xs
xsm
sm
md
lg

[คำต่อคำ] SONDHI TALK : ทิศทางการเมืองไทย ในมุมมอง “สนธิ ลิ้มทองกุล”

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



“สนธิ”แฉพวกธรรมกายบิดเบือนคำพิพากษาคดี “เจ้าคุณธงชัย”กินเงินทอนวัด ศาลให้รอลงอาญากลับไปมโนว่าไม่ผิด ทั้งที่ศาลตัดสินให้มีโทษจำคุก 36 เดือนเพราะมีความผิดทั้งข้อหาฟอกเงินและปฏิบัติหน้าที่มิชอบ ขณะเครือข่ายธรรมกายอีกพวกก็ไปร้องกองปราบ อ้างว่าเหตุเพลิงไหม้กุฏิหลวงพ่อสุดใจมรณภาพมีเงื่อนงำ ทั้งที่ตำรวจทำการพิสูจน์ตามขั้นตอนแล้ว หวังทำลายชื่อเสียงวัดป่าบ้านตาด จากความแค้นที่หลวงตามหาบัวเคยออกมาปกป้องสมเด็จญาณฯ คัดค้านไม่ให้สมเด็จเกี่ยวเป็นสังฆราช พร้อมวิเคราะห์จีนออกกฎหมายความมั่นคงใหม่ เพื่อกวาดล้างสายลับชาติตะวันตกในฮ่องกง ตัดปัญหาการประท้วงในช่วงอีก 27 ปีก่อนฮ่องกงกลับสู่จีนโดยสมบูรณ์ โดยใช้จังหวะที่ชาติตะวันตกกำลังอ่อนแอจากพิษโควิด-19 ส่วนทิศทางการเมืองไทยจะไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง ถ้ารัฐธรรมนูญ 2560 ยังอยู่ พล.อ.ประยุทธ์ จะยังเป็นนายกฯ ต่อไป เพราะมี ส.ว.250 เสียงคอยหนุน การปรับ ครม.อาจมีบ้าง หลังจากภูมิใจไทยได้เสียงเพิ่ม ต้องได้โควตารัฐมนตรีเพิ่มขึ้น ขณะพรรคฝ่ายค้านก็ยังระส่ำระสาย การปลุกม็อบออกมาไล่รัฐบาลไม่น่าจะสำเร็จ การเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อเกิดปัญหาทางเศรษฐกิจอย่างรุนแรงจากผลกระทบของเชื้อโควิด หากรัฐบาลแก้ปัญหาไม่ได้ ประชาชนทั้งประเทศจะลุกฮือขึ้นมาเอง

วันที่ 29 พ.ค.63 เวลา 09.00 น. นายสนธิ ลิ้มทองกุล ผู้ก่อตั้งหนังสือพิมพ์ผู้จัดการ ได้ไลฟ์สด “SONDHI TALK” ผ่านเฟซบุ๊กแฟนเพจ “คุยทุกเรื่องกับสนธิ” และช่องยูทูป Sondhitalk ที่จะมาเล่าเรื่องราวทิศทางการเมืองไทยจะเป็นอย่างไร จะวุ่นวายขนาดไหน รวมถึงอีกเรื่องของการมรณภาพของหลวงพ่อสุดใจ ทันตมโน เจ้าอาวาสวัดป่าบ้านตาด มีเงื่อนงำหรือไม่พบคำตอบได้ในรายการ Sondhitalk : ผู้เฒ่าเล่าเรื่อง ep 35 : ทิศทางการเมืองไทย ในมุมมอง “สนธิ ลิ้มทองกุล”


คำต่อคำ SONDHI TALK [29 พ.ค. 63] : ทิศทางการเมืองไทย ในมุมมอง สนธิ ลิ้มทองกุล

สวัสดีครับท่านผู้ชม วันนี้เป็นวันศุกร์ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2563 เป็นศุกร์สุดท้ายของเดือนนี้ที่รายการคุยทุกเรื่องกับสนธิ จะออกในเดือนพฤษภาคม วันศุกร์หน้า ก็จะเป็นวันศุกร์ที่ 5 มิถุนายน ก็เป็นรายการต่อไป ท่านผู้ชมครับ เผลอแป๊บเดียว 34 ตอนแล้ว ซึ่งหลายๆ คนก็บอกว่าทำไมผมถึงอดทนขนาดนั้น แต่ละเรื่องแต่ละราว ก็มีเหมือนกันที่เหนื่อย แต่ว่ามันมีความรู้สึกว่ามันเป็นภาระและรับผิดชอบที่จะให้ปัญญากับประชาชน ผมเคยเรียนท่านผู้ชมมานานแล้วว่าการกลับมาครั้งนี้ของผม ผมไม่มีสี ผมเอาชาติและสังคม และประเทศไทย เป็นตัวหลัก เป็นตัวยึดเกาะให้ติด โดยสำคัญที่สุด ที่ผมเป็นห่วงมากที่สุดคือสังคมไทย ผมคิดว่าสังคมไทยในขณะนี้ยังขาดองค์ความรู้ที่จะต้องมีมามากมายก่ายกอง ซึ่งเราไม่ได้สนใจมันเลยแม้แต่นิดเดียว เพราะว่าทุกอย่างในขณะนี้มันไวไปหมด ไหนจะมีไลน์ จะมีข่าวจากไลน์ ไหนจะมีข่าวทีวี Breaking News แต่ไม่เคยมีใคร หรือว่าน้อยมากที่จะอธิบายที่มาที่ไปของข่าว เรื่องราวต่างๆ

สิ่งหนึ่งที่ผมดีใจมาก คือตั้งแต่ออกรายการนี้มาได้ 34 ตอน ท่านผู้ชมมีจำนวนไม่น้อยเลย ผมคิดว่าเกินครึ่ง หรืออาจจะถึง 70-80 เปอร์เซ็นต์ พากันสนใจข่าวต่างประเทศอย่างมากๆ สังเกตได้จากคลิปหลายๆ คลิป ที่เป็นคลิปข่าวต่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งความขัดแย้งของเรื่องประเทศจีนกับประเทศสหรัฐอเมริกานั้น ยอดคลิปหลายๆ คลิปขึ้นเกินหลักล้าน บางคลิปขึ้นถึง 4-5 ล้าน ก็แสดงว่าท่านผู้ชมก็สนใจ แม้กระทั่งใน inbox เข้ามา อยากฟังเรื่องอิหร่าน อยากฟังเรื่องอิสราเอล อยากฟังเรื่องปาเลสไตน์ อยากฟังเรื่องโน้นเรื่องนี้เต็มไปหมด ซึ่งแตกต่างกว่าสมัยก่อนมาก แสดงว่าในขณะนี้กระแสข่าวสารต่างๆ มันมีผลและมีอิทธิพลทำให้ท่านผู้ชมหลายท่านมีความรู้สึกว่า ... ซึ่งก็เป็นจริงว่าประเทศไทยจะอยู่อย่างโดดเดี่ยวไม่ได้ เพราะสิ่งใดก็ตามที่เกิดขึ้นในต่างประเทศ ย่อมมีผลกระทบต่อประเทศไทยอย่างแน่นอนที่สุด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เป็นพิเศษอย่างยิ่งเลย ในช่วงโควิด-19 นี้ เราะจะเห็นว่า โควิด-19 มันทำให้โลกแคบลงไปถนัดตา เพราะว่าทุกคนโดนเหมือนกันหมด เราก็อยากจะรู้เหมือนกัน เหมือนอย่างล่าสุด คนในอเมริกาตายเกินหลักแสนแล้ว ใครจะไปรู้ โควิด-19 คนตายเกินหลักแสน สำหรับประเทศที่มีเทคโนโลยีที่ทันสมัย มีคุณภาพทางการแพทย์ที่สูง มีเงินมีทองเยอะแยะไปหมด ก็ยังยอมปล่อยให้คนตายไปเกินหลักแสน มันก็ต้องมีที่มาที่ไปที่จะอธิบาย



ท่านผู้ชมครับ ก่อนจะเข้ารายการ อาทิตย์หน้าผมมีเรื่องที่ท่านผู้ชมจะต้องสนใจมากๆ ท่านผู้ชมเชื่อหรือไม่ว่า เราเคยได้ยินเรื่องระบบ 5G ของหัวเว่ย เราเคยได้ยินว่ามีการคัดค้าน มีการขัดขวาง สหรัฐอเมริกาไม่ต้องการให้หัวเว่ยผลิตหรือวางระบบ 5G ท่านผู้ชมรู้ไหมว่าเบื้องหลังของระบบ 5G นั้น มันมีความเป็นไปได้ที่จะเปลี่ยนสถานภาพของโลกไปเลย เปลี่ยนภูมิรัฐศาสตร์ของโลก มหัศจรรย์ไหมครับ ระบบโทรศัพท์ 5G อเมริกาวันนี้ตื่นมาไม่คิดอะไรแล้ว ไม่ได้คิดเรื่องความมั่นคงปลอดภัย คิดอย่างเดียวว่าทำอย่างไรจะล้มระบบ 5G ของหัวเว่ยให้ได้ ท่านผู้ชม อาทิตย์หน้ามารอฟังคำตอบ รับรองว่าสนุกอย่างแน่นอน


ท่านผู้ชมครับ เอาตามประเพณีนะครับ ในการที่จะอธิบายความว่าจะเข้าดูผมได้ช่องทางไหนบ้าง ก็ขอเสียเวลาสักนิดสำหรับท่านผู้ชมที่เพิ่งเข้ามา แล้วไม่รู้ว่าจะต้องติดตามผมในช่องทางไหนบ้าง


วันนี้ผมจะมาบอกให้ฟังว่าช่องทางการติดต่อของ "คุยทุกเรื่องกับสนธิ" หรือ SONDHI TALK ได้ทางไหนบ้าง ทางแรกคือทางเฟซบุ๊ก ให้กด Like หรือกด Follow แล้วกดติดตาม แล้วเลือก See First ไปเลยในเพจ "คุยทุกเรื่องกับสนธิ" เมื่อชมแล้วก็ช่วยกันแชร์ออกไปมากๆ เพื่อให้บางคนที่ยังไม่ได้อยู่ดูได้ความรู้กับสิ่งที่ผมพูด แล้วเดี๋ยวนี้เราก็ไลฟ์สดผ่านยูทูปเช่นกัน ให้เข้าไปใน YouTube ค้นหาคำว่า SONDHI TALK กด Subscribe เอาไว้ เปรียบเสมือนห้องสมุดเคลื่อนที่ รวบรวมทุกอย่างตั้งแต่รายการในอดีต "มองโลก มองเรา กับสนธิ" "บันทึกลับบ้านพระอาทิตย์" จนมาถึงรายการ "SONDHI TALK"


สำหรับแฟนรายการคนไหนอยากดูเนื้อหา ตลอดจนการถอดคำพูดเป็น text ก็ให้เข้าไปที่ www.sondhitalk.com เพราะจะรวมไว้ในเว็บไซต์โดยแยกเป็นแต่ละหมวดหมู่ครบทุกเรื่องทีเดียวครับ


สุดท้าย สำหรับท่านผู้ชมที่ไม่อยากเห็นหน้าผม แต่อยากฟังเสียงผม อยากฟังเรื่องราวที่ผมพูด ก็เข้ามาฟังที่ podcast ถ้าท่านที่ใช้ iPhone - iOS ก็เข้าไปที่แอปฯ podcast เมื่อกดเข้าไปแล้วก็ search คำว่า SONDHI TALK ก็จะมีให้ทุกรายการ ส่วนท่านผู้ชมที่ใช้โทรศัพท์ระบบ android ก็กดเข้าไปเหมือนกัน แต่จะมีคำว่า Podbean แล้วก็กดเข้าไป


ท่านผู้ชมครับ เราเปิดเพจ หรือเปิดให้มีการฝากร้านอยู่ ทุกๆ วันศุกร์ วันศุกร์นี้เราก็จะเปิดให้ขายสินค้าได้ เอาของมาลงขายในโพสต์ ซึ่งหลายๆ ท่านก็ลงไปแค่วันเดียวก็มีคนมาซื้อไปเรียบร้อยแล้ว หลายๆ ท่านลงไปตั้งนาน หลายครั้ง ยังไม่มีคนมาซื้อ อันนี้ก็ต้องยอมรับกันว่าบางทีคนอาจจะไม่สนใจ แต่ถ้าของมีคุณภาพ และของดี ในราคาที่ไม่แพง มีเหตุมีผล ผมเชื่อว่าขายได้



เผอิญผมเคยแนะนำสินค้าหลายสินค้า ผมกลายเป็นผู้ที่มานั่งรีวิวอาหารในร้านฝากขาย หลายๆ ท่านก็ส่งของมาให้ผมรีวิว เผอิญเจ้านี้เขาไม่ได้มาฝากขายในร้านหรอกครับ แต่คิดว่าเขาคงจะมาฝากขายในร้านเร็วๆ นี้แล้ว เพราะว่าผมได้ทานเป็ดพะโล้เจ้าหนึ่ง ผมเป็นคนที่ชอบทานเป็ดพะโล้มาก และเจ้านี้ก็อร่อยจริงๆ เผอิญเป็ดพะโล้ของเขา ผมได้มาจากเพื่อนร่วมงานของผมคนหนึ่ง คือคุณสุนันท์ ศรีจันทรา เขาบอกว่า คุณสนธิ เจ้าของร้านเป็ดพะโล้เขาฝากเป็ดพะโล้มาให้คุณสนธิทาน ผมทานแล้วผมก็อึ้ง ผมก็คิดว่ามันแปลก มันไม่เหมือนใคร มันอร่อยมาก ผมก็เลยถามเขาว่ามีเบอร์โทรศัพท์ไหม เขาก็เลยให้มา ผมก็เลยโทรไปสั่ง เจ้าของเป็ดพะโล้นี้ชื่อคุณเสถียร ชื่อร้านของเขา คือร้านคาวหวาน 099-694-4156 และเขามีเฟซบุ๊ก ชื่อ เป็ดตุ๋นอากงหงี ผมเข้าใจว่าเป็นต้นตำรับของต้นตระกูลของเขาที่ทำเป็ดพะโล้ เป็นเป็ดตุ๋นเนื้อนุ่ม ละมุนมาก สูตรเฉพาะของอากงหงีเลย ใช้เป็ดเชอร์รี่ขนาดตัวใหญ่ น้ำหนักประมาณเกือบ 3 กิโลกรัมต่อตัว ซึ่งเป็ดพะโล้นี้ทานได้ 2 แบบ กินกับข้าว พร้อมข้าวสวย หรือปรุงเป็นบะหมี่เป็ดตุ๋นก็ได้ มีทีเด็ด น้ำซุปของเขาอร่อยมาก เกิดมาไม่เคยกินน้ำซุปเป็ดตุ๋นที่ไหนอร่อยเท่านี้เลย แล้วก็มีน้ำจิ้มรสเด็ด สูตรเฉพาะของร้าน แต่เขามีปัญหานิด ทำตามออร์เดอร์วันต่อวัน



สมมุติว่าท่านผู้ชมจะทานพรุ่งนี้ ท่านผู้ชมต้องสั่งวันนี้ เขาจะได้เตรียมการเอาไว้ เพราะเขาจะไม่ทำทิ้งเอาไว้ แล้วเขาก็ส่งให้ถึงบ้านด้วยนะ เขามีวิธีการทำเป็ดตุ๋นซึ่งอร่อยมาก ผมไม่อยากอธิบาย เอาเป็นว่าถ้าท่านผู้ชมสนใจ ผมรับประกันว่าไม่ผิดหวังอย่างแน่นอนที่สุด เป็ดตุ๋นเจ้านี้ แล้วก็เหมาะที่จะล่วงหน้า สมมุติว่าจะทานกันที่บ้านวันเสาร์-อาทิตย์ สั่งวันศุกร์ หรือสั่งพฤหัสฯ แล้ววันศุกร์ให้เขาส่งมา แล้วเอาเก็บแช่ไว้ในตู้เย็น แล้วเอาเป็ดมานึ่งทานกับข้าวสวย เป็ดตุ๋นอากงหงี เบอร์โทรศัพท์ผมเอาขึ้นจอให้ดูก็แล้วกัน


