xs
xsm
sm
md
lg

[คำต่อคำ] SONDHI TALK : ทำไม? อเมริกากลัว 5G Huawei

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



“สนธิ”ย้อนจุดกำเนิด “หัวเว่ย” จากบริษัทขายตู้สาขาโทรศัพท์เมื่อ 30 ปีก่อน ทุ่มเทให้งานวิจัย จนก้าวขึ้นเป็นผู้ผลิตโทรศัพท์มือถือที่มียอดขายอันดับต้นๆ ของโลก และที่สำคัญเป็นผู้นำเทคโนโลยี 5G ที่กำลังจะเปลี่ยนแปลงโลกครั้งใหญ่ จนสหรัฐอเมริกาต้องประสาทกิน เพราะ 5G ของตัวเองยังไปไม่ถึงไหน เป็นสัญญาณว่าจีนกำลังนำหน้าเรื่องเทคโนโลยี ซึ่งสหรัฐฯ ยอมรับไม่ได้ จึงหาทางกีดกันหัวเว่ยด้วยมาตรการต่างๆ รวมทั้งกดดันประเทศอื่นๆ ไม่ให้ใช้ 5G ของหัวเว่ยด้วย แต่ถึงอย่างไร เมื่อจีนใช้ 5G ทั่วประเทศ จีนจะแข็งแกร่งขึ้นกว่าเดิมด้วยศักยภาพของ 5G


วันที่ 5 มิ.ย.63 เวลา 09.00 น. นายสนธิ ลิ้มทองกุล ผู้ก่อตั้งหนังสือพิมพ์ผู้จัดการ ได้ไลฟ์สด “SONDHI TALK” ผ่านเฟซบุ๊กแฟนเพจ “คุยทุกเรื่องกับสนธิ” และช่องยูทูป Sondhitalk ที่จะมาเล่าเรื่องราว “5G เปลี่ยนโลก” มาดูกันทำไมสหรัฐอเมริกาถึงได้กลัวหนักหนา เเล้วจะรู้ว่ามันทำได้ทุกอย่างจริงๆ ในรายการ Sondhitalk : ผู้เฒ่าเล่าเรื่อง ep 36 : ทำไม? อเมริกากลัว 5G Huawei


คำต่อคำ SONDHI TALK [5 มิ.ย. 63] : ทำไมอเมริกากลัว 5G HUAWEI


สวัสดีครับท่านผู้ชม วันนี้เป็นวันศุกร์ที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2563 เพิ่งจะผ่านไปแค่ 2 วันเอง เมื่อวันอังคารที่ผ่านมานี้ ผมได้ไลฟ์สดในเรื่องของการจลาจลที่สหรัฐอเมริกา และเชื่อมโยงกับการประท้วงที่ฮ่องกง ก็มีคนเข้ามาชมกันมากมาย อย่างล้นหลาม ก็พยายามจะทำให้ได้อาทิตย์ละ 2 ครั้ง แต่ผมก็ยังไม่แน่ใจนะครับ

วันนี้ก็เหมือนเดิม วันนี้จะมาพูดเรี่อง หัวเว่ย 5G อุปกรณ์โทรคมนาคมที่จะไม่ใช่แค่เปลี่ยนโลก แต่เปลี่ยนภูมิรัฐศาสตร์ ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ไปในตัว ซึ่งยังไม่เคยมีใครพูดเรื่องนี้

สำหรับท่านผู้ชมที่ต้องการจะเข้าชมรายการนี้ ก็สามารถจะทำได้ดังต่อไปนี้

วันนี้ผมจะมาบอกให้ฟังว่าช่องทางการติดต่อของ "คุยทุกเรื่องกับสนธิ" หรือ SONDHI TALK ได้ทางไหนบ้าง ทางแรกคือทางเฟซบุ๊ก ให้กด Like หรือกด Follow แล้วกดติดตาม แล้วเลือก See First ไปเลยในเพจ "คุยทุกเรื่องกับสนธิ" เมื่อชมแล้วก็ช่วยกันแชร์ออกไปมากๆ เพื่อให้บางคนที่ยังไม่ได้อยู่ดูได้ความรู้กับสิ่งที่ผมพูด แล้วเดี๋ยวนี้เราก็ไลฟ์สดผ่านยูทูปเช่นกัน ให้เข้าไปใน YouTube ค้นหาคำว่า SONDHI TALK กด Subscribe เอาไว้ เปรียบเสมือนห้องสมุดเคลื่อนที่ รวบรวมทุกอย่างตั้งแต่รายการในอดีต "มองโลก มองเรา กับสนธิ" "บันทึกลับบ้านพระอาทิตย์" จนมาถึงรายการ "SONDHI TALK"

สำหรับแฟนรายการคนไหนอยากดูเนื้อหา ตลอดจนการถอดคำพูดเป็น text ก็ให้เข้าไปที่ www.sondhitalk.com เพราะจะรวมไว้ในเว็บไซต์โดยแยกเป็นแต่ละหมวดหมู่ครบทุกเรื่องทีเดียวครับ

สุดท้าย สำหรับท่านผู้ชมที่ไม่อยากเห็นหน้าผม แต่อยากฟังเสียงผม อยากฟังเรื่องราวที่ผมพูด ก็เข้ามาฟังที่ podcast ถ้าท่านที่ใช้ iPhone - iOS ก็เข้าไปที่แอปฯ podcast เมื่อกดเข้าไปแล้วก็ search คำว่า SONDHI TALK ก็จะมีให้ทุกรายการ ส่วนท่านผู้ชมที่ใช้โทรศัพท์ระบบ android ก็กดเข้าไปเหมือนกัน แต่จะมีคำว่า Podbean แล้วก็กดเข้าไป

ท่านผู้ชมครับ ตอนนี้ วันนี้วันศุกร์ ก็มีการเปิดให้ฝากร้านขายอีกเหมือนเดิม ท่านผู้ชมที่อยากจะฝากของขายก็เข้ามานะครับ เรื่องการขายของบางทีมันอยู่ที่วาสนาเหมือนกันนะ บางคนของดีจังเลย แต่ไม่มีใครมาซื้อ บางคนลงไปแค่วันเดียว วันรุ่งขึ้นก็ขายได้แล้ว บางคนลงแค่ชั่วโมงเดียวก็มีการซื้อขายไปแล้ว เอาเถอะครับ อย่างไรมันก็ฟรี ไม่เสียเงิน ท่านผู้ชมก็ฝาก เอาเป็นว่าพยายามเอาของที่มีคุณภาพและราคาที่มีเหตุมีผล ผมเชื่อว่าในที่สุดก็จะมีคนสังเกตมากขึ้น



ท่านผู้ชมครับ แก้วสีดำ สีขาวหมดไปแล้ว สีดำก็เหลืออีกเพียง 300 กว่าใบ อย่างที่ผมเรียนว่า ราคา 250 บาท ต้นทุน 100 บาท ค่าส่ง 50 บาท เรากำไร 100 บาท เราบอกกันตรงๆ เลยนะ แล้วกำไร 100 บาท ก็ไม่ได้เข้ากระเป๋าของพวกเรา แต่ 100 บาทนั้นวางไว้ในกองทุนกลาง เพื่อที่จะเอาไปร่วมกันทำบุญ ในการทำบุญ หรือในการทอดกฐิน หรือในการทำการกุศลอะไรบางอย่าง ซึ่งถ้ามีการกระทำอะไรแบบนั้นขึ้นมา ผมก็แจ้งให้ทราบเป็นครั้งๆ ไป


มีคนถามผมว่า ผมจะออกอาทิตย์ละ 2 ครั้งได้ไหม ผมก็กราบเรียนท่านผู้ชมว่า จะพยายามครับ แต่ผมขอไม่รับปากตอนนี้ เอาเป็นว่า อาจจะพิจารณาว่าอาทิตย์ละ 2 ครั้ง เมื่อผมพร้อม อาจจะเป็น ครั้งหนึ่งวันอังคาร น่าจะเป็นเรื่องราวของต่างประเทศ หรือว่าอาจจะเป็นวันจันทร์ แล้วท่านผู้ชมจะได้ฟังทั้งวันจันทร์และวันศุกร์ อาจจะเป็นเรื่องราวต่างประเทศ ผมสังเกตมาแล้วว่าท่านผู้ชมที่เข้ามาสู่รายการคุยทุกเรื่องกับสนธินั้น ส่วนใหญ่ ไม่ใช่ทั้งหมด แต่ก็เป็นจำนวนมาก มีความสนใจในเรื่องราวของข่าวต่างประเทศอย่างมากมาย และท่านผู้ชมก็เป็นคนที่เกาะติดสถานการณ์จริงๆ อยากฟังเรื่องราวที่ผมวิเคราะห์ ก็เข้ามาในที่นี้ และสังเกตได้จากจำนวนผู้ชมที่เข้ามามาก อย่างเช่นเรื่องการจลาจลที่อเมริกาเมื่อวันอังคารนั้น พอผ่านไปเวลาแค่ 24 ชั่วโมง มีท่านผู้ชมเข้ามาชมประมาณ 1 ล้านกว่าคนแล้ว จนวันนี้ถ้ารวมของยูทูป และเฟซบุ๊กด้วย เบ็ดเสร็จแล้วประมาณ 1.5 ล้านคน ส่วนคลิปสั้นๆ ที่ตัดออกมานั้น ยอดก็เกิน 5 แสนทุกคลิป แสดงว่าในขณะนี้ประเทศไทยหนีไม่พ้นที่จะต้องเชื่อมโยงกับเมืองนอก ต่างประเทศ อะไรที่เกิดในต่างประเทศ เราจะรับทราบกัน แน่นอนที่สุด รายการนี้จะเป็นรายการที่วิเคราะห์ข่าวที่เกิดขึ้น ไม่ได้อ่านข่าวตามคำแปลข่าวของนักแปลทั่วๆ ไปที่แปลข่าวจากต่างประเทศมา


