xs
xsm
sm
md
lg

สรุปข่าวเด่นในรอบสัปดาห์ 31 พ.ค.-6 มิ.ย.2563

เผยแพร่:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


(ซ้าย) พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และประธานยุทธศาสตร์พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) (ขวา) นายอุตตม สาวนายน รักษาการหัวหน้าพรรค พปชร.
1.พปชร.ร้าว 18 กก.บห.ลาออกกดดันเลือกชุดใหม่ ด้าน “บิ๊กป้อม” แบ่งรับแบ่งสู้นั่งหัวหน้าพรรคคนใหม่!

สถานการณ์การเมืองในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา กระแสโฟกัสไปที่ความขัดแย้งภายในพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ที่มีความพยายามเปลี่ยนแปลงคณะกรรมการบริหารพรรค โดยเฉพาะตำแหน่งหัวหน้าพรรคและเลขาธิการพรรค โดยเมื่อวันที่ 31 พ.ค. นายอุตตม สาวนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ในฐานะหัวหน้าพรรค พปชร. กล่าวถึงความขัดแย้งในพรรค พปชร.ว่า ...จุดยืนเราคือ ชู พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกฯ วันนี้ภารกิจยังไม่จบ วิกฤตของประเทศยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น การเปลี่ยนแปลงในพรรคการเมืองสามารถเกิดขึ้นได้ แต่ต้องเกิดจากคนในพรรคมีส่วนร่วมกันคิด ร่วมกันตัดสินใจไปด้วยกัน เพื่อพัฒนาพรรค พปชร.ให้เป็นสถาบันทางการเมือง มีโครงสร้างพรรคที่เข้มแข็ง สนับสนุนให้นายกฯ ได้ทำงานต่อไป

ขณะที่นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ในฐานะเลขาธิการพรรค พปชร.กล่าวถึงกรณีที่นายสิระ เจนจาคะ ส.ส.กทม.พรรค พปชร.ออกมาขับไล่ออกจากพรรคว่า ไม่ถือสาในเรื่องดังกล่าว อย่านำคำพูดบางคำมาเป็นประเด็น “สิระก็คือคุณสิระ”

มีรายงานว่า เมื่อวันที่ 31 พ.ค. ได้มีการประชุมของ ส.ส.พรรค พปชร.2 กลุ่ม กลุ่มแรกประมาณ 60 คน โดยหารือกันที่ชั้น 4 ห้อง 419 อาคารรัฐสภา อาทิ นายสนธิรัตน์ และ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรฯ โดยรัฐมนตรีและ ส.ส.กลุ่มนี้เห็นตรงกันว่า ต้องการสนับสนุนให้นายอุตตมะ เป็นหัวหน้าพรรค และนายสนธิรัตน์ เป็นเลขาธิการพรรคต่อไป เพื่อทำหน้าที่ดูแลงบประมาณ พ.ร.ก.กู้เงินช่วยพี่น้องประชาชนแก้ปัญหาโควิด-19

ส่วนอีกกลุ่ม ประชุมที่ชั้น 6 อาคารรัฐสภา โดยนายวิรัช รัตนเศรษฐ ส.ส.บัญชีรายชื่อ และประธานวิปรัฐบาล เป็นผู้เรียกประชุม โดยมี ส.ส.ในกลุ่มนายวิรัชและนายสุชาติ ชมกลิ่น ส.ส.ชลบุรี 20 คน กลุ่มสามมิตร 20 คน กลุ่ม กทม.7 คน และกลุ่มนายสันติ พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ร่วมประชุมด้วย