ท่านผู้ชมครับ มาเรื่องราวต่างๆ บางเรื่องที่จำเป็นจะต้องพูดนิดหน่อย เรื่องแก้ว แก้ว SONDHI TALK สั่งทำมาไม่มาก เราขายใบละ 250 บาท ต้นทุนราว 100 บาท ค่าส่ง 50 บาท เรากำไร 100 บาท ต่อ 1 ใบ กำไรไม่เยอะหรอกครับ กำไร 100 บาท แต่ว่าประเด็นกำไรคือ ผมจะเอาเงินก้อนนี้มาตั้งไว้เป็นกองกลางสำหรับทำบุญ เพราะว่าปลายปีนี้ผมจะมีการทอดกฐิน อย่างน้อยที่สุดผมก็ต้องกลับไปทอดกฐินที่วัดป่าภูแปก ญาณสัมปันโน ของหลวงปู่เฉลิม ที่ จ.เลย ที่เคยไปมาแล้วเมื่อปีที่แล้ว เงินส่วนนี้ที่ผมกำไร 100 บาท ผมเอามาใส่ในกองกฐิน หรือทำบุญประเภทอื่น ก็คือ ท่านผู้ชมซื้อแก้วนี้แล้วก็จะสามารถที่จะร่วมทำบุญกับผมได้ ชัดเจนนะครับ ต้นทุน 100 บาท ค่าส่ง 50 บาท กำไร 100 บาท


ท่านผู้ชมครับ วันนี้มีเรื่อง ถ้าเป็นเพลง เขาก็เรียกว่าเมดเลย์ หลายๆ เพลงเอามาร้องสอดประสาน จบส่วนหนึ่งของเพลงนี้แล้วก็ต่อไปอีกเพลงหนึ่ง มีหลายเรื่องนะครับ เรื่องแรกเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับพ่อแม่ครูอาจารย์ของผม คือหลวงพ่อสุดใจ วัดป่าบ้านตาด ที่ท่านถูกไฟคลอก และท่านสำลักควันไฟมรณภาพไปเมื่อวันศุกร์ที่แล้ว วันนี้วันศุกร์ที่ 29 ก็วันศุกร์ที่ 22 เวลาประมาณเกือบๆ บ่ายสองโมง และอีกเรื่องหนึ่งก็คือ การที่ศาลชั้นต้นได้อ่านคำพิพากษาของนายธงชัย สุขโข หรือฉายาในยุคที่ยังเป็นสมณเพศอยู่ก็คือ ท่านเจ้าคุณธงชัย



ท่านเจ้าคุณธงชัย เป็นอดีตเจ้าอาวาสวัดสระเกศ ลูกศิษย์เอกของท่านสมเด็จพุฒาจารย์ สมเด็จเกี่ยว วัดสระเกศ และวัดสระเกศก็เป็นที่รู้กันมานานแล้วว่าเป็นวัดที่ยืนเคียงข้างลัทธิธรรมกายมาตลอด และท่านเจ้าคุณธงชัย หรือคุณธงชัย สุขโข วันนี้ในเพศฆราวาส ก็เป็นส่วนหนึ่งในการที่จะสนับสนุนและยืนอยู่ข้างวัดธรรมกาย


ถ้าท่านผู้ชมจำได้ เมื่อประมาณปี 61 หรือ 60 ได้มีการค้นพบโดยท่าน พล.ต.ท.พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์ ท่านเป็นผู้อำนวยการสำนักพุทธฯ และท่านเข้ามาท่านมาสะสางความเน่าเฟะของมหาเถรสมาคมในยุคก่อนๆ นั้น ตลอดจนความเล่นพวกเล่นพ้องและการไม่โปร่งใสในเรื่องเงินต่างๆ จนในที่สุดก็ค้นพบได้ว่ามีขบวนการเงินทอนวัด ก็คือว่า สำนักพุทธฯ แจ้งไปที่วัด ให้ทำเรื่องขอเงินมา แล้วตัวเองก็ส่งเงินไปให้ ในเรื่องราวที่สำนักพุทธฯ ขอมา แล้วก็บางกรณีก็จะเอาเงินที่ขอมา เอาไปทำงานที่ไม่ตรงกับสิ่งที่ขอ หรือไม่ทำเลย เอาเข้ากระเป๋าตัวเอง จนในที่สุดก็เลยจับผู้อำนวยการสำนักพุทธฯ ดำเนินคดี ในอดีตนะ อย่างเช่น นายพนม นายบุญเลิศ แล้วในที่สุดแล้วก็เลยโยงใยไปถึงพระเถระชั้นผู้ใหญ่ ท่านเจ้าคุณธงชัยท่านก็โดนด้วย รวมทั้งพระลูกวัดของท่าน ซึ่งก็มีหลายคนที่โดนอยู่




ท่านเจ้าคุณธงชัยจำคุกอยู่ในเรือนจำตอนนั้น ผมได้เจอหน้า ท่านจำคุก ท่านเป็นพระเถระชั้นผู้ใหญ่ ท่านก็ไปประจำอยู่ที่โรงพยาบาลราชทัณฑ์ ทัณฑสถานโรงพยาบาลราชทัณฑ์ ท่านอยู่ชั้น 5 ห้อง 5/3 ผมจำได้ แล้วคนที่ดูแลท่านอยู่ ชื่อจ่ามี จ่ามีคือใคร จ่ามีคือคนที่ต้องคดีในการฆ่า ส.ส. แม่ ส.ส. ฆ่า ส.ส.จังหวัดระยอง แม่ของภรรยาคุณอลงกรณ์ พลบุตร ในข้อหาวางระเบิด ก็โดนประหารชีวิต แต่ก็ได้ลดโทษมาเรื่อยๆ จนกระทั่งตอนนี้โทษก็เหลืออยู่ประมาณ 3 ปี จ่ามีจะเป็นคนดูแลท่านเจ้าคุณธงชัย หรือนายธงชัย สุขโข ก็จะมีอาหารการกินซึ่งญาติโยมส่งเข้ามาให้ เป็นรถกระบะเลย จนกระทั่งทางราชทัณฑ์ต้องมาขอร้อง เผอิญเจ้าคุณธงชัยในขณะนั้น หรือนายธงชัย สุขโข ในยุคที่เป็นเจ้าอาวาสวัดสระเกศ ลูกศิษย์ลูกหาก็เยอะมาก ก็เลยมีคนวิ่งเต้นช่วยเหลือไป เวลาผมไปโรงพยาบาลไปหาหมอ ผมขึ้นไปทำกายภาพบำบัดที่ชั้น 5 ผมก็เห็นคุณธงชัย สุขโข แต่งชุดขาว แล้วก็นั่ง มีคนแวดล้อม ก็ไม่ได้ต่างอะไรกับการเป็นเจ้าอาวาส แต่เป็นเจ้าอาวาสในคุกเท่านั้นเอง


ทีนี้ เกิดปัญหาขึ้นมา ศาลคดีทุจริตก็พิพากษาออกมาว่า เรื่องเงินทอนวัดนั้น ปรากฏว่า เจ้าหน้าที่ฟ้องเจ้าคุณธงชัยและคณะ 3 คดี คดีแรกคือฟอกเงิน เป็นคดีหมายเลขดำที่ อท.197/2561 ของศาลอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง คดีที่ 2 ก็คดีฟอกเงินเหมือนกัน คดีหมายเลขดำที่ อท.205/2561 อันนี้เป็นคดีที่สอง คดีฟอกเงินของคณะของท่านเจ้าคุณธงชัย หรือนายธงชัย สุขโข ซึ่งประกอบด้วยพระเมธีสุทธิกร อดีตผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสระเกศ พระวิจิตรธรรมาภรณ์ หรือนายเทอด วงศ์ชะอุ่ม ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสระเกศ ร่วมกันเบิกถอนงบประมาณสนับสนุนการศึกษา คดีที่ 3 คือคดี 157 คือฟ้องท่านเจ้าคุณธงชัย หรือนายธงชัย สุขโข 157 ก็คือ พูดง่ายๆ ว่าในข้อหาที่สนับสนุนให้เจ้าพนักงานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ลงโทษจำคุก สรุปว่าทุกคนลงโทษจำคุก พอลงโทษจำคุกเสร็จเรียบร้อยแล้ว ก็พอดี ขึ้นศาลไป รู้สึกท่านจะติดคุกไปประมาณ 15 เดือน แล้วในที่สุดท่านก็ได้ประกันตัวไป เดิมทีไม่คิดว่าท่านจะได้ประกันตัว แต่ในที่สุดก็คงจะมีญาติโยมช่วยเหลือกันเต็มที่ ก็เห็นว่าเป็นพระเป็นเจ้า ก็ควรให้ประกันตัวออกมา ท่านก็ได้ประกัน แล้วก็ฟังคำพิพากษา



เมื่อคำพิพากษาออกมาแล้ว ท่านผู้พิพากษาท่านก็พิพากษาลงโทษคดีที่ 1 คดีฟอกเงิน คุณธงชัย สุขโข หรือท่านเจ้าคุณธงชัย โดน 4 ปี 16 เดือน อดีตผู้ช่วยเจ้าอาวาส 2 ปี 8 เดือน แล้วอดีตผู้ช่วยเจ้าอาวาสอีกคนหนึ่ง 2 ปี 8 เดือน อดีตผู้ช่วยเจ้าอาวาสอีกคนหนึ่ง 2 ปี 8 เดือน แต่ทั้งหมดนี้ให้รอการลงโทษเอาไว้ มีกำหนดคนละ 2 ปี กรณีร่วมกันฟอกเงิน จากการทุจริตเงินงบประมาณโครงการศูนย์กลางเผยแผ่พระพุทธศาสนา งบประมาณปี 2559 จำนวนเงิน 32.5 ล้านบาท และเงินอุดหนุนโครงการอบรมคุณธรรม จำนวน 37.2 ล้านบาท


คดีที่สอง ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ พิพากษาจำคุกการฟอกเงินพระเมธีสุทธิกร อดีตผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสระเกศ 6 ปี 24 เดือน พิพากษาจำคุกพระวิจิตรธรรมาภรณ์ หรือนายเทอด วงศ์ชะอุ่ม จำนวน 6 ปี 24 เดือน กรณีร่วมกันเบิกถอนเงินงบประมาณสนับสนุนการศึกษาโรงเรียนพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษา จากบัญชีธนาคารกรุงไทย สาขาวรจักร จำนวน 7 แสนบาท, 3 ล้านบาท, 3.4 ล้านบาท, 1 แสนบาท, 3 ล้านบาท และ 4 ล้านบาท



และคดีประพฤติมิชอบ 157 ก็คือประพฤติมิชอบ ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ลงโทษท่านเจ้าคุณธงชัย หรือธงชัย สุขโข 36 เดือน และมาตรการทางแพ่ง ศาลแพ่งก็มีคำพิพากษามาให้ถึงที่สุด คดีหมายเลขแดงที่ ฟ 175/2562 ให้เงินฝากของนายธงชัย สุขโข อดีตพระพรหมสิทธิ อดีตเจ้าอาวาสวัดสระเกศ ตกเป็นของแผ่นดิน จำนวน 59,789,335.98 บาท เรื่องมันก็น่าจะจบลงได้ ผมคิดว่าทุกอย่างก็เป็นไปตามขั้้นตอนกฎหมาย แต่ปรากฏว่ามันมีข่าวชิ้นหนึ่งโผล่ออกมาที่หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ คนที่เขียน ผมไม่รู้ว่าเขียนเพราะสนิทสนมกับคุณโฆสิต สุวินิจจิต หรือคุณยุวดี บุญครอง ซึ่งเป็นลูกศิษย์ของท่านเจ้าคุณธงชัย และเป็นขาใหญ่ของวัดธรรมกายด้วย ก็เขียนออกมา ผมไม่ได้ตัวนี้ แต่มีท่านผู้พิพากษาท่านหนึ่ง ท่านเกษียณแล้ว 70 กว่าแล้ว สนิทกันพอสมควร เพราะท่านก็เป็นแฟนรายการ จู่ๆ ท่านก็โทรศัพท์มา ขอพูดคุยกับผมทางโทรศัพท์ ผมก็คุยกับท่าน ท่านก็เล่าให้ฟังว่า หนังสือพิมพ์เขียนมาแบบนี้ ท่านไม่สบายใจมาก มีการเข้าใจอะไรผิดกันหรือเปล่า


ข้อเขียนของหนังสือพิมพ์ไทยรัฐฉบับวันที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2563 ข้อเขียนมีตอนหนึ่งเขียนว่า "สุดท้ายเมื่อพิจารณาพยานหลักฐานทั้งหมดแล้ว ก็ไม่พบว่าอดีตเจ้าคุณทั้งหลายที่ถูกสำนักพุทธฯ ยุคพงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์ กล่าวหาว่าฟอกเงินนั้น ท่านฟอกไปไหน อย่างไร และใครได้เงินไป คนละเท่าไร ในเมื่อเอาโทษทางนี้ไม่ได้ ก็หันไปทางเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบโน่น เป็นข้อหาครอบจักรวาลเลย" ท่านผู้ชมครับ และท่านผู้ที่เขียนข้อความนี้ครับ ท่านเป็นคอลัมนิสต์ หรือท่านจะเป็นนักข่าว ท่านก็อาชีพเดียวกับผม ข้อแรก เมื่อดูเหตุการณ์แล้ว ท่านเจ้าคุณธงชัยและคณะโดนฟ้อง 3 คดี คดีที่ 1 คดีที่ 2 คือคดีฟอกเงิน คดีที่ 3 คือ 157 ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ เมื่อถูกฟ้องพร้อมกัน 3 คดี ข้อเขียนของคุณที่บอกว่าเมื่อเอาโทษเรื่องการฟอกเงินไม่ได้ ก็เลยมาเอา 157 แทน มันไม่ใช่ เขาฟ้องพร้อมกัน เพราะฉะนั้นคุณเข้าใจอะไรผิดหรือเปล่า เขาไม่ได้ฟ้อง 2 คดีฟอกเงินแล้วถึงมาฟ้อง 157 เพื่อหาทางเล่นงานให้ได้ ไม่ใช่ เขาดำเนินการพร้อมกันเลย ฟอกเงิน 2 คดี และปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ 1 คดีพร้อมกัน นี่คุณผิดพลาดแล้วนะ คุณผิดพลาดอย่างมากๆ เลย




และอีกอย่างหนึ่ง ที่สำคัญคือคดีฟอกเงิน ศาลพิสูจน์แล้วจากเส้นทางการเดินของเงิน เห็นชัด และวันนี้ก็พิสูจน์ชัด ที่ศาลแพ่งให้ยึดทรัพย์เงินของคุณธงชัย สุขโข 59 ล้าน คำถามที่อยู่จากสามัญสำนึก จิตวิญญาณของเรา ถามว่า ถึงจะเป็นเจ้าอาวาส ทำไมมีเงินในบัญชีตั้ง 59 ล้านบาท เอาเงินมาจากไหน ฉะนั้นการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน หรือ ปปง. นั้น เขาไม่ได้ซี้ซั้วทำหรอกครับ อะไรก็ตาม จะโกหกเส้นทางการเดินของเงินไม่ได้ เพราะฉะนั้นเมื่อได้เงินจากสำนักพุทธฯ แล้วแทนที่จะเอาเงินก้อนนี้ไปทำตามที่ขอไป ไม่ได้ทำ เมื่อไม่ได้ทำแล้วแทนที่จะทิ้งเอาไว้ในวัด เป็นเงินของวัดที่จะปฏิบัติต่อไป กลับไม่ กลับเป็นเส้นทางเดินเข้าไปในบัญชีส่วนตัว อย่างนี้เขาถือว่าฟอกเงินครับ เพราะฉะนั้นแล้วจะเห็นได้ชัด