ท่านผู้ชมครับ มีอะไรใหม่อันหนึ่งที่ผมอยากจะเรียนให้ท่านผู้ชมทราบ ให้เตรียมตัวไว้นิดหนึ่ง ในขณะนี้ผมและทีมงานกำลังพัฒนาแอปพลิเคชันอันหนึ่ง เรียกว่า คุยทุกเรื่องกับสนธิ แอปพลิเคชันนี้ท่านผู้ชมสามารถจะดาวน์โหลดลงไปในโทรศัพท์มือถือได้ แล้วเวลารายการคุยทุกเรื่องกับสนธิเกิดขึ้น ก็จะถ่ายทอดสดผ่านยูทูป ถ่ายทอดสดผ่านเฟซบุ๊ก และก็จะถ่ายทอดสดผ่านแอปฯ ตัวนี้ด้วย ในเวลาเดียวกัน แต่ในแอปฯ นี้จะมีอะไรพิเเศษขึ้นมานิดหนึ่ง อีกหน่อยรายการที่พิเสษ อย่างเช่นวันจันทร์ที่จะออกอีกครั้งหนึ่ง อาทิตย์ละ 2 ครั้ง วันศุกร์ท่านดูได้ในเฟซบุ๊ก ในยูทูป แต่วันที่ไม่ใช่วันศุกร์ จะปรากฏในแอปฯ ก็จะมีการบอกว่าวันศุกร์นี้ วันจันทร์นี้ จะมีเรื่องอะไรในแอปฯ นี้ แล้วก็ยังมีหัวข้ออีกหลายหัวข้อที่เราจะสร้างคอนเทนต์ขึ้นมาในแอปฯ นี้ ผมเชื่อว่าท่านผู้ชมจะชอบ หลายๆ เรื่อง ไม่ว่าจะเรื่องการติวลูกหลาน อาจารย์เข้ามาสอนภาษาอังกฤษ แต่ว่าจะชมได้เฉพาะในแอปฯ นี้เท่านี้ ผมคิดว่าปลายปีนี้น่าจะเป็นรูปเป็นร่าง และเราน่าจะเริ่มดำเนินการได้ ผมเชื่อว่าปลายปีนี้ยอดผู้ติดตามรายการคุยทุกเรื่องกับสนธิน่าจะใกล้ถึง 2 ล้านท่าน แล้วเราอาจจะเอาตัวเลข 2 ล้าน เป็นตัวตั้งเลยว่า ถ้า 2 ล้านเมื่อไร เราก็จะเอาแอปฯ นี้ออกทันที


อีกหน่อยท่านผู้ชมก็สามารถดาวน์โหลดแอปฯ นี้ลงไปในโทรศัพท์มือถือของท่านได้ แล้วเวลาท่านดูรายการ ถ้าท่านพอใจจะดูยูทูป พอใจจะดูเฟซบุ๊ก ก็ดูไป แต่ท่านจะดูอะไรในรายการนี้ ก็สามารถดูในแอปฯ นี้ได้ และขณะเดียวกันมีรายการอื่นๆ ที่ผมอาจจะทำ ผมอาจจะพูดเรื่องราวต่างๆ ในการใช้ชีวิต ผมอาจจะมีรายการพิเศษในเรื่องครอบครัว หรือผมอาจจะมีรายการพิเศษในเรื่องการแนะแนวให้กับลูกหลานของท่านในการเรียนหนังสือ ท่านจะดูได้เฉพาะในแอปฯ นี้เท่านั้น


ท่านผู้ชมครับ วันนี้ผมอยากจะเล่าเรื่องคนๆ หนึ่งให้ฟัง เมื่อประมาณ 76 ปีที่แล้ว ค.ศ.1944 หรือ พ.ศ.2487 มีคนๆ หนึ่งเกิดขึ้นมาที่มณฑลกุ้ยโจว อยู่ทางใต้เยื้องๆ ไปทางตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศจีน เป็นมณฑลที่ยากจนมาก คนๆ นี้ชื่อเหริน เจิ้งเฟย คนๆ นี้เกิดมาในยุคนั้น 1944 หรือ 2487 เป็นยุคที่ประเทศจีนยังอยู่ในช่วงสงครามกลางเมือง คือช่วงชิงกันระหว่างพรรคคอมมิวนิสต์ของประเทศจีน หรือที่ภาษาจีนกลางเขาเรียกว่า ก้งฉานตั่ง กับพรรคก๊กมินตั๋ง ของจอมพลเจียง ไคเชก กำลังสู้กันเป็นสงครามกลางเมืองอยู่ เศรษฐกิจตกต่ำมาก ฐานะทางครอบครัวของนายเหริน เจิ้งเฟย นั้นไม่ได้ร่ำรวยอะไร และเป็นลูกชายคนโตที่ต้องช่วยพ่อแม่ดูแลน้องอีก 5-6 คน เขาก็เลยต้องสู้ชีวิตมาตั้งแต่เด็ก และมีคุณภาพชีวิตที่ไม่ค่อยดี


เหริน เจิ้งเฟย เรียนจบปริญญาตรีทางสาขาวิศวกรโยธา และสถาปัตยกรรม ที่มหาวิทยาลัยฉงชิ่ง ฉงชิ่งคือเมืองใหญ่เมืองหนึ่ง อยู่ที่มณฑลเสฉวน พอเขาเรียนจบแล้ว เขาก็ทำงานเป็นวิศวกรโยธา แต่พอเขาเริ่มทำงานได้ไม่นานก็เกิดการปฏิวัติวัฒนธรรมขึ้น ในปี 1965 หรือ 2509 เหริน เจิ้งเฟย ก็บอกว่า สมัยปฏิวัติวัฒนธรรมนั้น ประเทศอยู่ในช่วงความลำบาก ประชาชนอดอยากมาก ไม่มีเสื้อผ้าใส่ คนจีนทุกคนจะได้จัดสรรผ้าคนละ 1 ใน 3 เมตร หรือถ้าพูดง่ายๆ เป็นจำนวนหลา 1 เมตร เท่ากับ 3 หลา ก็แค่ 1 หลาเท่านั้นเอง ซึ่งใช้ได้เพียงผ้าปะชุนเท่านั้น เขาเลยบอกว่าตอนเด็กๆ เขาไม่เคยสวมเสื้อผ้าที่ไม่มีรอยปะชุนเลย



ทีนี้ เหริน เจิ้งเฟย ก็ได้ไปทำงานในโรงงานๆ หนึ่งซึ่งรัฐบาลจีนซื้อเครื่องจักรมาจากฝรั่งเศส เป็นเครื่องจักรที่นำมาผลิตเส้นใยไฟเบอร์ แต่โรงงานนี้อยู่ในถิ่นทุรกันดารมาก ลำบาก ไม่มีใครไป รัฐบาลจีนก็เลยเกณฑ์พวกทหารไป และเหริน เจิ้งเฟย ก็เลยได้ไป ในช่วงที่เขาไปอยู่โรงงานนั้น แววของการเป็นนักสร้าง นักวิเคราะห์ วิจัย จินตนาการของเขาเยอะ เขาก็เลยสร้างอะไรต่ออะไรต่างๆ ในโรงงานนั้น จนกระทั่งเขาได้รับเลื่อนตำแหน่งเป็นรองผู้อำนวยการ




แต่ว่า อนิจจังมันเกิดขึ้นแน่นอน หลังปฏิวัติวัฒนธรรม คือ พ.ศ.2519 ยุคหลังปฏิวัติวัฒนธรรมนะ รัฐบาลสั่งปลดคนในกองทัพออก เพราะตอนนั้นเหริน เจิ้งเฟย เป็นทหารอยู่ในกองทัพ ถูกปลดออกมากว่า 5 แสนคน แล้วในช่วงปี 2525 หรือ 2526 เหริน เจิ้งเฟย ก็ได้รับผลกระทบด้วย เขาก็เลยต้องออกจากกองทัพ เขาว่างงาน




ในปี 2530 คือเมื่อ 33 ปีที่แล้ว เขาตั้งบริษัทเล็กๆ ขึ้นมาบริษัทหนึ่ง ชื่อว่าหัวเว่ย (HUAWEI) ทุนจดทะเบียน 100,000 บาท เขาเล่าให้ฟังว่า ตอนที่เขาออกจากกองทัพนั้น เขากับภรรยาของเขาได้เงินแค่ 3,000 หยวน ก็ตกประมาณสัก 10,000 กว่าบาทเอง ถ้าเอา 4 คูณ หรือเอา 5 คูณก็ได้ ไม่เป็นไร ก็เป็น 15,000 บาท เขาต้องเที่ยวกู้ยืมเงินคนทั่วไปหมด จนกระทั่งได้ครบ 100,000 บาท เพราะว่ากฎหมายของจีนระบุว่า จะตั้งบริษัท ต้องมีเงินทุน 20,000 หยวน



หลังจากนั้นเขาก็ได้ลองสั่งสินค้าอิเล็กทรอนิกส์จากต่างประเทศเข้ามาในประเทศจีน แล้วขาย แล้วเผอิญมีสินค้าชิ้นหนึ่งที่เขาสั่งเข้ามา ที่เขาเรียกว่า ตู้สาขาโทรศัพท์ ภาษาอังกฤษเขาเรียกว่า PABX ปรากฏว่าเขาเจอว่าเครื่องนี้ขายดีมาก เขาจึงมองเห็นโอกาสอุตสาหกรรมการสื่อสารในประเทศจีนเป็นครั้งแรก เขาเลยเปลี่ยนโมเดลธุรกิจของเขา จากการซื้อมา ขายไป มาเป็นผู้ผลิตและพัฒนาระบบโทรคมนาคม โดยเขาเปิดสายงานการผลิตตู้สาขาโทรศัพท์ที่ควบคุมด้วยโปรแกรมขึ้นมา และก็เป็นจุดแรกที่ทำกำไรให้กับบริษัทหัวเว่ยอย่างมากมายมหาศาล และต่อยอดไปสู่สินค้าอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์อื่นๆ หลังจากนั้นหัวเว่ยก็เจริญเติบโตต่อไป





เหริน เจิ้งเฟย เป็นคนที่เชื่อในเรื่องของการวิจัย พัฒนา เพราะฉะนั้นแล้ว เหริน เจิ้งเฟย ก็เลยลงทุนก้อนหนึ่ง หลังจากที่ขายและมีกำไร จ้างคนเพิ่ม พัฒนาสินค้าต่างๆ เขาก็ผลิตโทรศัพท์มือถือขึ้นมา คือโทรศัพท์มือถือหัวเว่ย



ในยุคแรกๆ นั้น หัวเว่ยขายไม่ค่อยได้เลย เพราะเป็นโทรศัพท์จีน และมีชื่อเสียงในเรื่องของความใช้ไม่ได้ ธุรกิจสมาร์ทโฟนในยุคนั้นสุดหิน เจ้าตลาดมีอยู่ 2 เจ้า คือ ไอโฟน ของแอปเปิล ครองส่วนแบ่งการตลาดบน กับซัมซุง ซึ่งซัมซุงนี่เจาะลูกค้าทุกระดับเลย แต่เหริน เจิ้งเฟย ก็มีแนวความคิดทางการตลาดที่ดีตั้งแต่สมัยยังหนุ่มๆ อยู่ เขาก็มองว่า ถ้าหัวเว่ยสู้โทรศัพท์เจ้าอื่นไม่ได้ ทำไมเขาไม่เน้นจุดพิเศษที่โทรศัพท์อื่้นไม่มี เขาตอบสนองความต้องการของลูกค้าอย่างแม่นยำ เพราะว่าลูกค้าส่วนใหญ่ที่ซื้อโทรศัพท์มือถือนั้นต้องการถ่ายรูป เขาก็เลยไปซื้อลิขสิทธิ์เลนส์ของไลก้า (Leica) ซึ่งเป็นบริษัทผลิตเลนส์ที่ดีที่สุดในโลก กล้องไลก้า เป็นกล้องที่แพง เหตุผลเพราะว่าดีที่สุดในโลก มาเป็นส่วนประกอบของสมาร์ทโฟน ทำให้หัวเว่ยมีจุดขายในเรื่องการถ่ายภาพ จนสามารถแจ้งเกิด เป็นที่รู้จักกัน