ด้านนายสิระ เจนจาคะ ส.ส.กทม.พรรค พปชร.กล่าวถึงกรณีมีข่าว ส.ส.60 คนของพรรค พปชร.ให้กำลังใจนายอุตตม เพื่อทำหน้าที่ดูแลงบประมาณและเงินกู้เพื่อแก้ปัญหาโควิด-19 และสนับสนุนให้นายอุตตมะเป็นหัวหน้าพรรคต่อไปว่า อยากถามทั้งนายอุตตม นายสนธิรัตน์ และ ร.อ.ธรรมนัสว่า รู้จักหน้าที่ของตัวเอง และให้เกียรติพรรคหรือไม่ เพราะทางพรรคได้นัดเวลาสถานที่ เพื่อประชุมอย่างชัดเจน ซึ่งมีการแจ้งสมาชิกทุกคนให้ทราบล่วงหน้าแล้ว แต่กลับไม่ให้ความสนใจกิจกรรมของพรรค หรือทั้ง 3 ท่านมีความคิดที่จะไปตั้งพรรคใหม่ตามที่มีข่าวออกมา เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ขอถามไปถึงนายอุตตมและนายสนธิรัตน์ว่า ยังสมควรจะดำรงตำแหน่งหัวหน้าและเลขาธิการพรรคต่อไปหรือไม่

วันต่อมา 1 มิ.ย. ที่พรรค พปชร. นายไพบูลย์ นิติตะวัน รองหัวหน้าพรรค พปชร.แถลงว่า ในฐานะรองหัวหน้าพรรค ได้รับหนังสือลาออกจากกรรมการบริหารพรรค 18 คน จึงได้ทำหนังสือเรียนไปยังหัวหน้าพรรค ว่า มีกรรมการบริหารพรรคประสงค์ลาออก โดยการลาออกมีผลตั้งแต่วันที่ 1 มิ.ย.นี้เป็นต้นไป เมื่อลาออก 18 คน เป็นเหตุให้ตำแหน่งกรรมการบริหารพรรคว่างลงเกินกึ่งหนึ่ง มีผลให้กรรมการบริหารพรรค พปชร.ทั่งคณะต้องพ้นจากตำแหน่ง ต้องเลือกตั้งกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ภายใน 45 วัน

นายไพบูลย์ ย้ำด้วยว่า “การลาออกของกรรมการบริหารพรรค 18 คนนี้ ไม่ได้เป็นการมัดมือ แต่เป็นไปตามข้อบังคับที่เมื่อกรรมการบริหารลาออกเกินกึ่งหนึ่ง ก็ส่งผลให้ทั้งชุดพ้นไปทั้งหมด ...แต่มั่นใจว่า ถ้าได้เลือกกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ จะทำให้พรรค พปชร.เข้มแข็งขึ้นกว่าเดิม และช่วยเหลือประชาชนให้ดีขึ้น”

สำหรับรายชื่อกรรมการบริหารพรรค พปชร.ที่ลาออก 18 คน ประกอบด้วย 1.นายสันติ พร้อมพัฒน์ 2.นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ 3.นายสุพล ฟองงาม 4.ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า 5.นายบุญสิงห์ วรินทร์รักษ์ 6.นายไผ่ ลิกค์ 7.นายนิโรธ สุนทรเลขา 8.นายสัมพันธ์ มะยูโซ๊ะ 9.นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ 10.นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ 11.นายชาญวิทย์ วิภูศิริ 12.นายสกลธี ภัททิยกุล 13.นายสัมฤทธิ์ แทนทรัพย์ 14.นายสุรชาติ ศรีบุศกร 15.นายนิพันธ์ ศิริธร 16.นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ 17.นายสมศักดิ์ เทพสุทิน และ 18.นายพงษ์กวิน จึงรุ่งเรืองกิจ

ด้านนายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ในฐานะเลขาธิการพรรค พปชร.กล่าวว่า การเปลี่ยนแปลงในพรรค ไม่จำเป็นต้องให้กรรมการบริหารลาออก แต่การเปลี่ยนแปลงควรเกิดขึ้นในที่ประชุมใหญ่พรรค ซึ่งในพรรค พปชร.ไม่มีความแตกแยก แต่เป็นความแตกต่างทางความคิด ซึ่งการเปลี่ยนแปลงต้องอยู่ในกรอบของระบอบประชาธิปไตย ต้องฟังเสียง ส.ส. น่าเสียดายที่การเปลี่ยนแปลงไม่น่าเกิดขึ้นในเวลานี้ ในเวลาที่นายกฯ บอให้หยุดปัญหาทางการเมืองเอาไว้ก่อน แต่มีคนบางกลุ่มต้องการเล่นการเมืองเพื่อผลประโยชน์

ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวได้ถาม พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ถึงกรณีที่มีกรรมการบริหารพรรค พปชร.ลาออก 18 คนว่า “เป็นเรื่องของพรรคไม่ใช่หรือ ต้องมีการเลือกกันใหม่ เป็นเรื่องของพรรคการเมือง อย่าเอาผมไปเกี่ยวเลย ผมไม่ได้เป็นสมาชิกพรรค ส่วนจะส่งผลให้มีการปรับ ครม.หรือไม่นั้น จะพิจารณาด้วยตนเอง”

ด้าน ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรฯ กล่าวถึงการร่วมลงชื่อลาออกจากกรรมการบริหารพรรค พปชร.ว่า เนื่องจากได้รับการประสานจากผู้ใหญ่ที่นับถือท่านหนึ่ง เมื่อตนพิจารณาแล้วจึงเห็นว่า ช่วง 1-2 เดือนที่ผ่านมา มีข่าวความเห็นต่างและความขัดแย้งในพรรคมาก ส่งผลกระทบต่อการทำงานและความเป็นเอกภาพของรัฐบาล เพราะคนที่ถูกกดดันมีตำแหน่งเป็นรัฐมนตรี มีหน้าที่แก้ปัญหาผลกระทบจากเชื้อโควิด-19 ให้พี่น้องประชาชน “สิ่งเหล่านี้ มีคนบางคนพยายามสร้างขึ้นมา เพื่อให้เกิดความขัดแย้ง โดยมีตนอยู่ตรงกลาง จึงอยากให้สังเกตว่า มีคนบางกลุ่มที่ขับไล่นายอุตตมมาตลอด แต่ไม่ลงชื่อลาออกจากกรรมการบริหารพรรค นั่นหมายความว่า มีคนวางแผนให้เกิดความขัดแย้ง เพื่อให้มีการปรับ ครม.ตนเองก็จะได้ตำแหน่งที่หวังไว้”

ขณะที่นายสิระ เจนจาคะ ส.ส.กทม.พรรค พปชร.กล่าวว่า “ตนขอฝากไปถึงนายอุตตมและนายสนธิรัตน์ว่า ขอให้ดูคนรอบข้างให้ดี บางคนไว้ใจไม่ได้ ต่อหน้าอย่าง ลับหลังอีกอย่าง อย่าตกเป็นเหยื่อ เพราะเท่าที่ตนเห็น มีคนบางกลุ่มที่ทำตัวเหมือนให้การสนับสนุนทั้งนายอุตตมและนายสนธิรัตน์ แต่กลับลงชื่อไล่ทั้ง 2 ท่าน ด้วยการเซ็นลาออกจากกรรมการบริหารพรรคด้วย ตนไม่ทราบว่าผู้ใหญ่อย่างนายอุตตมและนายสนธิรัตน์ รู้เท่าทันหรือไม่ตนจึงเป็นห่วงว่าจะถูกคนข้างตัวแทงกันเอง”

ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 4 มิ.ย. ผู้สื่อข่าวถาม พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานยุทธศาสตร์พรรค พปชร.ว่า หากมีการเสนอให้ พล.อ.ประวิตร เป็นหัวหน้าพรรค พปชร. จะตอบรับหรือไม่ พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า “เลือกใครก็ตามนั้น ถ้าให้เป็น ก็ห้ามไม่ได้” เมื่อถามย้ำว่า หากมีการเสนอจริง จะพร้อมรับหรือไม่ พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า “ไม่พร้อม” ก่อนเดินขึ้นรถไปทันที

2.พรรคพลังธรรมใหม่ ยื่นศาลปกครองเพิกถอนคำสั่งอัยการสูงสุดที่ไม่อุทธรณ์คดี “โอ๊ค” ฟอกเงินแบงก์กรุงไทย ชี้ทำสังคมเคลือบแคลง!

