒ่าเล่าเรื่อง Ep50



คำต่อคำ SONDHI TALK [11 ก.ย. 63] : กลิ่นรัฐประหารโชยมาแล้ว


วันนี้ผมจะมาบอกให้ฟังว่าช่องทางการติดต่อของ "คุยทุกเรื่องกับสนธิ" หรือ SONDHI TALK ได้ทางไหนบ้าง ทางแรกคือทางเฟซบุ๊ก ให้กด Like หรือกด Follow แล้วกดติดตาม แล้วเลือก See First ไปเลยในเพจ "คุยทุกเรื่องกับสนธิ" เมื่อชมแล้วก็ช่วยกันแชร์ออกไปมากๆ เพื่อให้บางคนที่ยังไม่ได้อยู่ดูได้ความรู้กับสิ่งที่ผมพูด แล้วเดี๋ยวนี้เราก็ไลฟ์สดผ่านยูทูปเช่นกัน ให้เข้าไปใน YouTube ค้นหาคำว่า SONDHI TALK กด Subscribe เอาไว้ เปรียบเสมือนห้องสมุดเคลื่อนที่ รวบรวมทุกอย่างตั้งแต่รายการในอดีต "มองโลก มองเรา กับสนธิ" "บันทึกลับบ้านพระอาทิตย์" จนมาถึงรายการ "SONDHI TALK"


สำหรับแฟนรายการคนไหนอยากดูเนื้อหา ตลอดจนการถอดคำพูดเป็น text ก็ให้เข้าไปที่ www.sondhitalk.com เพราะจะรวมไว้ในเว็บไซต์โดยแยกเป็นแต่ละหมวดหมู่ครบทุกเรื่องทีเดียวครับ


สุดท้าย สำหรับท่านผู้ชมที่ไม่อยากเห็นหน้าผม แต่อยากฟังเสียงผม อยากฟังเรื่องราวที่ผมพูด ก็เข้ามาฟังที่ podcast ถ้าท่านที่ใช้ iPhone - iOS ก็เข้าไปที่แอปฯ podcast เมื่อกดเข้าไปแล้วก็ search คำว่า SONDHI TALK ก็จะมีให้ทุกรายการ ส่วนท่านผู้ชมที่ใช้โทรศัพท์ระบบ android ก็กดเข้าไปเหมือนกัน แต่จะมีคำว่า Podbean แล้วก็กดเข้าไป


สวัสดีครับท่านผู้ชม วันนี้เป็นวันศุกร์ที่ 11 เดือนกันยายน พ.ศ. 2563 เวลาผ่านไปเร็วมาก เราทำรายการนี้ก็ครบ 1 ปีแล้ว ถือว่าทุกสิ่งทุกอย่างเหมือนเกิดขึ้นเมื่อวานนี้

ท่านผู้ชมครับ วันนี้มีเรื่องราวบางเรื่องที่เกี่ยวโยงกันหลายอย่าง ตามหัวข้อ ตามโปสเตอร์ในการโฆษณานั้น พูดถึงกลิ่นรัฐประหาร แต่เรื่องนี้จะเป็นเรื่องที่อยู่ในช่วงท้าย แต่ในช่วงต้นก่อนจะเข้ารายการ ก็ขอเอาเรื่องราวของคุณเติมศักดิ์ จารุปราณ ก่อน


อย่างที่ท่านผู้ชมหลายท่านก็ทราบดีว่าคุณเติมศักดิ์ จารุปราณ นั้นเป็นบุคลากรที่มีคุณค่ามากของ NEWS1 และเป็นคนที่ผมไปเชิญชวนมาสมัยที่ออกจากไอทีวี และไม่รู้จะไปอยู่ที่ไหน อย่างที่ผมเรียนและได้ลงในโพสต์ไปว่า ผมบอกคุณเติมศักดิ์ว่า เติมศักดิ์ มาอยู่กับผมเถอะ สิ่งหนึ่งซึ่งคุณเติมศักดิ์จะได้ในขณะที่คุณเติมศักดิ์ไม่ได้เลยในไอทีวีก็คือ เสรีภาพในการทำข่าว เสรีภาพในการแสดงออก จากวันนั้นจนถึงวันที่คุณเติมศักดิ์เสียชีวิต คุณเติมศักดิ์ก็อยู่กับผมมาร่วม 16-17 ปี ในตอนที่ผมตกต่ำมากๆ และลำบากยากเข็ญ เปลี่ยนจาก ASTV มาเป็น NEWS 1 เงินเดือนออกบ้าง ไม่ออกบ้าง ก็มีคนที่สนใจที่จะไปขอ ดึงตัวคุณเติมศักดิ์ไปอยู่ด้วย คุณเติมศักดิ์ก็ปฏิเสธไป คุณเติมศักดิ์เป็นคนที่มีคุณธรรมและมีจริยธรรมในวิชาชีพอย่างสูงส่ง


การเสียชีวิตของคุณเติมศักดิ์นั้น หลายๆ คนที่เป็นแฟนประจำของคุณเติมศักดิ์ต่างฝ่ายต่างเสียดายมาก เพราะว่าเป็นบุคลากรที่มีค่าในสังคมไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในแวดวงสื่อมวลชน


ก็ถือโอกาสนี้ขอบพระคุณหลายท่านที่ไปงานศพคุณเติมศักดิ์ จารุปราณ ซึ่งอยู่ที่ศาลาที่ 15 วัดเทพศิรินทราวาส แล้ววันอาทิตย์ที่จะถึงนี้ เวลาบ่ายสองโมง จะเป็นงานฌาปนกิจศพของคุณเติมศักดิ์นะครับ


ทุกคนที่ให้กำลังใจคุณเติมศักดิ์ รวมทั้งกรณีที่หลายๆ ท่านก็ต้องการร่วมทำบุญกับคุณเติมศักดิ์ ที่อยู่ต่างจังหวัด ไม่สามารถมาได้ ก็พากันโอนเงินเข้ามาในบัญชีที่ผมแนบโพสต์ไว้ในหน้าเพจ คุยทุกเรื่องกับสนธิ

ท่านผู้ชมครับ ผมจำเป็นต้องพูดถึงข้อแตกต่างของคุณเติมศักดิ์ กับสื่ออื่นๆ ผมอยากจะให้เปรียบเทียบระหว่างคนที่ทำข่าวและได้รับการชื่นชม ยกยอ และสรรเสริญว่าเป็นคนที่มีคุณภาพ ไม่กลัว กล้าหาญ อ่อนโยนแต่ไม่อ่อนแอ แข็งแรงแต่ไม่แข็งกร้าว ทำงานที่มีคุณภาพเมื่อเทียบกับคนที่ทำงานในเรื่องของลุงพล ในกรณีน้องชมพู่ คุณภาพต่างกันอย่างฟ้ากับเหว ไม่ใช่ต่างกันแค่ฟ้ากับดิน เรียนให้ทราบนิดหนึ่ง แล้ว ว่าผมภูมิใจที่ผมเคยร่วมงานกับคุณเติมศักดิ์มา และผมภูมิใจ ผมรักคุณเติมศักดิ์เหมือนน้องรักคนหนึ่ง เหมือนลูกรักคนหนึ่ง เพราะอายุก็ใกล้เคียงกับลูกชายผม เหมือนเพื่อนร่วมงานที่รักคนหนึ่ง เป็นการสูญเสียที่ยิ่งใหญ่มากสำหรับคนที่อยู่ในแวดวงนี้ และสำหรับคนที่เป็นเพื่อนร่วมงานกับคุณเติมศักดิ์ ตลอดจนในฐานะที่ผมเป็นผู้หลักผู้ใหญ่ที่คุณเติมศักดิ์เคารพนับถือ ก็ต้องขอขอบพระคุณล่วงหน้าสำหรับท่านผู้ชมที่มีใจและร่วมทำบุญกับคุณเติมศักดิ์


ท่านผู้ชมครับ เรื่องที่สองที่ผมจะพูดคือเรื่องการทำบุญ เมื่อวันเสาร์ที่แล้ว ผมได้เดินทางไป จ.อุดรธานี แล้วก็นั่งรถยนต์ต่อไปที่ จ.บึงกาฬ ประมาณ ชั่วโมง สิ่งแรกที่ผมจะไปคือ ผมได้ไปวัดป่าดานวิเวก ซึ่งเป็นวัดของหลวงปู่ทุย หลวงปู่ทุยคือใคร ? หลวงปู่ทุย เป็นลูกศิษย์สายตรงของหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต หลวงปู่ทุยเป็นศิษย์รุ่นน้องของหลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน ผมก็ถือว่าเป็นบุญเป็นกุศลมาก และผมก็ได้ทำบุญเผื่อท่านผู้ชมไปแล้ว คือผมได้ทำบุญตักบาตรให้กับหลวงปู่ทุย ซึ่งเป็นพระอรหันต์ที่มีชื่อมากที่อยู่ทางภาคอีสาน และน่าจะเหลืออยู่เพียงนับจำนวนองค์ได้ หลวงปู่ทุย อายุ 90 แล้ว แต่หลวงปู่ทุย ก็ยังเดินได้อย่างแข็งแรง ผมมีโอกาสตักบาตรท่าน และผมก็ภาวนาว่าขออุทิศส่วนกุศลทั้งหมดให้กับคนโน้นคนนี้ รวมทั้งให้ท่านผู้ชมที่ได้ร่วมในการเช่าซื้อพระไปเพื่อเอามาทำบุญครั้งนี้

หลังจากนั้นผมก็ได้เข้าไปเฝ้าหลวงปู่ทุย แล้วก็ถวายปัจจัย ผมเตรียมเงินที่ได้จากการให้เช่าพระ 85,000 บาท ไปถวายหลวงปู่ทุย หลวงปู่ทุยท่านเห็นผมเขียนในใบปวารณาว่าสำหรับเป็นการให้หลวงปู่ทุยเอาปัจจัยนี้ไปใช้ในวัด ค่าใช้จ่ายในวัด หลวงปู่ทุยท่านบอกว่า ในวัดไม่มีค่าใช้จ่ายอะไร ให้เอาค่าใช้จ่าย 85,000 บาทนี้ ให้ไปสมทบทุนการสร้างเจดีย์ ซึ่งเจดีย์นั้นมีรูปขึ้นให้ดูนะ


ผมไปกราบไหว้ เจดีย์บรรจุพระธาตุของพระพุทธเจ้า ก็คือเจดีย์บรรจุพระธาตุมงคล 8 ทิศ หลวงปู่ทุยบอกว่า เอาไปทำบุญสร้างเจดีย์ดีกว่า จะได้บุญอย่างมากมายมหาศาล ผมก็เลยถือโอกาสแก้ใบปวารณาว่า ขอถวายในการทำบุญสร้างเจดีย์ 85,000 บาท ท่านผู้ชมทุกท่านร่วมอนุโมทนาบุญด้วยก็แล้วกันนะครับ

หลังจากนั้นแล้วผมก็เดินทางไปที่ จ.บึงกาฬ ไป อ.ศรีวิไล วัดเวฬุวัน อย่างที่ผมเรียนให้ทราบ เดี๋ยวผมจะมีรูปขึ้นมาให้ดู วัดเวฬุวัน เป็นวัดที่องค์สมเด็จญาณสังวร คือสมเด็จพระสังฆราชองค์ที่แล้ว


องค์สมเด็จญาณสังวร ท่านได้เป็นผู้อุปถัมภ์วัดเวฬุวัน วัดเวฬุวัน เป็นวัดที่เก่าแก่มาก นมนานเลย และเป็นวัดที่ศักดิ์สิทธิ์ และเป็นวัดที่พระที่เข้าไปดูแลในวัดนี้ก็คือสายธรรมยุต และเป็นพระสายหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต

สมเด็จญาณฯ พระองค์ท่านได้สร้างพระพุทธรูปบูชาองค์หนึ่ง หน้าตักประมาณหลายเมตร ท่านตั้งชื่อว่า พระพุทธอุดมมงคลเวฬุวัน ก็เป็นชื่อเดียวกับที่สมเด็จญาณฯ ได้พระราชทานชื่อนี้มาให้กับพระพุทธบูชาที่พระองค์ท่านได้พระราชทานพระบรมราชานุญาตให้กระผมเป็นคนสร้างขึ้นมาโดยพระองค์ท่านเป็นประธานฝ่ายสงฆ์ ผมเป็นประธานฝ่ายฆราวาส และท่านผู้ชมก็ได้รับไปบูชาองค์ละ 30,000 บาท


ทั้งหมดนี้ก็ปรากฏว่าพระพุทธรูปองค์นี้ องค์ใหญ่ หน้าตักหลายเมตร อยู่ในวิหารที่สร้างเสร็จเพียงครึ่งเดียว ยังขาดอีกเยอะ ผมก็เลยไปปรึกษาหารือกับท่านผู้ใหญ่บ้าน ท่านเจ้าอาวาส รวมทั้งพระอาวุโสทั้งหลายที่อยู่ในที่นั้น ตลอดจนช่างที่รู้เรื่องดี ก็สรุปแล้วยังขาดเงินอีกประมาณ 5 ล้าน ถึง 5 ล้านกว่าบาท ผมก็เลยตัดสินใจขอเอาเงินก้อนนี้ ที่ท่านผู้ชมได้บริจาคโดยการเช่าพระไป จำนวนระหว่าง 5-6 ล้านบาท สมทบทุนไป เพื่อให้สร้างวิหารให้ครบสมบูรณ์


เมื่อวิหารครบเรียบร้อยแล้ว ตรงนั้น ในห้องโถงใหญ่นั้นจะเป็นศูนย์ปฏิบัติธรรมที่ใหญ่มาก ที่สามารถจะเอาเด็กนักเรียนหรือพี่น้องประชาชนที่สนใจจะปฏิบัติธรรมในวันหยุด หรือเป็นที่สอน หรือการปฏิบัติสมาธิวิปัสสนาในนั้น เพราะฉะนั้นแล้ว วิหารทานนี้จะเป็นบุญกุศลที่ยิ่งใหญ่มากสำหรับพวกเราทั้งหลาย ท่านผู้ชมทั้งหลายที่ได้เสียสละเงินทองมาเพื่อเช่าพระ และเอาเงินที่ผมเรียนให้ทราบแล้วว่าจะเอาเงินทุกบาททุกสตางค์จากการเช่าพระไปทำบุญหมด ไม่ให้เหลือ ในขณะนี้ก็มีองค์นี้ไปแล้วเรียบร้อย 85,000 บาท ให้กับหลวงปู่ทุย เพื่อสร้างเจดีย์ที่จะบรรจุพระธาตุมงคล 8 ทิศ อีกประมาณ 5-6 ล้านบาท ซึ่งยังไม่รู้ตัวเลขที่แน่นอน กำลังรอตัวเลขสุดท้ายที่ช่างจะส่งมา และอาจจะมีการต่อรองบ้าง แต่เบ็ดเสร็จไม่น่าจะเกิน 6 ล้านบาท สูงสุด ผมจะพยายามต่อรองให้เหลือประมาณ 5 ล้านบาท แล้วเรายังมีเงินก้อนนี้ที่เราจะต้องทำบุญต่ออีก เงินที่เหลือ เอาไปถวายให้กับวัดป่าพระธาตุดอยลับงา จ.กำแพงเพชร ซึ่งสร้างเจดีย์บรรจุอัฐิธาตุขององค์หลวงตามหาบัว เป็นเงินจำนวนก้อนหนึ่ง ตลอดจนเอาเงินอีกก้อนหนึ่งไปถวายให้กับวัดป่าวังศิลา 1 ล้านบาท ที่ อ.ป่าแดด จ.เชียงราย ซึ่งเจ้าอาวาสท่านก็เป็นพระสายหลวงปู่มั่นเช่นกัน แล้วก็ยังวัดป่าภูแปก ญาณสัมปันโน ซึ่งงวดนี้ผมก็เป็นประธานกฐินเช่นเดิม ก็จะเดินทางไปทอดกฐินกัน วันทอดกฐินวัดป่าภูแปก ญาณสัมปันโน ก็คือวันอาทิตย์ที่ 18 ตุลาคม ท่านผู้ชมท่านใดต้องการจะไปร่วมบุญร่วมกุศล ก็เดินทางไปเจอกันที่วัดป่าภูแปก ญาณสัมปันโน ที่ จ.เลย เช้าวันที่ 18 นะครับ