หลังจากนั้นแล้ว หัวเว่ยก็พัฒนาไปเรื่อยๆ ตลอดเวลา จนกระทั่งในปี 2555 ท่านผู้ชมทราบไหม เมื่อ 8 ปีที่แล้ว ในขณะซึ่งเหริน เจิ้งเฟย อายุประมาณ 68 ปี (ตอนนี้ 76) หัวเว่ยมีรายได้ ... เมื่อ 8 ปีที่แล้ว หัวเว่ยมีรายได้และกำไรสุทธิแซงหน้าบริษัทอีริคสัน (Ericsson) ผู้ครองตลาดในเรื่องอุปกรณ์โทรคมนาคมมาอย่างยาวนานหลายสิบปี จากสวีเดน ท่านผู้ชมครับ รายได้หัวเว่ยปี 2559 เขาขายได้ 2.36 ล้านล้านบาท เขากำไร 1.67 แสนล้านบาท ปี 2560 เขามีรายได้ 2.73 ล้านล้านบาท กำไร 2.14 แสนล้านบาท ปี 2561 เขามีรายได้ 3.23 ล้านล้านบาท รายได้เกือบๆ เท่ากับงบประมาณของประเทศไทยเลยนะ กำไร 2.68 แสนล้านบาท




ทีนี้ รายได้ส่วนใหญ่ของหัวเว่ยนั้น มาจากการค้าขายต่างประเทศ 70 เปอร์เซ็นต์ แต่ท่านผู้ชมรู้ไหมว่า เบื้องหลังความสำเร็จของเหริน เจิ้งเฟย และบริษัทหัวเว่ย อยู่ที่ไหน? มันอยู่ที่เขากล้าที่จะทุ่มเงินของเขาลงไปในงานวิจัยและพัฒนา หรือที่ภาษาอังกฤษเขาเรียกว่า R&D (Research & Development) ปกติธรรมดาแล้วบริษัทต่างๆ จะทุ่มเงินในการวิจัยประมาณ 0.5 เปอร์เซ็นต์ หรือ 1 เปอร์เซ็นต์ ของกำไร แต่หัวเว่ย โดยนายเหริน เจิ้งเฟย ทุ่มลงไป 10 เปอร์เซ็นต์ ของกำไร ด้วยเหตุนี้ ทุกปีเลย สมมุติว่าคุณกำไรประมาณ 160,000 ล้านบาท คุณก็ทุ่มลงไป 16,000 ล้านบาท ทันทีเลย 10 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งถือว่าเยอะมาก ผลพวงนี้ทำให้ ณ สิ้นปี 2560 ท่านผู้ชมทราบไหม หัวเว่ยมีนักวิจัยในบริษัท 80,000 กว่าคน คิดเป็นประมาณ 45 เปอร์เซ็นต์ ของพนักงานทั้งหมด ก็เท่ากับว่า ในโรงงานหัวเว่ย ในบริษัทหัวเว่ย คุณเดินไปที่ไหน คุณต้องชนกับนักวิจัยหมดเลย ทุกคนทำหน้าที่วิจัย แล้วงบพัฒนาวิจัยของหัวเว่ย ผมจะยกตัวอย่างง่ายๆ ให้ฟัง 1-2 ปี ก็แล้วกัน




2559 เมื่อประมาณ 3-4 ปีที่แล้ว งบวิจัยของเขามูลค่า 3.45 แสนล้านบาท เกือบๆ 4 แสนล้านบาท ปี 2560 งบวิจัยของเขา 4 แสนล้านบาท มูลค่างานวิจัย งบวิจัยของเขา เท่ากับมูลค่าของเงินที่เรากำลังเตรียมตัวจัดเอาไว้เพื่อมาฟื้นฟูเศรษฐกิจหลังโควิด-19 นี่เงินค่าวิจัยของเขาอย่างเดียวนะ เพราะฉะนั้นเราจะเห็นได้ว่าหัวเว่ยใช้เงินลงทุนในด้านวิจัยมากถึง 1.01 แสนล้านหยวน หรือ 5.05 แสนล้านบาท คิดเป็น 14 เปอร์เซ็นต์ ของรายได้ทั้งหมด ท่านผู้ชมนึกดูก็แล้วกัน


สมัยผมหนุ่มๆ ผมเคยคุยกับคุณทวี บุตรสุนทร พี่วีที่ผมเคารพ ท่านก็อายุมากแล้ว พี่วีตอนนั้นเป็นกรรมการผู้จัดการบริษัท ปูนซิเมนต์ไทย ปูนซิเมนต์ไทยจะสั่งของ สั่งวัตถุดิบจากต่างประเทศมา สั่งมาขาย แล้วก็เอามาเลียนแบบขาย หรือซื้อลิขสิทธิ์มาแล้วเลียนแบบขาย ผมบอก พี่วี บริษัทปูนซิเมนต์ไทยเป็นบริษัทที่เป็นอุตสาหกรรมที่ค่อนข้างจะใหญ่ที่สุดในประเทศไทยตอนนั้น ทำไมพี่วีถึงไม่เอาเงินสักก้อนหนึ่ง เงินกำไรสัก 10 เปอร์เซ็น์ เอามาลงทุนสร้างแผนกวิจัยและพัฒนา วัสดุก่อสร้างที่วิจัยและพัฒนามันมีหมดทุกอย่าง สร้างหลังคาที่สามารถจะกันความร้อนได้ดีขึ้นกี่เปอร์เซ็นต์ สร้างบ้าน Ready Made ลงทุน ทดสอบดู พี่วีบอกว่า ยากไป สนธิ ไม่มีประโยชน์ สู้เราไปซื้อลิขสิทธิ์เขามา จ่ายเงินค่าลิขสิทธิ์ แล้วเอาสิ่งที่เขาทำมานั่นล่ะมาทำ เราไม่ต้องพัฒนาอะไรหรอก เราซื้อมา ขายไป เราผลิตแล้วขายไป ผมด้วยความเคารพพี่วีนะครับ ณ วันนี้ ถ้าปูนซิเมนต์ไทยพัฒนามา การวิจัยมา ผมเชื่อว่าใน 40 ปีที่ผ่านมา ผมคิดว่าปูนซิเมนต์ไทยจะมีสิทธิบัตรในเรื่องวัสดุก่อสร้าง อุปกรณ์การก่อสร้าง และอาจจะเป็นเจ้าที่ใหญ่เจ้าหนึ่งในเอเชียแปซิฟิกได้ขึ้นมาทันที แต่ก็ไม่เป็นครับ ปรัชญาการลงทุนของเราไม่เหมือนกัน



ปรากฏว่าหัวเว่ยทำงานวิจัยมา แล้วเขามีผลงานทางด้านเทคนิค โดยเฉพาะอย่างยิ่งการพัฒนาโทรศัพท์ 5G เขาจดทะเบียนอยู่ในประเทศจีน จดทะเบียนอยู่ 11,423 ชิ้น ทั้งประเทศจีนและต่างประเทศ ปรากฏว่าในประเทศสวีเดน อีริคสันจดทะเบียนได้แค่ 10,000 ชิ้น ยังน้อยกว่าหัวเว่ย เพราะฉะนั้นจะเห็นได้ว่า ความสามารถของหัวเว่ยนั้นเกิดขึ้นเพราะตัวเองกล้าพอที่จะลงทุนและพัฒนาวิจัย เพราะฉะนั้นการลงทุนด้านวิจัยจำนวนมหาศาลทำให้หัวเว่ยรักษาความเป็นผู้นำทางด้านเทคโนโลยีของ 5G ในโลกนี้


ท่านผู้ชมครับ 4G อเมริกาเป็นผู้คิดค้น แต่จากผลงานวิจัยของหัวเว่ยที่ทำมา ทำให้เขาคิดค้น 5G ขึ้นมา โดยที่เขาไม่ต้องพึ่งต่างประเทศแล้ว แล้วอีริคสัน หรือโนเกีย (Nokia) ก็ตามหลังหัวเว่ย เพราะงานวิจัยที่หัวเว่ย ที่นายเหริน เจิ้งเฟย ทุ่มเทไป ตอนนี้กิจการหัวเว่ยมีอยู่ 170 ประเทศ ทั้งในทวีปเอเชีย ยุโรป อเมริกา เป็นต้น ในแต่ละวันมีคนใช้ระบบโทรคมนาคมสื่อสารของหัวเว่ย ท่านผู้ชมรู้ไหมว่าประมาณเท่าไร? 2,000 ล้านคนในแต่ละวัน


ท่านผู้ชมครับ เรื่องที่เกิดขึ้นกับหัวเว่ยนั้นมันมีที่มาที่ไป หัวเว่ยเกิดขึ้นได้ คนจีนเขาบอกว่า ในประเทศจีนกลุ่มบริษัท BAT คืออะไร BAT (Baidu, Alibaba % Tencent) B คือ Baidu ก็คือบริษัททำหน้าที่เหมือน Google แต่เป็นของจีน A คือ Alibaba T คือ Tencent เขาบอกว่าบริษัท BAT ล้มแล้วก็มีคนสร้างขึ้นมาได้ แต่เขาบอกว่าหัวเว่ยล้มไม่ได้ เพราะหัวเว่ยเป็นเจ้าตลาดของโลกในเรื่องของโทราคมนาคม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคที่มี 5G ขึ้นมา



ให้ท่านผู้ชมเข้าใจสักนิดหนึ่ง ก่อนที่ผมจะพูดเรื่อง 5G มีจุดเปลี่ยนแปลงอย่างไร อยากจะเล่าที่มาที่ไปของหัวเว่ย โดยฝีมือของนายเหริน เจิ้งเฟย และนายเหริน เจิ้งเฟย ก็มีลูกสาวคนหนึ่ง ที่ถูกอเมริกาขอหมายจับไปที่แคนาดา ตอนที่แกบินกลับมาแล้วเปลี่ยนเครื่องที่แคนาดา แล้วปรากฏว่าแกสู้คดีในแคนาดา 2 ปี ปรากฏว่าแคนาดาทนความกดดันทางการเมืองของอเมริกาไม่ได้ ก็เลยตัดสินใจส่งลูกสาวของเหริน เจิ้งเฟย ไปดำเนินคดีต่อที่อเมริกา หรืออีกนัยหนึ่งจะพูดอย่างเลวร้ายหน่อยก็คือ อเมริกากำลังจับตัวลูกสาวของนายเหริน เจิ้งเฟย เป็นตัวประกัน