(ซ้าย) นายพานทองแท้ ชินวัตร (ขวา) นายจาตุรันต์ บุญเบ็ญจรัตน์ โฆษกพรรคพลังธรรมใหม่ (พธม.)
เมื่อวันที่ 1 มิ.ย. นายจาตุรันต์ บุญเบ็ญจรัตน์ โฆษกพรรคพลังธรรมใหม่ (พธม.) เผยว่า ได้ยื่นคำฟ้องต่อศาลปกครองกลาง ขอให้มีคำพิพากษาเพิกถอนคำสั่งของอัยการสูงสุด ที่ชี้ขาดไม่อุทธรณ์คดีที่พนักงานอัยการสำนักงานคดีพิเศษ 4 เป็นโจทก์ยื่นฟ้องนายพานทองแท้ ชินวัตร บุตรชายนายทักษิณ ชินวัตร คดีกล่าวหาร่วมกันฟอกเงิน 10 ล้าน จากกรณีที่ธนาคารกรุงไทยอนุมัติสินเชื่อให้เครือกฤษดามหานคร เนื่องจากเห็นคำสั่งศาลที่ยกฟ้องนายพานทองแท้ มีผู้พิพากษาที่เห็นว่านายพานทองแท้มีความผิด อีกทั้งประชาชนยังมีความเคลือบแคลงสงสัย ทางอัยการสูงสุดจึงควรมีคำสั่งให้อุทธรณ์ แต่กลับมีความเห็นไม่อุทธรณ์ จึงเห็นว่าคำสั่งดังกล่าวไม่สมเหตุสมผล

ประกอบกับก่อนหน้านี้ ทางศาลอนุญาตให้ขยายระยะเวลาการอุทธรณ์ออกไป โดยจะครบกำหนดในวันที่ 25 มิ.ย. ยังมีเวลา แต่เหตุใดอัยการสูงสุดจึงรีบมีคำสั่งไม่อุทธรณ์ และเป็นการพิจารณาขณะที่อัยการสูงสุดติดภารกิจต่างจังหวัด

นายจาตุรันต์ กล่าวว่า อยากให้อัยการสูงสุดทบทวนคำสั่งใหม่ สามารถตั้งคณะทำงานขึ้นมาพิจารณา เช่นเดียวกับในอดีตที่นายอรรถพล ใหญ่สว่าง อัยการสูงสุดในขณะนั้น มีคำสั่งตั้งคณะทำงานทบทวนกรณีนายจุลสิงห์ วสันตสิงห์ อดีตอัยการสูงสุด มีความเห็นไม่ฟ้องนายทักษิณ ชินวัตร ในคดีก่อการร้าย เพราะคดีของนายพานทองแท้ หลักฐานค่อนข้างชัดเจน โดยเฉพาะความเห็นของกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) และความเห็นของผู้พิพากษา นอกจากนี้อาจจะไปยื่น ป.ป.ช.เพื่อขอให้ตรวจสอบประเด็นนี้ รวมทั้งการลงนามในคำสั่งไม่อุทธรณ์ของรองอัยการสูงสุดด้วยเหตุว่าอัยการสูงสุดไม่อยู่ ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ และสามารถทำได้หรือไม่

โฆษกพรรคพลังธรรมใหม่ กล่าวด้วยว่า “สิ่งที่ประชาชนสงสัยคือ เส้นตามกระบวนการยุติธรรมยังสามารถเดินต่อไปได้ คือการอุทธรณ์ และฎีกา เมื่อศาลตัดสินยกฟ้อง โดยมีผู้พิพากษา 2 ท่านเป็นองค์คณะ 1 ท่านเห็นควรไม่ผิด แต่อีก 1 ท่านเห็นควรให้นายพานทองแท้มีความผิด ดังนั้นสิ่งที่อัยการต้องทำคือ อุทธรณ์ตามความเห็นของดีเอสไอ ซึ่งเป็นเจ้าของคดี แต่อัยการสูงสุดมีความเห็นไปทางที่สังคมเกิดความเคลือบแคลงว่า อยู่บนรากฐานของความสมเหตุสมผลหรือไม่”