แล้วที่สำคัญ ศาลแพ่งได้มีคำสั่งเด็ดขาดแล้วว่าฟอกเงินจริง ถึงให้ยึดทรัพย์ เพราะฉะนั้นการฟอกแต่ละครั้ง ชัดเจน และลงโทษฐานสนับสนุนให้เจ้าพนักงานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ อันเป็นความผิดขั้นมูลฐาน เขาไม่ได้ดำเนินคดีเรื่องฟอกเงินไม่ได้แล้วกลับไปดำเนินคดีปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ แต่เป็นการที่ศาลพิจารณาแล้วเห็นว่าเป็นความผิดทั้งสองฐานตามฟ้อง และศาลแพ่งก็มีคำพิพากษาถึงที่สุดว่าให้ยึดทรัพย์คุณธงชัย สุขโข หรือท่านเจ้าคุณธงชัย เป็นของแผ่นดิน เนื่องจากเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำผิดตามกฎหมายฟอกเงิน จึงเป็นการประกอบทำให้มีน้ำหนักมากขึ้น และมีอีกข้อความหนึ่ง น่าสนใจมาก น่าสนใจและน่าเสียดายที่คนเขียนเขียนไป "ท่านทำงานของท่านอยู่ดีๆ ก็มีรัฐบาลไทยส่งเจ้าหน้าที่มาจากดีเอสไอไปฟ้องร้องจับเขาเข้าคุกเข้าตะราง เหมือนหาเรื่องหาราวเอากับผู้บริสุทธิ์ ยิ่งผ่านกระบวนการทางศาลแล้ว ไม่มีหลักฐานประจักษ์ว่าท่านได้โกงเงินหลวงเอาไปใช้ส่วนตัวอย่างไร ยิ่งน่าสงสัยในพฤติกรรมของรัฐบาลและสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ มากยิ่งขึ้นว่ามีเจตนาจะส่งเสริมหรือว่าทำลาย เพราะศาลอาญาเห็นว่าจำเลยทั้งหมดยังมีคุณประโยชน์ต่อประเทศชาติและสังคมไทย ไม่ควรจับกุมคุมขังหรือทำลายให้ตายไปจากพระพุทธศาสนา" ท่านผู้ชมครับ อันนี้ร้ายกาจมาก ไม่ใช่ธรรมดา ท่านผู้ชมตามผมมา


ท่านผู้ชมจำได้ไหมว่าก่อนที่ พ.ต.ท.พงศ์พร จะเข้ามาเป็นผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาฯ ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาฯ ในอดีตเละเทะกันทุกคน ฉ้อโกง ฉ้อราษฎร์บังหลวง ร่วมกับพระต่างๆ แล้วร่วมกับพระเถระชั้นผู้ใหญ่ บางคนอยู่ในถึงขั้นมหาเถรสมาคม ฟอกเงิน เอาเงินของสำนักพุทธฯ มาใช้ เอามาเข้าบัญชีส่วนตัว เป็นที่รู้กันมานานแล้ว วงการสงฆ์ในยุคนั้นเป็นยุคที่เน่าเฟะที่สุด คนขึ้นเป็นสมเด็จ ถ้ามาสายวัดสระเกศ ถ้ามาสายสมเด็จเกี่ยว หรือถ้ามาสายธรรมกายแล้ว ก็จะได้ขึ้นตำแหน่งสมเด็จได้เร็ว มีอำนาจวาสนาในการปกครอง กระทำตนเหมือนไม่ใช่พระที่อยู่ในพระธรรมวินัย จนกระทั่งรัฐบาลหลังการเปลี่ยนแปลง ปี 2557 ส่ง พ.ต.ท.พงศ์พร เข้ามา พ.ต.ท.พงศ์พร อดีตท่านอยู่ดีเอสไอ ท่านไม่สนหน้าอินทร์หน้าพรหม ท่านไปรื้อคดีต่างๆ แล้วท่านก็ดำเนินคดีหมด แล้วท่านก็ไม่เกรงกลัวว่าจะเป็นตำแหน่งสมเด็จ หรือจะเป็นตำแหน่งเจ้าอาวาส ท่านไม่สนใจเลย เป็นเจ้าคุณท่านก็ไม่สนใจ ขอแค่เป็นเรื่องทำผิดกฎหมาย ตอนนั้นก็มีทีมงานของสายธรรมกายเยอะแยะไปหมด ออกมาด่า ก่นด่า พ.ต.ท.พงศ์พร กันเต็มที่ว่าอย่างโน้นว่าอย่างนี้ แล้ว พ.ต.ท.พงศ์พร ไม่ได้ดำเนินเฉพาะวัดสระเกศนะ เจ้าอาวาสวัดสามพระยา ก็โดนด้วย





ทีนี้ การที่พูดบอกว่า ศาลอาญาเห็นว่าจำเลยทั้งหมดยังมีคุณประโยชน์ต่อประเทศชาติและสังคมไทย ไม่ควรจับกุมคุมขัง หรือทำลายให้ตายไปจากพระศาสนา ท่านผู้ชมครับ คำพูดนี้คลาดเคลื่อนจากข้อเท็จจริงหมดเลย เพราะว่าทั้งคดีฟอกเงิน ศาลได้พิจารณาว่ามีความผิด โดยมีพยานหลักฐานตั้งแต่ชั้นแจ้งข้อกล่าวหา และชั้นพิจารณาคดี โดยเฉพาะหลักฐานเส้นทางการเงิน ชัดเจนมาก ตั้งแต่ชั้นเบิกฎีกา อนุมัติงบประมาณจากสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ แล้วเงินถูกโอนเข้าบัญชีของวัด จากนั้นทำธุรกรรมอะไร อย่างไร กับเงินดังกล่าว ซึ่งหลักฐานทางการเงินนี้ย่อมรับฟังได้อย่างมั่นคงยิ่งกว่าประจักษ์พยาน เพราะว่าเงินมันโกหกไม่ได้ เงินมันเดินเข้ากระเป๋าใคร ออกจากนี่ แล้วไปหาใคร มันเป็นเส้นทางที่ไม่ต้องมาโกหก ไม่ต้องสืบพยาน ไม่ต้องสอบพยานอะไรทั้งสิ้นเลย เส้นทางการเงินมันชี้แจง ก็เลยมีหลักฐานอื่นด้วย และทำให้ฟังได้ชัดเจนว่าศาลลงโทษจำเลยตามพยานหลักฐาน ไม่ใช่เรื่องกลั่นแกล้งผู้บริสุทธิ์มาตั้งแต่ต้น และที่สำคัญ เมื่อพิพากษาว่ามีความผิดและลงโทษจำคุก อาศัยคุณงามความดีแต่ก่อนซึ่งเป็นเหตุบรรเทาโทษ



คือในประมวลกฎหมายอาญามันมี 2 มาตรา มาตรา 78 กับมาตรา 56 ก็คือพูดง่ายๆ ว่า ถ้าศาลมีเมตตา ศาลเห็นว่ามาตรา 78 คือเคยทำคุณงามความดีมาก่อน ส่วนมาตรา 56 ก็คือว่า ไม่เคยทำผิด และไม่เคยมีโทษจำคุกมาก่อน ก็เลยเอาสองมาตรานี้มาเพื่อให้รอลงอาญา เมื่อในการรอลงอาญานั้น ศาลก็ต้องคิดค้นคำพูดให้สวยหรู ให้อ่อนช้อย เพื่อยืนยันว่าการมีมติให้รอลงอาญา ดุลพินิจในการรอลงอาญานั้นถูกต้อง ศาลก็เลยบอกว่า เนื่องจากว่าจำเลยเป็นคนดี มีคุณประโยชน์ ไม่ควรจับกุมคุมขัง วิธีนี้เป็นวิธีการตามหลักกฎหมายตามปกติ ฉะนั้นการเอาเหตุบรรเทาโทษหรือเหตุการรอลงโทษมาเป็นประเด็นหลักว่าไม่เป็นความผิด หรือไม่ควรถูกจำคุกคุมขัง ไม่ถูกต้อง จะทำให้ประชาชนไขว้เขว เป็นการจงใจบิดเบือนข่าวให้ร้าย



ท่านผู้ชมครับ ถ้าเจ้าคุณธงชัย หรือคุณธงชัย สุขโข และคณะ ไม่ผิด ตามที่หนังสือพิมพ์ไทยรัฐพูด ศาลต้องยกฟ้องใช่ไหม นี่ศาลไม่ได้ยกฟ้องนี่ ศาลบอกผิดจริง ศาลประกาศโทษจำคุกออกมาเลยคดีอะไรๆ แต่ศาลเห็นว่าเป็นพระที่ดีในอดีต และไม่เคยทำผิดมาก่อน สมควรแก่การรอลงอาญา ไม่ต้องไปเข้าคุก ท่านผู้ชมเข้าใจหรือยังครับ เพราะฉะนั้นแล้ว หนังสือพิมพ์ฉบับนี้ ผมไม่รู้ ต้องถามคุณสราวุธ วัชรพล คุณหยี หน่อยว่า คนที่เขียนคอลัมน์นี้ หรือเขียนข่าวนี้ สรุปแล้วเป็นคนของธรรมกายหรือเปล่า เพราะเขียนใช้ไม่ได้เลย แล้วก็ด่าว่าคุณพงศ์พร รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ไม่ได้ทำประโยชน์ต่อชาติ ต่อสังคม มองว่ารัฐบาลและสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติเป็นผีทำลายประเทศชาติ พระศาสนาไปเสียเอง ท่านผู้ชมครับ ผิดมากเลยงานนี้ ข้อเท็จจริงที่ผมเล่าให้ฟัง มันเป็นอย่างนี้จริงๆ


ท่านผู้ชม หลักง่ายๆ ถ้าไม่ผิด ตามที่เขาเขียน ก็ต้องยกฟ้องไป แต่ถ้าไม่ยกฟ้องก็ต้องลงโทษ ซึ่งศาลลงโทษไปแล้ว เมื่อลงโทษเสร็จเรียบร้อยแล้ว ศาลเห็นตามมาตรา 78 ว่าเป็นคนที่มีคุณงามความดีมาแต่ก่อน และตามมาตรา 56 ไม่เคยติดคุกมาก่อน ศาลก็เลยให้รอลงอาญา โทษรอลงอาญาก็ถือว่าผิดนะ


นอกจากนั้นแล้ว ปรากฏว่า คุณโฆสิต สุวินิจจิต กับภรรยา คุณยุวดี บุญครอง ซึ่งเป็นคนสนิท เป็นขาใหญ่ของธรรมกาย รวมไปถึงคุณอดิศร เพียงเกษ อดีต ส.ส.พรรคเพื่อไทย ก็มาออกเฟซบุ๊ก มาเล่นงานศาลในลักษณะแบบนี้เช่นกัน บอกว่าเมื่อไม่ผิดแล้ว ทำไมมาลงโทษเขา ถึงเวลาที่จะต้องปฏิรูปกฎหมายสงฆ์หรือยัง พูดง่ายๆ ว่า บนพื้นฐาน ไม่ใช่บนพื้นฐานข้อเท็จจริง ที่สำคัญที่สุด จบลงด้วยอะไรรู้ไหมท่านผู้ชม เรียกร้องให้รัฐบาลคืนสมณศักดิ์ให้คุณธงชัย สุขโข ก็คือว่า ศาลอุตส่าห์พูดมาแล้วว่าเป็นคนที่มีคุณงามความดี แล้วก็ไม่เคยติดคุกมาก่อน อันนี้อย่างที่ผมเรียนให้ทราบว่า เป็นข้ออ้างที่ศาลจะให้รอลงอาญา ตามมาตรา 78 และมาตรา 56 แต่ปรากฏว่าพวกนี้มโนไปแล้ว



ขบวนการพวกนี้ คนพวกนี้ ที่ผมพูดถึง เป็นพวกธรรมกายทั้งสิ้น ท่านเจ้าคุณธงชัย หรือคุณธงชัย สุขโข ก็เป็นธรรมกายตัวจริง เป็นมือขวา เป็นคนสนิทของสมเด็จเกี่ยว วัดสระเกศ ซึ่งก็เป็นคนสนิท ซึ่งสนับสนุน แบ็กอัพพระธัมมชโย ท่านผู้ชมจำสหกรณ์คลองจั่นได้ไหม ที่โกงเงินชาวบ้านเขาไปเป็นหมื่นล้าน ก็ธรรมกายเช่นกัน เพราะฉะนั้นแล้ว ข้อเท็จจริงจะเริ่มเห็นได้ชัดว่าเรื่องนี้มันไม่ชอบมาพากล


ท่านผู้ชมครับ จะมีพระอีกรูปหนึ่งที่ผมต้องพูดวันนี้ วันนี้เรื่องพ่อแม่ครูอาจารย์ทั้งสิ้นเลย พระอาจารย์สุดใจ เจ้าอาวาสวัดป่าบ้านตาด ท่านมรณภาพไปเมื่อวันศุกร์ที่ 22 พฤษภาคม เวลาประมาณบ่ายโมง ถึงเกือบๆ บ่ายสองโมง เรื่องของเรื่องเป็นอย่างนี้ ผมรู้จักท่านดี ผมก็เคารพท่านเป็นพ่อแม่ครูอาจารย์ สมัยที่หลวงตามหาบัวยังมีชีวิตอยู่ ผมก็ไปกราบท่านตลอดเวลา เวลาผมเข้าไปกราบหลวงตาเสร็จ ผมก็ไปกราบท่าน



พระอาจารย์สุดใจ ช่วงหลังท่านสุขภาพไม่ค่อยดี ท่านเป็นพาร์กินสัน แล้วสุขภาพท่านไม่ดีตลอด ท่านเข้าโรงพยาบาลตลอดเวลาเลย พระอาจารย์สุดใจเป็นพระที่ไม่ยอมทิ้งหลวงตาไป หลายๆ องค์พอบวชไปสักระยะหนึ่งแล้ว อยู่วัดป่าบ้านตาดแล้วก็ออกธุดงค์ไปแสวงหาบุญ จาริกบุญ ไปปฏิบัติตน ไปทำภาวนา เพื่อให้ตัวเองเข้าถึงรสพระธรรมได้มากขึ้น และเข้าสู่นิพพาน พระอาจารย์สุดใจท่านเป็นห่วงหลวงตา ท่านจะอยู่ดูแลหลวงตามาตลอด ไม่ว่าเรื่องอะไรก็ตาม แม้กระทั่งการตัดผม พระอาจารย์สุดใจก็ตัด ผมมีรูปที่พระอาจารย์สุดใจตัดผมหลวงตามหาบัว จนกระทั่งหลวงตามหาบัว องค์พ่อแม่ครูอาจารย์ท่านมรณภาพไป เมื่อมรณภาพไปเสร็จเรียบร้อย พระอาจารย์สุดใจก็ขึ้นมาเป็นเจ้าอาวาส




ทีนี้กุฏิของพระอาจารย์สุดใจอยู่ลึกเข้าไปข้างในวัด ซึ่งเหมือนกับป่า ผมไปกราบท่าน ก็เดินไกลพอสมควร พระอาจาย์สุดใจจะมีโยมอุปัฏฐาก หรือพระอุปัฏฐาก ที่คอยดูแลท่านอยู่ กิจวัตรประจำวันของพระอาจารย์สุดใจก็คือ ท่านจะลงมาตอน 10 โมง เพื่อให้ญาติโยมมาสนทนาธรรม มาหา เสร็จแล้วพอประมาณเกือบๆ ใกล้เที่ยง ท่านจะขึ้นไปจำวัดข้างบน ท่านจะไปนั่งภาวนา หรือท่านจะไปพักผ่อนก็แล้วแต่ แล้วช่วงที่ท่านขึ้นไป ญาติโยม หรือโยมอุปัฏฐาก หรือพระอุปัฏฐาก ก็เห็นว่าท่านเข้าไปพักแล้ว แต่ละคนก็ไปทำธุรกิจของตัวเอง แล้วจะกลับมาอีกทีตอนบ่ายสอง เพราะเป็นช่วงเวลาที่ท่านจะลงมาข้างล่าง กุฏิของท่านเหมือนบ้านไทย ข้างล่างโล่ง และมีบันไดเดินขึ้นไป