ผมกำลังจะพูดถึงเรื่องความขัดแย้งของสหรัฐอเมริกากับจีน เหตุผลเพราะว่าปัญหาของหัวเว่ย คือพูดง่ายๆ นะ ผมติดตามข่าวต่างประเทศมาตั้งแต่ผมยังหนุ่ม ผมไม่เคยเห็นเลยว่าบริษัทๆ หนึ่ง เป็นบริษัทเอกชนนะ และถ้าผมจำไม่ผิด หัวเว่ยไม่ได้อยู่ในตลาดหลักทรัพย์นะ เป็นบริษัทส่วนตัวที่ไม่ได้เข้าตลาดหลักทรัพย์ ผมอาจจะผิดก็ได้นะ แต่ข่าวเมื่อหลายปีมาแล้ว ผมเข้าใจว่าหัวเว่ยยังเป็นบริษัทเอกชนอยู่ บริษัทส่วนตัวอยู่ ผมไม่เคยเจอบริษัทๆ หนึ่งเป็นมูลเหตุของการทะเลาะเบาะแว้งของประเทศ 2 ประเทศ ไม่เคยเจอเลยแม้แต่นิดเดียว และก็ไม่เคยเจอว่าสหรัฐอเมริกามองหัวเว่ยเป็นศัตรู ศัตรูของประเทศสหรัฐอเมริกา และพยายามยุยงส่งเสริมให้ประเทศต่างๆ ที่ตัวเองมีอิทธิพลครอบงำอยู่ ไม่ว่าจะเป็นยุโรป ไม่ว่าจะเป็นแคนาดา ไม่ว่าจะเป็นอังกฤษ ออสเตรเลีย หรือใครก็ตามที่สหรัฐอเมริกาคิดว่าเป็นพันธมิตร ให้บอยคอตสินค้าจากหัวเว่ยในเรื่อง 5G ผมไม่เคยเจอ เพิ่งมาเจอครั้งนี้ครั้งแรก เป็นไปได้อย่างไร ทำไมมันถึงเป็นเช่นนี้



เวลาอเมริกาพูดถึงหัวเว่ย ภาษาอังกฤษเขาเรียกว่า Jerk หรือภาษาไทยเรียกว่าประสาทรับประทาน ภาษาแถวบ้านๆ ผมเขาเรียกว่าประสาทแดก ผมก็เลยสงสัย ผมก็เลยไปดูข้อมูลต่างๆ ซึ่งผมสงสัยมานานแล้ว ข้อมูลที่สำคัญที่สุดก็คือว่า เมื่อประมาณกุมภาพันธ์ วันที่ 6 พ.ศ.2563 ได้มีการกล่าวสุนทรพจน์ของอัยการสูงสุดของสหรัฐอเมริกา ชื่อนายวิลเลียม บาร์ (William Pelham Barr) ซึ่งเขาพูดที่ China Initiative Conference




China Initiative Conference คืออะไร China Initiative Conference ก็คือกระบวนการที่อเมริกาตั้งขึ้นมาเพื่อปราบ ปะฉะดะ พวกคนจีนที่ขโมยเทคโนโลยีของอเมริกาไป แล้วก็ไล่จับคนจีน หรือฝรั่ง ที่ร่วมมือกับคนจีน ข่าวล่าสุดเมื่อไม่นานมานี้เอง สัก 1-2 อาทิตย์ เขาเพิ่งจับฝรั่งคนหนึ่งซึ่งเป็นศาสตราจารย์ที่มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ทางด้านการแพทย์ ข้อหาโกหกว่าไม่ได้มีการสัมพันธ์ติดต่อ ทั้งที่เคยรับเงินทุนสนับสนุนจากประเทศจีน นี่ผมยกตัวอย่างให้ฟังง่ายๆ




ทีนี้ China Initiative Conference ก็คือ ช่วงหลังๆ อเมริกามีความรู้สึก Jerk ก็คือประสาทรับประทาน กับเทคโนโลยีของจีนซึ่งก้าวกระโดดไปเรื่อยๆ เอ๊ะ ทำไมจีนไปได้เร็วนัก ในเรื่องที่ไม่ใช่โทรคมนาคม 5G นะ เพราะโทรคมนาคม 5G ที่ผมเล่าให้ท่านผู้ชมฟังนั้นคือฝีมือของหัวเว่ยในการวิจัยและพัฒนา แต่มันมีเรื่องเครื่องบิน เรื่องอุปกรณ์ หรือเรื่องเกี่ยวกับพัดลมเทอร์ไบดน์ หรือเรื่องคอมพิวเตอร์ เรื่องโน้นเรื่องนี้ ทำไมจีนพัฒนาได้เร็ว ก็ปรากฏว่าอเมริกาจับได้ว่าจีนไปขโมย มีขบวนการขโมยเทคโนโลยีอเมริกาด้วยวิธีหลายวิธี วิธีแรกที่ทำกันเป็นปกติจนกระทั่งอเมริการู้ทัน อเมริกาก็เลยบล็อก ไม่ให้จีนมาซื้อบริษัทในอเมริกา วิธีการคือ ตอนนั้นจีนมีตังค์เยอะ อเมริกาเนื่องจากเป็นประเทศทุนนิยม บริษัทไหนไปไม่รอด เงินทองหมุนไม่พอ ก็ประกาศขาย จีนก็เข้ามาซื้อ พอซื้อปั๊บ ก็ถอดสลักพวกควา มลับทางด้านเทคโนโลยีที่บริษัทเป็นเจ้าของ เอามา แล้วเอาไปให้โรงงานที่ประเทศจีน เพื่อไปต่อยอด จนกระทั่งอเมริการู้ทัน อเมริกาเลยสั่งปิด บล็อก ไม่ให้บริษัทในประเทศจีน ซึ่งบางบริษัทเป็นบริษัทที่มีรัฐบาลจีนหนุนหลังอยู่เข้ามา


ด้วยเหตุนี้จีนก็ใช้วิธีส่งนักศึกษามาเรียนปริญญาโท หรือให้ทุนสนับสนุน ให้อาจารย์ในมหาวิทยาลัยที่อเมริกาค้นคว้าวิจัยในเรื่องงานนี้ แล้วก็เอาผลงานที่ค้นคว้าวิจัยมาเป็นของตัวเอง หลังจากนั้น เอฟบีไอก็มีคำสั่ง มีหนังสือเตือนไปที่มหาวิทยาลัยทุกมหาวิทยาลัย บอกให้เลิกมีปฏิสัมพันธ์กับสถาบันการศึกษาในจีน เลิกมีปฏิสัมพันธ์กับอาจารย์จากเมืองจีน เลิกมีปฏิสัมพันธ์กับนักศึกษาจากเมืองจีน ให้ระวังเอาไว้ เพราะจะโดนขโมยเทคโนโลยี เอาล่ะ เรื่องขโมยเทคโนโลยี ผมมีตำนานที่จะเล่าให้ท่านผู้ชมฟัง


การขโมยเทคโนโลยีไม่ใช่ของใหม่ ไม่ใช่ของใหม่เลยแม้แต่นิดเดียว สมัยหนึ่งตอนที่ญี่ปุ่นกำลังสร้างประเทศหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ญี่ปุ่นก็ขโมยเทคโนโลยี ก๊อปปี้สินค้าของอเมริกา หรือของยุโรป แล้วมาผลิตขายในประเทศญี่ปุ่น พอผลิตขายเสร็จเรียบร้อยแล้วก็เริ่มส่งออกไปตามประเทศต่างๆ ในยุคแรกๆ สมัยผมยังเด็กๆ ผมยังจำได้เลย สินค้าญี่ปุ่นเป็นสินค้าที่ไม่ค่อยคงทน หรือภาษาแถวบ้านผมเขาเรียกว่าสินค้าห่วยแตก แต่หลังจากนั้นญี่ปุ่นเริ่มมีงานวิจัยของตัวเอง ต่อยอดจากสินค้าที่ตัวเองก๊อปปี้มา พัฒนาต่อมา นิสสัน โตโยต้า พวกนี้ต่อยอดมาจากสินค้าของอเมริกาทั้งสิ้น แล้วเขาก็มาต่อยอดจนกระทั่งเป็นโตโยต้าปัจจุบัน เป็นนิสสันปัจจุบัน ด้วยเหตุนี้การขโมยเทคโนโลยี หรือการก๊อปปี้ เป็นปฏิกิริยาทั่วๆ ไปของประเทศที่ไม่ต้องการเสียเวลากับการเริ่มต้นในตอนต้น ขโมยเอามาก็แล้วกัน มีหมด เกาหลีใต้ขโมยและก๊อปปี้เทคโนโลยีจากญี่ปุ่น ประเทศจีนก็ขโมยและก๊อปปี้หลายๆ อย่าง ผมจำได้ บางทีการขโมยของประเทศจีนนี่คือการขโมยแบบดิบๆ เหมือนผมเคยไปที่มณฑลยูนนานเป็นครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ.2535 หรืออีกนัยหนึ่ง 28 ปีที่แล้ว ผมเข้าไปในโรงแรม เขามีน้ำดื่มที่เป็นขวด เหมือนกับที่เราดื่มกันทุกวันนี้ เราจะดื่ม Evian หรือเราจะดื่มคริสตัล อะไรพวกนี้ แต่ในน้ำดื่มนี้คือน้ำดื่มของจีน มันติดยี่ห้อเบียร์ครับ ชื่อ Pabst Blue Ribbon ก็คือติดยี่ห้อไปอย่างนั้นล่ะ น้ำจะทำจากที่ไหนไม่รู้ แต่ติดยี่ห้อว่า Pabst Blue Ribbon ก็คือขโมยเครื่องหมายทางการค้า



ปี ค.ศ.1965 ผมเคยเรียนที่ไต้หวัน 1 ปี ผมจำได้ ใครที่มีอายุไล่เลี่ยกับผมและเคยไปไต้หวัน สมัยโน้นไต้หวันเป็นประเทศเพิ่งเริ่มสร้างประเทศ เงินทองไม่มี แต่ไต้หวันต้องการพิมพ์หนังสือภาษาอังกฤษ ไม่มีปัญญาที่จะสั่งหนังสือภาษาอังกฤษจากต่างประเทศเข้ามาขาย เพราะมันแพงมาก เมื่อมันแพงมาก วิธีการของไต้หวันที่จะใช้ก็คือ เอา Britannica Encyclopedia ทั้งเซ็ตเลย เอามาแล้วก็ถ่ายรูปเป็นแผ่นๆ แล้วก็พิมพ์เอง เป็น Encyclopedia Britannica เวอร์ชันไต้หวัน สมมุติว่าทั้งชุดนี้เขาขายประมาณ 10,000 กว่าบาท ไต้หวันขายแค่ 600 บาท คนไทยยุคนั้นก็เลยไปซื้อหนังสือฝรั่งจากไต้หวัน แล้วหนังสือฝรั่งที่ออกมา ทันสมัยมาก ออกมาวางตลาดที่นิวยอร์ก ที่ลอนดอน เขาส่งมาเลย พอส่งมาก็ถ่ายและขาย เพราะฉะนั้นร้านหนังสือที่ใช้วิธีก๊อปปี้ในไต้หวันก็เลยมีเยอะ อย่างที่กรุงไทเปมีเยอะแยะ ไต้หวันก็ทำ