อนึ่ง คดีฟอกเงินแบงก์กรุงไทย ที่นายพานทองแท้เป็นจำเลย ในศาลชั้นต้น มีองค์คณะผู้พิพากษา 2 ท่าน ท่านหนึ่งเห็นว่า นายพานทองแท้ไม่มีความผิด แต่อีกท่าน ซึ่งเป็นเจ้าของสำนวน เห็นว่า นายพานทองแท้มีความผิด เห็นควรให้ลงโทษจำคุกนายพานทองแท้ 4 ปี ไม่รอลงอาญา ซึ่งมีการบันทึกไว้เป็นความเห็นแย้งท้ายคำพิพากษา โดยหากคู่ความยื่นอุทธรณ์ ความเห็นแย้งนี้จะขึ้นสู่ศาลอุทธรณ์ทราบด้วย

โดยความเห็นของผู้พิพากษาเจ้าของสำนวนระบุว่า “เงินที่นายวิชัย กฤษดาธานนท์ (ผู้บริหารเครือกฤษดามหานคร) กับพวก ได้รับจากการอนุมัติสินเชื่อจากธนาคารกรุงไทย เป็นทรัพย์สินเกี่ยวกับการกระทำความผิดมูลฐาน ตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินฯ มาตรา 3 (4) (5) ซึ่งคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ (ดีอสไอ) ได้ตรวจสอบแผนผังเส้นทางการเงินแล้วพบว่า “เงินที่จำเลยรับโอนมีเส้นทางการเงินจากธนาคารกรุงไทย ได้อนุมัติสินเชื่อให้แก่เครือกฤษดามหานคร จากนั้นได้สั่งจ่ายเช็คเข้าบัญชี บล.กิมเอ็งฯ 10.5 ล้านบาท เพื่อสั่งซื้อหุ้นวิสามัญเพิ่มทุนบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) ในนามของนายวิชัย ต่อมานายวิชัย ได้ขายหุ้นดังกล่าว ได้รับเงิน ซึ่งหักค่าธรรมเนียมแล้ว 11,693,635 บาท เข้าบัญชีธนาคารไทยธนาคาร

ต่อมา เมื่อวันที่ 17 พ.ค. 2547 นายวิชัยจึงได้สั่งจ่ายเช็คธนาคารไทยธนาคาร จากบัญชีกระแสรายวัน 10 ล้านบาท ให้แก่จำเลย (นายพานทองแท้) เมื่อวันที่ 18 พ.ค. 2547 จำเลยได้นำเช็คเข้าฝากบัญชีธนาคารกรุงเทพ และเมื่อตรวจสอบบัญชีของนายวิชัย ภายหลังมีเงินจากการขายหุ้นมาเข้าบัญชีดังกล่าวแล้ว ไม่มีเงินจำนวนอื่นเข้าบัญชีอีก... นอกจากนี้ อดีตเจ้าหน้าที่ธนาคารกรุงเทพ และเจ้าหน้าที่ดีเอสไอ ตรวจสอบเส้นทางเดินของเงินกรณีธนาคารกรุงไทยปล่อยกู้สินเชื่อเครือกฤษดามหานครโดยทุจริต และตรวจสอบเงินจำนวน 10 ล้านบาท ที่จำเลย (นายพานทองแท้) รับโอนมาจากนายวิชัยแล้ว พบว่า เป็นเงินที่ได้จากการขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) ตามเส้นทางเงินที่มาจากการอนุมัติสินเชื่อโดยมิชอบ”

3.โควิด-19 ยังไร้ผู้ติดเชื้อในไทย แต่พบในผู้เดินทางกลับจาก ตปท.ล้วนอยู่ในสถานกักกันของรัฐ!