ห้องนอนพระอาจารย์สุดใจจะมีแอร์เก่าๆ อยู่ตัวหนึ่ง แอร์เก่าๆ อันนี้พระอาจารย์สุดใจเคยบอกให้คนเอาช่างมาซ่อม ช่างซ่อมแล้วซ่อมอีกก็ไม่เห็นมีอะไรเกิดขึ้น แต่พระอาจารย์สุดใจท่านบอกว่า เวลาเปิดแอร์ตัวนี้มันมีกลิ่นเหม็นออกมา คล้ายๆ อะไรจะไหม้ ที่สำคัญก็คือว่า หน้าห้องพระอาจารย์สุดใจมีเจลแอลกอฮอล์ล้างมือเป็นลังๆ ถ้านับเป็นจำนวนขวดน่าจะมีเป็นร้อยขวด เพราะญาติโยมเอามาถวายท่าน เผื่อให้ท่านใช้ หรือท่านจะได้แจกออกไป ของพวกนี้ก็วางอยู่ใกล้ๆ ปลั๊กไฟ ทีนี้ทางฝ่ายตำรวจและพิสูจน์หลักฐานก็สันนิษฐานว่า ไฟฟ้าลัดวงจร แล้วมีประจุไฟกระเด็นมา แล้วไปโดนแอลกอฮอล์ ก็ลุกพรึ่บทันทีเลย ท่านก็ออกไม่ได้ เพราะข้างหน้าเป็นไฟลุกหน้าห้อง แล้วควันเต็มไปหมดเลย เขาต้องงัดหน้าต่าง ควันมันเต็มห้องขนาดพระเข้าไปช่วยยังต้องเข้าไป 2-3 ครั้ง กว่าจะช่วยออกมาได้ เพราะฉะนั้นแล้ว ด้วยเหตุนี้ ท่านถึงมรณภาพ เขาก็รีบส่งไปที่โรงพยาบาล


เมื่อส่งไปที่โรงพยาบาลแล้ว ทางพระตอนแรกก็ไม่ยอม แต่เจ้าหน้าที่ตำรวจและทางจังหวัดบอกว่าไม่ได้ ตามขั้นตอนต้องเอาไปตรวจสอบก่อน เมื่อไปตรวจสอบแล้ว ตำรวจก็ทำตามระเบียบ ก็คือส่งไปหน่วยนิติเวช ซึ่งส่งไปที่โรงพยาบาลศรีนครินทร์ที่ จ.ขอนแก่น ซึ่งหน่วยนิติเวชเป็นผู้ตรวจสอบ ซึ่งหน่วยนี้เป็นหน่วยที่ตรวจสอบศพเยอะแยะไปหมด คือสถาบันนิติเวชของตำรวจนั้นจะมีสาขาเป็นหน่วยประจำอยู่ตามโรงพยาบาลต่างๆ ทั่วประเทศไทย หน่วยนิติเวชที่ขอนแก่นตรวจ ก็เหมือนกับหน่วยนิติเวชของกรุงเทพฯ ตรวจ เขาก็ตรวจเช็กว่าในร่างกายของท่านมีเขม่า โน่นนี่นั่น แล้วก็เอาอาหารในกระเพาะออกมาดูแล้วเก็บเอาไว้ แต่กำลังพิสูจน์อยู่ว่ามันเป็นอะไร ก็สรุปง่ายๆ ว่า ถามว่าทำตามขั้นตอนกฎหมายหรือยัง ทำตามหมดแล้ว เมื่อทำตามหมดเสร็จเรียบร้อยแล้ว ก็เอากลับมา เพื่อที่จะดำเนินการพิธีศพ



ก็ปรากฏว่าพ่อแม่ครูอาจารย์ ไม่ว่าจะเป็นพระอาจารย์อินทร์ถวาย หลวงปู่บุญมี ใครก็ตาม พระอาวุโส ก็บอกว่าไม่ได้แล้ว รีบเผาดีกว่า เอาศพกลับมาจากโรงพยาบาลวันเสาร์ ก็ประชุมพ่อแม่ครูอาจารย์มา มีไม่รู้ตั้งกี่องค์ ผมก็มีชื่ออยู่ มีหลวงปู่ไม อินทสิริ หลวงปู่บุญมา คัมภีรธัมโม หลวงปู่อินทร์ถวาย วัดป่านาคำน้อย หลวงปู่เสถียร คุณวโร วัดถ้ำภูวัว บึงกาฬ หลวงปู่เยื้อน ขันติพโล จ.สุรินทร์ หลวงตาสมหมาย อัตตมโน ก็คือเป็นพระสายพระอาจารย์มั่น สายพระป่า ก็บอกว่าถ้าอย่างนั้นแล้วรีบเผาดีกว่า เพราะรีบเผาดีกว่าทิ้งเอาไว้อีกอาทิตย์หนึ่ง ชาวบ้านจะมากันเป็นพันเป็นหมื่น และมันอยู่ในช่วงโควิด-19 เดี๋ยวคนจะติดกัน บรรดาพระเถระผู้ใหญ่ก็มีมติเห็นชอบตรงกัน ก็เลยดำเนินการเผาในวันอาทิตย์ ตอนสี่โมงเย็น




มันก็น่าจะจบได้แล้วนะ แต่เผอิญมันมีคนๆ หนึ่ง 2 คน คนหนึ่งอดีตชื่อ นาวาเอกวินัย ไชยเสวกวิ ซึ่งตอนนี้เปลี่ยนชื่อใหม่เป็น นายอมรธรรมวัฒน์ ไชยเสวกวิ คนๆ นี้เดี๋ยวจะเอารูปขึ้นให้ดู และอีกคนหนึ่งรู้สึกจะเป็นคนที่ชอบร้องตลอดเวลา ชื่อคุณจตุรงค์ จงอาษา อ้างว่าตัวเองเป็นนักวิชาการอิสระทางด้านพระพุทธศาสนา ทั้งสองท่านนี้เป็นนักร้องประจำ ร้องหมดทุกเรื่อง แต่ทั้งสองท่านนี้ ข้อมูลมีการติดต่อและค่อนข้างที่จะใกล้ชิดกับสายธรรมกาย อย่างเช่น นาวาเอกพิเศษวินัย ซึ่งชื่อใหม่ชื่อ อมรธรรมวัฒน์ ผมเรียกเขาว่าอมรธรรมวัฒน์ดีกว่า


2 ธันวาคม 2554 ออกอากาศ Hard Topic กับคุณจอม เพชรประดับ ท่านผู้ชมคุ้นๆ หูไหม จอมเพชรประดับ คือใคร จอม เพชรประดับ คือโฆษก และพิธีกรดำเนินรายการที่หนีคดี แล้วไปอยู่ที่อเมริกา และเป็นพวกของฝ่ายคุณทักษิณ ชินวัตร หลังจากนั้นแล้วก็มีความผูกพันร่วมกับนายจรูญ วรรณกสิณานนท์ ซึ่งเป็นตัวแทนกลุ่มชาวพุทธพลังแผ่นดิน คนพวกนี้ร่วมกันยื่นฟ้องเอาผิด พ.ต.ท.พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์ ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ก็แสดงว่าคนพวกนี้ก็คือพวกเดียวกับท่านเจ้าคุณธงชัย หรือคุณธงชัย สุขโข หรือถ้าพูดอีกนัยหนึ่งก็คือเป็นพวกเดียวกับธรรมกาย คุณจรูญ เป็นเครือข่ายเดียวกับนายกรณ์ มีดี เลขาธิการสมาพันธ์ชาวพุทธแห่งประเทศไทย และ ร.ท.บรรจบ บรรณรุจิ อาจารย์ภาควิชาภาษาตะวันออก จุฬาฯ และมีความสัมพันธ์ที่ดีกับวัดในสายธรรมกาย อย่างเช่น วัดปากน้ำภาษีเจริญ วันสระเกศราชวรวิหาร วัดสามพระยา วัดพวกนี้เป็นวัดที่เคลื่อนไหวต่อต้าน พ.ต.ท.พงศ์พร มาแล้วทั้งสิ้น เพราะฉะนั้นแล้ว 2 คนนี้ก็เลยรวมหัวกันไปแจ้งกองปราบฯ ว่า การมรณภาพของพระอาจารย์สุดใจมีเงื่อนงำ น่าสงสัย ไม่ได้ทำตามขั้นตอน ไม่ได้ผ่า ทุกอย่าง หารู้ไม่ว่าเขาได้ทำตามขั้นตอนหมด เพราะทำตามขั้นตอนถึงขนาดที่เรียกว่าวันเสาร์ ท่านมรณภาพวันศุกร์ วันเสาร์ที่ 23 ท่านรองผู้บัญชาการสำนักนิติเวช ท่านเอาทีมนิติเวชส่วนกลางขึ้นมาเพื่อมาตรวจสอบ พร้อมกับทีมนิติเวชของขอนแก่น มาตรวจสอบ ก็ไม่ได้พบอะไรที่ผิดปกติ เพียงแต่ว่าขณะนี้รอผลพิสูจน์น้ำลายในกระเพาะ เลือดในกระเพาะ ว่ามียาพิษหรือมีอะไรที่มันผิดสังเกตหรือเปล่า


เอาล่ะ ไม่เป็นไร แต่ว่า ข้อแรก ทุกอย่างทำถูกต้องหมด ไม่ได้ผิดพลาดอะไร ข้อที่สอง เชื่อได้ว่าเป็นอุบัติเหตุจากไฟฟ้าลัดวงจร เพราะถ้าจะเผากุฏิ จะไปเผาทำไมตอนบ่ายโมง ก็ต้องเผากลางคืนสิ เพราะฉะนั้นแล้วโดยตรรกะแล้วฟังไม่ขึ้น ประเด็นที่ผมต้องการพูดให้เห็นว่า คนที่ร้อง ผูกพันกับสายธรรมกาย และคนที่ถูกร้องคือพระสายวัดป่า สายหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต เพราะผมจำได้ หลวงตามหาบัวท่านไม่ชอบสมเด็จเกี่ยว เพราะท่านบอกว่าสมเด็จเกี่ยวนั้นไม่ใช่พระ ท่านเคยพูดตลอดเวลา แล้วตอนที่สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราชองค์ที่แล้ว ท่านถูกบีบคั้นให้ท่านต้องอยู่เฉยๆ แล้วตั้งสมเด็จเกี่ยวรักษาการสมเด็จพระสังฆราชนั้น หลวงตามหาบัวบอกผม สนธิ ต้องออกไปช่วยสมเด็จญาณฯ นะ ถ้าท่านผู้ชมรู้จักผมดี จำได้ ผมเคยขึ้นเวทีแล้วเคยพูดปกป้องสมเด็จญาณสังวร และผมก็เป็นหนึ่งในไม่กี่คนแรกๆ ที่ออกมาโจมตีวัดธรรมกาย ในขณะซึ่งวัดธรรมกายตอนนั้นมีอำนาจวาสนาล้นเหลือมากมายเลย เพราะฉะนั้นแล้วจะเห็นได้ชัดว่ากลุ่มคนซึ่งไปร้องกองปราบฯ ก็คือสายวัดธรรมกาย และไม่ถูกกับสายวัดป่า ต้องการที่จะป่วน ผมก็อยากถามคุณอมรธรรมวัฒน์ และคุณอะไรเนี่ย ที่ท่าทางเป็นผู้เชี่ยวชาญพระพุทธศาสนา คุณจตุรงค์ จงอาษา ทำไมท่านไม่ออกไปเรียกร้องบ้าง ไปร้องเรียนกับกองปราบฯ บ้างล่ะ ช่วยร้องเรียนหน่อยสิ ไปร้องเรียนดีเอสไอหน่อยว่า ท่านธัมมชโยหายไปไหน ข่าวคราวเงียบ ยังอยู่เมืองไทยหรือเปล่า ไปร้องเรียนหน่อยสิว่า ที่วัดธรรมกาย กับสหกรณ์คลองจั่น ที่โกงเงินชาวบ้าน คุณศุภชัย เมื่อไรจะเอาเงินมาคืนชาวบ้านเสียที เพราะฉะนั้นแล้วจะเห็นได้ชัดว่าอะไรก็ตาม มันเป็นขบวนการที่จ้องทำลายชื่อเสียงกัน ท่านผู้ชมครับ เพื่อความเข้าใจอันดี หวังว่าวันนี้หลังจากพูดไปแล้ว หลายๆ ท่าน ท่านผู้ชมที่รู้เรื่องนี้จะได้เข้าใจดีขึ้นกว่าเก่า และที่ไม่รู้เรื่องนี้ จะได้เข้าใจเรื่องนี้ต่อไป



ท่านผู้ชมครับ เมื่ออาทิตย์ที่แล้วผมสัญญาว่าวันนี้ผมจะพูดเรื่องประกันสังคม สรุปง่ายๆ เอากันไม่ต้องยาว ทว่ายาวเกินไปแล้วเดี๋ยวมันจะยืดเยื้อ ก็คือว่า ท่านผู้ชมเกือบจะร้อยทั้งร้อยบอกว่าทำไมไม่ได้เงินเสียที ทำไมได้เงินช้า หลักๆ จะเป็นอย่างนี้ท่านผู้ชม หลักๆ จะเป็นเรื่องเทคโนโลยี เทคโนโลยีมันล้าสมัยมาก คอมพิวเตอร์มันใช้การไม่ได้ มันควรจะใช้ได้ดีกว่านี้ คนประกันสังคมมีเป็นล้านๆ สิบกว่าล้านคน แต่เวลาป้อนข้อมูลไปต้องเตรียมข้อมูลทีละ 500 คน 5,000 คน แล้วก็ใส่เข้าไป แล้วข้อมูลบางข้อมูลต้องเอาข้อมูลซึ่งเป็นระบบดิจิทัลมา เอามาพิมพ์ แล้วก็พิมพ์ใส่เข้าตัวใหม่ ระบบนี้เขาใช้ระบบที่เรียกว่า เซเปียน ซึ่งเก่าแล้ว แล้วเผอิญระบบนี้ก็ไม่ได้รับการพัฒนาอะไรทั้งสิ้น แล้วตอนที่ตั้งระบบนี้ขึ้นมา ก็ตัดการเชื่อมโยงจากกรมต่างๆ ในกระทรวงแรงงาน ก็เลยทำให้ข้อมูลของสำนักประกันสังคมไม่สมบูรณ์ เพราะว่าถ้ายังเชื่อมโยงอยู่ ก็จะสามารถดึงข้อมูลเก่ามาดูได้ว่าลูกจ้างคนนี้อยู่กับบริษัทนี้ โน่นนี่นั่น นี่คือข้อแรกที่ช้า


แล้วคนที่ดำเนินการจัดซื้อ ก็โดน ป.ป.ช.เล่นงานอยู่ แล้วตอนนี้ ป.ป.ช. กับอัยการ หลังจากเรื่องผ่านมาสิบปีแล้ว ก็กำลังจะเริ่มฟ้องศาล ป.ป.ช.ชี้มูลไปแล้ว แล้วก็ลงโทษไปแล้วว่าผิดวินัย แต่ตอนนี้ยังมีคดีอาญาต่อ นั่นข้อแรก