ส่วนพระที่เหลืออยู่นั้น ในขณะนี้ ประการแรก พระพุทธอุดมมงคลเวฬุวันนั้น หมดแล้ว ไม่มีเหลือ ก็เหลือเฉพาะพระพุทธพิมพ์สองสมเด็จที่มีผงสมเด็จวัดระฆังอยู่ข้างหลัง มีอยู่ ส่วนสมเด็จพิมพ์นางพญาหมดแล้ว พิมพ์หลวงปู่ทวดหมดแล้ว แล้วก็มีพระพุทธพิมพ์สองสมเด็จ ที่ผมเล่าให้ฟัง มีผงสมเด็จวัดระฆังอยู่ด้านหลัง และรุ่นธรรมดา เหลืออีกไม่มาก เจ้าแม่กวนอิมที่ด้านหลังเป็นรูปสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) ที่ไปหาเพิ่มมาจากป้าเพชร เหลืออีกไม่มาก เจ้าแม่กวนอิมพันมือก็เหลืออีกนิดเดียว พระสังกัจจายน์ก็เหลืออีกไม่มาก


ทั้งหมดนี้หมดแล้วก็หมดเลยนะครับ และผมคิดว่าไม่น่าจะเกิดสิ้นเดือนกันยายนนี้ พระพวกนี้ก็จะหมดแล้ว ท่านผู้ชมท่านใดต้องการจะร่วมทำบุญทำกุศล กุศลใหญ่ครั้งนี้ เพราะว่าเงินทุกบาททุกสตางค์ ค่าส่งไม่คิด เพราะว่าผมออกให้ทุกอย่าง ค่าใช้จ่ายอะไรต่างๆ พระก็เป็นสมบัติเก่าของผม และมีคนมอบมาให้ ผมก็ให้ท่านผู้ชมเช่าไปเพื่อบูชา ผมมั่นใจ ด้วยคุณพระศักดิ์สิทธิ์ คุณพระบารมีของพระต่างๆ ทุกรูป ตลอดจนจิตบริสุทธิ์ที่ท่านผู้ชมต้องการที่จะร่วมทำบุญนี้ จะทำให้พระมีพุทธคุณและมีพุทธานุภาพอย่างแรง อย่างสูง ท่านผู้ชมก็เร่งหน่อย เพราะเราก็จะได้ปิดบัญชีกันเสียที จะได้สรุปยอดตัวเลขและค่าใช้จ่ายให้กับท่านผู้ชม ท่านผู้ชมไม่ต้องกังวลนะครับ ทุกๆ ครั้งที่ไปทำบุญ ทำบุญที่ไหน จะแจ้งให้ทราบเป็นทางการ เหมือนอย่างวันนี้ที่แจ้งให้ทราบ และในที่สุดก็จะมีตัวเลขบัญชีลงให้เห็นเลยว่าได้เงินจากการเช่าพระมาทั้งหมดเท่าไร ใช้จ่ายไปทำบุญที่นี่เท่านี้ ที่นั่นเท่านี้ ที่นี่เท่านี้ๆๆ เหลืออยู่เท่าไร และเงินก้อนที่เหลืออยู่นี้จะเป็นอย่างไร จะเอาไปใช้อะไร จะแจ้งให้ทราบ เพราะฉะนั้นแล้ว ไม่ต้องกังวลใดๆ ทั้งสิ้น


วันนี้ก็เป็นอีกครั้งหนึ่งที่ผมต้องขอให้ท่านผู้ชมรับทราบนิดหนึ่ง เนื่องจากว่าอาทิตย์ที่แล้วเราชี้แจงให้ฟังว่าทีมงานจัดทำหนังสือ SONDHI TALK ก็คือถอดคำพูดที่ผมพูดในรายการ แล้วเลือกเรื่องที่ดี แล้วมาจัดรวมกัน จัดพิมพ์ 2 เล่ม เป็นเล่ม 1 กับเล่ม 2 เล่มสีดำเป็นเล่ม 1 เล่มสีขาวเป็นเล่ม 2 SONDHI TALK 2 เล่มนี้เบ็ดเสร็จแล้ว ทางตัวแทนสำนักพิมพ์บอกว่า ราคาขาย 2 เล่มนี้ พร้อมกล่องนะ เป็นหนังสือปกแข็ง มีกล่องใส่ให้เสร็จเรียบร้อย ราคาขายพร้อมกล่องนี้ ราคาขาย 1,200 บาท แต่ว่าถ้าท่านสั่งจองตอนนี้ ซึ่งจำนวนพิมพ์ไม่มาก จำนวนพิมพ์ชุดพิเศษนี้มีไม่เกิน 1,000 ชุด เขาลดราคาให้เหลือชุดละ 960 บาท รวมค่าส่งเสร็จเรียบร้อยหมดทุกอย่าง ท่านผู้ชมถ้าสนใจ รีบสั่งมาโดยด่วน แล้วอีกอย่างหนึ่ง สองเล่มนี้จะแบ่งเป็น เรื่องของประเทศไทย และเรื่องของต่างประเทศ แล้วอีกอย่างหนึ่ง หนังสือชุดนี้ ทั้งสองเล่ม ผมจะเซ็นหนังสือให้ ผมจะเซ็นลายเซ็นผมให้ทั้งสองเล่ม สำหรับท่านผู้ชมที่ต้องการ สั่งจองมาได้นะครับ สั่งมาทาง inbox เลยได้ทันที ต้องเร็วนิดนะครับเพราะมีทั้งหมดแค่ 1,000 ชุดเท่านั้น หมดแล้วหมดเลย และหนังสือสองเล่มนี้จะไม่มีวางขายในท้องตลาด ไม่มีครับ จะเป็นอะไรที่เป็น Exclusive สำหรับท่านผู้ชมที่ต้องการจะเก็บเอาไว้เป็นที่ระลึก หรือเอาไปมอบเป็นของขวัญให้ใครก็ได้ หรือว่าให้กับคนที่ท่านผู้ชมรัก ขอบพระคุณมากครับ

ท่านผู้ชมครับ วันนี้วันศุกร์ที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2563 ผมตั้งใจจะพูด มีอยู่ 3-4 เรื่อง เรื่องแรก ผมจะพูดเรื่องการบินไทย อาจจะดูเก่าไปนิด แต่ใจเย็นๆ ตามผมมา แล้วก็จะต่อด้วยเรื่องคดีบอส ซึ่งยังไม่จบ เพราะว่ามีการถอดเทป เทปลับที่อัดเสียงคนที่ประชุมอยู่ว่ามีใครบ้าง ที่น่าสนใจที่ผมต้องการจะเล่าให้ท่านผู้ชมฟังว่า น่าสนใจมาก ทั้งการบินไทย และคดีบอส วรยุทธ อยู่วิทยา เป็นคนละเรื่องเดียวกันจริงๆ ก็คือว่า ผลที่ออกมามันสรุปให้เห็นหน้าตาของประเทศไทยที่แท้จริง ด้านหนึ่งคึอรัฐวิสาหกิจซึ่งโกงกินกันอย่างมหาศาล อีกด้านหนึ่งคือด้านของหน่วยงานราชการซึ่งต้องรักษากระบวนการยุติธรรม ที่ก็โกงกินกันเช่นกัน มีคุณสมบัติที่เลวๆ เหมือนกันทั้งสองหน่วยงานที่ผมอยากจะเล่าให้ฟังว่า นี่ล่ะคือประเทศไทย นี่ล่ะคือประเทศไทยที่ใน 6 ปีที่ผ่านมานี้ ผมจำได้ว่ารัฐบาลชุดนี้ ตั้งแต่ชุด คสช. จนถึงรัฐบาลชุดปัจจุบัน พยายามพูดตลอดเวลาว่า ยึดมั่นในกฎหมาย ปราบปรามคอร์รัปชัน ดำรงไว้ซึ่งความยุติธรรม แต่สองเรื่องนี้สะท้อนให้เห็นว่ามันตรงกันข้ามกับทุกสิ่งทุกอย่างที่ คสช.พูดเอาไว้ และที่รัฐบาลชุดนี้พูดเอาไว้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งท่าน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้พูดเอาไว้เช่นกัน


เรามาเรื่องการบินไทยกันนิดหนึ่ง ท่านผู้ชมครับ เมื่อวันศุกร์ที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2563 ก็ประมาณ 2 อาทิตย์แล้ว คุณถาวร เสนเนียม รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ได้มีการแถลงต่อสื่อมวลชน เปิดเผยสาเหตุของการที่การบินไทยขาดทุน โดยที่คุณถาวรเล่าให้ฟังว่า คุณถาวรได้ตั้งคณะกรรมการ คณะทำงาน เป็นทีมย่อย 8 ทีม ตรวจสอบเรื่องการเงินการบัญชี การขายตั๋วโดยสาร ตรวจสอบฝ่ายช่าง คลังสินค้า ครัวการบินไทย การบริหารกิจการบริษัท ทั้งหกหัวข้อนี้ คุณถาวรออกมาสรุปในวันที่ 28 สิงหาคม ว่า หกหัวข้อนี้มีการทุจริตคอร์รัปชันอย่างมากมายมหาศาล 


สรุปตัวเลข คุณถาวรบอกมา ท่านผู้ชมว่า ตัวเลขของการขาดทุนจากการคอร์รัปชันตรงนี้ 135,000 ล้านบาท ท่านผู้ชมฟังแล้วตกใจไหม 135,000 ล้านบาท แล้วที่น่าสนใจอย่างหนึ่งก็คือ พูดก่อนล่วงหน้า ขี้โกงกันอย่างนี้ ทุจริตคอร์รัปชันกันอย่างนี้ ยังไม่มีการลงโทษใครเลยแม้แต่คนเดียว อดีตประธานบอร์ดทั้งหลายที่เสนอหน้ามา ที่ออกมาแถลงข่าวเวลารับตำแหน่งใหม่ๆ ว่าการบินไทยจะเจริญรุ่งเรือง จะทำให้การบินไทยเดินหน้าต่อไป จะทำงานด้วยความมั่นคง โปร่งใส และบอร์ดต่างๆ เงียบสนิท เหมือนลิงป่วยเลยท่านผู้ชม ก็คือไม่มีใครดาหน้าออกมารับผิดชอบเลยสักคน และยังไม่สามารถที่จะหาใครเข้ามารับผิดสักคน ทั้งๆ ที่คุณถาวร เสนเนียม ได้แจ้งการขาดทุนมา ลักษณะการแจ้งการขาดทุนนี่ชัดเจน


ท่านผู้ชมครับ วันนี้ผมจะไม่ลงรายละเอียดมากมายนัก เพราะว่าถ้าท่านผู้ชมติดตามเรื่องราวต่างๆ ที่ผมพูดมาในอดีต ท่านผู้ชมจะจำได้ว่าผมเคยพูดเรื่องการบินไทยมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2553 สิบปีที่แล้วท่านผู้ชม เฉพาะเดือนกันยายน ผมพูด 2 ครั้ง วันที่ 3 ครั้งหนึ่ง วันที่ 11 กันยายน อีกครั้งหนึ่ง ในเรื่องการบินไทย และทุกสิ่งทุกอย่างที่ผมพูดมาร่วมสิบครั้งนี้ ไม่ได้ต่างอะไรกับสิ่งที่คุณถาวร เสนเนียม ได้เอาหลักฐานมาวางกาง สมัยนั้นผมชี้ให้เห็นว่ามันผิดพลาดตรงไหน มันขี้โกงกันอย่างไร มันคอร์รัปชันกันอย่างไร ตอนนั้นทุกคนก็ฟังผม หลายๆ คนก็ตั้งข้อสงสัยว่าคุณสนธิมโนไปหรือเปล่า ผมมักจะเป็นเช่นนี้ ท่านผู้ชม เวลาผมชี้ประเด็นอะไรขึ้นมา จากองค์ความรู้ของผม และจากประสบการณ์ในชีวิตของผม และจากการสังเกตสังกาและพิจารณาเรื่องราวต่างๆ แล้ว อุปมาอุปไมยเหมือนกับว่า เวลาฝนจะตก เมฆดำมันจะมาเลย อากาศจะอ้าวมาก แล้วจู่ๆ พออากาศอ้าวเริ่มหมดไป จะมีลมเย็นๆ พัดมา ท่านผู้ชมรู้ทันทีเลยว่าฝนกำลังจะตกใช่ไหม เหตุผลก็เพราะว่าเมื่ออากาศอ้าว เพราะแรงกดอากาศ แล้วที่มีลมเย็นมาก็แสดงว่าฝนมันตกที่อื่นแล้ว แล้วไอเย็นของฝนก็ค่อยไล่มา แต่ท่านผู้ชมยังไม่เห็นฝนที่ตกใช่ไหม คนก็อาจจะถามท่านผู้ชมว่าคุณรู้ได้อย่างไรว่าฝนตก ฝนยังไม่ตกเลย ต้องเห็นฝนตกก่อน นี่คือหลักการของการทำสื่อมวลชนที่ผมจะแตกต่างกว่าคนอื่น

หลายคนจะตำหนิผมว่าไม่เห็นมีหลักฐานเลย แล้วมาพูด ผมก็เลยยกตัวอย่างให้ฟังง่ายๆ สมมุติว่าเมื่อคืนนี้คุณหลับไม่รู้เรื่องเลย แล้วพอคุณตื่นมาปรากฏว่าต้นไม้ใบหญ้า ถนนหนทางที่อยู่หน้าบ้านของคุณเปียกน้ำฝนหมด ถามว่าคุณเห็นฝนตกไหม คุณก็ไม่เห็นใช่ไหม ฉันใดฉันนั้น เพราะฉะนั้นแล้ว สิ่งที่ผมพูดมาเมื่อสิบปีที่แล้ว และผมมักจะโดนคนว่าผมมโนมาตลอด แม้กระทั่งบางเรื่องที่เดี๋ยวผมจะพูดต่อ คือเรื่องของบทบาทของต่างประเทศเข้ามาแทรกแซงการเมืองในเมืองไทย และในฮ่องกง หลายคนก็พูดบอกว่าคุณมโนอีกแล้ว เป็นไปได้อย่างไร ไม่เห็นจะมีเลย โน่นนี่นั่น เดี๋ยวผมจะเล่าให้ฟัง