พญ.พรรณประภา ยงค์ตระกูล ผู้ช่วยโฆษก ศบค.
สถานการณ์ไวรัสโคโรนา 2019 หรือโควิด-19 ในไทย ในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา เมื่อวันที่ 1 มิ.ย. ซึ่งเป็นวันแรกของการคลายล็อกระยะ 3 นพ.ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน โฆษกศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 (ศบค.) แถลงว่า มีผู้ป่วยรายใหม่ 1 ราย รักษาหายกลับบ้านเพิ่ม 2 ราย ไม่มีผู้เสียชีวิตเพิ่ม ยอดผู้ป่วยสะสมรวม 3,082 ราย รักษาหายกลับบ้านรวม 2,965 ราย ยังรักษาใน รพ. 60 ราย เสียชีวิตรวมคงที่ 57 ราย สำหรับผู้ป่วยรายใหม่เป็นเพศหญิง อายุ 43 ปี เดินทางกลับมาจากประเทศรัสเซีย อยู่ในสถานกักกันของรัฐ จ.ชลบุรี

วันต่อมา 2 มิ.ย. มีผู้ป่วยโควิด-19 รายใหม่ 1 ราย รักษาหายกลับบ้านเพิ่ม 1 ราย เสียชีวิตเพิ่ม 1 ราย ยอดผู้ป่วยสะสมรวม 3,083 ราย รักษาหายกลับบ้านรวม 2,966 ราย ยังรักษาตัวใน รพ. 59 ราย เสียชีวิตรวม 58 ราย สำหรับผู้ป่วยรายใหม่เป็นนักศึกษาชาย อายุ 32 ปี กลับมาจากซาอุดีอาระเบีย โดยมาทางด่านปาดังเบซาร์ พักอยู่ในสถานกักกันของรัฐ จ.สงขลา ส่วนผู้เสียชีวิต เป็นชายไทย อายุ 80 ปี มีโรคหอบหืด เข้ารับการรักษาที่ รพ.สุไหงโก-ลก จ.นราธิวาส เพื่อเข้ารับการผ่าตัดสะโพก และได้พักฟื้นหลังผ่าตัดอยู่หอผู้ป่วยพิเศษรวม และมีประวัติสัมผัสผู้ป่วยยืนยันรายก่อนหน้า ซึ่งนอนในหอผู้ป่วยเดียวกัน

วันต่อมา 3 มิ.ย. พญ.พรรณประภา ยงค์ตระกูล ผู้ช่วยโฆษก ศบค. แถลงว่า มีผู้ป่วยโควิด-19 รายใหม่ 1 ราย รักษาหายกลับบ้านเพิ่ม 2 ราย ไม่มีผู้เสียชีวิตเพิ่ม ยอดผู้ป่วยสะสมรวม 3,084 ราย รักษาหายกลับบ้านรวม 2,968 ราย ยักรักษาใน รพ. 58 ราย เสียชีวิตรวมคงที่ 58 ราย สำหรับผู้ป่วยรายใหม่ เป็นนักศึกษาชายไทยอายุ 26 ปี กลับมาจากซาอุดีอาระเบียถึงกัวลาลัมเปอร์ และเข้าไทยผ่านด่านปาดังเบซาร์ โดยรถบัสวันที่ 25 พ.ค. ผลตรวจครั้งแรกไม่พบเชื้อ และเข้าพักในสถานกักกันที่รัฐจัดให้ จ.ปัตตานี การตรวจครั้งที่ 2 วันที่ 31 พ.ค. ตรวจพบเชื้อแต่ไม่มีอาการ จึงส่งตัวรักษาที่ รพ.ใน จ.ปัตตานี ซึ่งถือว่าไม่ใช่การติดเชื้อภายในประเทศ