ข้อที่สองที่มันช้า หลักๆ ที่มันช้าก็เพราะว่า ถ้าท่านผู้ชมไปยื่นขอประกันสังคมบอกว่าตกงาน หรือไม่ได้ทำงานแล้ว ลาออกแล้ว อะไรทำนองนี้ หรืออะไรก็แล้วแต่ที่อยู่ในเงื่อนไข ปรากฏว่าสิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือว่า เจ้านายของท่านผู้ชมจะต้องเป็นคนทำหนังสือรับรองมาว่าท่านผู้ชมนั้นเป็นพนักงานของเขา แล้วปรากฏว่าในยุคโควิด-19 ร้านมันปิดหมด เมื่อมันปิดหมด ส่วนใหญ่แล้วไม่ทำงานกัน พวกระดับเล็ก ระดับกลาง ปิด ไม่ทำงาน เจ้าของไปไหนก็ไม่รู้ ก็ไม่มีใครออกจดหมายนี้ เมื่อไม่ออกจดหมายนี้ โดยระเบียบและโดยหลักการของข้าราชการที่กลัวจนขี้ขึ้นหัวสมอง ก็ในทำนองว่า ต้องหาคนมาให้ได้นะ หาคนมาให้ได้ มาเซ็นนะ ถ้าไม่เซ็นจ่ายเงินไม่ได้ นี่คือความล่าช้าข้อที่สอง





ข้อที่สาม เป็นความล่าช้าเป็นการบริหารภายใน ก็คือว่า ถ้าสมมุติว่า ท่านรัฐมนตรี ท่านเจ้ากระทรวง ม.ร.ว.จัตุมงคล โสณกุล ท่านพิจารณาเรื่องทั้งหมดแล้ว ถ้าท่านเห็นว่าคนๆ นี้ยื่นขอประกันสังคมมา ให้ประกันสังคมช่วย คำถามมีอยู่ว่า ถ้าคนๆ นี้หลักฐานเขามีหรือเปล่าว่าเขาส่งประกันสังคมอยู่ ถ้าเขาส่งประกันสังคมอยู่ทุกเดือน แล้วเขาหยุดส่งตอนที่มีโควิด-19 ก็ต้องเชื่อได้ว่าคนๆ นี้มีตัวตนที่แท้จริง เพราะเขามีหลักฐานในการส่ง บริษัทหรือห้างร้านส่งให้เขาเดือนละ 200-300 บาท แล้วเขาเองก็เสียเงินในส่วนเงินเดือนของเขาเข้าประกันสังคมอีกเดือนละ 300 บาท หลักฐานมีชัดเจน คนๆ นี้บัตรประชาชนใช่ คนๆ นี้ ใช่ เป็นคนส่งเงิน ตรงนี้ต้องบริหารจัดการใหม่ อะลุ้มอล่วยให้เขาเบิกเงินประกันสังคมไปได้ เพราะถ้าไม่อย่างนั้นคุณมัวมารอทางเจ้าของบริษัทมายื่นรับรอง แล้วประชาชนเขาจะได้เงินได้อย่างไร ถ้าสมมุติว่าเจ้าของบริษัทไม่มา คนๆ นั้นไม่ตายเลยเหรองานนี้ เพราะฉะนั้นแล้ว มันเป็นการแก้ปัญหาในช่วงวิกฤต ต้องรู้จักใช้การบริหารจัดการที่เฉียบขาดและฉับไว ผมเห็นใจท่าน ม.ร.ว.จัตุมงคล โสณกุล ท่านเป็นข้าราชการมาตลอดชีวิต ท่านรับราชการมาจากกระทรวงการคลัง ท่านอยู่ธนาคารแห่งประเทศไทยมาก่อน และอดีตท่านเป็นทั้งปลัดกระทรวงการคลัง เป็นโน่นเป็นนี่ สรุป ท่านเป็นข้าราชการ เลือดข้าราชการเต็มตัว เพราะฉะนั้นท่านก็เลยเน้นในเรื่องระเบียบ ท่านอาจจะไม่เหมาะที่จะมาบริหารงานที่มันต้องใช้วิกฤต จริงๆ แล้วข้อบกพร่องนอกจากระบบคอมพิวเตอร์แล้ว ก็คือการบริหารจัดการของท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานมากกว่า ที่ทำให้การจ่ายเงินช้า ถึงแม้ท่านจะระดมคนมาอย่างไรก็ตาม





อีกประการหนึ่ง คอมพิวเตอร์ถ้ามันเสียมาตั้งหลายปีแล้ว ถ้ามันไม่มีประสิทธิภาพประสิทธิผลแล้ว ทำไมไม่หาทางซ่อมแซมแก้ไข คือการที่ท่านเข้ามาเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน 8 เดือนแล้ว ท่านน่าจะรู้เส้นสนกลในดี ท่านน่าจะรู้ว่าสำนักงานประกันสังคม คอมพิวเตอร์คุณเป็นอย่างไร ใช้การได้ดีไหม ข้อมูลคุณมีไหม เรียบร้อยไหม ถ้าผมต้องการข้อมูลเรื่องนี้ คุณดึงขึ้นมาให้ผมได้ไหม ถ้าคุณดึงมาไม่ได้ คุณติดตรงไหน นี่คือการเข้าไปดูแลและแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้น ท่านผู้ชมเข้าใจใช่ไหมครับงานนี้ เพราะฉะนั้นแล้ว ไม่ต้องไปคิดอะไรมากงานนี้ งานนี้ผิดพลาดอยู่ 2 เรื่อง เทคโนโลยีมันเจ๊งกะบ๊ง มันไม่สามารถรองรับวิกฤตนี้ได้ ข้อที่สอง ตำหนิใครไม่ได้ ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ท่านต้องรับไป เพราะท่านเป็นผู้บริหารสูงสุดในกระทรวงแรงงาน ท่านยังบริหารจัดการได้ไม่มีประสิทธิภาพประสิทธิเท่าที่ควรจะเป็น ผมคิดว่าอะไรที่ท่านน่าจะลงไปดู ที่มันติดขัด ที่มันช้า ช้าตรงไหน สมมุติว่ามีข้อมูลเรียบร้อยปั๊บ ถ้ามันขาดในเรื่องของคนที่จะมาเซ็นรับรองว่าคนๆ นี้ออกจากงานแล้ว คือพูดง่ายๆ ว่าเอานายจ้างมาเซ็นรับรอง หรือเรียกนายจ้างส่งใบมาเซ็นรับรอง ตรงนี้ท่านพิจารณาดูซิว่า ถ้าหลักการแล้วเขาได้ส่งเงินมา และมีหลักฐานว่าเขาส่งเงินทุกเดือน ตรงนี้จะให้เขาได้ไหม อันนี้ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของท่านแล้ว ซึ่งผมคิดว่าเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องยาก ผมอยากให้ลงมาบริหารจัดการเรื่องนี้ ถ้าจัดการเรื่องนี้ได้ ผมคิดว่าเคลียร์ตรงนี้ได้ ความล่าช้าจะไม่มี จะล่าช้าอย่างเดียวก็คือเรื่องระบบคอมพิวเตอร์ ซึ่งท่านรัฐมนตรีท่านก็ได้ระดมคนจากหน่วยงานต่างๆ มาช่วยในเรื่องงานที่จะป้อนข้อมูลและเช็กข้อมูล ฉะนั้นตรงนี้ท่านผู้ชมครับ ประกันสังคมช้า ช้าเพราะตรงนี้ ไม่ใช่ช้าเพราะที่อื่นเลยแม้แต่นิดเดียว


ตอนนี้เรามาพูดกันถึงเรื่องธุรกิจการท่องเที่ยวจะฟื้นตัวได้เมื่อไร ส่วนใหญ่จะเป็นข่าวร้าย แต่จะมีข่าวดีซ่อนอยู่บ้าง ท่านผู้ชมตามผมมา



เมื่อสัก 2 อาทิตย์ที่แล้ว หรือ 16 วันที่แล้ว วันที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2563 สมาคมขนส่งทางอากาศระหว่างประเทศ หรือที่เขาเรียกกันว่า ไออาตา (IATA) เขาได้ทำบทวิเคราะห์ออกมา น่าสนใจมาก เขาทำบทวิเคราะห์มาว่า หลังจากโควิด-19 แล้ว การท่องเที่ยว ถ้าจะกลับมาก่อนยุคโควิด-19 ก็คือประมาณปีที่แล้ว 2562 ก็คือก่อนเดือนธันวาคม พฤศจิกายน จะต้องใช้เวลาอีกกี่ปี เขาคำนวณแล้วมันต้องใช้เวลาอีกอย่างน้อย 3 ปี อีก 3 ปีการท่องเที่ยวถึงจะย้อนกลับมา เขาบอกว่ามาตรการการกักตัวเป็นเงื่อนไขสำคัญที่สุดที่ทำให้คนไม่อยากท่องเที่ยว ทีนี้เขาก็เลยทำ Scenrio ภาษาไทยเขาเรียก ฉากทัศน์ ซึ่งผมคิดว่ามันค่อนข้างจะหรูหราไปหน่อย ภาษา ก็คือว่าทำข้อสมมติฐานปกติ ภาษาอังกฤษเรียกว่า base line ก็คือปกติ ถ้าตามปกติแล้ว เขาบอกว่าการท่องเที่ยวในประเทศจะเปิดก่อน และจะเปิดได้ในไตรมาสที่ 3 ปีนี้ ก็คือประมาณตั้งแต่เดือนกรกฎาคม สิงหาคม กันยายน 3 เดือนนี้ ก็คือพ้นมิถุนายน กรกฎาคมก็จะเริ่มมีการท่องเที่ยว ซึ่งก็ค่อนข้างจะใกล้เคียงความเป็นจริงกับลักษณะของประเทศไทย เพราะประเทศไทยเขาบอกแล้วว่า เขาจะปลดล็อกครั้งที่ 3 เร็วๆ นี้แล้ว ถ้าปลดล็อกครั้งที่ 3 เร็วๆ นี้ก็หมายความว่าการเดินทางก็จะถูกผ่อนคลาย การเดินทางทางเครื่องบินจะถูกผ่อนคลาย จำนวนสถานที่ที่จะไป เมืองที่เครื่องบินจะลง ก็จะมีมากกว่าเก่า ปัจจุบันมีอยู่ประมาณ 10 จังหวัด อาจจะมีมากกว่านั้น เพราะฉะนั้นแล้วก็จะเริ่มมีหลายสายการบินก็จะเริ่มมีเที่ยวบินที่มากขึ้น อย่างเช่น เชียงใหม่ อาจจะต้องมี 2-3 เที่ยว หรือไทยไลอ้อนแอร์ อาจจะมีมากขึ้น ก็ค่อยๆ เพิ่มไปทีละนิดๆ


แต่ว่าในกรณีนี้เขาบอกว่า เศรษฐกิจจะต้องกลับมาฟื้นตัวได้อย่างเร็วภายในปลายปีนี้ และต้นปี 2564 ก็คือว่า เศรษฐกิจมันน่าจะเริ่มฟื้นตัวได้ การท่องเที่ยวในประเทศก็จะกลับมา แต่เขาบอกว่าในปีหน้า 2564 ไออาตา คาดว่าความต้องการ อุปสงค์ของผู้โดยสารทั่วโลก ถ้าวัดด้วยจำนวนผู้โดยสารต่อกิโลเมตร เขาบอกว่าจะต่ำกว่าปี 2562 ก่อนเกิดสถานการณ์การระบาดโควิด-19 อยู่ที่ 24 เปอร์เซ็นต์ ก็คือว่า เขาคำนวณเรียบร้อยเลยว่า การเดินทาง ยอด 100 เปอร์เซ็นต์ จะเหลือแค่ 70 กว่าเปอร์เซ็นต์ 100 เปอร์เซ็นต์ ก่อนที่จะมีโควิดในปี 2562 กลับมาอีกครั้งถึงจะดีขึ้น ก็อยู่ที่ 70 กว่าเปอร์เซ็นต์ แต่ปรากฏว่าเขาคาดการณ์ไปผิด เขาบอกจริงๆ แล้วต้องต่ำกว่าถึง 32 เปอร์เซ็นต์ ก็คือว่า แทนที่จะอยู่ที่ 77.6 เปอร์เซ็นต์ มันจะต้องอยู่ที่ 60 กว่าเปอร์เซ็นต์เอง ก็หายไปอีก 10 เปอร์เซ็นต์



ทีนี้เขาบอกว่า ตลาดเดินทางต่างประเทศ เศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัว แต่อีก 5 ปีข้างหน้า 2568 ระดับการเจริญเติบโต อีก 5 ปี ระดับการเจริญเติบโตยังต่ำกว่าที่คาดการณ์เอาไว้ 10 เปอร์เซ็นต์ หรือพูดอีกนัยหนึ่งก็คือว่า ตามลักษณะข้อสมมติฐานที่เป็นแบบปกติทั่วไป ถึงแม้ทุกอย่างกลับไปอยู่เหมือนเดิมแล้ว การเดินทางก็จะต่ำกว่าก่อนที่จะมีโควิด 10 เปอร์เซ็นต์ นั่นก็คือว่า แต่ก่อน ก่อนมีโควิด-19 มี 100 เปอร์เซ็นต์ หลังจากนี้อีกตั้ง 4 ปี จะเหลือแค่ 90 เปอร์เซ็นต์ 10 เปอร์เซ็นต์ที่หายไป ก็เยอะ


ที่เขาตั้งข้อสมมติฐานข้อที่ 2 ข้อสมมติฐานที่แย่กว่าปกติ เขาตั้งสมมติฐานว่าถ้าระบบเศรษฐกิจสามารถเปิดทำการได้ช้ากว่าที่คาด อย่างเช่นแทนที่จะเปิดได้ไตรมาส 3 ต้องไปเปิดไตรมาส 4 หรือว่าต้นปีหน้า ไตรมาสแรกปีหน้า รวมถึงการคลายมาตรการการคลังด้วยการล็อกดาวน์ทอดยาวไปถึงไตรมาสที่ 3 ของปีนี้ เนื่องจากอาจจะมีสถานการณ์การแพร่ระบาดเป็นรอบที่ 2 เกิดขึ้นมา จะทำให้การฟื้นฟูการเดินทางทางอากาศล่าช้าออกไป


เขาบอกในกรณีนี้ ทั่วโลก ของปี 2564 จะต่ำกว่าของปี 2562 41 เปอร์เซ็นต์ ก็คือประมาณเกินครึ่งกว่านิดๆ เท่านั้นเอง เคยมีอยู่ 100 เปอร์เซ็นต์ เมื่อปี 62 ก่อนโควิด-19 ถ้ากรณีที่สถานการณ์ไม่ดีขึ้น หรือว่าการล็อกดาวน์จะต้องยาวออกไปอีกสักนิดหนึ่งถึงปลายปีนี้ ยอดก็จะตกลงไปเหลือแค่ 50 กว่าเปอร์เซ็นต์ เพราะฉะนั้นแล้วตอนนี้ ท่านผู้ชมต้องรู้ก่อนว่า ในช่วงล็อกดาวน์ ในช่วงโควิด-19 นี้ คนในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวตกงานไปทั้งหมดเกือบ 70 ล้านคน ทั่วเอเชีย แล้วเขายังยืนยันว่าการเดินทางในประเทศจะฟื้นฟูขึ้นมาอย่างแน่นอน ผลกระทบของวิกฤตนี้จะเห็นได้ชัดว่า เราไม่มีทางเลือก ถ้าเราต้องการจะฟื้นฟูอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว


เราต้องเริ่มในประเทศก่อน และต้องเริ่มเป็นรูปธรรม เป็นรูปธรรมอย่างไร สมมุติว่าคนเริ่มเดินทางได้แล้ว นั่งเครื่องบินจากกรุงเทพฯ ไประนอง นั่งเครื่องบินจากกรุงเทพฯ ไปหาดใหญ่ นั่งเครื่องบินจากกรุงเทพฯ ไปโน่นไปนี่ หรือขับรถไปก็ได้ สิ่งแรกที่รัฐบาลควรจะต้องทำก็คือว่า รัฐบาลควรจะให้ผู้ประกอบการทั้งหมดที่เข้ามาลงทะเบียนด้วย ลดราคาค่าเช่า ค่าที่พัก ลดไปเลยจากที่เคยคิด สมมุติห้องละ 100 บาท ลดให้เหลือแค่ 50 บาท ลดไป 50 เปอร์เซ็นต์ เลย เพื่อเป็นแรงจูงใจดึงเข้ามา ดึงประชาชนเข้ามาท่องเที่ยวมากขึ้น แล้วรัฐบาลก็ไปชดเชยอีก 50 เปอร์เซ็นต์ เพราะการท่องเที่ยวเป็นธุรกิจ เป็นการเคลื่อนไหวทางเศรษฐกิจอันเดียวที่ตัวคูณเยอะ