ทีนี้ สิ่งที่ผมพูดไปเมื่อสิบปีที่แล้ว คุณถาวร เสนเนียม ออกมายืนยันเมื่อวันที่ 28 สิงหาคม ที่ผ่านมานี้ เมื่อสองอาทิตย์กว่านี้เอง ว่าสิ่งที่ผมพูดนั้นถูกต้อง และคุณถาวร เสนเนียม ก็ให้ตัวเลขมา ท่านผู้ชมจำได้ไหมที่ผมบอกว่าในการซื้อเครื่องบินแอร์บัส A340 ในตอนนั้น เหตุผลที่ซื้อ A340 เพราะว่าเครื่องบินรุ่นนี้ขายไม่ออก เพราะฉะนั้นแล้ว เปอร์เซ็นต์ที่จะได้จากบริษัทผลิตเครื่องบิน คือแอร์บัส จะได้มากกว่า 3 เปอร์เซ็นต์ ถ้าท่านผู้ชมตามผมมาตลอดเวลาจะรู้ว่าสายการบิน เครื่องบิน ที่ผลิตโบอิ้งและแอร์บัส เขาจะมีมาตรฐานในการให้ค่าคอมมิชชันในการขาย คือ 3 เปอร์เซ็นต์ จะโอนใส่แบงก์ บัญชีที่ไหน ต่างประเทศที่ไหน บอกเข้ามา ขอให้มีใบสั่งซื้อมา มีการทำสัญญาอย่างถูกต้องเสร็จเรียบร้อย จ่ายเงินงวดแรกไป เขาจ่ายให้ 3 เปอร์เซ็นต์ แต่ว่าล็อตนี้ ผมเคยพูดจำได้ไหมท่านผู้ชม ผมบอกล็อตนี้ต้องเกิน 3 เปอร์เซ็นต์ ก็คือ 5 เปอร์เซ็นต์ เพราะว่ามันเป็นเครื่องบินที่ขายไม่ออก และเขาได้สร้าง route กรุงเทพฯ-นิวยอร์ก ขึ้นมาเพื่อเอามารองรับเครื่องบินที่เขาสั่งซื้อมานี้ เพื่อให้มีความชอบธรรมในการสั่งซื้อ ท่านผู้ชมจำได้ไหม ผมบอกว่าประมาณ 5 เปอร์เซ็นต์ ถ้าท่านผู้ชมจำได้ เรามาดูตัวเลขกัน


คุณถาวรแถลงว่า มีการจ่ายเงินสินบนประมาณ 2,652 ล้านบาท เพื่อสั่งซื้อเครื่องบินแอร์บัส 340 จำนวน 10 ลำ แล้วยอดการสั่งซื้อ ราคาสั่งซื้อคือ 53,043.04 ล้านบาท 10 ลำ จ่ายค่าคอมมิชชันมา 2,652 ล้านบาท นี่คือสิ่งที่คุณถาวรไปค้นพบมา และระบุ และแถลงออกมา ท่านผู้ชม เอา 2,652 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนกี่เปอร์เซ็นต์ของ 53,043.04 ล้านบาท ท่านผู้ชมครับ 5 เปอร์เซ็นต์ เป๊ะไหม ? 5 เปอร์เซ็นต์จริงๆ เลย เป๊ะจริงๆ เพราะฉะนั้นแล้ว สิ่งที่ผมพูดไป โดยที่ผมคาดคะเนและผมพิจารณาแล้วไม่น่าจะผิด เพราะว่า 3 เปอร์เซ็นต์ มันต่ำไป เพราะเครื่องบินขายไม่ออก ให้เกิน 5 เปอร์เซ็นต์ ก็จะมากไป ฝรั่งก็บอกว่าเอา 5 เปอร์เซ็นต์ ก็แล้วกัน แล้ว 2,652 ล้านบาท ไม่รู้ว่าเข้ากระเป๋าสุนัขตัวไหนบ้าง โดยเฉพาะสุนัขที่ใส่เสื้อนอกหลายๆ ตัว โจรในเครื่องแบบ โจรใส่สูท แล้วส่วนหนึ่งก็เอาไปลงทุนในการเลือกตั้งครั้งนั้น เพราะตอนนั้นจะมีการเลือกตั้งแล้ว ประะธานกรรมการ บอร์ดการบินไทย ติดต่อกับเส้นสายของเจ้าของพรรคการเมือง เจรจาให้ซื้อเครื่องบินนี้ เพื่อเอาเงินก้อนนี้ไปลงทุนการเลือกตั้ง นี่คุณถาวรพูดทั้งนั้นนะ ผมไม่ได้พูดนะ


จำได้ไหมผมเคยบอกว่า เครื่องยนต์ ค่าคอมมิชันเครื่องยนต์จะสูงกว่าเครื่องบิน แต่ไม่ถึง 10 เปอร์เซ็นต์ ปรากฏว่าคุณถาวรแถลงมาว่า มีการจ่ายสินบนของบริษัท โรลส์-รอยซ์ ผ่านนายหน้าคนกลางให้กับเจ้าหน้าที่ของรัฐและพนักงานการบินไทย วงเงิน จำนวน 254 ล้านบาท ในการจัดซื้ออะไหล่เครื่องยนต์รุ่น Trent-500 จำนวน 7 เครื่องยนต์ วงเงินที่ซื้อคือ 3,523.17 ล้านบาท รวมทั้งทำข้อตกลงในการดูแลซ่อมบำรุงเครื่องยนต์ มูลค่าประมาณ 1,129.60 ล้านบาท ถ้าท่านผู้ชมเอาตัวเลข 254 ล้านบาท มาเป็นสัดส่วนกับยอดเครื่องยนต์โรลส์-รอยซ์ Trent-500 วงเงิน 3,523 ล้านบาท มันเท่ากับ 7.5 เปอร์เซ็นต์ เป๊ะเลย เห็นหรือยังท่านผู้ชม




เพราะฉะนั้นแล้ว วันนี้ คุณถาวร เสนเนียม ได้กลับมายืนยันด้วยตัวเลขที่ผมได้พูดมาตั้งแต่ต้นแแรกแล้วว่า นี่คือค่าคอร์รัปชัน ค่าคอมมิชชันไป

นอกจากนั้น คุณถาวรยังรายงานต่อ บริหารล้มเหลว ส่อทุจริต เอื้อประโยชน์พวกพ้อง คุณถาวรมีรายงานละเอียดเลยนะครับว่า จำนวนพนักงานปี 2560-2562 จำนวนพนักงานลดลง แต่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นทุกด้าน เพราะฉะนั้นแล้ว รายได้ถัวเฉลี่ยค่าตั๋วโดยสารต่อใบ 6,300 บาท คุณถาวรยังคิดต่อไปอีกว่า ค่าล่วงเวลาฝ่ายช่างสูงมาก เพราะว่ามีการทุจริตในการทำ OT เกินกว่าวันที่มีอยู่จริง ท่านผู้ชมเชื่อไหม คุณถาวรไปค้นเจอว่า ค่า OT เป็นเงินบางคนได้ถึง 2,958,000 บาท หรือ 246,000 บาทต่อเดือน เขาบอกว่าตัวเลขของไอ้หมอนี้ เมื่อ work กลับมาแล้ว ปรากฏว่าเป็นค่าทำ OT 419 วันใน 1 ปี ปีหนึ่งมี 365 วัน แล้วทำได้อย่างไร 419 วัน ถ้าไม่โกง แต่ตัวเลขนี้สะท้อนว่า ถ้าเอาตัวเลขที่เขารับกันไป เมื่อคำนวณย้อนกลับไปแล้ว เท่ากับไอ้หมอนี่ทำงาน 419 วัน ทั้งๆ ที่ปีหนึ่งมี 365 วัน บัดซบไหมครับท่านผู้ชม


นอกจากแอร์บัส 340 ตัวปัญหาแล้ว ยังมีการโกงอย่างหน้าด้านๆ คือการสั่งซื้อเครื่องบินโบอิ้ง 787 ดรีมไลเนอร์ รุ่น 787-800 และ 787-900 คือ 787-800 มีการเช่าดำเนินการ ก็คือไม่ซื้อ ไปเช่า แล้วบริษัทที่ให้เช่าก็คือบริษัทของผู้บริหารระดับสูง และอดีตผู้บริหารระดับสูงของการบินไทย ที่ไปเจรจาให้เช่ามา และเขาบอกว่า ตลกมาก 787-800 เครื่องบินเหมือนกันหมดทุกอย่าง เป๊ะ แต่ราคาค่าเช่าไม่เหมือนกัน ตั้งแต่ 4,475 ล้านบาท ถึง 5,064 ล้านบาท มีส่วนต่างของราคาตั้ง 589 ล้านบาท คำถามมีว่า 589 ล้านบาทนั้นเข้ากระเป๋าหมาตัวไหน ซึ่งเป็นอดีตผู้บริหาร และผู้บริหารบางคนในเมืองไทย ผมไม่รู้ แต่พวกนี้มันเลวกว่าหมา ท่านผู้ชมเห็นหรือยัง เพราะฉะนั้นแล้วผมแทบไม่ต้องพูดเลย คุณถาวรพูดเสร็จ ทุจริต ตั้งพวกพ้อง ปรนเปรอค่าตอบแทน สวัสดิการไม่อั้น แม้บริษัทขาดทุนบักโกรก ตัวอย่างที่พิสูจน์เห็นได้ชัด




คุณอุษณีย์ แสงสิงแก้ว น้องสาว พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว อดีตเป็นรองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ ปรากฏว่าได้ถูกตั้งขึ้นมาเป็นรักษาการกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ ปรับเงินเดือนจาก 250,000 บาท กลายเป็น 600,000 บาท ทันทีเลย การรักษาการ จริงๆ แล้วถ้าทำงานให้กับบริษัท การรักษาการก็ไม่จำเป็นต้องปรับเงินเดือน จะไปปรับเงินเดือนทำไม ก็ในเมื่อคุณไปตำแหน่งรักษาการอยู่ แต่ก็ช่วยเหลือกัน มิหนำซ้ำแล้ว พอเกษียณ ยังตั้งให้คุณอุษณีย์มีตำแหน่ง ขั้น 13 ซึ่งไม่มีเป็นตำแหน่งติดตัว หมายความว่าถ้าคุณอุษณีย์ ลาออกไป เกษียณไป ไม่ทำงานแล้ว ตำแหน่งนี้ก็หมดไป นี่ก็คือการช่วยเหลือกันอย่างยิ่งใหญ่มาก


ท่านผู้ชมครับ อีกด้านหนึ่ง ท่านผู้ชมฟังผมพูดมาแล้วเรื่องนี้ ท่านผู้ชมคงจำได้ ผมบอกเรื่องตั๋ว ก็คือผู้จัดการพื้นที่ ที่เขาเรียกว่า AA


AA ในประเทศๆ หนึ่ง ในฮ่องกง ในยุโรป ในอังกฤษ คือเจ้าหน้าที่การบินไทยไป พวก AA นี่ขึ้นอยู่กับ DN ซึ่งก็คือรองผู้อำนวยการใหญ่ฝ่ายการพาณิชย์ พวกนี้เป็นเด็กของ DN ทั้งสิ้น ปรากฏว่าพวกนี้เวลาออกไปจะต้องมีเป้า ว่าผมออกไปอยู่ลอนดอน ปีนี้ผมจะขายตั๋วให้ได้ 100 ล้านบาท ท่านผู้ชมรู้ไหมว่าเกิดอะไรขึ้น ปรากฏว่าสมรู้ร่วมคิดกันตั้งเป้าให้ต่ำ คืออย่างไรก็ตาม นั่งเฉยๆ นั่งผายลมเฉยๆ ก็ขายได้ 100 ล้าน ก็ตั้งไว้สัก 90 เพราะฉะนั้นถ้ามันเข้ามา 100 ล้าน เขาก็จะใช้กติกาที่สำนักงานใหญ่จับมือกับ AA ว่า เอาล่ะ ถ้าคุณขายได้ 90 ซึ่งคุณขายได้แน่นอนอยู่แล้ว เพราะคุณตั้งเป้าต่ำกว่าที่คุณเคยขายได้ มันเกินไป 10 บาท คุณจะได้กี่เปอร์เซ็นต์ เกินไป 20 บาท ได้กี่เปอร์เซ็นต์ ก็เท่ากับว่าทุกๆ ปี เป้าที่ตั้ง อย่างไรมันก็ได้คอมมิชชันพิเศษที่ได้มาจากการขายเกินเป้าที่ตั้ง ซึ่งเป้าที่ตั้งคือเป้าที่ต่ำกว่าความเป็นจริง


ทีนี้ เขาก็ต้องเอาส่วน 10 เปอร์เซ็นต์ของที่เกินมา เอาล่ะ สมมุติว่าคุณตั้งไว้ 900 ล้านบาท คุณได้ 1,000 ล้านบาท เขาบอกว่าทุกๆ 100 ล้านบาท ที่เกิน เขาให้ 10 เปอร์เซ็นต์ 1,000 ล้านบาท ก็เท่ากับว่าคุณมีคอมมิชชัน 100 ล้านบาท

100 ล้านบาท คุณต้องแบ่งออกมา 10 ล้านบาท ให้ใคร ? ส่งมาทางผู้ใหญ่ที่การบินไทย เอามาแบ่งกัน ทำมาหาแดก (ขอประทานโทษท่านผู้ชม ต้องพูดจาหยาบนิด) ไอ้พวกนี้ผมหมดความนับถือ พวกใส่เสื้อนอกเดินไปเดินมา ช่างทำมาหาแดกกับทรัพย์สินของประเทศไทย เพราะฉะนั้นแล้ว จัดสรรแบ่งกันเอง กองทุนดังกล่าวไม่มีระเบียบประกาศหรือกฎหมายบริษัทรองรับ ก็คือว่า เข้ามากองทุน พวกผู้ใหญ่ที่เป็นกรรมการ รองผู้อำนวยการฝ่ายการพาณิชย์ จะตั้งกองทุนนี้ขึ้นมา แต่เป็นกองทุนเถื่อน เอามาลงกองทุนนะ ลอนดอนส่งมา 10 เปอร์เซ็นต์ ของยอดกำไรพิเศษที่คุณตั้งเป้าไว้ต่ำ แล้วคุณได้เกินขึ้นไป แล้วคุณได้สัดส่วนมา ของยุโรปส่งมานะ ของฮ่องกงส่งมานะ ของออสเตรเลียส่งมา ท่านผู้ชม ทั่วโลกส่งเข้ามา ยอดนี้มันเท่าไร เพราะฉะนั้นแล้ว ท่านผู้ชมไม่ต้องประหลาดใจ ผู้บริหารระดับสูงของการบินไทยหลายคนผ่องเงินไปซื้อทรัพย์สินที่เมืองนอก มีอพาร์ตเมนต์ มีโน่นมีนี่


ท่านผู้ชมครับ ตั้งไทยสมายล์มา 5 ปี ขาดทุน 8,000 ล้านบาท นี่เป็นสิ่งที่คุณถาวร เสนเนียม พูดนะ มายืนยันสิ่งที่ผมพูด พูดสิบครั้งที่ผ่านมา ตั้งแต่ปี 2553 จนถึงปีนี้ ยืนยันหมดเลยว่าที่ผมพูดนั้นไม่ผิดเลย เป็นความจริงทุกประการ

ผู้บริหารบางคนร่ำรวยผิดปกติ บางคนส่อมีบัญชีเงินฝาก ทรัพย์สินที่มีราคาสูงในต่างประเทศ การจัดซื้อจัดหาวัสดุอุปกรณ์บนเครื่องบินปีละ 4,000-5,000 ล้าน มีสินค้าที่ด้อยคุณภาพ การจัดหาวัตถุดิบครัวการบินไทยมีมูลค่า 3,000-4,000 ล้านบาท ผูกขาดเฉพาะผู้ประกอบการเพียงไม่กี่ราย การจัดหาน้ำมันเชื้อเพลิง ผูกขาด โกงกันอีก จัดหาเครื่องบินแบบเช่าซื้อ เครื่องบินแบบเหมาจ่าย ส่อทุจริต แสวงหาผลประโยชน์ รวมแล้ววงเงินไม่ต่ำกว่า 100,000 ล้าน