วันต่อมา 4 มิ.ย. นพ.ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน โฆษ ศบค. แถลงว่า มีผู้ป่วยโควิด-19 รายใหม่ 17 ราย ไม่มีผู้เสียชีวิตเพิ่ม ยอดผู้ป่วยสะสมรวม 3,101 ราย รักษาหายกลับบ้านรวม 2,968 ราย ยังรักษาตัวใน รพ. 75 ราย เสียชีวิตรวมคงที่ 58 ราย สำหรับผู้ป่วยรายใหม่ กลับมาจากต่างประเทศและอยู่ในสถานกักกันที่รัฐจัดให้ทั้งหมด โดยแบ่งเป็น 3 กลุ่ม คือ 1. ประเทศคูเวต 13 ราย เป็นชายไทย 12 ราย หญิงไทย 1 ราย เข้าพักในสถานกักกัน กทม. 5 ราย และ สมุทรปราการ 8 ราย 2. ประเทศกาตาร์ 2 ราย เป็นชาย 1 ราย หญิง 1 ราย เข้าพักสถานกักกันที่ จ.สมุทรปราการ 3. ประเทศซาอุดีอาระเบีย 2 ราย เป็นชายไทย กลับถึงประเทศไทยผ่านด่านปาดังเบซาร์ เข้าพักในสถานกักกันที่ จ.สงขลา โดยทั้งสองรายตรวจพบเชื้อในครั้งที่ 2 เมื่อวันที่ 1 มิ.ย. และไม่มีอาการทั้งหมด

นพ.ทวีศิลป์ กล่าวด้วยว่า “นี่คือความสำคัญของสถานกักกันที่รัฐจัดให้ หลายคนบอกว่าไม่ให้เข้าได้หรือไม่ ประเทศเราสะอาดแล้ว ตรงนี้ไม่ได้ โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข บอกว่า เป็นสิทธิ์ของคนไทย จะเข้ามา จะเดินทางมาอย่างไร ทุกพื้นที่ของเมืองไทยต้องต้อนรับคนไทยเข้ามา แต่เข้ามาแล้วต้องมีนโยบายกำกับ สงสัยไว้ก่อนว่าจะติดโรค มาถึงด่านต้องตรวจโดยเร็ว ...เพื่อเข้าสถานกักกันในพื้นที่ จะได้ไม่มีการแพร่กระจายเชื้อ อย่างที่เคยเกิดขึ้นด่านสะเดา ด่านปาดังเบซาร์ที่เคยมีการติดเชื้อ เราไม่อยากให้เกิดภาพเช่นนั้น”

ส่วนกรณีที่คนแห่เที่ยวชายหาดบางแสนจำนวนมากเมื่อวันหยุดที่ผ่านมาวันที่ 3 มิ.ย. นพ.ทวีศิลป์ แนะว่า อยากให้ทุกคนคง 5 มาตรการหลักไว้กับตัว คือ อยู่ห่างไว้ ใส่มาสก์กัน หมั่นล้างมือ ต้องทำให้ดี ส่วนผู้ประกอบการก็ต้องเน้นเรื่องการทำความสะอาดพื้นผิว ที่อาบน้ำต่างๆ และอย่าให้แออัด หากเห็นว่าคนแน่นก็ให้กระจายออกไป ประเทศไทยเรามีชายหาดกว้างมาก ก็กระจายกันไป ส่วนประชาชนเองหากเห็นว่าคนเยอะ ก็อย่าไปอยู่ใกล้ตรงนั้น

วันต่อมา 5 มิ.ย. มีผู้ป่วยโควิด-19 รายใหม่ 1 ราย รักษาหายกลับบ้านเพิ่ม 3 ราย ไม่มีผู้เสียชีวิตเพิ่ม ยอดผู้ป่วยสะสมรวม 3,102 ราย รักษาหายกลับบ้านรวม 2,971 ราย ยังรักษาใน รพ. 73 ราย เสียชีวิตรวมคงที่ 58 ราย สำหรับผู้ป่วยรายใหม่กลับมาจากประเทศคูเวต เป็นชายไทย อายุ 45 ปี อาชีพรับจ้างทำงานที่แคมป์ของโรงงาน อยู่ในสถานกักกันที่รัฐจัดให้ หลังพบเชื้อ เข้ารับการรักษา รพ.ใน กทม.

