xs
xsm
sm
md
lg

การ์ดตก? “หมอธีระ” เผยปลดล็อกรับคนต่างชาติเปิดช่องให้เชื้อเข้าไทย เตือนคนไทยความเสี่ยงตอนนี้มากขึ้น

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



ศ.นพ.ธีระ วรธนารัตน์ แพทย์จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ออกมาโพสต์ข้อความตำหนิหน่วยงานรัฐ หลังปล่อยให้มีผู้ติดเชื้อเข้ามาถึงพื้นที่ชั้นในของประเทศ หวั่นเกิดการแพร่ระบาดระลอกที่ 2 ชี้จุดอ่อนคือ การปลดล็อกรับคนต่างชาติ หวั่นจะเป็นการเปิดช่องให้เชื้อเข้าไทย เตือนคนไทยป้อนกันตัวให้ดีความเสี่ยงตอนนี้มากขึ้น

จากกรณีที่ นพ.ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน โฆษกศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 (ศบค.) แถลงข่าวระบุว่า พบผู้ป่วยรายใหม่ 3 ราย หนึ่งในนั้นคือทหารวัย 43 ปี สัญชาติอียิปต์ เป็นลูกเรือที่ได้รับการยกเว้นตามข้อกำหนดมาตรา 9 ฉบับที่ 6 เข้าพักที่โรงแรมแห่งหนึ่ง อ.เมืองฯ จ.ระยอง แล้วไปทำภารกิจทางการทหารที่เมืองเฉิงตู สาธารณรัฐประชาชนจีน ก่อนจะเดินทางกลับวันที่ 11 ก.ค. อีกทั้งยังพบว่าทีมลูกเรือนี้ได้ออกจากโรงแรมไปยังห้างสรรพสินค้าบางแห่งในระยองอีกด้วย ทำให้สังคมต่างวิจารณ์ว่ารัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา การ์ดตกเสียเองที่ปล่อยให้ชาวต่างชาติเข้ามาแพร่เชื้อ

ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 13 ก.ค. ศ.นพ.ธีระ วรธนารัตน์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้โพสต์ข้อความลงในเฟซบุ๊กส่วนตัว “Thira Woratanarat” ได้ออกมาระบุข้อความถึง นายกรัฐมนตรี, ศูนย์บริหารสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 และสภาความมั่นคงแห่งชาติ โดยได้ระบุข้อความว่า

“ความศรัทธา ความเชื่อมั่น...คือ สิ่งที่ทำให้เราทุกคนรอดจากการระบาดระลอกแรก ปลอดภัยจนถึงปัจจุบัน เราฉุดการระบาดที่คาดว่าจะกระจายไป 350,000 คน มาเหลือ 3,220 คน ในวันนี้...เพราะการตัดสินใจดำเนินการล็อกดาวน์ได้ทันเวลาในขณะที่จำนวนเคสสะสมยังไม่เกิน 1,000 คน ตามที่โรงเรียนแพทย์ได้เรียนนำเสนอที่ทำเนียบรัฐบาลในวันที่ 19 มีนาคม 2563 หากไม่ทำตั้งแต่ตอนนั้น เราก็คงไม่ได้เป็นดังเช่นวันนี้ ผมเชื่อว่า ท่านทราบดีว่าวิกฤตที่ผ่านมานั้นเกิดจากอะไร? เหตุใดจึงเกิดปรากฏการณ์ที่ไม่เกิดนโยบายปิดกั้นนักท่องเที่ยวตั้งแต่ช่วงแรก?

เหตุใดจึงเกิดปรากฏการณ์เชียร์แข่งรถในขณะที่มีโรคระบาด ทั้งๆ ที่ไม่มีตำราวิชาการแพทย์ สาธารณสุข หรือใดๆ ที่จะแนะนำให้ทำเช่นนั้น?

เหตุใดจึงเกิดปรากฏการณ์หน้ากากล่องหน หวัดธรรมดา หักหัวคิวโรงแรม ยาเสพติดรักษาสารพัดโรคไม่เว้นแต่โควิด?

เหตุใดจึงเกิดปรากฏการณ์สองมาตรฐาน รณรงค์ให้ทุกคนในประเทศป้องกันตัวเต็มที่ แต่มีบางกลุ่มบางพวกที่ไปออกงานกับชาวต่างชาติแล้วไม่ใส่หน้ากาก ไม่เว้นระยะห่าง ซึ่งส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่น ศรัทธาของประชาชนอย่างมาก?

เหตุใดจึงมีการชงมาตรการการปลดล็อกที่กำลังดำเนินไปด้วยดีในระยะต้นๆ แต่ต้องมาปลดล็อกกิจการเสี่ยงสูงภายในประเทศไปพร้อมกับแง้มประตูประเทศ เพื่อเปิดรับต่างชาติหลากหลายกลุ่ม พ่วงไปกับมาตรการหาเงินเข้าประเทศจากการนำผู้ป่วยต่างชาติ...ถือเป็นการเปิดทั้ง “ศึกนอกและศึกใน” ที่หนักหนาทั้งคู่ และควบคุมได้ยากไปพร้อมกัน โดยผมเชื่อว่า ไม่มีตำราพิชัยสงครามใดสนับสนุนให้ทำแบบนั้น?

