xs
xsm
sm
md
lg

ไทยไม่เป็น THAILAND เปลี่ยนเป็น SIAM อีกครั้ง! ไทยเป็นเชื้อชาติ สยามเป็นดินแดน!!

เผยแพร่:   โดย: โรม บุนนาค



ประเทศของเราทุกวันนี้มีชื่อว่า “ประเทศไทย” แต่คำว่า “สยาม” และ “ศรีอยุธยา” ก็เคยเป็นชื่อของประเทศนี้มาแล้ว

คำว่า “สยาม” บ้างก็ว่ามาจาก “ศยามะ” ในภาษาสันสกฤตที่แปลว่าดำ หรือสีคล้ำ บ้างก็ว่ามาจากคำว่า “สามะ” ในภาษาบาลี ซึ่งหมายถึงสีดำ สีเหลือง หรือสีทอง แต่ก็กล่าวกันว่าชาวสิงหลและมลายูเป็นผู้เรียกแผ่นดินย่านนี้มาแต่ดึกดำบรรพ์แล้วว่า “เซียม” ชาติอื่นๆก็เคยเรียกตาม

ดินแดนนี้เป็นที่อยู่ของคนหลายเชื้อชาติ มี ขอม มอญ กะเหรี่ยง ไทย ฯลฯ และมีจีนตามมาเมื่อเป็นราชอาณาจักรไทยแล้ว จากหลักฐานที่สืบสาวไปถึง พบว่าขอมเป็นชนชาติที่ทรงอิทธิพลที่สุดในย่านนี้ เมื่อขอมเสื่อมอำนาจลงจึงมีชนเผ่าไทยตั้งแว่นแคว้นขึ้นมาหลายแคว้น แล้วรวมพลังกันขับไล่อำนาจขอมออกไปหมด ต่อมาก็รวมกันทีละแคว้นจนเป็นราชอาณาจักรของชนเผ่าไทย มีกรุงศรีอยุธยาเป็นเมืองหลวง ที่สำคัญคนในประเทศนี้เป็นคนที่ใช้ภาษาตระกูลไท

ในสมัยกรุงศรีอยุธยา คนไทยยังไม่มีชื่อประเทศ คงใช้คำว่า “กรุงศรีอยุธยา” แทนชื่อประเทศ แต่ชาวยุโรปเรียกว่า “SIAM” บางคนยังขยายความว่า “ประเทศของคนผิวคล้ำ” และอธิบายว่า สำหรับคนพื้นเมืองแล้วเรียกประเทศของตัวเองว่า “เมืองไทย”

ในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ ในสนธิสัญญาต่างๆที่ทำกับต่างประเทศ ก็ยังใช้คำว่า “กรุงศรีอยุธยา” มาตลอด จนถึงสมัยรัชกาลที่ ๔ ซึ่งมีการเปิดสัมพันธไมตรีกับต่างประเทศอย่างกว้างขวาง พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชดำริว่า การจะใช้ชื่อเมืองหลวงเก่าเป็นชื่อประเทศเป็นการไม่สมควร ในปี พ.ศ.๒๓๙๘ ซึ่งเป็นปีที่ ๕ ในรัชกาล จึงทรงมีประกาศให้ชื่อประเทศว่า “สยาม” ตามที่ต่างประเทศนิยมเรียก แต่ในสมัยรัชกาลที่ ๔ มีกฎหมายเกี่ยวกับภาษีอากรฉบับหนึ่ง ก็ใช้คำว่า “ประเทศไทย” แสดงว่าคำว่า “ประเทศไทย” เคยใช้มาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ ๔ เหมือนกัน แต่เพื่อให้ชาวต่างประเทศเข้าใจจึงใช้คำว่า “สยาม” ที่เขารู้จักกันดี