เพราะฉะนั้นแล้ว การขโมยลิขสิทธิ์ การขโมยสิทธิบัตรพวกนี้ ไม่ใช่เรื่องที่ผิดปกติ แม้กระทั่งคนอเมริกา โดยเฉพาะอย่างยิ่งกระทรวงความมั่นคง หรือว่าฝ่ายการค้าของอเมริกาตอบโต้จีน บอกว่าจีนกีดกันการค้า แม้กระทั่งการไปลงทุนในประเทศจีน ต้องบังคับให้ถ่ายทอด หรือที่เรียกว่า Transfer Technology ถ่ายทอดความรู้ทางเทคโนโลยีที่เจ้าของสินค้านั้นมีอยู่ ถ้าจะลงทุนในประเทศจีน ก็ต้องมาให้ทางจีนรับทราบ คำถามมีอยู่ตรงนี้ ท่านผู้ชมตั้งใจฟังให้ดีๆ คำถามมีอยู่ว่า บริษัทที่ไปตั้งโรงงานในประเทศจีน ไม่ว่าจะเป็นเจเนอรัลมอเตอร์ ไม่ว่าจะเป็นฟอร์ด ไม่ว่าจะเป็นโฟลก์สวาเกน ไม่ว่าจะเป็นซีตรอง อุตสาหกรรมรถยนต์ ผมยกตัวอย่างให้ฟัง พวกนี้มองประเทศจีนเป็นตลาดที่ใหญ่ที่สุดในโลก มีประชากร 1,400 ล้านคน ถ้าผลิตรถยนต์ในจีนได้ รับรองจะขายได้ระเบิดเถิดเทิง นี่ความโลภ อยากรวย จีนก็รู้ว่านี่คือจุดอ่อนของฝรั่ง ฝรั่งโลภ อยากรวย จีนก็บอก ได้ เข้ามา แต่ประการแรก เงื่อนไขข้อแรกคือต้องลงทุนกัน 50 : 50 ประการที่สอง คุณต้องทำ Transfer Technology ให้ผม


ท่านผู้ชมครับ รถต่างชาติที่เข้ามาขายในประเทศจีนและผลิตในประเทศจีน คือโฟล์กสวาเกน อันที่สองคือซีตรอง หลังจากนั้นแล้ว เจเนอรัล มอเตอร์ ก็เข้ามา ท่านผู้ชมรู้ไหมว่า ในยุค Hamburger Crisis ที่สถาบันการเงินในอเมริกาล่มสลาย บริษัทเจเนอรัลมอเตอร์ ที่อเมริกา ล่มสลายเช่นกัน แต่ว่ามีสาขาของเจเนอรัล มอเตอร์ ที่เดียว คือในประเทศจีน ที่กำไรมหาศาลแล้วส่งเงินกลับไปช่วย แต่ตอนหลังรัฐบาลอเมริกันก็มาซื้อหุ้นในบริษัทเจเนอรัลมอเตอร์ให้อยู่ต่อไป คำถามมีอย่างนี้ ถ้าสมมุติว่าเงื่อนไขของการ Transfer Technology คุณเป็นเจ้าของสินค้า คุณไม่พอใจ ไม่มีใครบังคับคุณให้ไปลงทุนในประเทศจีน แต่ถ้าคุณต้องการจะลงทุนในประเทศจีน และคุณต้องการจะขายของในประเทศจีนด้วยตลาดผู้ใช้ 1,400 ล้านคน เงื่อนไขเขามี คุณต้อง Transfer Technology คุณได้เงินใช่ไหม คุณอยากได้ตรงนี้ คุณต้องเสียตรงนั้นบ้าง มันเป็นการแลกเปลี่ยนที่ไม่มีใครบังคับคุณ



ท่านผู้ชมครับ อีลอน มัสก์ เจ้าของบริษัทเทสล่า รถยนต์ไฟฟ้า ก็ตัดสินใจไปเปิดโรงงานที่เซี่ยงไฮ้ ผมถามคำซิว่า ทำไมอีลอน มัสก์ ไป ที่อีลอน มัสก์ ไปเพราะอีลอน มัสก์ มองว่าตลาดรถไฟฟ้าในประเทศจีน 1,400 ล้านคน ถ้าพูดถึงคุณสมบัติ คุณภาพของรถไฟฟ้า รูปร่างที่สวยกว่า เทสล่าสวยกว่ารถไฟฟ้าที่ผลิตในประเทศจีนเยอะ เพราะฉะนั้นเขาก็มองว่าตลาดเมืองจีนเป็นตลาดที่ใหญ่ที่สุดของเทสล่าในอนาคต เพราะฉะนั้นการที่เขาต้อง Transfer Technology เขาไม่แคร์ เพราะฝรั่งถือว่าเป็นผลตอบแทนทำให้มีกำไร แต่ทางรัฐบาลอเมริกาเห็นว่าอันนี้ผิด นี่ก็แล้วแต่ สุดแล้วแต่ แต่ถ้าพูดถึงตอนจบแล้ว การขโมยลิขสิทธิ์ ขโมยสินค้าไป ก็ไม่ใช่ทางตะวันตกหรือที่ขโมยดินปืนของจีนไป ก็ไม่ใช่ทางตะวันตกหรือ ที่ทางเยอรมนี กูเทนเบิร์ก ขโมยเทคโนโลยีของการพิมพ์ของประเทศจีน


ประเทศจีนเริ่มเทคโนโลยีทางการพิมพ์คนแรกนะ รวมทั้งดินระเบิดด้วย ตะวันตกก็ขโมยไป ไม่เห็นจ่ายลิขสิทธิ์เลยแม้แต่นิดเดียว เพราะฉะนั้นแล้ว เรื่องนี้ ขโมยกันไปขโมยกันมา ขโมยกันมาขโมยกันไป ผมพูดนี่พูดในข้อเท็จจริงนะครับ



ด้วยเหตุนี้จะเห็นว่า อเมริกามีความคับแค้นใจว่าประเทศจีนมาขโมยเทคโนโลยีของตัวเองไปอย่างมาก เพราะฉะนั้นอเมริกาก็เลยตั้งป้อม จนกระทั่งนายวิลเลียม บาร์ ที่ผมพูดค้างไว้เมื่อกี้นี้ อัยการสูงสุด ได้กล่าวสุนทรพจน์ พารากราฟที่สำคัญที่สุดที่ผมจะเอามาให้ท่านผู้ชม เขาบอกว่า "กรุณาอย่าเข้าใจผิดนะครับ ท่านผู้ฟัง ให้เข้าใจว่า ความสามารถทางเทคโนโลยีของจีนในขณะนี้ กำลังท้าทายอเมริกาอย่างสูงที่สุด แล้วเดิมพันของอเมริกาเป็นเดิมพันที่สูงมาก ตั้งแต่ศตวรรษที่ 19 อเมริกาเป็นผู้นำ และเป็นผู้สร้างนวัตกรรมทางด้านเทคโนโลยี ด้วยการเป็นผู้นำและเป็นผู้สร้างนวัตกรรมทางเทคโนโลยี มันทำให้อเมริกาสามารถจะมั่งคั่งขึ้นมา และมั่นคง ทำให้มาตรฐานการเป็นอยู่ดีขึ้น ทำให้มีโอกาสในการขยับขยายเศรษฐกิจออกไป ให้โอกาสกับคนหนุ่มคนสาว แล้วก็ให้โอกาสกับคนรุ่นต่อๆ ไป และความมั่นคงของชาติ ณ วันนี้ ขึ้นอยู่กับการที่อเมริกาต้องเป็นผู้นำในเทคโนโลยี"


ชัดเจนไหมครับว่าอเมริกามองว่าเทคโนโลยีของจีน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง 5G ของหัวเว่ย ซึ่งอเมริกาไม่มี ไม่ได้เป็นผู้นำทางด้านนี้เลยแม้แต่นิดเดียว เพราะอเมริกายังไม่ได้ทำเลย ในโลกนี้มีคนที่ทำเทคโนโลยี 5G มีอยู่ 4 ประเทศ มีหัวเว่ย มี ZTE ของจีน มีโนเกีย และมีอีริคสัน


โนเกีย กับอีริคสัน ยอดส่วนแบ่งการตลาดมีอยู่ 21 เปอร์เซ็นต์ หัวเว่ย กับ ZTE ส่วนแบ่งการตลาดมีอยู่ 28 เปอร์เซ็นต์ อเมริกา jerk อีกแล้ว ประสาทรับประทาน ก็คือประสาทแดกนั่นเอง ตกใจ ก็เลยเอาเรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่เพื่อหยุดยั้ง ทำไมถึงต้องเอาเรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ เพราะว่าเทคโนโลยี 5G กำลังจะเปลี่ยนโลก


ท่านผู้ชมครับ ทำไมผมถึงพูดว่าเทคโนโลยี 5G จะเปลี่ยนโลก 5G นัยคำแปลของมันก็คือว่า มันเป็นยุคที่ 5 ของการสื่อสารผ่านเครือข่ายไร้สาร โดย 5G นั้นแตกต่างกว่ารุ่นก่อนๆ มาก รุ่นก่อนๆ มี 1G, 2G, 3G, 4G รุ่น 5G นี่ก้าวกระโดดเลย ไม่เพียงแต่จะเพิ่มความเร็วในการเชื่อมต่อ แต่ยังจะเป็นกุญแจสำคัญที่จะเชื่อมโยงเทคโนโลยีแห่งอนาคตได้


ก่อนอื่นต้องอธิบายเรื่อง 1G, 2G, 3G, 4G ให้ท่านผู้ชมฟังเสียก่อน ไม่สับสน ไม่ยาก ถ้าผมเข้าใจ ท่านผู้ชมต้องเข้าใจ ยุคแรก ยุค 1G เป็นโทรศัพท์มือถือที่คุยกันผ่านเสียง เป็นระบบแอนะล็อก มีแต่เสียงเท่านั้น พอมายุค 2G เริ่มมีระบบดิจิทัลเข้ามา เราสามารถจะส่งข้อความผ่าน SMS และ MMS ได้ พอหมดยุค 2G ไป เป็นยุค 3G มันก็มีระบบเชื่อมต่อแล้ว เชื่อมต่อใช้งานอินเทอร์เน็ตได้ เพื่อส่งข้อมูลผ่านมือถือได้ด้วยความเร็วระหว่าง 20-42 เมกะบิต ท่านผู้ชมเคยเห็นโฆษณาไหม ยุค 3G โฆษณาที่บอกว่าคนๆ หนึ่งพอเชื่อมอินเทอร์เน็ตปั๊บ นั่งอยู่ที่บ้านนะ เล่นคอมพิวเตอร์ เชื่อมอินเทอร์เน็ตปั๊บ ก็เดินไปเปิดตู้เย็น เอาน้ำมาทาน ชงกาแฟกิน ประมาณสักเกือบครึ่งชั่วโมง 20-30 นาที ก็กระโดดกลับมา มีเสียงดัง เชื่อมได้แล้ว คือมันช้าแบบนั้น โฆษณานั้นผมยังจำติดตาเลยนะ จนกระทั่งมาถึงยุค 4G ยุคปัจจุบันที่เราใช้กันอยู่ทุกวันนี้ ยุค 4G สามารถดูภาพ เสียง หนังออนไลน์ ที่มีความเร็วเพิ่มขึ้นเป็น 100 เมกะบิต