ท่านผู้ชมไปกินข้าวที่ร้านที่ จ.ขอนแก่น ร้านที่ขอนแก่นถ้ามีคนมากินมากขึ้นก็ไปซื้อไก่มามากขึ้น ซื้อผักมามากขึ้น มันมี multiple มีตัวทวีคูณเยอะ ก็คือการท่องเที่ยวจังหวัดไหนถ้าฟื้นฟูได้ คนในจังหวัดนั้นก็จะมีงานมากขึ้น

ทีนี้ มันก็มีแนวคิดอีกอันหนึ่งที่เขาเรียกว่า Travel Bubbles หรือภาษาไทยเรียกว่าฟองสบู่การท่องเที่ยว ตอนนี้มีประเทศบางประเทศ อย่างเช่นเกาหลี และจีน เขาตกลงกันตัวต่อตัวแล้ว จีนบอกว่า เกาหลี คุณมาเมืองจีนได้นะ ผมจะเปิดเมืองให้คุณ 10 เมือง เปิดมณฑลให้คุณ 10 มณฑล คุณมาได้ มณฑลนี้ มณฑลนี้ มณฑลนี้ ขึ้นอยู่กับว่าเมืองในมณฑลจะเป็นเมืองอะไร อย่างเช่น มณฑลเจ้อเจียง ก็อาจจะมีเซี่ยงไฮ้อยู่ มณฑลข้างบน ปักกิ่งอยู่มณฑลอะไร หรือปักกิ่ง เซี่ยงไฮ้ กวางโจว ให้บินเข้ามาได้ แต่ว่าเกาหลีก็ต้องทำเงื่อนไขที่จีนต้องการ และถ้าจีนจะไปเกาหลีก็ต้องทำตามเงื่อนไขที่เกาหลีต้องการ เงื่อนไขที่ง่ายๆ ที่เห็นชัดๆ ที่ทุกคนต้องทำตาม ก็คือ ข้อแรก ผู้โดยสารที่จะไปเที่ยวประเทศที่ตกลงกันเรียบร้อยแล้ว จะต้อง ข้อที่ 1 มีใบรับรองแพทย์ที่แน่นอนว่าไม่มีติดเชื้อโควิด-19 พอไปถึงเมืองนั้น พอขึ้นเครื่องไปถึงเมืองนั้นปั๊บ ต้องผ่านการตรวจสอบของเขาทันทีว่ามีเชื้อโควิด-19 อยู่ไหม ซึ่งเขามีเครื่องมืออยู่แล้ว เมื่อ 2 ตัวนี้ไม่มี โอเค คุณก็ออกไปท่องเที่ยวได้ ก็คือต้องตัดทิ้งในเรื่องของการกักตัว 14 วัน ไม่มีการกักตัวอีกต่อไปแล้ว แต่ต้องเป็นข้อตกลงกันระหว่างประเทศกับประเทศ ไม่ใช่ใครจะนึกไปไหนก็ได้


เพราะฉะนั้นแล้ว อย่างสมมุติประเทศไทยต้องการเปิดประเทศ แล้วเรามอง เราก็ต้องเลือกประเทศสิ เลือกประเทศที่คนติดเชื้อลดน้อยลง หรือนิ่งแล้ว อย่างเช่นประเทศจีน ไทยก็คุยกับประเทศจีนได้ คนจีนถ้ามาเที่ยวไทย ก็ต้องผ่านเงื่อนไขนี้ คนไทยก็เช่นกัน ถ้าจะไปเที่ยวประเทศจีน ก็ต้องผ่านเงื่อนไขนี้ แต่ถ้าไปประเทศที่กำลังติดเชื้อมากขึ้น อย่างเช่นอินโดนีเซีย ยอดกำลังขึ้นตลอดเวลา ก็อาจจะต้องพักก่อน ไม่เจรจากับอินโดนีเซีย เพราะฉะนั้นการเจรจาก็เหมือนการเจรจาการค้าเสรีระหว่างประเทศกับประเทศ แต่เปลี่ยนจากการค้าเสรีไปเป็นการป้องกันเชื้อโรคมากกว่า ถ้าทำอย่างนี้ได้แล้ว ประเทศไทยก็จะเริ่มเจรจากับจีน เริ่มเจรจากับเกาหลี เริ่มเจรจากับญี่ปุ่น เป็นประเทศต่อประเทศ ซึ่งผมคิดว่าอันนี้ก็อยากจะฝากให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวฯ ซึ่งอยู่ในโควตาพรรคภูมิใจไทย



ให้ลองคิดดูว่าทำได้ไหมที่จะให้คนต่างชาติที่เขาจะมาเที่ยวประเทศไทย แต่ต้องเลือกประเทศที่คนติดเชื้อนิ่งแล้ว เพราะว่ารายได้การท่องเที่ยว ท่านผู้ชมรู้หรือเปล่ารายได้การท่องเที่ยวนั้นคิดเป็นเปอร์เซ็นต์แล้ว ประเทศไทยประมาณ 12 เปอร์เซ็นต์ ของจีดีพีในประเทศไทย คือผลผลิตรวมแล้ว รายได้การท่องเที่ยวตกที่ 12 เปอร์เซ็นต์ เขมร 17.8 เปอร์เซ็นต์ เกาะบาหลี รายได้การท่องเที่ยวคิดเป็นรายได้รวมของเกาะบาหลีเท่าไรท่านผู้ชมทราบไหม 70 เปอร์เซ็นต์ หมายความว่าคน 100 คน ในเกาะบาหลี 70 คนมีชีวิตอยู่ได้เพราะการท่องเที่ยว


เพราะฉะนั้นแล้ว ท่านผู้ชมจะเห็นได้ชัด ตอนนี้เกาหลีกับจีนก็เริ่มแล้ว แล้วก็มีหลายประเทศเริ่มเช่นกัน อย่างเช่น ทางตะวันออก ยุโรปทางตะวันออก ประเทศเอสโตเนีย ลัตเวีย และลิทัวเนีย เขาก็เริ่มเปิดพรมแดนกันแล้ว แต่เฉพาะ 3 ประเทศเองนะ คนอื่นยุ่งไม่ได้นะ แล้วเขาก็ใช้มาตรการซึ่งแต่ละประเทศใน 3 ประเทศจะยอมรับซึ่งกันและกัน


ถ้าคุณจะเข้ามาประเทศผม คุณจะต้องอย่างนี้ๆๆ นะ คือพูดง่ายๆ ว่า ถ้าทำได้อย่างนี้ ก็ไม่ต้องกักตัวแล้ว 14 วัน เพราะการกักตัวเป็นเรื่องใหญ่ที่สุด เพราะไออาตาเขาสำรวจมาแล้วว่า คนที่จะเดินทางไปต่างประเทศ 80 เปอร์เซ็นต์ กลัวเรื่องการกักตัว 60 กว่า เกือบ 70 เปอร์เซ็นต์ ใน 80 เปอร์เซ็นต์นี้ บอกว่าถ้ายังมีการกักตัวอยู่ ฉันไม่ไป เพราะฉะนั้นแล้ว ท่านผู้ชมครับ ขอให้รู้ว่าอย่าเพิ่งไปดีใจว่าทุกอย่างจะดีขึ้น แล้วท่านผู้ชม ก็เป็นเรื่องตลก ในที่สุดความจริงก็กลับมาอีก ทุกคนก็หวังพึ่งนักท่องเที่ยวจีนกันทั้งสิ้น



เพราะนักท่องเที่ยวจีน ปีที่แล้ว เข้ามาในเอเชียประมาณ 32 ล้านคน และใน 32 ล้านคนนี้ เกือบ 10 ล้านคนมาที่ประเทศไทย ประเทศไทยก็เลยเป็นตลาดที่ใหญ่มากๆ แล้วเดี๋ยวนี้ประเทศจีนเริ่มมีการกำหนดกฎเกณฑ์ในการท่องเที่ยวเป็นพิเศษ มีเงื่อนไขเพิ่มเติม เขาจะไปเฉพาะประเทศที่เป็นเพื่อนเขา ที่ช่วยเหลือดูแลเขา สังเกตอย่างหนึ่งนะ เขามีการทำ survey ของไออาตา ถามนักท่องเที่ยวจีนว่า ถ้าเปิดประเทศแล้วจะไปเที่ยวกันที่ไหนบ้าง เขาจะไปเที่ยวประเทศไทย เขาจะไปเที่ยวสิงคโปร์ เขาจะไปเที่ยวญี่ปุ่น เกาหลี มัลดีฟส์ และยุโรปบางประเทศ ท่านผู้ชมครับ น่าสนใจมาก ไม่มีใครไปอเมริกาเลยแม้แต่คนเดียว นี่เห็นได้ชัด ก็เล่าให้ฟังนิดหนึ่งว่าถ้าจะให้การท่องเที่ยวเกิด ก็ต้องเป็นการท่องเที่ยวในประเทศ แต่การท่องเที่ยวในประเทศจะทำอย่างไรให้จูงใจ เพราะภาวะโควิด-19 แต่ละคนก็กรอบกันทั้งนั้นเลย เงินทองก็ไม่ค่อยมี งานการก็ไม่ค่อยมี หรือเพิ่งกลับไปทำงาน บริษัทห้างร้านเพิ่งเปิด แต่ว่าถ้าจะให้ดึงดูดคนไปมากขึ้น หมายความว่าประเทศไทยยังคงต้องระวัง การ์ดต้องไม่ตก ต้องบังคับให้ทุกคนใส่หน้ากากอยู่เหมือนเดิม เจลล้างมือก็ยังต้องล้างเหมือนเดิม ไปท่องเที่ยวที่มีคนน้อยๆ ซึ่งไออาตาเขาก็บอกว่าเดี๋ยวนี้นักท่องเที่ยวเริ่มมองหาเมืองหรือสถานที่ที่คนไม่เยอะ แล้วก็ไปเที่ยวกัน เพราะฉะนั้นก็ลองคิดดู


เวียดนามมีการท่องเที่ยวภายในประเทศ เดินทางภายในประเทศมากเหลือเกิน มากจนกระทั่งที่นั่งบนเครื่องบินที่วิ่งในประเทศของเวียดนามเริ่มเต็มแล้ว ไม่มีที่พอแล้ว ก็รับทราบเอาไว้ตรงนี้ก่อนว่าอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวนั้น ดูเหมือนจะดี แต่ยังไม่ดีทีเดียวครับ


ท่านผู้ชมครับ กฎหมายเรื่องความมั่นคงที่ประเทศจีนกำลังร่างอยู่ และผ่านการลงคะแนนเสียงของสภาประชาชนไปแล้ว มันมีนัยมากมายมหาศาล และมีหลายมิติที่เราจะต้องมองและวิเคราะห์กัน ไม่ต้องไปเอารายละเอียด เอาข้อหลักๆ ของกฎหมายที่จีนร่างมา และจีนต้องการในหัวข้อต่างๆ ประมาณ 4 หัวข้อ หัวข้อแรก การกระทำที่เป็นการก่ออาชญากรรมในเนื้อหาของกฎหมายฉบับนี้ก็คือ ข้อที่ 1 การแยกดินแดนออกจากประเทศ นั่นคือความคิดที่จะแยกฮ่องกงออกจากประเทศจีน ต้องถือว่าเป็นอาชญากรรมในกฎหมายฉบับนี้ ข้อที่ 2 การล้มล้างอำนาจหรือการปกครองของรัฐบาลกลาง นั่นก็คือการล้มล้างอำนาจหรือการปกครองของรัฐบาลประเทศจีนที่อยู่ที่ปักกิ่ง ที่อยู่ที่จงหนานไห่ ข้อที่ 3 คือการก่อการร้ายโดยการใช้ความรุนแรง หรือการข่มขู่ ขึ้นอยู่กับการตีความ การเดินขบวน ถ้าเป็นในลักษณะของการประท้วงที่ฮ่องกงแล้ว เข้าข่ายเลย เพราะไม่ใช่การเดินขบวนธรรมดา มีการเผาสถานที่ มีการทำร้ายคน มีการปล้นสะดม มีการต่อต้าน และมีการทำอะไรต่ออะไร ซึ่งเข้าข่ายการก่อการร้ายโดยการใช้ความรุนแรงและการข่มขู่ ข้อที่ 4 การกระทำใดๆ โดยกองกำลังต่างชาติที่เข้ามาแทรกแซงในฮ่องกง ตรงนี้น่าสนใจมาก ผมคิดว่าตรงนี้ผมอยากจะพูดสักนิด



นัยของข้อนี้หมายความว่า จากนี้ไป ทั้งกลุ่ม CIA กลุ่ม MI5 CIA คือหน่วยสืบราชการลับข่าวกรองของอเมริกา MI5 หน่วยสืบราชการลับของอังกฤษ หรือหน่วยสืบราชการลับของเยอรมนี ของยุโรป หรือว่าของไต้หวัน หรือว่าองค์กร NGO ทั้งหลาย อย่างเช่น NED : National Endowment for Democracy ซึ่งเป็นองค์กรที่สภาคองเกรสของอเมริกาให้เงินอุดหนุนสนับสนุนให้องค์กรนี้ไปตั้งสาขาอยู่ทั่วประเทศ เพื่อจะส่งเสริมการปกครองในระบอบประชาธิปไตย หรืออีกนัยหนึ่งว่า ถ้าแกไม่ทำตามนโยบายที่ฉันวางไว้ องค์กรนี้ก็จะดำเนินการใช้อำนาจทางเบา เขาเรียกว่า Soft Power ติดต่อกับอาจารย์มหาวิทยาลัยบ้าง นิสิต นักศึกษาบ้าง สนับสนุน ให้เงินให้ทอง ซึ่งในขณะนี้อาจารย์บางส่วน นักศึกษาบางส่วนในฮ่องกง ได้รับเงินสนับสนุนจากองค์กร NGE NED ของสหรัฐอเมริกาที่สภาคองเกรสเป็นคนให้เงิน ผมคิดว่าประเทศจีนต้องการจะเล็งตรงนี้เอาไว้มากกว่า


ผมเชื่อว่าประเทศจีนรู้อยู่แล้วว่าในการประท้วงที่เกิดขึ้นมา ที่ผ่านมา ก่อนที่จะมีโควิด-19 นั้น การแทรกแซงขององค์กรต่างชาติ ซึ่งประเทศจีนใช้คำว่า กองกำลังต่างชาติ ขึ้นอยู่กับว่าคุณจะตีความอย่างไร ประเทศจีนถือว่าองค์กร NGO ก็คือกองกำลังต่างชาติที่มาอีกรูปแบบหนึ่ง ประเทศจีนมองว่าเขายอมให้ไม่ได้



ทีนี้ ทำไมจีนต้องร่างกฎหมายฉบับนี้ขึ้นมา จีนรู้อยู่แล้วว่าฮ่องกงเป็นศูนย์รวมของพวกหน่วยสืบราชการลับ สปายทั้งหลายมาอยู่ในประเทศจีนหมด เดี๋ยวผมจะเล่าประวัติให้ฟังแล้วท่านผู้ชมจะเข้าใจว่าประเทศจีนทำไมถึงทำเช่นนั้น แต่ในขณะเดียวกัน การที่ประเทศจีนทำเช่นนี้ ก็จะเกิดความเสียหายกับประเทศจีนเช่นกัน