คนไทยจึงมีชื่อประเทศว่า “สยาม” ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา จนถึง พ.ศ.๒๔๘๒ ในสมัยจอมพล ป.พิบูลสงคราม เป็นนายกรัฐมนตรี เห็นว่าประเทศนี้เป็นประเทศของคนไทย ก็ควรใช้ชื่อประเทศไทย จึงได้ประกาศเป็นรัฐนิยม ซึ่งเป็นกฎหมายสำคัญในยุคนั้น ให้เรียกชื่อประเทศว่า “ประเทศไทย” เรียกสัญชาติของคนในแผ่นดินนี้ว่า “ไทย” และใช้ชื่อประเทศในภาษาอังกฤษว่า “THAILAND” ซึ่งสหประชาชาติก็ยอมรับคำว่าไทยแลนด์ แต่อังกฤษได้ประกาศว่า เขาจะเรียกอย่างเดิมคือ ไซแอม เช่นเดียวกับที่เขาไม่ไม่ยอมเรียกประเทศอิหร่าน จะเรียกว่าเปอร์เซียอย่างเดิม ซึ่งเราก็ไม่ได้ว่าอะไร เพราะเราก็เรียกเขาว่า อังกฤษ หรืออิงแลนด์ แม้เขาจะเปลี่ยนเป็น เกรดบริเตน แล้วก็ตาม

แม้จะมีประกาศไปเป็นเด็ดขาดแบบนี้แล้ว แต่ใน พ.ศ.๒๔๘๘ เมื่อสงครามโลกครั้งที่ ๒ ยุติ จอมพล ป.หมดอำนาจ ตกเป็นผู้ต้องหาในคดีอาชญากรสงคราม นายทวี บุณยเกตุ เข้ามาเป็น “นายกรัฐมนตรีขัดตาทัพ” อยู่ในตำแหน่งเพียง ๑๘ วัน เพื่อรอให้ ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช เอกอัครราชทูตไทยประจำกรุงวอชิงตัน และหัวหน้าขบวนการเสรีไทยในต่างประเทศกลับมารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี นายทวีได้มีประกาศเมื่อวันที่ ๗ กันยายน ๒๔๘๘ มีความว่า

“ตามที่ได้มีประกาศสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยรัฐนิยม ใช้ชื่อประเทศ ประชาชน และสัญชาติ ลงวันที่ ๒๔ มิถุนายน ๒๔๘๒ ซึ่งในภาษาอังกฤษให้ใช้ชื่อเรียกประเทศไทยว่า “THAILAND” ชื่อประชาชนและสัญชาติว่า “THAI” นั้น บัดนี้รัฐบาลได้พิจารณาว่า โดยชื่อของประเทศเราเป็นที่นิยมกันในต่างประเทศว่า “SIAM” จนเป็นที่รู้จักกันอย่างดีทั่วไปมาช้านานแล้ว ฉะนั้นจึงให้ชื่อประเทศไทยในภาษาอังกฤษว่า “SIAM” กับชื่อประชาชนและสัญชาติให้ใช้ว่า “SIAMESE” สำหรับในภาษาต่างประเทศอื่นๆให้ใช้โดยอนุโลม ส่วนชื่อในภาษาไทยให้คงใช้ว่า “ไทย” ไปตามเดิม”

กล่าวกันว่า ที่เปลี่ยนชื่อประเทศเฉพาะในภาษาอังกฤษครั้งนี้ ก็เพื่อเอาใจอังกฤษซึ่งเป็นผู้ชนะสงคราม และข่มขู่จะให้ถือว่าไทยเป็นผู้แพ้สงครามด้วยนั่นเอง แต่ใน พ.ศ.๒๔๙๑ เมื่อจอมพล ป.ซึ่งรอดพ้นคดีอาชญากรสงคราม คืนสู่อำนาจด้วยการทำรัฐประหาร ก็กลับไปใช้ THAILAND และ THAI อย่างเดิมจนถึงวันนี้

ตอนนี้เรากำลังจะร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่อีก ใครที่ผิดหวังจะแก้มาตรา ๑ มาตรา ๒ เรื่องสถาบัน จะเอาเรื่องไทยกับสยามมาเสนอขอแก้ไขอีกเรื่อง ก็คงจะพอทำให้บ้านเมืองวุ่นวายสับสนได้อีกหน่อยตามปรารถนา


กำลังโหลดความคิดเห็น...