จากข้อมูลที่คุณถาวร ทำมา สรุปแล้ววงเงินที่ทุจริตสูงถึง 135,000 ล้านบาท

ท่านผู้ชมครับ ประเทศไทยมันจะอยู่ได้อย่างไร ประธานบอร์ดทุกคน บางคนก็เป็นอดีตปลัดกระทรวงการคลัง บางคนก็เป็นอดีตปลัดกระทรวงคมนาคม บางคนก็เป็นผู้มีชื่อเสียง รวมทั้งบอร์ดหลายคนที่รัฐบาลแต่งตั้งมา เป็นพรรคพวก พวกพ้องกัน การบินไทยพินาศฉิบหาย (ขอประทานโทษนะครับท่านผู้ชม) เพราะพวกมึง แล้วพวกมึงอยู่กันสุขสบายดีหรือตอนนี้ ? นี่ผมพูดด้วยอารมณ์ ผมรับไม่ได้จริงๆ


วันนี้คุณถาวรได้ยืนยัน พิสูจน์สิ่งที่ผมพูดมาว่าพวกมึงหลับตาข้างหนึ่ง พวกมึงที่เป็นผู้บริหารระดับสูงที่โกงกินชาติ โกงกินบ้านเมือง นี่คือทรัพย์สินของประเทศไทย และวันนี้ในที่สุดการบินไทยก็เลยเจ๊ง แล้วก็ต้องเข้าสู่แผนฟื้นฟูต่างๆ นานา ท่านผู้ชมเห็นหรือยัง ผมจำเป็นต้องพูดเรื่องนี้ ไม่ใช่เรื่องใหม่เลยแม้แต่นิดเดียว แต่เผอิญเรื่องนี้มันเป็นเรื่องที่ผมพูดมานานแล้ว เพิ่งจะได้รับการยืนยันในทางตัวเลขและในทางข้อเท็จจริงจากคุณถาวร เสนเนียม ที่ตั้งคณะทำงานเพื่อตรวจสอบเรื่องราวต่างๆ 8 หัวข้อ แล้วทำงานมาพักหนึ่งถึงได้ข้อมูลที่แท้จริงว่า ที่การบินไทยมันเจ๊ง เรือหายกันทุกวันนี้ ก็เพราะไอ้พวกระยำตำบอน (ขอประทานโทษครับท่านผู้ชม) ไอ้พวกชาติชั่วพวกนี้ ที่โกงเงินของประเทศชาติ และทำให้การบินไทยมันเจ๊งแบบนี้ นี่ผมยังไม่พูดถึงแผนฟื้นฟูนะท่านผู้ชม แต่ว่าถ้าท่านผู้ชมอยากจะฟังความเห็นของผม ผมจะบอกว่า ต่อให้ศาลอนุมัติแผนฟื้นฟูอย่างไร ก็ไปไม่รอด เพราะว่าคณะกรรมการแผนฟื้นฟูไม่ได้ทำในสิ่งที่สำคัญที่สุด

ประการแรก ปริมาณคนมากจนเกินไป ยังไม่ยอมลดคนชัดเจน ต้องลด 50 เปอร์เซ็นต์ ไม่ใช่ให้ leave without pay ให้พักก่อน ไม่ต้องทำงาน ไม่ต้องรับเงินเดือน โน่นนี่นั่น เพราะวันนี้อุปสงค์ไม่มี demand ไม่มี ผมเห็นแล้วการบินไทยจะเปิดไฟลต์ไปโน่นไปนี่ ก็เปิดแค่ไปอาทิตย์ละไฟลต์ กลับเมื่อไรก็ยังไม่รู้ แล้วใครจะไปล่ะ นอกจากคนที่อยู่ในประเทศที่อยู่ สัญชาติของประเทศนั้น ต้องการกลับบ้านตัวเอง แล้วคนไทยที่อยากจะเดินทางไปเที่ยว จะไปเที่ยวที่ไหน จะไปเที่ยวที่ไหน คุณแค่จะไปฮ่องกง ไปเมืองจีน คุณก็ต้องเจอการตรวจตรา สรุปง่ายๆ ก็คือ ไม่มี demand

เมื่อไม่มี demand แล้ว เครื่องบินฟลีตที่มีอยู่ 108 ลำ ก็ลดเหลือประมาณ 60 ลำ คนที่มีอยู่ 20,000 กว่าคน ที่มารองรับฟลีต 108 ลำ ถ้ามันเหลือ 60 ลำ คนควรจะเหลือเท่าไร ก็ยังไม่ได้แก้ไขปัญหานี้ หนี้สินจะแก้อย่างไร ท่านผู้ชม ผมเคยพูดมาแล้วในเรื่องนี้ว่าการบินไทยจะฟื้นฟูไม่ได้ ต้องปล่อยให้ล้มละลาย ให้เกิดใหม่ เริ่มใหม่ เริ่มใหม่จริงๆ ถึงจะอยู่ได้ ด้วยเหตุนี้ผมจะเรียนให้ท่านผู้ชมทราบว่าผมยังไม่เห็นอนาคตของการบินไทย ถึงแม้คุณชาญศิลป์ ดีดีคนใหม่ จะมาจากอดีตผู้ว่าฯ ปตท. แต่ก็จะปฏิเสธข้อเท็จจริงที่ผมเล่าให้ฟังไม่ได้


ธุรกิจต้องมี demand หรือภาษาไทยเขาเรียกว่า ต้องมีอุปสงค์ ในเมื่อธุรกิจไม่มี demand แล้วมันจะตกต่ำไปเรื่อยๆ ท่านผู้ชมจำคำพูดของผมไว้ จะตกไปจนถึงปี 2564 หรือ 2565 เสียด้วยซ้ำ ปีหน้า 2564 ก็ยังไม่มี demand เช่นเดิม จะตัดสินใจอย่างไร รีบตัดสินใจเสีย เดี๋ยวผมจะต่อด้วยเรื่องของบอส แต่เรื่องการบินไทย เห็นชัดหรือยังว่านี่คือหน้าตาที่แท้จริงของประเทศไทย หน้าตาที่แท้จริงที่คนมารุมทึ้ง รุมยำทรัพย์สินของชาติบ้านเมือง และไม่มีใครรับผิดชอบ และหาตัวคนทำผิดไม่ได้ และทุกอย่างปล่อยมันไป เหมือนเดิม ลันล้าไปเรื่อยๆ คุณถาวรออกมา คุณถาวรก็ส่งเรื่องไปที่ ป.ป.ช. ส่งเรื่องไปที่โน่นที่นั่น จะใช้เวลาอีกกี่ปีกี่ชาติ ถึงสามารถที่จะดำเนินการเอาตัวผู้กระทำผิดมา และที่สำคัญที่สุด ประธานบอร์ด และบอร์ดการบินไทย ที่มันเท่เหลือเกิน ตอนนั้นที่มันให้สัมภาษณ์เท่ๆ มันหายไปไหนหมดตอนนี้ เงียบสนิท ไม่พูดสักคำ ไอ้ที่เคยปากกล้า ให้สัมภาษณ์ใหญ่ว่าการบินไทยจะต้องรุ่งเรืองอย่างโน้นอย่างนี้ ไม่เคยพูดเลย แล้วผมเปิดโปงเรื่องการคอร์รัปชันนี้มา 10 ปีแล้ว ไม่มีใครพูดออกมาสักคำ มีแต่ว่าเป็นข่าวลือ เป็นเรื่องโกหก วันนี้ สิบปีให้หลัง นานหน่อยท่านผู้ชม เป็นเรื่องจริงหมดทุกอย่าง และนี่คือหน้าตาที่แท้จริงของประเทศไทย


ท่านผู้ชมครับ ทำไมผมถึงพูดว่ากรณีคดีบอส วรยุทธ อยู่วิทยา กับการบินไทย เป็นเรื่องคนละเรื่องแต่เป็นเรื่องเดียวกัน เหตุผลก็เพราะว่า การบินไทยนั้นคือการทุจริตคอร์รัปชันอย่างยิ่งใหญ่มากของคนที่อยู่ในองค์กรที่เป็นรัฐวิสาหกิจ และกรรมการบอร์ดการบินไทย ตลอดจนประธานกรรมการการบินไทย ล้วนแล้วแต่เป็นคนที่มีชื่อเสียงในวงการสังคม ถ้าเป็นข้าราชการ อย่างน้อยก็ต้องระดับขั้นต่ำรองปลัด หรือปลัดกระทรวง แต่ก็ยังปล่อยให้มีการทุจริตคอร์รัปชันอย่างนี้ อย่างมหึมา มโหฬาร ถ้าการบินไทยไม่เจ๊ง ก็ยังไม่มีใครเปิดโปงเรื่องนี้ ก็ยังทำมาหารับประทานกันต่อไป


แต่ขณะเดียวกัน ในกรณีของบอส วรยุทธ อยู่วิทยา ก็มาอีกมิติหนึ่ง แต่ก็เป็นความชั่วร้ายของข้าราชการของไทยเหมือนกันที่จะต้องมีหน้าที่จะต้องดำรงไว้ซึ่งความยุติธรรมของระบบกระบวนการยุติธรรม เพื่อให้ความยุติธรรมนั้นเข้าสู่ทุกผู้คนได้อย่างเท่าเทียมกัน


ทำไมผมต้องพูดกรณีของบอส วรยุทธ อยู่วิทยา อีก ? เหตุผลที่ต้องพูดก็เพราะว่า เมื่อเร็วๆ นี้มีการปล่อยคลิปลับออกมา คลิปลับที่ออกมานี้พิสูจน์ชัดเจนกับทุกๆ เรื่องอีกเหมือนกัน

ผมได้พูดเรื่องคดีบอส วรยุทธ อยู่วิทยา ตั้งแต่ก่อน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา จะตั้งท่านอาจารย์วิชา มหาคุณ เป็นประธานคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงฯ และสิ่งที่ผมพูดมาตอนที่ผมไลฟ์สด 3 ตอนเต็มๆ ถ้าท่านผู้ชมจำได้ วันจันทร์ วันพุธ และวันศุกร์ สามตอนนั้นได้รับการยืนยันอีกครั้งหนึ่งจากผลตรวจสอบของท่านวิชา มหาคุณ


คือท่านไม่ได้มาประทับตราว่าผมถูกต้องหรอก แต่สิ่งที่ท่านตรวจสอบออกมานั้น มาในทิศทางเดียวกับที่ผมได้พูดไป ก็อีกล่ะท่านผู้ชม องค์ความรู้ พิจารณาจากข่าวต่างๆ ดูเรื่องราวและดูเหตุการณ์ ดูความเป็นไปได้ และความเป็นไปไม่ได้ ดูเรื่องที่รถชนแล้วต้องลากศพของ ด.ต.วิเชียร ไปถึง 160 เมตร ดูการแก้ความเร็วของรถ ก็เลยสรุปได้ว่าต้องมีตัวละครเข้ามาเกี่ยวข้อง และในที่สุดแล้ว รายงานของท่านวิชาก็พูดชัดเจน


วันนี้ผมต้องการจะพูดเพื่อปกป้อง พ.ต.อ.ธนสิทธิ์ ที่ผมต้องปกป้อง พ.ต.อ.ธนสิทธิ์ ก็เพราะว่าอย่างนี้ ...


พ.ต.อ.ธนสิทธิ์ ตั้งแต่แรกสุด ไปตรวจสอบและวัดความเร็ว ได้ 177 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ปรากฏว่าหลังจากนั้นแล้ว มีการบิดเบือนคดี พยายามลดความเร็วลงมา และมี พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง เข้ามาร่วมในขบวนการนี้ด้วย โดยหลักฐานของท่านวิชา รายงานของท่านวิชาพูดชัดเจนว่า ในที่ประชุมที่สำนักงานพิสูจน์หลักฐาน ที่ พ.ต.อ.ธนสิทธิ์ ถูกเรียกตัวเข้าไปพร้อมกับตัวผู้การคนหนึ่ง คือเป็นผู้การที่อยู่ในกองพิสูจน์หลักฐาน และพันตำรวจเอกอีก 2 คน และพลตำรวจเอก และอัยการอีกคนหนึ่ง เพื่อไปกดดัน พ.ต.อ.ธนสิทธิ์ แตงจั่น ให้แก้ความเร็วจาก 177 ให้เหลือไม่เกิน 80


ที่น่าสนใจอย่างหนึ่งก็คือว่า น่าสนใจมากๆ น่าสนใจตรงที่ว่า มีหลักฐานพิสูจน์ชัดเจนว่า พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ได้ไปกับ รศ.ดร.สายประสิทธิ์ เกิดนิยม พาไปเลย แล้วก็มีการยืนยันชัดเจน มีการแก้ตัวเลขของการประชุม จากวันที่ 29 ให้เป็นวันที่ 26 นี่ในรายงานของคุณวิชา มหาคุณ มีชัดเจน ไม่ต้องกังวลครับท่านผู้ชม พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง จะฟ้องผม ผมพร้อมจะสู้คดีกับ พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง เพราะว่าผมมีหลักฐานอยู่ในมือเยอะ เต็มไปหมด


ทีนี้ ผมจะพูดตรงนี้ พูดตรงที่ว่า ที่ผมเห็นใจ พ.ต.อ.ธนสิทธิ์ แตงจั่น ก็เพราะว่า ในที่ประชุมนั้นมีอดีตผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ซึ่งเป็นอดีตเจ้านายของ พ.ต.อ.ธนสิทธิ์ แล้วก็ท่านรอง ผบ.ตร.คนปัจจุบัน พล.ต.อ.มนู แล้วก็ผู้การสำนักงานพิสูจน์หลักฐาน ซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาของ พ.ต.อ.ธนสิทธิ์ ก็นั่งอยู่ด้วย


ทุกคนกดดัน พ.ต.อ.ธนสิทธิ์ ว่ามันน่าจะเป็นอย่างนี้ได้ไหม มันมี error อย่างนั้น มีอันนี้ คือกดดันมาตลอด กดดันมาจนกระทั่ง พ.ต.อ.ธนสิทธิ์ มีความรู้สึกว่าตัวเองทำงานแล้วเจ้านายไม่สนับสนุน ไม่ปกป้อง ไม่ว่าจะเป็นผู้บัญชาการตำรวจฯ ไม่ว่าจะเป็นผู้บัญชาการสำนักงานพิสูจน์หลักฐานในขณะนั้น และท่านผู้การ พลตำรวจตรีคนหนึ่ง ก็กดดัน มิหนำซ้ำแล้วก็ยังมีตัวละครอีกตัวหนึ่ง คืออัยการ ตัวแทนอัยการ ในเทปลับอัยการพูดถึงขนาดนี้


"อันนี้ขอความกรุณาท่านผู้การ คือทางอัยการเขาสั่งมาอย่างนี้ คือเขาก็มองว่าเขาจะช่วยนะ" แสดงว่าอัยการคนนั้นรับงานมาจากอัยการชั้นผู้ใหญ่อีกคนหนึ่งว่า เฮ้ย ไปบอกเขานะ ผมพร้อมจะช่วยนะ แต่คุณต้องแก้ตรงนี้นะ "คือก็อยากให้เขาสบายใจนิดหนึ่ง ใช่ไหมฮะ เวลาเขาจะสั่ง คือที่เขาสั่งมานี่ เขาตั้งใจจะช่วยเต็มที่" ก็คือว่าจะสั่งไม่ฟ้องไง "แล้วอยากจะขอความกรุณานะฮะ เรียนตรงๆ เลยฮะ" แล้วท่านพลตำรวจตรีคนนั้น ซึ่งเป็นผู้การ เป็นเจ้านายของ พ.ต.อ.ธนสิทธิ์ ก็พูดออกมาอย่างน่าสนใจว่า "เราคำนวณตามอาจารย์ได้หรือไม่ คำนวณก็อาจจะได้สูงกว่านั้นนิดหน่อย แต่คงสูงถึง 100 กว่า อัยการบอกว่า เปล่า คือตามกฎหมายเนี่ย ห้ามขับเกิน 80 อยากจะขอความกรุณาให้มันอยู่ที่ range ตรงนั้น" อัยการคนนี้คือใคร ? ชื่อไปเรียบร้อยแล้ว ไปถึงท่านนายกรัฐมนตรีแล้ว เพราะเทปนี้ไม่ใส่ชื่อคน