4G เขามีศัพท์พิเศษของเขา คือ 4G LTE ก็คือ ถ้า 100 เมกะบิต ก็คือ 4G LTE
150 เมกะบิต ก็คือ 4G LTE CAT4


แล้ว 1,000 เมกะบิต ก็คือ 4G LTE Advanced



เพราะฉะนั้นแล้วท่านผู้ชมจะเห็นชัดว่าโฆษณาของค่ายโทรศัพท์มือถือต่างๆ หลายๆ ค่ายมันจะมี 4G, 4G LTE, 4G LTE Advanced อ๋อ แน่นอนที่สุด ราคาค่าใช้ก็ต้องต่างกันไป ถ้าใครไปใช้ในระบบ Advanced ที่มีความเร็วถึง 1,000 เมกะบิต ก็ต้องแพงขึ้นมาหน่อย


ทีนี้ พอมาถึงยุค 5G คือยุคหน้านี้ ที่ในขณะนี้เท่าที่ทราบ ทรู คอร์ปอเรชัน เริ่มติดตั้งแล้ว 5G โดยใช้อุปกรณ์ของหัวเว่ย เป็นรุ่นที่ 5 ของการสื่อสารที่อนาคตจะไม่ใช่แค่โทรศัพท์มือถือแล้ว แต่จะรวมไปถึงอุปกรณ์ทุกชนิดที่เชื่อมอินเทอร์เน็ตได้ อุปกรณ์ตอนนี้ศัพท์ที่ใหม่เอี่ยมที่สุด ที่ pupular มาก เขาเรียกว่า Internet of Things (IoT) หรือผมเรียกว่า อินเทอร์เน็ตของสรรพสิ่ง สรรพสิ่งแปลว่าอะไร ก็คือว่าสิ่งใดก็ตามที่อยู่รอบตัวพวกเราสามารถจะใช้เครือข่ายอินเทอร์เน็ตซึ่ง 5G นี้เชื่อมต่อได้ เข้าไปบริหารจัดการกับเรื่องราวต่างๆ รอบตัวเรา อย่างเช่น เปิดประตูโรงจอดรถยนต์ของเรา ปิดไฟที่บ้าน ปิดห้องนั้นโดยเฉพาะก็ได้ เปิดแอร์ก็ได้ เปิดพัดลมก็ได้ ใส่หม้อหุงข้าวให้หม้อหุงข้าวทำงานก็ได้ ปิดเตาอบก็ได้ ทุกอย่างที่เกี่ยวพันกับเรา ทุกอย่าง มันเชื่อมต่อได้หมดเลย แล้วมันไม่ต้องทำอะไร ก็แค่กดโทรศัพท์มือถือให้มันเชื่อมเข้าไประบบ 5G แล้วมันก็จะทำหน้าที่ของมันให้เสร็จหมดทุกอย่าง หรืออีกนัยหนึ่งก็คือว่า สำหรับคนที่ไม่มีคนใช้ที่บ้าน หรืออยู่คนเดียว หรือจะอยู่หลายคนก็ตาม ต้องการความเป็นส่วนตัวในห้องนั้น ปิดคอมพิวเตอร์ ล็อกคอมพิวเตอร์ นี่เขาเรียกว่า Internet of Things แต่มันมีมากกว่านั้น


Internet of Things มันก้าวไปสู่ระบบการผลิต สมมุติว่าสายพานการผลิตมี แล้วก็มีหุ่นยนต์ที่ใช้อยู่ Internet of Things นี่ก็คือ 5G IoT ตัวนี้ เมื่อเชื่อมเข้าไปแล้ว สามารถสั่งการหุ่นยนต์ได้ ให้หุ่นยนต์เปลี่ยนพฤติกรรม ให้เร่งสปีด หรือให้ช้าลง หรือให้หยุด ทำได้หมดทุกอย่าง รวมไปจนถึงการขับรถยนต์ ระบบรถยนต์ที่ตอนนี้ทดลองกันอยู่ทั่วโลก คึอรถยนต์ไร้คนขับ ที่วิ่งๆ ไป พอไฟแดงรถก็หยุดโดยอัตโนมัติ มีรถตัดหน้าก็จะเบรกหยุดอัตโนมัติ ตัวนี้เผอิญมันมี 1 ตัวเซนเซอร์เข้ามาประกอบ และ 2 มีตัว AI (Artificial Intelligence) คือปัญญาประดิษฐ์ที่อยู่ติดกับรถด้วย แต่ทั้งหมดจะถูกควบคุมโดยระบบ 5G ท่านผู้ชมเริ่มเข้าใจแล้วใช่ไหม ระบบปัญญาประดิษฐ์



ระบบปัญญาประดิษฐ์ คืออะไร ระบบปัญญาประดิษฐ์ เอายุค 5G ก่อนนะ ยุค 5G ถามว่าเร็วไหม เร็ว 4G LTE Advanced 1,000 เมกะบิต 1,000 นี่คือความเร็ว แต่ 5G คือ 10,000 เมกะบิต ก็คือเร็วกว่า 4G ประมาณ 10-20 เท่า อุปมาอุปไมยเหมือนท่านผู้ชมดาวน์โหลดภาพยนตร์เรื่องหนึ่ง อาจจะใช้เวลาดาวน์โหลด 3 นาที หรือ 5 นาที แต่ถ้าใช้ 5G แค่ 10 วินาที บางคนบอก 2 วินาที ผมว่ามากไป ไม่ใช่ ผมว่าน่าจะสัก 10 วินาที ท่านผู้ชมนับ 1..2..3..4..5..6..7..8..9..10.. เสร็จแล้ว สปีดนี้จะมีความหมายมาก 4G ตอบสนองการสั่งงาน ควบคุมสิ่งต่างๆ ได้รวดเร็ว ที่ต่ำกว่า 50 millisecond หรือ 1 ต่อ 1,000 วินาที แต่ 5G การสั่งงานเพื่อควบคุมอุปกรณ์ที่เชื่อมอินเทอร์เน็ตได้เร็วขึ้น เหลือเพียง 1 ms. 1 ms. ก็คือ รวดเร็วกว่าการกะพริบตาของมนุษย์ถึง 400 เท่า มันจะบ้ากันไปแล้วท่านผู้ชม แต่มันเป็นความจริง ผมแค่ฟังผมยังขนลุกซู่เลยนะ ขนหัวลุกหมดเลยนะงานนี้ แต่มันเป็นความจริง มันเร็วกว่าการกะพริบตานะท่านผู้ชม มันเป็นไปได้อย่างไร




ความไวตอบสนองดังกล่าวจึงเหมาะกับการใช้งานอุปกรณ์พวก IoT ไม่ว่าจะเป็นรถยนต์ขับเคลื่อนอัตโนมัติ การควบคุมแขนกลผ่าตัด อีกหน่อยจะมีแขนกลผ่าตัด การควบคุมเครื่องจักรที่ต้องใช้ความละเอียดสูง อย่างเช่น เครื่องจักรที่ต้องสร้างคอมพิวเตอร์ชิป ก็จะใช้ 5G ควบคุม รองรับการเชื่อมอุปกรณ์ได้มากกว่า 10 เท่า ท่านผู้ชมครับ ในช่วงโควิด-19 ระบาด ผมจำได้เลย ผมอ่านข่าวชิ้นหนึ่ง ผมอึ้งเลยนะ ตอนนั้นประเทศจีนมีการประชุมหมอ ท่านผู้ชมพร้อมหรือยัง 10,000 คนพร้อมกันทีเดียวโดยใช้ระบบ 5G ถ้า 4G ทำไม่ได้ 4G จะมีดีเลย์ โน่นนี่นั่น โดยที่แต่ละพื้นที่ 4G รองรับผู้ใช้งานได้ราวๆ 100,000 คน 100,000 อุปกรณ์ต่อพื้นที่ 1 ตารางกิโลเมตร หมายความว่าในพื้นที่ 1 ตารางกิโลเมตร 4G จะรองรับอุปกรณ์ได้ 100,000 อุปกรณ์ แต่ท่านผู้ชมรู้ไหมว่า 5G จะรองรับผู้ใช้งานได้เท่าไร มากกว่า 4G 1 ล้านครับ หรือมากกว่า 1 ล้านอุปกรณ์ ต่อพื้นที่ 1 ตารางกิโลเมตร จึงไม่น่าประหลาดใจว่าทำไมระหว่างที่โควิด-19 กำลังระบาดนั้น จีนถึงประชุมหมอพร้อมกัน 10,000 คน โดยใช้ตัวนี้


ผมแตกกระจายความคิดไปนิดหนึ่ง ถ้า 5G เข้ามา ผมถามว่ากิจการงานสัมมนาจะเจ๊งหรือไม่เจ๊ง เจ๊ง เพราะสามารถจะสัมมนาได้ที่จุดๆ หนึ่ง แล้วคนสามารถจะเข้าสัมมนาได้ประมาณ 10,000 คือ หรือ 100,000 คนทั่วประเทศไทย แค่เปิดมือถือแล้วกดแอปฯ เข้าไป ใช้ระบบ 5G ทุกคนต่อโทรศัพท์มือถือ เข้าไปในคอมพิวเตอร์แล้วต่อลำโพงเข้าไป ก็นั่งฟังการสัมมนาได้ เพราะฉะนั้น 5G ยกตัวอย่างเพียงแค่นี้ก็จะเห็นว่ามันจะเริ่มเปลี่ยนบริบทของธุรกิจสัมมนา เห็นชัดเจนแล้วนะครับ ไม่ต้องเถียงกันแล้วนะ ถ่ายโอนข้อมูลเร็วกว่า ความรวดเร็วในการถ่ายโอนข้อมูลต่อวินาที ได้ปริมาณมากกว่า 4G