คือประการแรก ประเทศจีนเห็นว่าเหตุการณ์แบบที่ประท้วงกันในฮ่องกงมีมากขึ้น แต่ประเทศจีนทำอะไรไม่ได้เพราะไม่มีกฎหมายมารองรับ ประเทศจีนเคยบอกให้รัฐบาลท้องถิ่นฮ่องกงพยายามออกกฎหมายตามมาตรา 23 ที่ระบุไว้ใน Common Law ว่าจะออกกฎหมาย แต่ว่าพยายามออกหลายครั้งแล้วโดนประชาชนประท้วงตลอดเวลา และส่วนหนึ่งของการประท้วง แน่นอนที่สุด กองกำลังต่างชาติ หรือหน่วยงานของต่างชาติที่ฝังตัวอยู่ในรูปแบบขององค์กรต่างๆ รูปแบบของ NGO ก็จะไม่เห็นด้วย แล้วก็จะประชุมกัน จะสนับสนุนให้มีการสัมมนากัน หรือแม้กระทั่งเชิญนายโจชัว หว่อง ซึ่งเป็นหนึ่งในหัวหน้าการประท้วงในอดีต ไปที่อเมริกา หรือแม้กระทั่งประเทศไทย เหมือนอย่างที่คุณธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ พยายามที่จะไปคองเกรส ไปอเมริกา เพื่อขอความเห็นใจคนอเมริกา แล้วในการประท้วงทุกครั้ง คนพวกนี้ก็จะชูธงอังกฤษ ชูธงอเมริกา คล้ายๆ ว่าฮ่องกงต้องเป็นของฮ่องกง ไม่ใช่เป็นของจีนแผ่นดินใหญ่ ตรงนี้จีนรับไม่ได้



ด้วยเหตุนี้ เมื่อมีกฎหมายตัวนี้มารองรับ แล้วจีนก็สามารถจะใช้อำนาจในการสืบสวนจับกุมหรือปิด หรือไม่ให้องค์กรต่างๆ เหล่านี้อยู่ในฮ่องกงอีกต่อไป ไล่ออกไปเลย


เอาล่ะ ผมจะเล่าประวัติฮ่องกงให้ฟัง ตรงนี้ไม่ค่อยมีใครพูดเท่าไร แต่นี่คือข้อเท็จจริง ฮ่องกง นานมาแล้ว ฮ่องกงเป็นอาณานิคมของอังกฤษ อังกฤษรู้อยู่แล้วว่าฮ่องกงเป็นศูนย์รวมของสายลับ สายลับจากไต้หวันอยู่ที่นี่ สายลับจากจีนแผ่นดินใหญ่ก็มาตั้งอยู่ฮ่องกง สายลับ CIA ก็เข้ามา ของอังกฤษเองก็มี MI5 เข้ามา ของยุโรปก็มี ของประเทศออสเตรเลียก็มี แต่ว่าตราบใดที่สายลับพวกนี้เคลื่อนไหวแล้วไม่ขัดผลประโยชน์ของอังกฤษ ซึ่งเป็นเจ้าอาณานิคม อังกฤษจะหลับตาข้างหนึ่ง ไม่สนใจ ท่านผู้ชมรู้หรือเปล่าว่าครั้งหนึ่ง นานมาแล้ว อังกฤษกำลังเจรจากับลิเบีย กับมูอัมมาร์ กัดดาฟี ผู้นำลิเบียซึ่งเสียชีวิตไปแล้ว ไม่ทราบว่าเรื่องอะไร แต่ว่าเรื่องหนึ่งที่จะต้องเจรจากัน กัดดาฟี ยื่นเงื่อนไขว่าถ้าจะให้กัดดาฟีทำตาม อังกฤษจะต้องจับผู้นำฝ่ายค้านของลิเบีย ซึ่งค้านกัดดาฟี แล้วหนีออกจากลิเบีย แล้วพาครอบครัวมาอยู่ที่ฮ่องกง อังกฤษก็เลยให้ MI5 หน่วยงานสืบราชการลับของอังกฤษเข้ามาที่ฮ่องกง แล้วก็จับครอบครัวของผู้นำฝ่ายค้าน จับส่งไปที่ลิเบีย หัวหน้าผู้นำฝ่ายค้านติดคุกอยู่ลิเบียตั้งเกือบ 10 ปี จนกระทั่งในที่สุด พอลิเบียเปลี่ยนแปลงการปกครอง นี่ก็เลยถูกปล่อยออกจากคุก พอถูกปล่อยออกจากคุกมันก็เลยเปิดเผยว่าถูกเจ้าหน้าที่ MI5 เป็นคนจับเข้ามา


เอาล่ะ เพราะฉะนั้นแล้วจะเห็นได้ชัดว่า ในอดีต ถ้าตัดเรื่องของ MI5 กับผู้นำ กัดดาฟีไปแล้ว การที่มีสปายอยู่ในฮ่องกงนั้นไม่ใช่เรื่องร้ายแรง จีนก็มี ปรากฏว่าฮ่องกงกลายเป็นศูนย์กลางการแลกเปลี่ยนข่าวสารใต้โต๊ะกัน จีนก็เอาความลับของจีนบางส่วนที่สามารถเปิดได้ ให้อังกฤษ อังกฤษก็เอาความลับของอังกฤษเปิดให้ เขาก็จะมีการพบกันระหว่างสายลับกับสายลับ กินข้าวกัน แล้วพวกสายลับจะเข้ามาในลักษณะไหน จะเข้ามาในลักษณะเป็นพนักงานบริษัท จะเข้ามาในลักษณะเป็นผู้เชี่ยวชาญทางด้านไอที จะเข้ามาในลักษณะเป็นคนตัวแทนของบริษัทๆ หนึ่งจากเมืองนอก จะไม่อยู่กับสถานทูต คนพวกนี้จะไม่อยู่กับสถานทูต จะมีสวมหมวกภาคเอกชนที่ตัวเองทำอยู่ แต่แน่นอนที่สุด เป็นสายลับ


ตรงนี้ต่างหาก ตรงนี้ที่ถ้าสมมุติจีนเข้ามา แล้วเอากฎหมายตัวนี้เข้ามาครอบ พวกสายลับต้องออกหมด เพราะว่าจีนก็รู้อยู่แล้วว่าใครเป็นใครบ้าง ตรงนี้จะทำให้ทางตะวันตกเสียเปรียบมาก และทางตะวันตกไม่ยอม เพราะฉะนั้นนี่คือการคัดค้านอย่างรุนแรงที่มาจากอเมริกา มาจากอังกฤษ มาจากออสเตรเลีย มาจากหลายประเทศทาวงยุโรป ยุโรปยังเงียบอยู่ตอนนี้ ถามว่าแล้วทำไมต้องทำแบบนี้ตอนนี้ จีนก็ใช้หลักซุนวู ก็คือมองว่าในขณะนี้ศัตรูของจีนอ่อนแอมาก เพราะเจอโควิด-19 ก็ถือโอกาสทำเช่นนี้เลย ถามว่าจีนรู้ไหมว่าผลที่จะตามมาจะทำให้จีนเสียหายแค่ไหน ผมเชื่อว่าเขารู้ ไม่ใช่เขาไม่รู้ เขารู้อยู่แล้ว แต่คำถามว่า ทำไมเขาต้องทำ




ท่านผู้ชมยังจำเหตุการณ์เทียนอันเหมินได้ไหม เทียนอันเหมินรู้สึกจะเกิดขึ้นในปี 1982 ถ้าผมจำไม่ผิดนะ ค.ศ. 1982 ถ้าผมจำไม่ผิดนะ ต้องขอเช็กอีกที ก็แถวๆ นั้นล่ะ 1989 หรือ 2532 เทียนอันเหมินเกิดขึ้นเพราะว่าประชาชนผู้เรียกร้องประชาธิปไตยออกมาประท้วง แล้วจีนในยุคนั้น นายกรัฐมนตรีคือนายหลี่ เผิง ซึ่งเป็นสายเหยี่ยว ไม่ยอม ในขณะซึ่งตัวเลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์ ก็คือนายจ้าง จื่อหยาง มองว่า อย่าเพิ่งไปทำร้ายนักศึกษาเลย เรามานั่งคุยกับเขาดีกว่าว่าเขาต้องการอะไร แล้วเราก็ดูซิว่าเราให้เขาได้แค่ไหน ปรากฏว่าจ้าว จื่อหยาง ก็เลยตกสวรรค์ ตกจากเลขาธิการพรรค ถูกควบคุมตัวอยู่ในบ้าน เป็นเวลาสิบๆ ปีไม่ให้ออกจากบ้านเลย




เหตุการณ์ในเทียนอันเหมินทำให้จีนเสียชื่อมาก ภาพพจน์ของจีนเสียไป ท่านผู้ชมรู้ไหมต้องใช้เวลานานแค่ไหน เกือบสิบปี เกือบสิบปีเรื่องของเทียนอันเหมินถึงค่อยๆ หายออกไป แล้วค่อยๆ กลับมาสู่เป็นปกติเดิม ฉะนั้นถามว่าเรื่องนี้ถ้าจีนออกกฎหมายนี้ปั๊บ แล้วได้รับการต่อต้าน อเมริกาก็ใช้วิธีการต่อต้านแบบลักษณะทางการค้าที่มาบีบจีน อย่างเช่น คองเกรสก็จะออกกฎหมายใหม่ ปรับสถานภาพฮ่องกง ซึ่งเป็นเมืองเศรษฐกิจพิเศษ ปรับสถานภาพของจีนและฮ่องกงซึ่งเคยได้รับสิทธิพิเศษในการเป็นหนึ่งประเทศสองระบบ ปรับออกหมดเลย ตัดทิ้งหมดเลย ก็คือพูดง่ายๆ ว่าอีกหน่อยใครทำธุรกิจในฮ่องกง ก็อาจจะต้องโดนเงื่อนไขต่างๆ ของอเมริกาซึ่งตั้งไว้ในการบีบจีน บังคับในเรื่องราวต่างๆ แบบนี้ เพราะฉะนั้นฮ่องกงก็จะขาดซึ่งสิทธิเสรีภาพที่ยังมีอยู่ทุกวันนี้ ที่ยังสามารถออกวิทยุ ออกโทรทัศน์ วิพากษ์วิจารณ์ได้ โน่นนี่นั่น นี่ก็คือข้อเสียของกฎหมายตัวนี้


ผมก็ถามต่อว่า ถ้าอย่างนั้นแล้ว จีนทำไปทำไม ผมเชื่อว่าวันนี้ ท่านผู้ชมจำได้ไหมอาทิตย์ที่แล้วผมพูดถึงเรื่องสงครามเย็นระหว่างจีนกับอเมริกา ฮ่องกงก็เป็นอีกประเด็นหนึ่งของการเพิ่มความเข้มข้นของสงครามเย็น คือพูดง่ายๆ ว่า ทุกอย่าง กราฟมันค่อยๆ ขึ้นไปทีละอันๆๆ เพราะฉะนั้นแล้ว จากนี้ไป ในขณะนี้อเมริกายังทำอะไรไม่ได้มากกว่านี้ เพราะว่านายทรัมป์กำลังมุ่งมั่นที่จะเลือกตั้งในเดือนพฤศจิกายน แต่ผมเชื่อว่าหลังจากที่ได้ประธานาธิบดีคนใหม่มา หรือคนเก่า เป็นนายทรัมป์แล้ว บทบาทการต่อต้านจีน เพราะเรื่องฮ่องกงนี่จะรุนแรงมากขึ้นอีกมหาศาล ถึงขนาดที่เรียกว่า ณ เวลานี้ ที่เขาทำได้ก็คือว่า เขาพูด เขาตัดสิทธิต่างๆ ที่เขาต้องการที่จะให้ฮ่องกงในอดีตทิ้งไปเลย ตอนนี้คุณไม่มีสิทธินะ เพราะถ้าคุณทำเช่นนี้ ฮ่องกงคุณไม่ใช่ 1 ประเทศ 2 ระบบแล้ว ถามว่าอันนี้ดีหรือไม่ดีกับจีน ไม่ดีในระยะสั้น แต่จีนเขามองในระยะยาว เขาไม่ต้องการมานั่งปวดหัว ปวดหัวกับอีก 27 ปีกว่าฮ่องกงจะกลับคืนไปสู่ประเทศเขา เขาไม่ต้องการมานั่งปวดหัวเรื่องนี้ เขาไม่ต้องการมานั่งปวดหัวว่า เดี๋ยวก็ประท้วงกันอีก เดี๋ยวก็ประท้วงกันอีก เพราะการประท้วงที่ไม่รู้จักสิ้นสุดนั้น มันมีคนหนุนหลังอยู่ตลอดเวลา และแน่นอนที่สุด ท่านผู้ชมครับ ผมนี่ 73 ปีแล้ว ผมทำหนังสือพิมพ์มานานแล้ว ผมรู้ กระบวนการ CIA ทำอย่างไรในประเทศไทย จะให้ผมบอกก็ได้ ว่าใครบ้างเป็นมือของ CIA ใครบ้างเป็นมือของสายลับต่างประเทศ แต่ผมไม่ยุ่ง เพราะเป็นหน้าที่ของเขา


หลายๆ การเปลี่ยนแปลงในประเทศไทยในอดีตนั้น เป็นก็เพราะว่าหน่วยงานสืบราชการลับต่างๆ เหล่านี้เขาก็จะมีสายสัมพันธ์ของเขา อาจารย์ในมหาวิทยาลัยหลายคนจะสนิทสนมกับเจ้าหน้าที่สถานทูตบางคน หรือสนิทสนมกับเจ้าหน้าที่ CIA ซึ่งแอบแฝงมาในรูปแบบของนักวิชาการอิสระ จะนั่งกินกาแฟ คุยกัน ถามความรู้สึกของอาจารย์คนนี้ อาจารย์คนนี้นักศึกษาก็ด่า ด่ารัฐบาล ด่าประเทศ ด่าสถาบันกษัตริย์ ด่าโน่นด่านี่ นี่ก็ทดสอบไปเรื่อยๆ จนกระทั่งมั่นใจ ก็เลยเริ่มใช้ไอ้หมอนี่ อาจารย์คนนี้ นักศึกษาคนนี้ หรือกลุ่มคนพวกนี้ เป็นสายของตัวเอง แล้วก็จะค่อยๆ ป้อนข้อมูลให้ ท่านผู้ชมนึกดูก็แล้วกัน