พันตำรวจเอกคนที่ 2 บอกว่า "เดี๋ยวลองไปดูตัวเลขก่อน" น่าสนใจมากท่านผู้ชมครับ ผมคิดว่าพลตำรวจเอกท่านนี้พิสูจน์ชัดเจนแล้วว่าได้เข้าไปแทรกแซงการทำงานของตำรวจในเรื่องนี้

ทำไมผมต้องเล่าเรื่องนี้ให้ฟังท่านผู้ชม ? ที่ผมต้องเล่าเรื่องนี้ให้ฟัง วันนี้เทปลับตัวนี้มันเท่ากับตอกฝาโลงสิ่งที่ผมพูดมา และสิ่งที่อาจารย์วิชาได้ตรวจสอบมา และพิสูจน์มา นี่คืออีกฉากหนึ่ง และที่สำคัญ ท่านผู้ชมจำได้หรือเปล่า อาทิตย์ที่แล้วผมพูดว่าอย่างไร ? ผมบอกว่าผมเป็นห่วงท่านนายกฯ


เรื่องนี้มันเป็นเรื่องเร่งด่วน แต่ท่านนายกฯ ส่งเรื่องให้ ป.ป.ท. คณะกรรมการปราบปรามการทุจริตของราชการ ไม่เสียหายอะไรทั้งสิ้น แต่ในที่สุด ป.ป.ท.ก็ต้องทำตามระเบียบ ก็คือว่าส่งกลับไปที่หน่วยงานต้นสังกัดเพื่อหาข้อเท็จจริง ก็เข้าไปในรูปแบบที่ผมบอกท่านผู้ชมไปแล้วว่า กำลังจะมีกระบวนการฟอกดำให้เป็นสีเทา คือไม่ฟอกขาวแล้ว ขาวไม่ไหว มันน่าเกลียด เอาเป็นผิดร้ายแรงมาเป็นผิดวินัยไม่ร้ายแรง ท่านผู้ชมเข้าใจหรือยัง


แล้ว ป.ป.ท.ท่านก็บอกว่า พอส่งไปแล้ว เขาส่งข้อเท็จจริงมาอย่างไร ผลตรวจสอบเป็นอย่างไร ก็จะประมวลพวกนี้ส่งให้นายกฯ ดู ถ้าเขาประมวลว่าผิดแต่ผิดวินัยไม่ร้ายแรง ท่านนายกฯ จะว่าอย่างไร เพราะท่านนายกฯ เป็นคนที่ยึดถือระบบราชการเป็นหลัก ท่านก็อาจจะอ้างว่าหน่วยงานต้นสังกัดเขาว่าอย่างนี้มา ผมจะทำอย่างไรได้ ท่านนายกฯ จะมีทางออกของท่านแบบนี้ไปเรื่อยๆ ท่านจะพลิ้วของท่านอย่างนี้ไปเรื่อยๆ เพราะฉะนั้นผมถึงเรียนให้ท่านนายกฯ ทราบตั้งแต่แรกว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องของการฟื้นฟูความเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรม ที่ต้องรีบทำ และทำทันที ปัจจุบันทันด่วน ท่านนายกฯ ต้องตั้งคณะกรรมการชุดพิเศษขึ้นมาเพื่อพิจารณาโทษ เอาคนที่มีชื่อ ให้อาจารย์วิชา มหาคุณ เป็นประธาน ก็ยังได้


หรือดีที่สุด แล้วเอาอาจารย์คณะนิติศาสตร์ชุดเก่านี่ล่ะ แล้วก็เข้า ครม.ขออำนาจในการใช้ ป.วิ. อาญา ให้กับคณะกรรมการชุดนี้เป็นกรณีพิเศษ หรืออาจจะต้องออกเป็นพระราชกำหนดเฉพาะกิจในการที่จะให้อำนาจ ป.วิ. อาญา กับคณะกรรมการชุดนี้ เพราะคณะกรรมการชุดนี้จะเป็นคณะกรรมการที่ตัดสินใจเด็ดขาดเพื่อดำรงไว้ซึ่งความยุติธรรมของกระบวนการยุติธรรม เพื่อเรียกร้องความเชื่อมั่นของสังคมไทยทุกๆ ภาคส่วนกลับมาว่ารัฐบาลชุดนี้ไม่ได้ทำงานลูบหน้าปะจมูก ท่านผู้ชมเข้าใจที่ผมพูดใช่ไหมครับ เห็นด้วยกับผมไหม ?


เมื่อโยนกลับไป ป.ป.ท. แล้ว ป.ป.ท. ให้สัมภาษณ์ชัดเจนแล้วสิ ส่งกลับไปหน่วยงานต้นสังกัด หน่วยงานต้นสังกัดสอบสวนได้ข้อเท็จจริงอย่างไรก็ส่งกลับมา เราก็จะรวบรวมข้อเท็จจริงพวกนี้ส่งไปให้นายกฯ เป๊ะไหมท่านผู้ชม ก็คือการถ่วง ลาก ถ่วงเวลา และก็ใช้หน่วยงานต้นสังกัดเป็นคนที่ฟอกสีดำให้เป็นสีเทา ฟอกขาวคงไม่ได้ คงต้องมีผิดบ้าง แต่ผิดไม่มาก


แต่ในที่สุดแล้วก็ยังมีคำถามต่ออีก แล้วคนที่ไม่ได้เป็นข้าราชการประจำ อย่างเช่น พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ท่านนายกฯ จะเอาอย่างไร ท่านบอกผมมาหน่อย ท่านนายกฯ ต้องชัดเจนนะ เรื่องนี้ งานนี้ถ้า พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ลอยตัวไป ลอยนวลไปจากความผิดทั้งหลายนี้ กระบวนการยุติธรรมก็จะพังทลายเช่นเดิม ก็คือว่า คนที่มีอำนาจ คนที่มีเครือข่าย คนที่มีผู้มีอิทธิพลหนุนหลัง ทำอะไรก็ย่อมไม่ผิด ท่านผู้ชมเห็นด้วยไหมครับ ?


เพราะฉะนั้นแล้ว กรณีของบอส อยู่วิทยา กับกรณีการบินไทย มันคนละเรื่องเดียวกัน ท่านผู้ชมเห็นหรือยัง และนี่คือหน้าตาของประเทศไทย ท่านผู้ชมเข้าใจหรือยังครับ เห็นด้วยกับผมไหม เพราะฉะนั้นนี่คือความจำเป็นที่ผมต้องพูดเรื่องนี้ ผมพูดเรื่องการบินไทยแล้ว ผมจำเป็นต้องต่อมาเรื่องบอส วรยุทธ อยู่วิทยา ท่านผู้ชมอย่าได้ละเลยเรื่องนี้ อย่าให้คนชั่วต้องลอยนวล ต้องจำเรื่องนี้เอาไว้ ต้องจี้ไปตลอด ต้องจี้ไปตลอดเวลา อย่าให้คนชั่วต้องลอยนวลหรือหลุดพ้น ท่องจำเอาไว้ ใครบ้างที่ทำอะไรไว้บ้าง


กลับมาถึง พ.ต.อ.ธนสิทธิ์ พ.ต.อ.ธนสิทธิ์ พอเซ็นไปแล้วโดยจากการกดดัน ก็ไม่สบายใจ ผมเคยพูดเรื่องนี้แล้วนะ ผมจะพูดซ้ำอีกที ก็เลยกลับไปปรึกษาพรรคพวกตัวเอง ทีมงานที่ทำอยู่ บอกว่าผมไม่สบายใจเรื่องนี้ๆ ก็เลยพิสูจน์ใหม่อีกครั้งหนึ่ง แล้วกลับไปยืนยันว่าที่คำนวณไว้ 177 นั้น ถูกต้อง และส่งเรื่องนี้กลับไปที่โรงพัก ให้พันตำรวจเอก ... ผมไม่อยากเอ่ยชื่อ ก็ตกเป็นจำเลยเหมือนกัน หมอนี่ก็คิดง่ายๆ แก้ง่ายๆ ด้วยการบอกว่า สำนวนปิดแล้ว ส่งไปที่อัยการแล้ว เพิ่มเติม/แก้ไขไม่ได้


ท่านผู้ชมครับ สองเรื่อง คนละเรื่องเดียวกัน หน้าตาของประเทศไทยมันเป็นอย่างนี้


ท่านผู้ชมครับ วันเสาร์หน้า วันที่ 19 กันยายน จะมีการชุมนุมใหญ่ ซึ่งได้มีการวางยุทธศาสตร์กันเรียบร้อยแล้วว่า ถ้าการชุมนุมครั้งนี้จะมีคนมาก เขาก็จะปิดเข้าไปที่สนามหลวง และจะปิดถนนราชดำเนิน และประชุมปักหลักพักค้าง ท่านผู้ชมครับ นี่คือจุดเริ่มต้นแล้ว ถ้ามีการปักหลักพักค้างกันได้ อะไรๆ ก็เกิดขึ้นได้ตลอดเวลา ผมไม่อยากจะทำนาย เอาเป็นว่า ผมคิดว่าก็คงจะมีขบวนการปล่อยข่าวลือตลอดเวลา เพื่อทำลายการชุมนุม เหมือนปกติธรรมดา เหมือนสมัยก่อนที่ผมชุมนุม ว่า ระวังนะ รถถังมาแล้วนะ เขาจะปราบนะ จะมีหน่วยพิเศษเข้ามา ตชด.เข้ามา มีหมวกแดงเข้ามา ระวังนะ เขาจะเอาระเบิดมาโยนให้ โน่นนี่นั่น คือเป็นการทำลายการชุมนุม ซึ่งผมผ่านมาแล้ว แต่ไม่เป็นไร วันนี้จะมาพูดเรื่องอะไร ? ท่านผู้ชม

ผมจะพูด .. จำได้ไหมท่านผู้ชม ผมเคยบอกว่าสหรัฐอเมริกานั้นคือตัวการหนึ่งตัวการที่แทรกแซงการเมืองภายในประเทศ โดยใช้กลุ่มคน หรือกลุ่ม NGO ที่ตัวเองสนับสนุนอยู่ หรือตัวเอง เอาพวกนี้ฝังตัวเองเอาไว้ในเครือข่ายของคนพวกนี้ องค์กรที่มีบทบาทมากที่สุดในเรื่องนี้ ก็คือ NED


NED ชื่อภาษาอังกฤษคือ National Endowment for Democracy ภาษาไทยคือ กองทุนเพื่อประชาธิปไตยแห่งชาติสหรัฐอเมริกา NED เกิดขึ้นมาอย่างไร ? NED นั้นตั้งขึ้นเมื่อปี 2526 ในยุคสมัยอดีตประธานาธิบดีโรนัลด์ เรแกน เป็นคนตั้ง ซึ่งตอนตั้งช่วงนั้นอเมริกาอ้างว่าเป็นองค์กรพัฒนาเอกชน (NGO) มีเป้าหมายในการส่งเสริมประชาธิปไตยในต่างประเทศ 


เมื่อ NED ตั้งขึ้นมา ในการกล่าวสุนทรพจน์ของประธานาธิบดีโรนัดล์ เรแกน ในเรื่ององค์กรนี้ ท่านได้พูดว่า

"องค์กรนี้ก่อตั้งขึ้นเพื่อบ่มเพาะโครงสร้างพื้นฐานทางประชาธิปไตย (to faster the infrastructure for democracy) อันจะช่วยสนับสนุนให้ผู้คนทั่วโลกในการตัดสินใจอนาคตของตัวเอง"


สวยหรูครับ เหมือนทุ่งลาเวนเดอร์เลย อย่างไรก็ตาม ข้อเท็จจริงที่พิสูจน์ชัดเจนและปฏิเสธไม่ได้ งบประมาณของ NED นั้น ได้งบประมาณมาจากสภาคองเกรส ผ่านองค์กรเพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศของอเมริกา คือ USAID โดยในงบประมาณรัฐบาลปี 2562 ปีที่แล้ว งบประมาณของ NED ถูกรวมไปอยู่ในงบประมาณกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ State Department จำได้หรือเปล่า ผมเคยบอกว่า NED คือส่วนต่อ (extension) ของ State Department กระทรวงการต่างประเทศอเมริกา ท่านผู้ชมครับ ผมเคยพูดอย่างนี้มา


ประธาน NED ตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน ตั้งแต่ปี 2527 คือนายคาร์ล เกิร์ชแมน (Carl Gershman) เป็นอดีตนักการทูตสหรัฐฯ ซึ่งเคยดำรงตำแหน่งที่ปรึกษาอาวุโส เอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำสหประชาชาติ ด้วยภารกิจและบทบาทในช่วง 30 กว่าปีที่ผ่านมาของ NED NED ก็เลยถูกตั้งฉายาว่าเป็น CIA ภาคพลเมืองของอเมริกา


ในปี 2534 (ค.ศ.1991) นายเดวิด อิกเนเชียส (David Ignatius) รักษาการประธาน NED เคยกล่าวในการให้สัมภาษณ์ว่า "สิ่งที่เราทำ ณ วันนี้ เป็นสิ่งที่เมื่อ 25 ปีที่แล้ว CIA ดำเนินการอย่างลับๆ" ท่านผู้ชม เขายอมรับว่าสิ่งที่เขาทำนี้ เหมือนกับ CIA ทำเมื่อ 25 ปีที่แล้ว เพียงแต่ CIA ทำงานอย่างลับๆ แต่ของเขาต่างกว่า CIA คือเขาทำอย่างเปิดเผย "เมื่อกิจกรรมเหล่านี้กระทำอย่างเปิดเผย โอกาสที่จะเกิดเสียงต่อต้านก็แทบจะเป็นศูนย์ การเปิดเผยเช่นนี้ถือเป็นเกราะคุ้มครองตัวนั่นเอง" ก็คือว่า การให้การสนับสนุนอย่างเปิดเผย เหมือนกับที่เขาให้การสนับสนุนกับองค์กรพัฒนาเอกชนในประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นเว็บไซต์ประชาไท ก็ได้เงินไป ไม่ว่าจะเป็น iLaw ก็ได้เงินไป ไม่ว่าจะเป็นชมรมของนักกฎหมายที่ปกป้องสิทธิมนุษยชน ก็ได้เงินไป แม้กระทั่งร้านหนังสือที่ขายหนังสือที่ จ.เชียงใหม่ ก็ได้เงินไปด้วย


นอกจากเงินสนับสนุนจากสภาคองเกรสแล้ว NED ยังมีรายได้เล็กๆ น้อยๆ จากการตีพิมพ์วารสารต่างๆ

ท่านผู้ชมครับ ใน 4-5 ปีที่ผ่านมา NED แจกจ่ายเงินทุนให้ NGO กลุ่มนักเคลื่อนไหวทางการเมือง สถาบันส่งเสริมกรรมการบริษัทไทย ยันกลุ่มสื่อมวลชน เบ็ดเสร็จรวมปีละประมาณ 2 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือปีละประมาณ 70 ล้านบาท นี่คือเงินสนับสนุนที่ NED ส่งเข้ามาในเมืองไทย เพราะฉะนั้นแล้ว หลักฐานที่ชัดเจนว่า NED มีส่วนเกี่ยวพันโดยตรงกับรัฐบาลสหรัฐฯ รวมถึงผลประโยชน์ของสหรัฐฯ จึงมีข้อโต้แย้งว่า ถ้าอย่างนั้น NED ไม่ใช่องค์กรพัฒนาเอกชน หรือ NGO