4G โอนข้อมูลได้ 1 กิกะไบต์ต่อวินาที แต่ 5G จะได้ถึง 20 เท่าของ 4G แต่การพัฒนามันต้องอาศัยเรื่องเกี่ยวกับคลื่นความถี่ และต้องติดตั้งเซลล์ไซต์ (Cell Site) คือเสาที่จะรับ มากกว่า 4G มาก แต่ประเทศจีนติดตั้งแล้วประมาณ 30 เมืองตอนนี้ และนโยบายของเขาเท่าที่ผมทราบ จะติดตั้งให้ครบทั่วประเทศจีน ทุกเมืองเลย ทุกมณฑล คลุมไปหมดทุกจุดในประเทศจีน ภายในไม่เกิน 2 ปีนี้ และนี่เผอิญเป็นยุทธศาสตร์และวาระแห่งชาติ วาระแห่งชาติที่ประเทศจีนตั้งเอาไว้


ทีนี้ ปัญญาประดิษฐ์ คืออะไร เพราะปัญญาประดิษฐ์มันจะมาพร้อมกับ 5G ปัญญาประดิษฐ์มันจะสามารถที่จะคิดแทนมนุษย์ได้ เอาพฤติกรรมต่างๆ ที่มนุษย์ทำอยู่ แล้วมันสะสมข้อมูลของพฤติกรรมต่างๆ เหล่านี้เข้าไป แล้วสร้างปัญญาขึ้นมาอันหนึ่ง ว่ากรณีแบบนี้น่าจะเป็นอย่างนี้ๆๆ ท่านผู้ชม ล่าสุด ครั้งหลังสุดมันมีแชมป์โกะ โกะ ก็คือการเดินหมาก ที่มีหมากสีขาวกับหมากสีดำ มันมีแชมป์โกะของคนจีน หรือของญี่ปุ่นไม่รู้ เป็นแชมป์โลกเลยนะ เก่งมาก อัจฉริยะมาก แข่งกับปัญญาประดิษฐ์ที่ออกแบบมาให้กับการแข่งขันโกะ ปรากฏว่าแชมป์โกะแพ้ 3 กระดานก็แพ้ทั้ง 3 กระดาน แล้วแชมป์โกะพูดว่าอย่างไรรู้ไหม แชมป์โกะบอกว่า วิถีทางการเดินหมากของปัญญาประดิษฐ์นี้ชั้นเทพเลย ก็คือมีแต่สวรรค์เท่านั้นที่จะทำแบบนั้นได้ มนุษย์ไม่มีปัญญาที่จะมาทำแบบนี้ เห็นหรือยังท่านผู้ชม ปัญญาประดิษฐ์


ท่านผู้ชมที่เคยเข้าเว็บไซต์ Alibaba Lazada Shopee ท่านผู้ชมรู้ไหมว่าเว็บไซต์ขายของพวกนี้ใช้ AI ปัญญาประดิษฐ์ ช่วยทั้งนั้น หมายความว่าถ้าท่านผู้ชมเคยเข้าไปแล้ว 1-2 ครั้ง ปัญญาประดิษฐ์มันจะบันทึกไว้เลยว่าท่านผู้ชมชอบสินค้าแบบนี้ ชอบแนวทางนี้ ชอบสีนี้ พอท่านผู้ชมเข้าปั๊บ มันจะพาเหรด เรียงมาเลยสิ่งที่ท่านผู้ชมชอบน่ะ มาให้ดู นี่คือปัญญาประดิษฐ์ Artificial Intelligence หรือแม้กระทั่งตอนนี้ประเทศจีนมีซอฟต์แวร์ที่เขาเรียกว่า Face Recognition การดูใบหน้าคน ที่เราดูในหนังว่าดูใบหน้านี้เช็กดูซิว่ามีประวัติอาชญากรรมอะไรไหม ปรากฏว่าในระบบ 5G และระบบ AI เมื่อเอามาประสานกันแล้วมันสามารถที่จะทำได้มากกว่าดูใบหน้า ไม่ต้องเห็นใบหน้า แต่มันจะจับ movement การเคลื่อนไหวของคนได้เลยโดยที่ไม่ต้องดูใบหน้า แล้วก็เป๊ะๆๆ 100 เปอร์เซ็นต์หมด



ฟังแล้วน่าตื่นเต้นไหม และก็น่ากลัวด้วย เพราะถ้าอยู่ในมือของคนหรือรัฐบาลที่ต้องการจะควบคุมประชาชน เท่ากับประชาชนทำอะไรไม่ได้ ทุกอย่าง เทคโนโลยีที่เก่งนั้นมันจะมีทางบวกและทางลบ


Telemedicine 5G 5G ช่วยอะไรบ้าง หมอตอนนี้ก็จะไม่เหมือนหมอในอดีตแล้ว เมื่อใช้ 5G มา ก็จะสามารถเข้าถึงคนไข้ที่บ้านได้เลย เพียงแต่คนไข้ต้องใส่อุปกรณ์อะไรบางอย่าง แล้วหมอจะใช้ระบบ 5G เช็กได้ทันที เช็กชีพจร เช็กความดัน เช็กโน่นเช็กนี่ตลอดเวลา หลายอย่าง รวมทั้งการผ่าตัด การผ่าตัตโดยที่ใช้อุปกรณ์เครื่องกลผ่า แล้วหมอไม่ต้องอยู่ที่นั่น ผู้เชี่ยวชาญคนหนึ่งอาจจะอยู่ที่เชียงใหม่ แล้วผ่าตัดอยู่โรงพยาบาลๆ หนึ่งที่กรุงเทพฯ แล้วมีหมอคนที่เชี่ยวชาญมาก แต่เผอิญไปพักร้อนที่เชียงใหม่ ก็สามารถใช้ 5G เดินเครื่องให้เครื่องมือกลดำเนินการผ่าตัดที่หมอคนนั้นชำนาญ นี่เป็นเพียงตัวอย่างเล็กๆ




พาหนะไร้คนขับ ผมเล่าให้ฟังแล้ว เพราะฉะนั้นยังมีอีกหลายอย่าง เอาง่ายๆ ก็แล้วกัน 5G มันเปลี่ยนโลกจริงๆ ท่านผู้ชมครับ ด้วยความเร็วของมัน ท่านผู้ชมที่เคยฟังผมพูด ผมเคยพูดยกตัวอย่างให้ฟังเรื่องหนึ่ง ท่านผู้ชมที่เคยฟังผมมานานแล้วจะจำได้ ผมเคยยกตัวอย่างว่า ในอดีต 40 ปีที่แล้ว หรือ 50 ปีที่แล้ว เราสื่อสารกันด้วยแฟกซ์ เราต้องเอากระดาษแผ่นหนึ่งที่เขียนไว้ จะส่งให้ใคร เราก็สอดเข้าไป แล้วเราก็กดเบอร์โทรศัพท์ของเขา หลังจากนั้นก็แล้วแต่ระยะทาง ถ้าสมมุติว่าอยู่กรุงเทพฯ ด้วยกัน ก็อาจจะใช้เวลาสักไม่ถึงนาที ก็ออกมา หรือ 1 นาที แต่ถ้าไปไกลหน่อย สัญญาณสื่อสารมันอ่อน ก็จะนานเป็นพิเศษ ถ้าส่งไปต่างประเทศ ผมเคยคำนวณให้ดู ผมบอกว่าเอกสาร 10 แผ่น เมื่อส่งด้วยแฟกซ์ เราจะใช้เวลาส่งไปที่ต่างประเทศ สมมุติว่าอังกฤษ 10 แผ่นใช้เวลา 5 นาที ก็คือ 300 วินาที 10 แผ่น แต่พอผ่านไปสักพัก มันเริ่มมีอินเทอร์เน็ต เราส่งไฟล์ทางอินเทอร์เน็ต ทางอีเมลไป พอส่งไปปั๊บ อาจจะประมาณสัก 1 นาที ทางโน้นได้รับ ทางโน้นก็เปิดแล้วก็อ่าน


ท่านผู้ชมครับ ผมเคยยกตัวอย่างบัญญัติไตรยางค์ให้ดูวันนั้น ว่าระหว่าง 1 นาที กับ 5 นาที 60 นาที กับ 300 วินาที ทำงานได้เท่ากัน แต่ระยะเวลาประหยัดไป 4 นาที คือประหยัดไป 240 วินาที มีนัยว่าอย่างไร มันมีนัยว่า ทุกสิ่งรอบตัวเรามันเริ่มเปลี่ยนแล้ว จากการที่ทำอะไรแล้วใช้เวลา 5 นาที ลดเหลือ 1 นาที แล้ว 4 นาทีล่ะ ทำอะไร แล้วถ้ายิ่งช่วงหลังมีระบบไลน์ มีทั้ง WhatsApp และมีมาจนกระทั่งถึง 4G 4G นี่ก็เร็วบ้าบอคอแตกอยู่แล้ว ส่งไลน์ผ่าน 4G ส่งเข้าไป ผมจะส่งข้อความต่างๆ ไปให้น้องของผมที่รักกัน ที่เวอร์จิเนีย ส่งทางไลน์ อาจจะดีเลย์นิดหน่อย ไม่นานนัก ที่อเมริกาดีเลย์อย่างมากก็ 10 วินาที แต่ถ้า 5G ผมกด SEND ปั๊บ ทางโน้นได้รับทันทีเลย ซึ่งเดิมทีของเก่ามันก็เร็วอยู่แล้ว นี่ของใหม่ มันเร็วมากกว่าเก่าอีก ท่านผู้ชมเห็นหรือยัง


เห็นหรือยังว่านัยกาลเวลามันเปลี่ยนไปหมดเลย เราต้องปรับสภาพตัวเรา ปรับจิตใจเรา ปรับทักษะของเรา เพิ่มศักยภาพของเรา ให้รองรับกับความเร็วแบบนี้ เอาแค่ดาวน์โหลดหนัง ท่านผู้ชมดาวน์โหลดได้ 10 วินาที ได้ 1 เรื่องแล้ว แปลว่าในอนาคตท่านคงจะดูหนังมากกว่าเดิม เข้าใจหรือยัง นี่เฉพาะเรื่องบันเทิงนะ แล้วถ้าเรื่องของการผลิตล่ะ ถ้าเรื่องของการขับรถยนต์ล่ะ




เขาบอกว่าใน 15 ปีข้างหน้า น่าจะเป็นเวลาที่เพียงพอให้ทุกประเทศปรับตัวและนำ 5G สู่ตลาดค้าปลีกได้อย่างมีประสิทธิภาพ และยังคาดการณ์ว่า 5G จะทำให้เกิดกิจกรรมทางเศรษฐกิจมูลค่ารวม 13.2 ล้านล้านดอลลาร์ ถ้าคิดเป็นเงินไทย ก็ประมาณ 400 ล้านล้านบาท กี่เท่าของงบประมาณแผ่นดินเรา 100 เท่าของงบประมาณแผ่นดินเรา หรือถ้าเทียบกับผลิตภัณฑ์มวลรวมของโลกในหน่วยจริง (Global Real Output) ก็คือว่า ร้อยละ 5 ในอีก 15 ปีข้างหน้า ถามว่าเมืองไทยล่ะ เมืองไทยมีปัญหา เพราะว่าปัญญาในการปรับตัว ความเร็วของตัวเองที่จะใช้กับเรื่องราวต่างๆ พวกนี้ เรามีหลายชนชั้นเหลือเกิน ชนชั้นที่เป็นชาวบ้านทั่วๆ ไป ที่ต้องหาเช้ากินค่ำ ที่ต้องผลิตผลผลิตในไร่ ในการเกษตร ที่ผลิตวิสาหกิจชุมชน ผลิตโอทอป พวกนี้จะปรับตัวได้ทันหรือไม่ แล้วยิ่งการค้าปลีกจะเจริญเติบโตเพราะ 5G เพราะมันมีปัญญาประดิษฐ์ Artificial Intelligence ควบคู่ไปด้วย ท่านผู้ชมจำได้ใช่ไหมที่ผมพูด ก็ต้องทวนกันนิดหนึ่ง ปัญญาประดิษฐ์ คือศึกษาพฤติกรรมของท่านผู้ชม แล้วก็เอาสินค้าที่ท่านผู้ชมชอบออกมาให้ดู ถ้าเราไม่เตรียมอย่างนี้ เหนื่อย