ที่น่าเจ็บใจคือ การชงมาตรการฟองสบู่ท่องเที่ยว ที่ใช้แนวคิดแบบ “ฉันเชื่อใจเธอ เธอเชื่อใจฉัน เราจะไม่กักกัน” หวังจะผลักดันให้เปิดให้นักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามา หาเงินเข้าประเทศ ท่ามกลางสถานการณ์ระบาดรุนแรงทั่วโลก ที่วันนี้ทะลุ 13 ล้านคนไปแล้ว ตายไปเกินครึ่งล้าน และอัตราการติดเชื้อเพิ่ม 1 ล้านคน ในทุกๆ 5 วัน...สถานการณ์แบบนี้เด็กๆ ชั้นอนุบาล ประถม หรือมัธยม หากเค้าทราบ เค้าคงถามว่า เราปล่อยให้ “ใคร” ชงมาตรการอันตรายแบบนี้มาให้พิจารณาได้ ทั้งๆ ที่รู้กันดีว่าอันตราย เสี่ยงเกินไป และควรวางไว้บนหิ้งไปอีกระยะยาวนานพอสมควร กว่าจะกลับมาประเมินสถานการณ์ใหม่

ส่วนตัวแล้ว ผมได้พยายามให้ข้อมูล ทั้งต่อรัฐ และต่อสาธารณะ ด้วยจิตสำนึกว่า หากได้มีส่วนช่วยในการป้องกันอย่างเต็มที่ สุดความสามารถ ไม่ให้คนป่วยคนตาย และอยู่รอดจากโรคระบาดที่แพร่กระจายเร็ว รุนแรง แต่ยังไม่มียามาตรฐาน ไม่มีวัคซีนป้องกัน เพื่อยื้อเวลาให้เรามีอาวุธมาช่วยควบคุมได้ ก็ถือว่าชาตินี้ได้ตอบแทนคุณแผ่นดินในฐานะแพทย์ ครูแพทย์ และประชาชนชาวไทยคนหนึ่ง และตั้งใจทำมาตลอดตั้งแต่มีนาคมเป็นต้นมา

จนกระทั่งวันนี้ เป็นไปตามที่ผมได้เคยเตือนไว้หลายครั้งว่าจะเริ่มเห็นปัญหา หลังปลดล็อกรับคนต่างชาติราว 2-6 สัปดาห์ เพราะหลายประเทศที่เกิดการระบาดระลอกสองนั้น ล้วนโชว์ประสบการณ์ให้เราทราบมาก่อนหน้านี้

สิ่งที่ใช้เพื่อนำเสนอมาตลอดนั้นเป็นข้อมูลเชิงประจักษ์ เพื่อมาต่อสู้กับนโยบายหรือมาตรการที่ไม่เหมาะสม ที่ถูกนำเสนอ กดดัน หรือผลักดันโดยวิถีการเมืองและวิถีการรับใช้การเมือง

วันนี้...ผมคิดว่าถึงเวลาที่เหมาะสมอีกครั้ง ก่อนที่จะวิกฤตไปมากกว่านี้

ผมขอกราบเรียนเสนอให้ท่านโปรดช่วยคนไทยให้พ้นจากวิกฤต ด้วยการใช้ “คน” ที่เหมาะสม ดี มีสติ มีปัญญา มีคุณธรรม จริยธรรม ศีลธรรม และยึดมั่นในปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งในความเห็นของผมนั้น ดูจะเป็นหนทางเดียว เป็นคำตอบสุดท้าย ที่จะช่วยให้ไทยรอดจากปัญหา COVID-19 นี้ได้

ลด ละ เลิก การยอมให้มีการชงนโยบายและมาตรการที่ใช้กิเลสเป็นตัวนำ ในช่วงเวลาถัดจากนี้ไป เราคงต้องช่วยกันกระตุ้นเตือน และรณรงค์ให้ประชาชนชาวไทยที่รักของเรา รักตัวเอง รักครอบครัว ด้วยการป้องกันตัวอย่างแข็งขัน สม่ำเสมอ ด้วยความจริงที่ว่า ความเสี่ยงตอนนี้มากขึ้นเรื่อยๆ และเราต้องไม่ยอมให้เกิดโรคระบาดระลอกสอง กลับมาทำลายเราเหมือนที่เห็นในประเทศอื่นๆ

แนวคิดการยอมให้คนติดเชื้อจำนวนเท่านั้นเท่านี้...เป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้ เพราะสถานการณ์จริงเราจะไม่มีทางควบคุมและจัดการมันได้ครับ โปรดเลือกที่จะเชื่อ...ในสิ่งที่ถูกต้อง เหมาะสม โปรดระวัง...เหตุที่เกิดมาในอดีต และจัดการที่ต้นเหตุไม่ให้มีโอกาสมาทำให้เกิดปัญหาซ้ำซาก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หากปัญหาที่เกิดนั้นส่งผลโดยตรงต่อสวัสดิภาพ ความปลอดภัยของประชาชนชาวไทย และความมั่นคงของประเทศ ถ้าไม่ป่วย ไม่ตาย...เรายังมีปัญญาอยู่รอด หาทางทำกินได้ในอนาคต แต่หากป่วยและตาย...เราไม่มีทางชุบชีวิตกลับคืนมาครับ”




กำลังโหลดความคิดเห็น...