หนังสือพิมพ์ The Guardian ในอังกฤษ เคยรายงานว่า รัสเซียเคยประกาศแบน NED ภายใต้กฎหมายองค์กรเอกชนที่ไม่พึงประสงค์ โดยรัสเซียแจ้งว่า NED เป็นภัยคุกคามต่อรัฐธรรมนูญของสหพันธรัฐรัสเซีย ต่อความสามารถในการป้องกันตัวเองและความมั่นคงของรัฐบาลรัสเซีย


จริงๆ แล้วถ้าดูให้ดีๆ ศึกษาข้อมูลเก่าๆ ประวัติของการดำเนินกิจกรรมที่ชี้ให้เห็นชัดๆ จริงๆ แล้วว่า NED ไม่ได้รณรงค์เกี่ยวกับประชาธิปไตยอย่างเดียว เพราะในปี 2545 สิบแปดปีที่แล้ว NED ถูกจับได้ว่าให้เงินสนับสนุนกลุ่มตรงข้ามกับรัฐบาลของประธานาธิบดีฮูโก ชาเวซ ซึ่งได้รับการเลือกตั้งมา


นอกจากนั้น ในอีกสี่ปีต่อมา ในปี 2549 ยังให้การสนับสนุนต่อกลุ่มชนชั้นนำและพันธมิตรทางการทหารเพื่อขับไล่ประธานาธิบดีฌ็อง-แบร์ทร็อง อาริสตีด ของเฮติด้วย


เพราะฉะนั้นท่านผู้ชมจะเห็นได้ชัดว่า NED นั้นได้มีส่วนสำคัญมากในการที่เป็น CIA ภาคพลเมือง และ NED ก็เข้าไปแทรกแซงในฮ่องกง จนกระทั่งจีนออกกฎหมายความมั่นคงในฮ่องกงมา ก็เลยทำให้บทบาทของ NED ต้องยุติไปทันที เพราะว่าเจอกฎหมายตัวนี้เข้ามา

ท่านผู้ชมครับ NED และกระทรวงการต่างประเทศทำงานร่วมกัน ร่วมกันอย่างไร ? ซึ่งก็เป็นปกติธรรมดา ถ้าผมเป็นเขา ผมก็ทำเช่นนี้ แต่เราต้องรู้ทัน การประท้วงของเด็กครั้งนี้ ทั้งมัธยม และนิสิต นักศึกษานั้น ไม่ใช่เรื่องราวที่ใหญ่โตสำหรับผม


ผมคิดว่าการแสดงสิทธิและการเรียกร้องสิทธิ เรียกร้องเสรีภาพนั้น เป็นสิทธิที่ควรจะทำได้ ความคิดเห็นต่างกัน ยอมรับกันได้ แต่ถ้าความเห็นต่างกันโดยที่มีต่างชาติอยู่เบื้องหลัง แล้วมาปลุกปั่น ครอบงำความคิดของคนนั้น ผมคิดว่าไม่สมควรจะทำ ตามผมมา

หลังการรัฐประหารปี 2557 ได้ปีกว่าๆ วันที่ 7 กันยายน 2558 พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. ได้ขึ้นกล่าวปาฐกถาเนื่องในงานวันต่อต้านคอร์รัปชันประจำปี 2558 ที่บางกอก คอนเวนชัน เซ็นเตอร์ โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ แล้วท่านก็บอกว่า มีใครอยากถามอะไรไหม






ก็ปรากฏว่าหนุ่มน้อยคนหนึ่ง รูปร่างอ้วนท้วน ชื่อ พริษฐ์ ชิวารักษ์ หรือเพนกวิน ตอนนั้นอยู่แค่ ม.5 โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา และเลขาธิการกลุ่มการศึกษาเพื่อความเป็นไทย เตรียมตั้งคำถามและชูป้ายว่า "สอนเด็กไทยไม่ให้โกง สร้างเหตุจริยธรรม ดีกว่าท่องจำหน้าที่พลเมือง จากใจนักเรียนถึงลุงตู่" ปรากฏว่าโดน รปภ.ส่วนตัวของท่านนายกฯ หิ้วออกไป แล้วส่งไปสอบถามที่ สน.ปทุมวัน ซึ่งนั่นก็ผิดพลาดอย่างแรง แต่ไม่เป็นไร เกิดขึ้นแล้ว


แล้วหลังจากนั้นอีกเกือบ 1 ปี ในวันที่ 2 มิถุนายน 2559 นายกลิน ที. เดวีส์ เอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ประจำประเทศไทย และภริยา เป็นเจ้าภาพจัดวงสนทนากับเยาวชนผู้นำด้านกิจกรรมเคลื่อนไหวรณรงค์ โดยเชิญเพนกวิน พริษฐ์ เข้าร่วมด้วย ท่านผู้ชมครับ NED สถานทูตอเมริกา กระทรวงการต่างประเทศ จะเล็งเป้าไปที่กลุ่มผู้นำเยาวชน เพื่อปลูกฝังเยาวชนพวกนี้ตั้งแต่เด็ก ขอให้มีการแสดงออก หรือขอให้มีจุดยืนที่อยู่ในแนวทางเดียวกับนโยบายของกระทรวงการต่างประเทศของอเมริกาแล้ว คนพวกนี้จะถูกดึงเข้ามาเป็นพวก


ท่านผู้ชมครับ จากวันนั้นถึงวันนี้ 2558-2559 มาถึงวันนี้ 4-5 ปีแล้ว วันนี้เพนกวิน พริษฐ์ เติบโตจากเด็กมัธยมกลายเป็นนักศึกษาคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กลายเป็นหนึ่งในแกนนำสำคัญของม็อบกลุ่มประชาชนปลดแอก ที่กำลังเขย่าการเมืองไทยอยู่ ณ เวลานี้ พอจบ ม.ปลาย เขาเลือกเรียนคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เขาเคยบอกว่าธรรมศาสตร์มันหลับ ไม่ค่อยมีอะไรออกมาให้ตื่นตาตื่นใจสักเท่าไรมาสักพักแล้ว อยากให้มันครึกครื้นกว่านี้ คนอาจจะคิดว่าธรรมศาสตร์เปิดกว้าง มีเสรีมาก แต่ยุคหลังๆ มันไม่ได้เป็นเช่นนั้น


หลังจากนั้นแล้ว เพนกวินก็เข้าไปร่วมกับรุ่นพี่ รังสิมันต์ โรม เคลื่อนไหวต่อต้าน คสช. กลุ่มคนอยากเลือกตั้ง ในที่สุดแล้ว เพนกวินก็เลยเป็นหนึ่งในผู้ก่อตั้งพรรคอนาคตใหม่


ต่อมา 2561 สองปีที่แล้ว เพนกวิน พริษฐ์ ชิวารักษ์ รวบรวมเพื่อนร่วมอุดมการณ์หลายมหาวิทยาลัย ร่วมกันก่อตั้งสหภาพนักเรียน นิสิต นักศึกษาแห่งประเทศไทย เพนกวินเป็นประธานคนที่สอง ต่อจากบอล ธนวัฒน์ วงศ์ไชย กำลังหลักของ สนท. จะมาจากพรรคโดมปฏิวัติ ซึ่งอยู่ที่ธรรมศาสตร์ เช่น อั๋ว จุฑาทิพย์ ศิริขันธ์ และประธาน สนท.คนที่ 3 และรุ้ง ปนัสยา สิทธิจิรวัฒนกุล โฆษก สนท.


อั๋ว และรุ้ง คือแกนหลักของคณะประชาชนปลกแอกที่นัดชุมนุมใหญ่ในวันอาทิตย์ที่ 16 สิงหาคม ที่ผ่านมา ที่รุ้งเป็นคนที่เอาข้อเสนอของการตีกรอบจำกัดสิทธิของกษัตริย์ที่ได้รับการส่งเสริม หรือรับการป้อนข้อมูลมาจากสมศักดิ์ เจียมฯ และก็ต่อมา วันที่ 19 กันยายนนี้ ทั้ง 2-3 คนนี้ก็จะเป็นแกนนำ


ท่านผู้ชมครับ ที่ผมจะพูดวันนี้มันจะมีเรื่องต่อเนื่องกันหลายเรื่อง ถ้าท่านผู้ชมสังเกตเหมือนอย่างที่ผมได้สังเกต ผมมอง NED ผมมองบทบาทของการประท้วงของนิสิต นักศึกษาครั้งนี้ ผมมองเรื่องที่ฮ่องกง ผมมองเรื่องที่ไต้หวัน ท่านผู้ชมรู้ใช่ไหมครับ มันมีเครือข่าย เขาเรียกว่าเครือข่ายชานม เนื่องจากว่าชานมเป็นที่รู้จักกันในฮ่องกง ในไต้หวันและประเทศไทย ถ้าไต้หวันก็คือชานมไข่มุก เครือข่ายชานมตอนนี้จะมีเป้าหมายที่คล้ายๆ กัน เป้าหมายที่ตรงใจของสหรัฐอเมริกา ก็คือเป้าหมายการโปรโมตเชิดชูอเมริกาและต่อต้านจีน


อเมริกาขณะนี้กำลังทุ่มทรัพยากรหลายอย่าง ตลอดจน ไทย ฮ่องกง และไต้หวัน ฮ่องกงนั้นน่าจะจบสิ้นไปแล้ว หลังจากที่จีนออกกฎหมายความมั่นคงแล้วจัดการกับกลุ่มคนต่างๆ หรือกลุ่มองค์กรเอกชนที่มีส่วนสนับสนุนการประท้วง หรือการทำให้เกิดการแบ่งแยกฮ่องกงออกจากประเทศจีน ด้วยเหตุนี้ จิมมี ไล ถึงถูกจับและดำเนินคดี และในที่สุดจิมมี ไล ก็บอกให้ยุติเรื่องนี้ก่อน ให้ระวังตัว ก็คือพูดง่ายๆ ว่า ความเคลื่อนไหวในฮ่องกงนั้นเริ่มสงบแล้ว เพราะว่ากฎหมายความมั่นคงของจีนนั้น ไม่เปิดโอกาสให้องค์กรพัฒนาเอกชนอย่าง NED ซึ่งเป็น CIA ทางพลเรือนของกระทรวงการต่างประเทศของอเมริกานั้น เข้ามาเคลื่อนไหวในฮ่องกงได้ เวทีตอนนี้ก็เลยกลายเป็นประเทศไทยแทน


ไต้หวัน ไม่ต้องเคลื่อนไหว เพราะไต้หวันเขาอยู่ข้างอเมริกาอยู่แล้ว เขาต่อต้านจีน ทำอย่างไรที่จะให้ประเทศไทยกลายเป็นประเทศที่ขัดแย้งกับจีน แล้วยืนข้างอเมริกาเต็มตัว และเมื่อวันนั้น ถ้าไทยยืนข้างอเมริกาเต็มตัว ก็เท่ากับว่าวัตถุประสงค์ของ NED สำเร็จเรียบร้อยแล้ว นั่นคือที่มาของการล้มล้างการปกครองในระบอบประชาธิปไตย (ค่อนข้างจอมปลอม) ณ ปัจจุบันนี้ ท่านผู้ชมตามผมมา จะเห็นได้ชัด


ท่านผู้ชม ทำไมผมไม่ออกมาโปรโมตรัฐบาลชุดนี้ หรือทำไมผมไม่มาบอกว่ามีการเรียกร้อง 3 ข้อ ให้แก้ไขรัฐธรรมนูญ ให้ยุบสภา และให้หยุดคุกคามประชาชน ในขณะเดียวกัน ฝั่งตรงกันข้าม ฝั่งไทยภักดี ก็ระดมคนบอกว่าต่อต้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ก็คือรัฐธรรมนูญชุดนี้ดีอยู่แล้ว ถ้าถามผม รัฐธรรมนูญชุดนี้ไม่ดี เพราะให้สิทธิ ส.ว. 250 คน ในการสนับสนุนต่อยอดอำนาจของคนที่มีอำนาจเก่า


ท่านผู้ชมครับ เวลาท่านผู้ชมจะสนับสนุนอะไรก็ตาม ท่านผู้ต้องพิจารณาสินค้าที่ท่านผู้ชมต้องการจะแบ็ก สนับสนุน ท่านผู้ชมจะสนับสนุนสินค้าที่ไม่มีคุณภาพได้อย่างไร ผมกำลังกลุ้มใจอยู่ สินค้ารัฐบาลชุดนี้ไม่มีคุณภาพเลย ไม่รู้จะโปรโมตอย่างไรจึงจะโปรโมตขึ้น

เอาล่ะ ผมกลับมาที่ NED นิด NED ช่วยฝังคนเอาไว้ ครอบงำความคิด ปลุกระดมความคิด ใช้เรื่องเงินทอง เกี่ยวข้องกับหน่วยงานต่างๆ สมัยก่อนที่ตั้งกันมา อย่างเช่น นิติเรด ประชาไท เว็บไซต์ Thai Netizen , Zenjournalist ของ Andrew MacGregor Marshall ซึ่งสมัยก่อนอยู่รอยเตอร์ แล้วก็จงเกลียดจงชังประเทศไทยและกษัตริย์ไทยมาก โจมตีตลอด เอากันง่ายๆ ก็แล้วกัน


ผมมีตัวเลขมาว่า Zenjournalist ของ Andrew MacGregor Marshall โดย Union of Civil Liberty รับเงินประมาณ 4 ล้านบาท อย่างต่อเนื่องมาเป็นเวลาหลายปีแล้ว รวมถึงปี 2562 ที่ผ่านมาด้วย



iLaw ที่ล่าชื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ 50,000 ชื่อ แต่ยังไม่ครบ ปี 2562 รับเงินสนับสนุนจาก NED มา 48,000 เหรียญสหรัฐ หรือ 1.5 ล้านบาท

สมาคมนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน (Human Rights Lawyers Association) ของคุณอานนท์ นำภา ปี 2562 รับเงินสนับสนุนจาก NED มา 50,000 เหรียญ หรือ 1.6 ล้านบาท


เว็บไซต์ The101.world ก่อตั้งโดยนายปกป้อง จันวิทย์ อดีตอาจารย์เศรษฐศาสตร์ ธรรมศาสตร์ ปี 2562 รับเงินสนับสนุนจาก NED มา 70,000 เหรียญสหรัฐ หรือ 2 ล้านกว่าบาท


ร้านหนังสือ Book Re:public ที่ จ.เชียงใหม่ และผู้ก่อตั้งโครงการห้องเรียนประชาธิปไตย (Cafe' Democracy) ซึ่งมีรจเรข วัฒนพานิช อดีต NGO ด้านสิ่งแวดล้อม เป็นเจ้าของร้าน ได้รับเงินสนับสนุนจาก NED 1.13 ล้านบาท มิหนำซ้ำในปี 2559 ได้รับรางวัลผู้หญิงกล้าหาญจากรัฐบาลสหรัฐฯ ด้วย


ที่ผมพูดอันนี้ ผมต้องการชี้ให้เห็นว่าในการประท้วงทุกๆ ครั้ง ในการต่อต้านอะไรก็ตามทุกๆ ครั้ง เรียกร้องสิทธิเสรีภาพ ถ้ากลุ่มที่เรียกร้องนั้นเป็นปฏิปักษ์กับกลุ่มรัฐบาล และถ้ารัฐบาลนั้นเป็นรัฐบาลไม่พึงปรารถนาของอเมริกาแล้ว NED จะเข้ามาเกี่ยวข้องหมดเลย แต่ถ้าเป็นรัฐบาลที่พึงปรารถนาของอเมริกาแล้ว ก็จะไม่มีการลุกขึ้นมาเพื่อต่อต้าน ยกเว้นกรณีเดียว กรณีที่ผมลุกขึ้นมาประท้วงคุณทักษิณ ชินวัตร ในตอนแรก ข้อหาในเรื่องคอร์รัปชัน ข้อหาในการช่วยเหลือพรรคพวกพี่น้องตัวเอง ข้อหาในการที่ให้คนบางคนในกลุ่มตัวเอง อย่างเช่น คุณจักรภพ เพ็ญแข มาจาบจ้วงรัชกาลที่ 9 และข้อหาที่สำคัญอีกข้อหาหนึ่งก็คือว่า คอร์รัปชันในเชิงนโยบาย ในการขายหุ้นชินคอร์ปไปหลายหมื่นล้านบาทแล้วไม่ต้องเสียภาษีเลย ตรงนั้นที่ผมลุกขึ้นมาต่อต้าน