เมื่อ 1-2 วันที่ผ่านมา ผมเห็นข่าวชิ้นหนึ่ง ผมเห็นแล้วผมก็หัวเราะ ทูตอเมริกาในประเทศไทยถามรัฐบาลว่ามีความจำเป็นแค่ไหนที่ต้องมาต่อ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน นี่มันเผือกมากนะ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน คนที่้ต้องการล้มรัฐบาลชุดนี้ก็มองว่าเป็นการยืดอำนาจเผด็จการ คนที่อยู่ในรัฐบาลก็มองว่า พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ยังมีความจำเป็นอยู่ เพราะว่าเรายังอยู่ขั้นปลดล็อกขั้นที่ 2 รอให้ปลดล็อกขั้นที่ 3 ก่อน ผมเชื่อว่าเขาคงจะยุบ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ไป แต่ไม่ได้ มาเผือกอะไรกับประเทศไทยเรื่องจะต่ออายุ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน เนื่องจากสถานการณ์โควิด-19 คืออย่างน้อยที่สุด ถึงแม้ว่าเกมจะเป็นการยืดเวลาของการใช้อำนาจเผด็จการต่อไปอีก 1 เดือน เพื่อป้องกันไม่ให้มีการประท้วง อย่างน้อยที่สุด หลักการของการยืด พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ก็คือเป็นหลักการบนพื้นฐานของการป้องกันการระบาดโรคโควิด-19 ก็ทำใจไว้สิ ไม่ต้องไปถามคำถามบ้าๆ บอๆ แบบนี้ แต่กำลังจะชี้ให้เห็นว่าอเมริกาจำเป็นต้องถาม จำเป็นต้องถามหลายเรื่อง เพราะว่าบทบาทของอเมริกาต้องชี้ให้เห็นว่าเขาไม่เห็นด้วยนะกับการที่จะมีรัฐบาลชุดนี้ โน่นนี่นั่น ซึ่งตรงนี้เดี๋ยวผมจะพูดตอนสุดท้าย คือเรื่องการเมืองเมืองไทย เอาไว้ต่อจากรายการฮ่องกงอีกทีหนึ่ง แต่สรุป ฮ่องกงจะไม่สงบ จีนจะเหนื่อยมากในเรื่องนี้ แต่ผมเชื่อว่าจีนพร้อมที่จะเหนื่อย ซึ่งผมไม่มีความเห็นอะไรทั้งสิ้น เพราะเป็นประเทศของเขา ความจำเป็นของเขา เขาไม่ต้องการให้มีการแบ่งแยกฮ่องกงออกจากจีน เขาไม่ต้องการให้เชื้อไฟที่มันเกิดขึ้น เขาต้องการดับไฟไปเลย ดับไฟไปเลยกับการสูญเสียสถานภาพของฮ่องกงและการสูญเสียผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ ผมเชื่อว่าประเทศจีนยอม เพราะว่ามาถึงขนาดนี้แล้ว พูดง่ายๆ ว่าวันนี้เปิดหน้าชกกันแล้ว เมื่อเปิดหน้าชกกันแล้ว กูก็จะชกมึงบ้าง ก็จะจัดการกับฮ่องกง จะมาเผือกอะไรเรื่องนี้ ก็มาเผือกสิ ไม่แคร์แล้ววันนี้ เพราะสำคัญที่สุดก็คือว่า เอกราชของจีน และสิทธิของจีนที่เป็นเจ้าของฮ่องกง และฮ่องกงนั้นเป็นส่วนหนึ่งของประเทศจีนมานานแล้ว ตั้งแต่ไหนแต่ไร แล้วโดนจักรวรรดินิยมแย่งชิงไปในยุคสงครามฝิ่น ผมเคยพูดเรื่องนี้ให้ฟังแล้ว เพราะฉะนั้นแล้ว จีนวันนี้ไม่แคร์





ท่านผู้ชมครับ ต่อเรื่องนี้สักนิด ถึงเวลาแล้วที่ผมจะพูดถึงเรื่องจีน สักตอนหนึ่ง 1 โปรแกรม และอเมริกาอีก 1 โปรแกรม ผมจะเล่าให้ท่านผู้ชมฟังว่าจีนก่อนสงครามโลกครั้งที่ 1 จีนก่อนที่จะเป็นจีนในวันนี้ เป็นไปมาอย่างไร คร่าวๆ ไม่ยาว และผมก็จะเล่าให้ฟังว่าจีนพัฒนาตัวเองมาอย่างไร จีนก้าวกระโดดมาอย่างไร และในสายตาของจีน จีนมองโลกอย่างไร ในสายตาของสี จิ้นผิง สี จิ้นผิง มองโลกอย่างไร และสี จิ้นผิง ก็ได้อิทธิพลอย่างแรงมาจากพ่อของเขา แล้วผมจะเล่าประวัติของพ่อเขาให้ฟัง วันนี้สี จิ้นผิง คือตัวขับเคลื่อนจีนจริงๆ และเขาทำได้สำเร็จ เพราะเขาสามารถทำให้ประชาชนคนจีนรวมหัวกันน และตอบโต้อเมริกา อเมริกาดำเนินนโยบายต่างประเทศที่ผิดอย่างมากๆ และผมจะเล่าให้ฟังว่าผิดอย่างไร โดยที่จะมีอีกตอนหนึ่ง เป็นเรื่องอเมริกาโดยเฉพาะ ว่าอเมริกาลึกๆ แล้วทุกวันนี้ยังเป็นจักรวรรดินิยมอยู่เหมือนเดิม สงคราม ตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2 มา จากการที่อเมริกาทำตัวเป็นเจ้าโลก ก็ยังไม่หยุดยั้ง จนกระทั่งวันนี้ก็ยังไม่หยุดยั้ง แล้วทำไมอเมริกาต้องทำเช่นนี้ และอเมริกาทำไมถึงเกลียดจีนมาก ณ วันนี้ ไม่ใช่แค่ทรัมป์นะท่านผู้ชม นี่ผมไม่ได้พูดเฉพาะทรัมป์นะ อเมริกา ผู้บริหารอเมริกา ไม่ว่าจะเป็น FBI ไม่ว่าจะเป็น CIA ไม่ว่าจะเป็นกระทรวงกลาโหม ไม่ว่าจะเป็นผู้มีอำนาจในอเมริกา ล้วนแล้วแต่ประสานสามัคคีร่วมมือกันเกลียดจีน ท่านผู้ชมรออีกสักนิดหนึ่ง งานนี้มันงานยักษ์งานใหญ่ ผมมีงานยักษ์งานใหญ่เหลืออีกตั้งหลายงาน เหนื่อย ท่านผู้ชม เหนื่อยจนบางครั้งผมไม่รู้ว่าผมมาออกรายการนี้เพื่ออะไร ไม่มีประโยชน์ แต่ไม่เป็นไร เรื่องของฮ่องกงก็เป็นอย่างนี้ล่ะครับ



ท่านผู้ชมครับ ผมไม่ค่อยได้พูดเรื่องการเมืองในเมืองไทย วันนี้จะพูดสักนิด แต่พูดไม่ยาว พูดสั้นๆ เวลาท่านผู้ชมดูการเมืองเมืองไทย ท่านผู้ชมอย่าไปสนใจว่ากลุ่มคนโน้นทะเลาะกับกลุ่มคนนี้ กลุ่มพลังประชารัฐต้องการที่จะเอากลุ่มนี้ขึ้นมาเป็นรัฐมนตรี ต้องการจะขับกลุ่มของสมคิดออก อีกกลุ่มหนึ่งก็บอกว่าถึงเวลาจะต้องเปลี่ยน ครม.แล้ว กลุ่มพรรคเพื่อไทย ในที่สุดแล้วก็แตกออกมา อีกกลุ่มหนึ่งในพรรคเพื่อไทยก็ขับไล่คุณหญิงหน่อย สุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ กลุ่มก้าวไกล ก็ยังไม่รู้ว่าจะเดินหน้าไปอย่างไร เพราะไม่รู้ว่าจะสลัดแอกที่คุณธนาธร คุณปิยบุตร และคุณช่อ พรรณิการ์ อยู่เบื้องหลัง ชักใยอยู่กลุ่มก้าวไกล ไม่รู้จะปลดอย่างไร ก็อยากเป็นอิสระ


ท่านผู้ชมครับ สรุปง่ายๆ ถ้าจะดูการเมืองเมืองไทย ท่านผู้ชมดูรัฐธรรมนูญปีนี้ 2560 รัฐธรรมนูญที่อนุญาตให้มี ส.ว.แต่งตั้ง 250 คน และมีบทบาทในการตั้งนายกรัฐมนตรี วันนี้มีคนมาถามผมตลอดเวลา ว่าจะมีการเปลี่ยนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง จะมีการเปลี่ยนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ได้หรือไม่ จะเอาคุณสุริยะมานั่งพลังงาน หรือจะเอาณัฏฐพล ทีปสุวรรณ มานั่งพลังงาน โน่นนี่นั่น แล้วจะเอาใครไม่รู้ เอาสันติ พร้อมพัฒน์ หรือใครก็ไม่รู้ มานั่งกระทรวงการคลัง ไม่สำคัญหรอกครับท่านผู้ชม อย่าไปสนใจ สนใจอย่างเดียว วันนี้ข้อแรก พรรคพลังประชารัฐไม่สามารถชูใครเป็นนายกฯ ได้นอกจาก พล.อ.ประยุทธ์ ยิ่งสถานการณ์โควิด-19 จะดีจะชั่วอย่างไรก็ตาม พล.อ.ประยุทธ์ ได้ทำงานให้เห็นแล้วว่า เขาแก้ปัญหาวิกฤตได้ ในระดับที่ใช้ได้เลย จากนี้ต่อไปก็เป็นเรื่องของการรอคอยว่าผลพวงของการฟื้นฟูเศรษฐกิจมันจะดี จะเลวอย่างไร และทั้งหมดนี้ก็ขึ้นอยู่กับสิ่งแวดล้อมของโลก ว่าสิ่งแวดล้อมของโลกดีหรือไม่ดี เพราะฉะนั้นแล้วพลังประชารัฐทะเลาะกันให้ตาย จะเปลี่ยนหัวหน้าพรรคเป็นใครก็ตาม ไม่มีความหมาย เพราะว่าอยู่ที่ พล.อ.ประยุทธ์ คนเดียวว่าจะปรับ ครม.หรือไม่ปรับ ครม.



ให้เปลี่ยนคณะกรรมกาารบริหารเป็นพวกของคุณสมศักดิ์ เทพสุทิน หรือของใครก็ตาม ก็ไม่มีความหมาย เพราะถ้า พล.อ.ประยุทธ์ ไม่ยอมปรับ ครม. หรือถ้าจะปรับ ครม. ก็จะปรับเอาเฉพาะส่วนที่ตัวเองจำเป็นต้องคืนตำแหน่งให้ อย่างเช่น พรรคภูมิใจไทย เคยมีเสียง ตอนนี้บวกเพิ่ม 9 เสียง ที่มาจากพรรคก้าวไกล ตอนนี้เสียงพรรคภูมิใจไทยก็มากกว่าพรรคประชาธิปัตย์ ฉะนั้นถ้าจะปรับก็ต้องปรับเพิ่มโควตาให้กับพรรคภูมิใจไทย ต้องลดโควตาพรรคประชาธิปัตย์ลง คำถามคือว่า ยอมกันได้ไหม ถ้ายอมไม่ได้ก็ทะเลาะกันไปทะเลาะกันมา


ท่านผู้ชมสังเกตอย่าง เสียงข้างมากของพรรครัฐบาล มีมากกว่าฝ่ายค้านประมาณ 30-40 เสียง ถ้าสมมุติมีถึง 50-60 เสียง ถ้าพรรคประชาธิปัตย์ต้องออกไป เขาก็ไม่แคร์ เพราะว่าพรรคพลังประชารัฐจำเป็นต้องชู พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา และพรรคร่วมรัฐบาล ไม่ว่าจะเป็นพรรคชาติไทยพัฒนา ก็ต้องชู พล.อ.ประยุทธ์ เนื่องจาก ส.ว. 250 เสียง ล็อกเอาไว้เรียบร้อยแล้ว เพราะฉะนั้นอย่าไปสนใจ ว่าหัวหน้าพรรคจะเป็นใคร โน่นนี่ พรรคเพื่อไทยก็เอาตัวแทบไม่รอด



จนวันนี้คุณทักษิณ ชินวัตร ก็ยังอยู่เบื้องหลังการเดินเกมการเมืองอยู่ ไม่ได้เปลี่ยนแปลง เพียงแต่ว่าใช้หมากใช้เบี้ยใช้อะไหล่บางตัวออกมาเดิน ออกมาทำ เช่นนี้ แล้วคุณทักษิณเองก็เริ่มจะเหมือนนายทรัมป์มากขึ้นทุกทีแล้ว วันหนึ่งก็บอกว่าไม่ยุ่งแล้วการเมือง อีกวันหนึ่งก็บอกว่าผมพร้อมจะกลับมาเมืองไทยแล้ว มาช่วยประชาชน คือทั้งหมดและทั้งนี้ทั้งนั้นคือการล้มรัฐธรรมนูญปี 2560 คำถามว่า จะล้มได้ไหม ผมยังมองไม่เห็น จริงๆ ท่านผู้ชม ไม่ใช่ว่าผมชอบรัฐธรรมนูญนี้ แต่ผมเล่าเรื่องให้ฟัง ว่าล้มยาก รัฐธรรมนูญ 2569 ตราบใดที่ยังมีเสียง ส.ว. 250 เสียง ในการมีส่วนร่วมในการเลือกนายกรัฐมนตรี ล้มลำบาก




รัฐบาลชุดนี้จะล้มได้กรณีเกิดวิกฤต หลังจากวิกฤตโควิด-19 ไปแล้ว มาดูวิกฤตเศรษฐกิจ ถ้ารัฐบาลแก้ไม่ได้ ตอนนี้ คือเมืองไทยนะ จากนี้ไปให้จับตาดู อย่ากระพริบตา เมืองไทย ประเภทเดินขบวนประท้วงไม่มี แต่เมืองไทยจะเกิดเหตุในอนาคต จะเกิดเหตุจากคนทั้งประเทศลุกฮือขึ้นมาพร้อมกัน เพราะรับไม่ได้กับชีวิตความเป็นอยู่ แค่นั้นเองท่านผู้ชม เพราะฉะนั้นงานที่ท้าทาย พล.อ.ประยุทธ์ และคณะรัฐบาล โดยเฉพาะอย่างยิ่งทีมเศรษฐกิจ คุณสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ คุณอุตตม คุณสนธิรัตน์ หลายคนนี้ จะนำพาภาวะเศรษฐกิจให้มันพัฒนาต่อไปและสามารถที่จะให้คนเริ่มกินดีอยู่ดีได้บ้าง ถ้ายังทำอย่างนี้ไม่ได้ แล้วคนรวยยังรวยมากกว่าเก่า แล้วคนจนยิ่งวันยิ่งจนลงๆ โอกาสของการลุกฮือทั่วประเทศจะมีสูงมาก และเป็นวิธีเดียวที่ประเทศจะเปลี่ยนแปลง และถ้าสิ่งนั้นเกิดขึ้นจะเกิดการเปลี่ยนแปลงที่ใหญ่ที่สุดในประเทศและนี่ก็เป็นสิ่งที่พรรคก้าวไกลกำลังรออยู่ แต่ผมไม่ได้กังวลเรื่องพรรคก้าวไกล เอาไว้วันหลังจะคุยให้ฟังอีกทีหนึ่งในความเห็นส่วนตัวของผม วันนี้เอาภาพรวมการเมืองดูก่อน เพราะฉนั้นแล้วท่านอย่าไปสนใจ ถ้าจะมีการเปลี่ยน ครม.ก็จะปรับเปลี่ยนเพื่อให้โควตาของคนที่มี ส.ส.มากขึ้น เพราะจู่ๆ คนอนุทิน ชาญวีรกูล ก็ประกาศออกมาว่าตอนนี้ผมมี ส.ส.มากกว่าเก่า 9 คนแล้วนะ นัยก็คือส่งสัญญาณไปบอกว่า ต้องปรับ ครม.และต้องเพิ่มโควตาให้ผมแล้ว แล้วไหนจะสายคุณชัช เตาปูน ชัชวาลย์ คงอุดม เข้ามาสนับสนุนรัฐบาล ก็บอกว่าผมมี ส.ส.อีก 7 คน ผมควรจะได้ตำแหน่งรัฐมนตรีไหม ก็หมายความว่าพรรคพลังประชารัฐอาจจะต้องเฉือนตัวเองออกบางส่วน พรรคประชาธิปัตย์อาจจะต้องเฉือนตัวเองออกบางส่วน ถามว่าเขายอมไหม เขาไม่ยอมก็ต้องทะเลาะกันอีก มันก็จะเป็นวัฏจักรอย่างนี้ ท่านผู้ชม แต่รัฐธรรมนูญ 2560 ก็ยังอยู่เหมือนเดิม


วันนี้เอาเพียงแค่นี้ดีกว่า วันนี้ก็ร่วมชั่วโมงครึ่ง เอาไว้อาทิตย์หน้าคอยดูเรื่องหัวเว่ย 5G ทำไมหัวเว่ย 5G มันถึงเปลี่ยนแปลงการเมืองระดับโลก น่าสนใจ น่าอัศจรรย์มาก โทรศัพท์มือถือ 5G มันเปลี่ยนการเมืองโลกได้อย่างไร อาทิตย์หน้าค่อยเจอกัน สวัสดีครับ





กำลังโหลดความคิดเห็น...