แต่ผมพูดตรงๆ ท่านผู้ชม ผมมองไม่เห็นอนาคต เพราะนักการเมืองที่อยู่ในสภาฯ บ้านเราทุกวันนี้ ถ้าจะเทียบกับระบบโทรคมนาคมแล้ว ยังแค่ 1G อยู่ แอนะล็อก ในขณะที่เขาไป 5G กันแล้ว ไม่ 1G ได้อย่างไร ดูความเละเทะของการแย่งชิงอำนาจ เลอะเทอะ ไดโนเสาร์เต่าล้านปี ไม่รู้เรื่องอะไรเลยแม้แต่นิดเดียว รู้อยู่อย่างเดียว กูอยากเป็นรัฐมนตรี กูอยากมีอำนาจ กูอยากโกยกิน ทำมาหากิน ท่านผู้ชมครับ ประเทศไทยยิ่งเข้าสู่ 5G เร็วเท่าไร (ขอโทษนะครับ) เรายิ่งอิ๊บอ๋ายเร็วเท่านั้น เพราะจะมีคนที่มีศักยภาพรองรับ 5G ได้ อยู่ข้างบน และจำนวนมีน้อย และจะทำให้ช่องว่างระหว่างปัญญา ระหว่างความสามารถ ทักษะ ศักยภาพ มันยิ่งห่างลงๆๆ และจะกลายเป็นว่าคนที่อยู่ 5G คนที่ค้าขายด้วย 5G ก็จะกดขี่คนข้างล่างตลอดเวลา มันอิ๊บอ๋ายกันทั้งประเทศ เชื่อผมสิท่านผู้ชม เรื่องมันต้องเกิดขึ้นอย่างนี้


เอาล่ะ แล้วเราจะทำอย่างไร เราไม่ต้องทำอะไรหรอก เพราะว่าในภาวะการณ์รัฐบาลแบบนี้ ทหารเป็นใหญ่แบบนี้ ผมไม่รู้ว่าท่าน คสช. อดีต คสช. ท่านนายพลเอกทั้งหลายที่มีอำนาจอยู่ตอนนี้ ท่านคิดถึงเรื่องนี้หรือเปล่า เพราะแค่การเมืองท่านยังเน่าขนาดนี้เลย แล้วท่านจะไปเข้าใจเรื่องพวกนี้ได้อย่างไร ท่านผู้ชม ใช้แนวคิดผม เข้าไปในอุโบสถ กราบพระ สวดมนต์ แล้วก็ปล่อยให้ชีวิตเป็นไปตามเวรตามกรรมก็แล้วกัน ถ้าเรามีผู้บริหารประเทศอยู่เช่นนี้




ท่านผู้ชมครับ ด้วยเหตุนี้ ที่สำคัญที่สุด ประเทศจีนในขณะนี้ ที่ผมบอกว่ามันเปลี่ยนภูมิรัฐศาสตร์ เมื่อ 2 อาทิตย์ที่แล้ว ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง และสภาประชาชนของประเทศจีน ได้ประชุมกัน นอกจากพูดถึงเรื่องการร่างกฎหมายความมั่นคงของฮ่องกงแล้ว ยังพูดถึงอีก 2 เรื่องที่สำคัญมาาก เรื่องแรก คือ ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ประกาศชัดเจนว่า ปีนี้จีนจะไม่มีการคาดการณ์การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของจีน และท่านผู้ชมตั้งใจฟังดีๆ สี จิ้นผิง พูดชัดเจน จากนี้ไปจีนจะไม่ยอมให้ทางตะวันตก ซึ่งหมายถึงอเมริกา มารังแกจีนอีกต่อไปในเรื่องการค้าและเรื่องอื่นๆ จีนกำลังพลิก เปลี่ยนจากธุรกิจการส่งออกให้เข้ามาสู่ธุรกิจในประเทศ ก็คือการจับจ่ายใช้สอยในประเทศ จีนกำลังมีมาตรการที่ให้บริษัทจีนที่เน้นการส่งออกนั้น ให้พลิกผันแล้วมาผลิตและขายในประเทศ เพราะว่าจีนมีพื้นฐานคนอยู่ 1,400 ล้านคน ที่เขาสามารถจะรองรับการเจริญเติบโตในประเทศได้ โดยที่ทั่วโลกจะอิจฉา เพราะว่ากำลังซื้อเขาเริ่มมีกันแล้ว 1,400 ล้านคน ช่วยกันผลิต ช่วยกันใช้ในประเทศ และนี่ก็คือเศรษฐกิจพอเพียง มีเท่าไร ใช้เท่านั้น ไม่ต้องไปยุ่งกับใคร ไม่ต้องไปส่งออก และจีนบอกว่า จะเน้นที่เอเชีย




เอเชีย ก็คือจีนเป็นใหญ่ เพราะฉะนั้นแล้วการค้าขายระหว่างจีนกับประเทศในเอเชีย และประเทศในยุโรปที่ยังเป็นมิตรกับจีนอยู่ ตลอดจนทางแอฟริกา หรือประเทศทางเอเชียกลาง พวกสถานทั้งหลาย เติร์กเมนิสถาน คาซัคสถาน ฯลฯ เอเชียกลาง และรัสเซีย มันก็จะเริ่มเจริญเติบโตขึ้นมาเรื่อยๆ แข็งแกร่งขึ้นมาเรื่อยๆ เพราะฉะนั้นแล้ว ท่านผู้ชม ถ้าวันนั้นมา มันจะมาเพราะอิทธิพลของ 5G อเมริกา เนื่องจากการพัฒนา 5G ช้ากว่าคนอื่นเขา เพราะฉะนั้นแล้ว สายการผลิต สายการใช้ชีวิต สายการสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ สายการที่จะสร้างอุปกรณ์ที่จะเชื่อมต่อ 5G อุปกรณ์ที่ใช้ 5G คนที่เริ่ม 5G ก่อน โดยเฉพาะประเทศจีน จะได้เปรียบอเมริกามาก อเมริกาไม่มีทางออกอะไรแล้ว ทางออกของอเมริกามีอยู่อย่างเดียวก็คือกดดันให้ทุกคนเลิกใช้ ล่าสุดถึงกับบอกว่าประเทศไหนถ้าใช้อุปกรณ์ 5G เราจะตัดขาดในการแชร์เรื่องข้อมูลข่าวสารในเรื่องความมั่นคง ก็คือว่า เนื่องจากคุณใช้ 5G ของหัวเว่ย คุณจะติดต่อกับเรา ติดต่อไม่ได้ เราจะปิดระบบของเรา ไม่ให้ระบบหัวเว่ยเข้ามาในประเทศอเมริกา


ท่านผู้ชมลองนึกถึงวันนั้นสิ ภูมิรัฐศาสตร์จะเปลี่ยนไปอย่างไรบ้าง ท่านผู้ชมเห็นหรือยังว่า แค่ 5G ตัวเดียว อุปกรณ์ 5G ซึ่งมันจะเปลี่ยนโลกแน่นอน และมันจะเปลี่ยนประเทศจีน และผมคิดว่าถ้า 5G จีนใช้กันทั่วประเทศแล้ว ความแข็งแกร่งของจีนจะมีมากกว่าเก่า แล้วยังมี Artificial Intelligence นี่เรากำลังพูดถึงการค้าขายนะ ยังไม่ได้พูดถึงอาวุธ เพราะฉะนั้นแล้ว โลกอีก 15 ปี สาธุ ท่านผู้ชม ขอให้ผมตายก่อน 15 ปี ผมจะได้ไม่ต้องมานั่งอยู่ดูความเปลี่ยนแปลงตัวนี้



ท่านผู้ชมครับ วันนี้พอเข้าใจหรือยัง ว่า 5G ก็คือตัวเปลี่ยนโลก ทำไมอเมริกาถึงเกลียดหัวเว่ยและ 5G มาก เพราะว่าจะเป็นครั้งแรกที่อเมริกาจะไม่ใช่ผู้นำทางเทคโนโลยี เพราะนายวิลเลียม บาร์ อัยการสูงสุดของอเมริกา ได้พูดมาชัดเจนแล้วว่า เป็นเพราะอเมริกาเป็นผู้นำทางเทคโนโลยี อเมริกาจึงเจริญรุ่งเรืองและร่ำรวยมา เพราะฉะนั้นอเมริกาจึงยอมไม่ได้ที่จะให้จีนมาแซงอเมริกาในฐานะเป็นผู้นำทางเทคโนโลยี



ท่านผู้ชมครับ วันนี้ก็พอสมควรแล้ว ก็คิดว่าคงได้ประโยชน์ อาทิตย์หน้าถ้าไม่ผิดพลาด ผมจะพูดเรื่องอเมริกา แล้วต่อไปอีกอาทิตย์หนึ่ง ผมจะพูดเรื่องประเทศจีน แล้วทีเด็ดอีกอาทิตย์หนึ่ง ผมจะพูดเรื่องพรรคก้าวไกล อาจจะทั้งโปรแกรมเลย แนะนำ ไม่ได้สั่งสอน ให้ข้อคิด เพราะวันนี้การเมืองมันเน่าไปหมดแล้ว พรรคก้าวไกล คืออนาคตทางการเมืองเมืองไทย เพียงแต่ว่าต้องเปลี่ยนแปลงอะไรบางอย่าง ต้องทำความเข้าใจอะไรบางอย่าง และต้องไม่หมกมุ่นกับเรื่องราวอะไรบางอย่าง ท่านผู้ชมครับ นี่ผมวางโปรแกรมไว้ล่วงหน้าแล้วนะ ท่านผู้ชมครับ เติมนิด แอปฯ คุยทุกเรื่องกับสนธิ ถ้าไม่เข้าใจจะอธิบายให้ฟัง มันคือ Netflix ในทางปัญญาครับ เริ่มแน่นอนปลายปีนี้ สวัสดีครับ




กำลังโหลดความคิดเห็น...