พอพวกผมลุกขึ้นมาต่อต้านปั๊บ ยุคนั้นเป็นยุคที่รัฐบาลทักษิณ ชินวัตร ใกล้ชิดสนิทสนมกับสหรัฐอเมริกามาก ผมยังจำได้ ผมไม่เคยมีการติดต่อมาให้กำลังใจโดยเจ้าหน้าที่สถานทูตสหรัฐฯ ไม่เหมือนยุคนี้ ที่คุณธนาธรไปฟังคำพิพากษาศาล ก็มีตัวแทนของทูตอียู มีตัวแทนของทูตอเมริกา เข้าไปเป็นสักขีพยาน ผมจำได้ว่าวันที่ผมไปมอบตัวที่กองบัญชาการตำรวจนครบาล ข้อหามาตรา 112 ที่ผมเอาคำพูดของดา ตอปิโด ไปพูดเตือนสติทหาร ตำรวจ ว่าไม่จัดการกับดา ตอปิโด เพราะว่าลุกขึ้นมาตำหนิติเตียนและด่าว่าสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พรรคของคุณเนวิน พรรคพวกคุณเนวิน เป็นคนไปแจ้งความที่ สน.นางเลิ้่ง แล้ว สน.นางเลิ้ง ออกหมายจับผม แล้วหลังจากนั้นอีก 2-3 วัน ผมไปมอบตัว ตอนที่ไปมอบตัว น่าสนใจอย่าง ไม่มีตัวแทนของสถานทูตอเมริกา ไม่มีตัวแทนของสถานทูตอียู เข้ามาร่วมขอสังเกตการณ์เหมือนอย่างกรณีของคุณธนาธรเลยแม้แต่นิดเดียว ที่พูดนี่ไม่ได้น้อยอกน้อยใจ แต่เปรียบเทียบให้ดู ว่าถ้ารัฐบาลชุดไหนไม่เป็นมิตรกับอเมริกา แล้วไปเป็นมิตรกับจีนมากกว่า นั่นล่ะคือจุดเริ่มต้น แล้วก็ไปดูได้ ไม่ว่าจะเป็นการต่อสู้ที่ฮ่องกง นายโจชัว หว่อง หรือคุณธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หรือกลุ่มพวกนี้ จะเทิดทูนและเชิดชูสหรัฐอเมริกาเป็นหลัก

เพราะฉะนั้นแล้ว ตอนนี้ท่านผู้ชมเห็นด้วยกับผมไหมว่าในที่สุดแล้ว เรามีปัญหาอยู่หลายๆ ปัญหาที่เกิดขึ้นในขณะนี้ เพียงแต่ผมต้องการอธิบายให้ฟังว่าใครบอกว่าต่างชาติไม่ได้เข้ามายุ่งเกี่ยวนั้น ไม่จริง เขามายุ่งเกี่ยวนานแล้ว ในองค์กรเอกชน ทำแม้กระทั่งให้เงินสนับสนุนคนที่ทำร้านหนังสือ ทำทุกอย่าง


เอาล่ะ ทีนี้ก็มาถึงเรื่องราวของเด็กบ้าง ท่านผู้ชมครับ เมื่อวันที่ 5 กันยายน กลุ่มนักเรียนที่เรียกตัวเองว่ากลุ่มนักเรียนเลว ประกอบด้วย นักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้น นักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย กว่า 30 โรงเรียนทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด เขานัดชุมนุมกันที่กระทรวงศึกษาฯ โดยมีการเสนอข้อเรียกร้อง 3 ข้อ หนึ่ง หยุดคุกคามนักเรียน สอง ยกเลิกกฎระเบียบล้าหลัง สาม ปฏิรูปการศึกษา แล้วก็เชิญนายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ โดยข่มขู่ก่อนว่าถ้านายณัฏฐพลไม่สามารถดำเนินการตามข้อเรียกร้อง ให้ลาออก


วันนั้นก็เลยเชิญขึ้นเวทีดีเบต รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาฯ ณัฏฐพล ก็ใจกล้า เดินขึ้นไปคนเดียว ก็ปรากฏว่าทุกครั้งที่ณัฏฐพลพูด ก็จะโดนโห่ เอาล่ะ ผมเองก็ไม่ได้พิศวาสอะไรกับคุณณัฏฐพล ทีปสุวรรณ นะ เพราะผมไม่พิศวาสกับการที่คุณณัฏฐพล วันนี้รับกรรมตามสนอง เพราะสมัยที่คุณชูนกหวีด คุณเอานกหวีดเป่าไล่ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นี่ผมพูดอย่างเป็นผู้เฒ่าเล่าเรื่องนะ แต่วันนี้คุณมาโดนเด็กเอานกหวีดเป่าไล่ พระพุทธเจ้าพูดจาอะไรไม่เคยผิด กรรมตามสนอง


แต่ที่ผมอยากจะพูดอย่างหนึ่งก็คือว่า ถึงแม้ผมจะไม่เห็นด้วยกับวิธีการของคุณณัฏฐพลหลายประการ แต่ผมไม่เห็นด้วยกับลักษณะความก้าวร้าวที่เด็กมีต่อคุณณัฏฐพล ก้าวร้าวตรงไหน ? ก้าวร้าวตรงที่ว่าอย่างน้อยที่สุดมนุษย์เราต้องให้เกียรติซึ่งกันและกัน ถึงแม้เขาจะพูดจาอะไรแล้วพวกคุณไม่พอใจ อย่างน้อยที่สุด เฉยๆ ไป ไม่ต้องไปโห่ ไม่ต้องไปไล่เขา

ที่สำคัญที่สุดก็คือว่า วันที่คุณณัฏฐพลเดินออกไป มันมีคลิปเหตุการณ์ในวันนั้น ที่คุณจุฑาทิพย์ ศิริขันธ์ ประธานสหภาพนักเรียน นิสิต นักศึกษาแห่งประเทศไทย พร้อมด้วย น.ส.ภัสราวลี ธนกิจวิบูลย์ผล เครือข่ายนักเรียน นิสิต นักศึกษาเคียงข้างประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ยืนอยู่บนรถกระบะ แล้วก็ด่าทอคุณณัฏฐพลด้วยถ้อยคำที่หยาบคายขณะที่คุณณัฏฐพลเดินผ่านไป อันนี้ไม่ถูกต้อง ผมไม่เห็นด้วยเป็นอย่างยิ่ง และผมขอร้องผู้หลักผู้ใหญ่หลายคน ไม่ว่าจะเป็นอดีต NGO ที่เอาอกเอาใจเด็กทุกเรื่อง ต้องเตือนเด็กบ้าง และบางครั้งการใช้ภาษาของเด็กมันยิ่งวันยิ่งเกินไป


มีเวทีหนึ่งในวันที่ 3 กันยายน 2563 มีการชุมนุมที่เขาเรียกว่า เจาะกะลาตามหาบักคำผาน! สหภาพร้อยเอ็ดปลดแอก ที่บึงพลาญชัย จ.ร้อยเอ็ด มีเยาวชนผู้หญิงคนหนึ่ง แต่งชุดนักเรียนขึ้นไปบนเวทีพูดเรื่องเสรีภาพการมีความสัมพันธ์ทางเพศ และอ้างว่าอาชีพขายบริการทางเพศนั้นควรได้รับการยอมรับ โดยข้อความที่เยาวชนหญิงคนนั้นกล่าวปราศรัยออกมาในคลิป พูดอย่างนี้ท่านผู้ชม "นี่ เราเงี่ยน ทุกคนเงี่ยน คนนั้นก็เงี่้ยน การที่เราจะสำเร็จความใคร่ด้วยตัวเอง ทำไมถึงกลายเป็นอาชญากรคะ ?" ท่านผู้ชมครับ ผมว่ามันจะมากไปแล้ว สิทธิเสรีภาพหลายๆ อย่าง ผมเป็นคนที่เห็นด้วยทุกอย่าง แต่สิทธิเสรีภาพมันมาพร้อมหน้าที่และความรับผิดชอบ คุณรับผิดชอบต่อคำพูดของคุณได้ไหม คุณพูดอย่างนี้ ในคลิปบางคลิปมีการเอาอดีตนักเรียนเตรียมอุดมศึกษา แล้วไปเคาะประตูเพื่อที่จะขอเข้าไปพูดข้างใน แต่อาจารย์ไม่ให้เข้า ผู้หญิงคนนี้ก็ยืนให้ของลับ ผู้ชาย พูดถึงเรื่องการร่วมเพศสัมพันธ์ พูดถึงเรื่องโน้นเรื่องนี้ นี่มันไม่ใช่สิทธิเสรีภาพแล้ว นี่มันเป็นกระบวนการถ่อย คุณจะเรียกร้องสิทธิเสรีภาพอะไร ผมสนับสนุน แต่คุณอย่าถ่อยได้ไหม ผมไม่รู้ ผมได้ข่าว่าเธอเรียนอยู่คณะอักษรศาสตร์ จุฬาฯ


คณะอักษรศาสตร์ จุฬาฯ เป็นถึงขนาดนี้เชียวหรือ ผมนึกไม่ถึง และคำพูดที่ถ่อยนั้น มันถ่อยจนกระทั่งผมมาเล่าให้ฟังไม่ได้ แต่คลิปนี้กระจายไปทั่ว จนกระทั่งคนเริ่มส่ายหัว ท่านผู้ชมครับ ผมเสียใจกับผู้หลักผู้ใหญ่ในวงการหลายคนที่เป็นอดีต NGO เป็นนักประท้วง นักต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชน สิทธิเสรีภาพ คนพวกนี้ผมไม่อยากให้พวกคุณโหนกระแสเด็กมากจนเกินไป คุณควรทำหน้าที่เป็นผู้ใหญ่ คุณเห็นด้วยกับหลายสิ่งหลายอย่างที่เขาทำ แต่อะไรที่เด็กทำไม่ถูก ในฐานะคุณเป็นผู้หลักผู้ใหญ่ คุณต้องเตือนเขาเหมือนกัน คุณไม่ใช่กลัวเขาจะว่าคุณในทวิตเตอร์ หรือติดแฮชแท็ก อย่าบ้าโหนกระแสจนกระทั่งมันเดินหน้าต่อไปไม่ได้แล้ว

ท่านผู้ชมครับ เด็กยุคนี้ ยุคคนที่เกิดปี 2523 จนถึง 2563 อายุก็ประมาณ 30 ปี 30 กว่าปี โดยเฉพาะช่วง 2-3 ปีหลัง มันเป็นเด็กยุครุ่นใหม่ที่ภาษาอังกฤษเขาเรียกว่า Generation Me (me คือตัวฉัน)


คุณสรวงมณฑ์ สิทธิสมาน ภรรยาคุณคำนูณ สิทธิสมาน ซึ่งเป็นผู้รู้เรื่องเด็กดี ได้เขียนบทความมาบางอย่าง แต่ผมก็เอาเนื้อหาบทความบางส่วนมาเพื่อเล่าให้ฟัง เด็กยุคนี้จะมีจุดอ่อนอะไรบ้าง ท่านผู้ชมจำไว้ดีๆ จะได้เป็นแนวทางในการเลี้ยงลูกเลี้ยงหลานต่อไป เด็กพวกนี้จะทนไม่ได้กับการถูกวิพากษ์วิจารณ์ จะมีปฏิกิริยาต่อต้าน โกรธแค้น สร้างความน่าละอายขายหน้า ความอัปยศน่าอดสู เด็กรุ่นนี้จะเอาเปรียบผู้อื่นและตอบสนองความต้องการชนะ หรือวัตถุประสงค์ของตัวเอง มีความรู้สึกว่าตัวเองเป็นคนสำคัญมากจนเกินพอดี พูดขยายเกินกว่าความเป็นจริงเกี่ยวกับความสำเร็จหรือความสามารถของตัวเอง มีใจหมกมุ่นกับจินตนาการ แฟนตาซี ในเรื่องความสำเร็จ พลัง อำนาจ ความงาม สติปัญญา หรือความรักในอุดมคติ ใช้เหตุผลที่ไม่สมเหตุสมผลกับสิ่งที่ตัวเองชื่นชม หลงใหล คาดหวัง ต้องการเป็นที่ชื่นชม ยอมรับ และหลงใหลอยู่ตลอดเวลา เพิกเฉย ไม่เอาใจใส่ต่อความรู้สึกของผู้อื่น และมีความพยายามเพียงน้อยนิดที่จะแสดงความเห็นใจผู้อื่น คิดหมกมุ่นอยู่กับผลประโยชน์และความต้องการของตนเอง ไล่ตามเป้าหมายผลประโยชน์แก่ตนเอง ที่สำคัญเด็กรุ่นใหม่รุ่นนี้เป็นรุ่นที่หลงตัวเองมากๆ


ท่านผู้ชมรู้หรือเปล่าว่าปัญหาเกิดขึ้นจากพวกเรา ไม่ใช่เกิดขึ้นจากใครหรอก เราเลี้ยงลูกอย่างไร ? เรานี่เลี้ยงผิด รวมทั้งระบบการศึกษาเมืองไทยก็ผิด ที่เอาลูกเป็นศูนย์กลางของบ้าน และเอาเด็กนักเรียนเป็นศูนย์กลางของโรงเรียน เมื่อลูกเป็นศูนย์กลางของบ้านแล้ว ทุกคนต้องให้ความสนใจกับลูกคนนี้ พ่อแม่ ปู่ย่าตายาย พี่น้อง เหมือนกับที่เมืองจีนที่มีลูกคนเดียว พอมีลูกคนเดียว เป็นจักรพรรดิน้อย สมัยนั้น พ่อก็รัก แม่ก็หลง น้าก็ชอบ ป้าก็หลง ปู่ก็ชอบ ตายายก็ชอบ นี่คือปัญหาของการเอาลูกเป็นศูนย์กลางของบ้าน


เรื่องที่สอง เราเลี้ยงลูกในยุคหลังนี้ เราไม่อยากให้ลูกผิดหวัง เราทนไม่ได้ถ้าลูกผิดหวัง ในข้อเท็จจริง โลกแห่งความเป็นจริง มันต้องมีความผิดหวัง และถ้าผิดหวัง เรามีหน้าที่อธิบายให้เขาฟัง ว่าที่คุณผิดหวังเพราะอะไร ไม่ใช่ปกป้อง ป้องกันไม่ให้เขาผิดหวัง แล้วคนเลี้่ยงลูกสมัยเรา สมัยพวกคุณ ผมไม่ต้องแล้ว ผมโตแล้ว ผมอายุมากแล้ว ลูกผมโตแล้ว คือลูกต้องไม่เคยแพ้ เพราะว่าเด็กสมัยหลังเจริญเติบโตมาบนพื้นฐานของการแข่งขันตลอดเวลา เพราะฉะนั้นแล้ว เมื่อแข่งขันแล้วก็แพ้ไม่ได้ เหมือนกับเล่นเกมอะไรก็ตามกับลูก จะยอมให้ลูกชนะ เพื่อให้ลูกดีใจ ไม่ใช่ ต้องให้ลูกแพ้ ให้ลูกยอมรับความพ่ายแพ้ ผมจำได้ว่าสมัยที่ผมหนุ่มๆ ผมเป็นคนโอหังมมังการ ผมประสบความสำเร็จในชีวิตมาก ทุกอย่าง แล้วมีอยู่วันหนึ่งผมหกล้ม ล้มตึง ผมเจอพ่อที่บ้าน พ่อผมชี้หน้าด่าผม สมน้ำหน้ามึง คนอย่างมึงต้องแพ้เสียบ้าง ถึงจะรู้ ถึงเป็นหัวข้อในการเขียนหนังสือของผมว่า "ต้องแพ้เสียก่อนถึงจะชนะได้" เด็กไม่รู้จักคำว่าแพ้ได้อย่างไร

อีกประการหนึ่ง ลูกไม่เคยลำบาก เป็นห่วงเป็นใยมาก กลัวลำบาก เพราะตัวเองลำบากมาก่อนในอดีต เมื่อรวย มีเงินมีทองแล้วก็ไม่อยากให้ลูกลำบาก ลูกต้องลำบาก ต้องรู้จักลำบาก ลูกต้องช่วยงานพ่อแม่ จะรวยแค่ไหนก็ตาม ลูกต้องล้างชาม ลูกต้องเช็ดโต๊ะ ลูกต้องถูบ้าน และ


ลูกไม่เคยแก้ปัญหา ท่านผู้ชมครับ หลายคนที่ผมรู้จัก ชมเชยลูก หลงใหลในตัวลูก ลูกเรียนเก่ง ชมลูกจนลูกนึกว่าตัวเองเป็นเทวดา นึกว่าตัวเองเป็นอัจฉริยะ เรารู้ว่าลูกเราเก่ง เก็บความรู้สึกนั้นเอาไว้ในใจ พ่อแม่ส่วนใหญ่แยกไม่เป็นระหว่างความเก่ง กับความดี พวกเราต้องเน้นความดีมากกว่าความเก่ง ถ้าลูกเรียนเก่ง เราดีใจด้วย แต่เราต้องหมั่นให้ลูกทำความดี

อีกปัจจัยหนึ่งเป็นตัวส่งเสริมให้คนรุ่นใหม่ คือรุ่น Generation Me เกิดพฤติกรรมหลงตัวเอง ก็คือสื่อยุคไร้พรมแดนนี่ล่ะ เพราะสื่อและเทคโนโลยีที่พุ่งเป้ามาที่ตัวเด็กโดยตรง เพราะเด็กคือผู้บริโภคที่สำคัญในสื่อยุคนี้ เป็นกลุ่มเป้าหมายที่สุดแสนจะโอชะ เพราะใช้เงินง่าย ไม่มีเงินใช้ก็ขอพ่อขอแม่ เด็กรุ่นนี้ก็เลยตกเข้าไปสู่กระแสทุนนิยมได้ง่าย

ยิ่งบรรดาสมาร์ทโฟนเด็กรุ่นใหม่ใช้กันเกลื่อนเมือง ยิ่งเท่ากับเป็นการกระตุ้นให้คนรุ่นใหม่มีแนวโน้มอย่างมากที่จะก้าวไปสู่ Generation Me ได้มากขึ้น

ท่านผู้ชมครับ ในทางตรงกันข้าม ถ้าเด็กเหล่านี้ได้รับการเลี้ยงดูที่เหมาะสมและถูกวิธี มีการปลูกฝังทักษะชีวิตที่เหมาะสมกับวัย เมื่อถึงวันที่กระแสบริโภคนิยมเข้ามาปะทะตัวเด็กเต็มๆ มีสื่อไฮเทคเข้ามาถึงบ้าน แต่ทักษะชีวิตที่ได้รับการปลูกฝังจากพ่อแม่เป็นอย่างดี ถึงเวลานั้นทักษะที่มีมันจะทำหน้าที่ป้องกันตัวเองได้อย่างดี ท่านผู้ชมเห็นด้วยกับผมไหม

เพราะฉะนั้นแล้ว ณ วันนี้ สิ่งที่บอกเด็กก้าวร้าว บอกว่าเด็กไม่มีเหตุไม่มีผล ท่านผู้ชมครับ เราสร้างทั้งสิ้น และเผอิญโชคร้าย เพราะรัฐบาลชุดนี้ที่ต่อยอดอำนาจมาจาก คสช. ถ้าเป็นสินค้าชิ้นหนึ่ง คือสินค้าที่ไม่มีคุณภาพ เมื่อเด็กหลงตัวเอง เด็กสมัยนี้ค่อนข้างจะผิวเผิน จะมีอยู่ไม่มาก เด็กสมัยนี้จะไม่รู้ประวัติศาสตร์ จะไม่รู้เรื่องราวที่เป็นมาแต่ละเรื่องๆ มันมีที่มาที่ไปของมัน แม้กระทั่งปากกา 1 ด้าม ที่พ่อใช้อยู่ มันมีที่มาที่ไปอย่างไร หน้าที่พ่อต้องเล่าให้ลูกฟัง ผมจำได้สมัยที่ผมยังเด็กๆ พ่อจะชอบพาผมไปกินขนมจีบ ซาลาเปา ที่ร้านขนมจีบ ซาลาเปา ที่เยาวราช ชื่อเยาวยื่น ผมจำได้ว่าพ่อชอบพาขึ้นไปข้างบน ที่มีการกินน้ำชา กินติ่มซำกัน แล้วก็มีเพื่อนพ่อมา แล้วพ่อจะให้ผมฟังเขาพูดถึงเรื่องในอดีต เขาจะเล่าให้ฟังว่าพ่อคุณสมัยก่อนนั้น ปู่คุณส่งไปเรียนเมืองจีน นั่งเรือไป แล้วก็ไปเข้าโรงเรียนทหาร หวังผู่จุนเซี่ยว เสร็จเรียบร้อยแล้ว สงครามญี่ปุ่น-จีนเกิด พ่อคุณนี่ล่ะไปรบกับญี่ปุ่น ประวัติศาสตร์พวกนี้มันค่อยๆ ซึมซับเข้ามา ตอนนี้เด็กไทยไม่มีราก รากไม่มีเลยแม้แต่นิดเดียว


จริงอยู่ ประวัติศาสตร์ไทยที่เขียนมานั้น สมควรที่จะต้องถูกทบทวนและปรับปรุง ไม่ใช่เขียนตามที่คนโบราณเขียนมา เพื่อเชิดชูกลุ่มบางกลุ่ม คนบางคน ให้เป็นผู้ที่ยิ่งใหญ่ แต่ว่ามันมีเกร็ดประวัติศาสตร์หลายๆ เกร็ดซึ่งเด็กสมควรที่จะรู้ นี่คือเรื่องที่น่ากลัวมาก เพราะว่าพื้นฐานข้อมูลทางประวัติศาสตร์และที่มาที่ไปแต่ละจุด จนวันนี้ท่านผู้ชมรู้ไหม ทดลอง ถามลูกท่านผู้ชมว่าพ่อมาจากไหน มาจากจังหวัดอะไร แม่มาจากจังหวัดอะไร ปู่มาอย่างไร ย่ามาอย่างไร ตามาอย่างไร ไม่มีใครรู้สักคน รู้อยู่อย่างเดียว หนูจะเล่นทวิตเตอร์ ถามว่าเหนื่อยไหม ? เหนื่อย เราต้องเหนื่อย ถ้าเราต้องการจะเพิ่มทักษะให้เด็กมันรับรู้มากกว่าเก่า ให้เด็กรู้เรื่องราวมากกว่าการดูสมศักดิ์ เจียมฯ หรือดูปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์ ราก เป็นเรื่องที่สำคัญ คนเราไม่มีรากไม่ได้เลย



ท่านผู้ชมครับ เมื่ออาทิตย์ที่แล้วคงมีข่าวแว่วๆ มาว่าจะมีการปฏิวัติรัฐประหารอีก มีคนถามผมว่า คุณสนธิ จะมีไหม ผมจะตอบอย่างไรดี ? เอาเป็นเรื่องเงื่อนไขการปฏิวัติก็แล้วกัน เงื่อนไขการปฏิวัติหลักๆ แล้ว ต้องให้เกิดความขัดแย้งก่อน เมื่อเกิดความขัดแย้งแล้วนั่นคือข้ออ้างของการปฏิวัติ จู่ๆ จะปฏิวัติโดยที่ไม่มีข้ออ้างไม่ได้ คำถามมีว่า การชุมนุมของเด็ก ของเยาวชน หรือประชาชนทั่วไปที่เข้าร่วม ถ้ามันใหญ่เกินไป พอจะเป็นเงื่อนไขการปฏิวัติได้ไหม ? คำตอบคือ ได้ และไม่ได้ ได้ ก็คือ ถ้ามีคนชุมนุมมากจนกระทั่งคนที่มีอำนาจอยู่กลัวจะสูญเสียอำนาจ และเกิดอาการตื่นตระหนกกับการที่มีคนจำนวนมากเข้ามา ก็จะตัดสินใจทำอะไรลงไป

คราวที่แล้ว ที่รัฐบาลชุด คสช. ยึดอำนาจจากคุณยิ่งลักษณ์ ความจริงคุณยิ่งลักษณ์ไม่ได้ทำอะไรเลยแม้แต่นิดเดียว ทำตามระบบ อย่างเช่น ประกาศยุบสภาให้มีการเลือกตั้งใหม่ แต่เนื่องจากว่ามีการตกลงกันแล้วว่าต้องยึดอำนาจ ก็เลยมีคนประท้วงไม่ให้ไปที่การเลือกตั้ง ปิดคูหาการเลือกตั้ง ไม่ให้คนไปลงคะแนนเสียง เพราะว่าเขาได้วางแผนที่ไว้เรียบร้อยแล้ว ต้องเดินหน้าไปสู่การปฏิวัติ แล้วก็เป็นเช่นนั้นจริง ไม่เชื่อไปถามคุณสุเทพ เทือกสุบรรณ ดูสิ คุณสุเทพรู้เรื่องดีว่าจะมีการปฏิวัติอย่างแน่นอนที่สุด เพราะได้มีการตกลงกันมาก่อนล่วงหน้าแล้ว


เอาล่ะ ท่านผู้ชม ทีนี้การปฏิวัติก็คงจะยังยุทธการเดิมๆ ก็คือจะต้องมีการเคลื่อนกำลัง และการปฏิวัติเมืองไทยมันแปลก ถ้าปฏิวัติโดยไม่มีรถถังมา นี่ไม่ใช่การปฏิวัติ จริงๆ ก็คือการพาเหรดรถถังมากกว่า เหมือนกับว่าต้องมีรถถัง พูดง่ายว่าๆ ที่เขาต้องมีรถถัง มีอาวุธหนักเข้ามา เพราะเขาต้องการป้องกันการปฏิวัติซ้อนปฏิวัติ นั่นก็คือว่าระหว่างที่คุณจับกุม คุณปฏิวัติปั๊บ อีกฝ่ายหนึ่งซุ่มอยู่ ไม่เห็นด้วย อาจจะเคลื่อนกำลังออกมา การมีอาวุธหนักคือการป้องกันเอาไว้ แต่ว่าโอกาสเช่นนี้น้อยมาก จะเกิดยุคเดียวคือยุค พล.อ.ฉลาด หิรัญศิริ


ท่านผู้ชมหรือเด็กๆ รุ่นหลังนี่เกิดไม่ทัน พล.อ.ฉลาด ปฏิวัติ ไปขอความร่วมมือจากท่านแม่ทัพภาค 1 แม่ทัพภาค 1 ไม่ยอม พล.อ.ฉลาด ก็เลยชักปืนยิงแม่ทัพภาค 1 ตายเลย นั่นคือเหตุการณ์เดียวที่เกิดขึ้น หรือยุคที่รุ่น 7 ปฏิวัติ แล้วจับตัว พล.อ.เปรม เอาไว้ ที่บ้านสี่เสาฯ จนกระทั่งในวังต้องโทรศัพท์มาหา พล.ต.มนูญกฤต รูปขจร ในขณะนั้นยศพันเอก ให้ปล่อยตัว พล.อ.เปรม กลับไปที๋โคราช พอปล่อยตัว พล.อ.เปรม กลับโคราชปั๊บ ก็เลยปราบทันทีเลย รู้สึกจะเป็นสองเหตุการณ์นี้


ถ้าพิจารณาการเคลื่อนกำลังแล้ว การปฏิวัติต้องมีการเคลื่อนกำลังก่อน ก็พอจะนับได้ว่าการเคลื่อนกำลังเมื่อไม่กี่วันที่ผ่ามานี้ ที่มีขบวนรถถังวิ่งมา แล้วทหารก็ประกาศอยู่ว่าเป็นการเคลื่อนกำลังตามปกติ ประกาศให้รู้ล่วงหน้า ไม่ต้องตื่นตระหนกตกใจ แต่ใครจะไปรู้ว่าเบื้องหลังของการเคลื่อนกำลังเฉยๆ ไม่มีอะไรเกิดขึ้น มันจะมีอะไรหรือเปล่า มันจะมีตลอดเวลาท่านผู้ชม

ผมจะสอนเด็กรุ่นน้องที่ทำข่าว ผมบอก คุณจำไว้อย่างนะ ถ้าแบงก์ชาติบอกว่าไม่มีการลดค่าเงินบาท หลังจากข่าวลือมาเยอะ ให้ท่องใส่ใจเลยว่าลดแน่นอน หรือที่อาจารย์รังสรรค์ ธนะพรพันธุ์ ท่านบอกว่าขณะนี้มีสถานการณ์ 2-3 สถานการณ์กำลังสั่นคลอนมาก มีโอกาสจะล้ม แล้วแบงก์ชาติออกมาแถลงว่าไม่มี มั่นคง โน่นนี่ ขอให้มั่นใจได้ว่าสั่นคลอนจริงๆ เหมือนกัน ถ้าทุกคนออกมา ผู้มีอำนาจออกมา ไม่มีการปฏิวัติ ไม่มีโน่นนี่ โอกาสมี มันก็มีครับ จากการปฏิเสธครั้งนี้มันชัดเจน แต่จะปฏิวัติด้วยเหตุอะไร นี่เป็นเรื่องที่น่าสนใจมาก


อย่างไรก็อย่าพ่วงผมเข้าไปด้วยก็แล้วกัน พวกคุณปฏิวัติในปี 2557 ผมนั่งเฉยๆ ไม่ได้เกี่ยวอะไรเลย ไม่ได้ยุ่งเกี่ยวกับ กปปส. ผมทำงานของผมไป ผมยังถูกเชิญตัวไปอยู่ที่กรมทหารช่างที่ราชบุรี 14 วัน ไม่รู้อิโหน่อิเหน่อะไรทั้งสิ้น เพราะฉะนั้นแล้ว ถามผมมา ผมก็ตอบว่า อะไรๆ มันก็เกิดขึ้นได้ ถามว่าอีกฝ่ายหนึ่งต้องการให้มีการปฏิวัติไหม ? ต้องการ เพราะการปฏิวัติครั้งหนึ่งประเทศชาติก็ตกต่ำไปอีกครั้งหนึ่ง การปฏิวัติอีกครั้งหนึ่ง คนรุ่นใหม่ที่เข้ามาสร้างเครือข่ายที่มีอิทธิพล เหมือนอย่างยุค คสช.ยุคนี้ ก็จะเกิดขึ้นมาเรื่อยๆ แล้วมันก็จะทำลายกัดกร่อนเสาหลักของประเทศไทย จนในที่สุดแล้วประเทศชาติจะพังทลายไปหมดทุกจุดจากการปฏิวัติตลอดเวลา

ก็ตอบได้เพียงแค่นี้ครับ ท่านผู้ชม วันนี้ก็ยาวไปหน่อย แต่คิดว่าได้สาระกันมากมาย เอาไว้เจอกันอาทิตย์หน้าครับท่านผู้ชม สวัสดีครับ


กำลังโหลดความคิดเห็น...