ล่าสุด วันนี้ (6 มิ.ย.) พญ.พรรณประภา ยงค์ตระกูล ผู้ช่วยโฆษก ศบค. แถลงว่า มีผู้ป่วยโควิด-19 รายใหม่ 2 ราย ไม่มีผู้เสียชีวิตเพิ่ม ยอดผู้ป่วยสะสมรวม 3,104 ราย รักษาหายกลับบ้านรวม 2,971 ราย ยังรักษาตัวใน รพ. 75 ราย เสียชีวิตรวมคงที่ 58 ราย สำหรับผู้ป่วยรายใหม่ทั้ง 2 ราย มาจากต่าประเทศ อยู่ในสถานกักกันของรัฐ โดยรายแรกกลับมาจากรัสเซีย เป็นนักศึกษาไทย อายุ 22 ปี เข้าพักในสถานกักกันของรัฐ จ.ชลบุรี หลังพบเชื้อ เข้ารับการรักษาใน รพ. ที่ จ.ชลบุรี ส่วนอีกรายเป็นพนักงานโรงงานแห่งหนึ่งในประเทศคูเวต หลังกลับไทย เข้าพักในสถานกักกันของรัฐใน กทม. หลังพบเชื้อ จึงส่งตัวรักษาต่อ

4.ศาลฎีกาพิพากษายืนจำคุก “เสี่ยเจนภพ” 4 ปี ไม่รอลงอาญา คดีขับเบนซ์พุ่งชนรถฟอร์ด นศ.ปริญญาโทดับ 2 ศพ!

(ขวา) นายเจนภพ วีรพร หรือเสี่ยเจนภพ นักธุรกิจชื่อดัง (ซ้าย) รถของผู้เสียชีวิต
เมื่อวันที่ 2 มิ.ย. ศาลฎีกาได้พิพากษายืนจำคุก 4 ปี นายเจนภพ วีรพร หรือเสี่ยเจนภพ นักธุรกิจชื่อดัง วัย 41 ปี ในความผิดฐานเสพเมทแอมเฟตามีนขับรถ เป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย จากกรณีเมื่อวันที่ 13 มี.ค.2559 จำเลยได้ขับรถเบนซ์ รุ่นซีแอลเค สีดำ พุ่งชนท้ายรถเก๋งฟอร์ด เฟียสต้า จนเกิดไฟไหม้ ทำให้นายกฤษณะ ถาวร อายุ 32 ปี และ น.ส.ธันฐภัทร์ ฮ้อแสงชัย นิสิตปริญญาโท มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราขวิทยาลัย (มจร.) ถูกไฟคลอกเสียชีวิต 2 ศพ เหตุเกิดบนถนนพหลโยธิน กม.53 หมู่ 8 ต.เชียงรากน้อย อ.บางปะอิน จ.พระนครศรีอยุธยา

คดีนี้ ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยเป็นเวลา 2 ปี 6 เดือน โดยไม่รอลงอาญา โจทก์และโจทก์ร่วมที่ 3 และ 4 ได้อุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 เพิ่มโทษจำคุกจำเลย ต่อมา ศาลอุทธรณ์ภาค 1 มีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 8 พ.ค.2562 แก้คำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้เพิ่มโทษตามที่โจทก์และโจทก์ร่วมที่ 3 และ 4 อุทธรณ์ ลงโทษจำคุกจำเลย ฐานเสพเมทแอมเฟตามีนขับรถ เป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ลงโทษจำคุก 6 ปี แต่จำเลยให้การเป็นประโยชน์ ลดโทษให้บางส่วน คงเหลือโทษจำคุกจำเลย 4 ปี ไม่รอลงอาญา หลังจากนั้น จำเลยยื่นศาลฎีกา ขอให้ศาลลงโทษสถานเบา และรอการกำหนดโทษจำเลย โดยอ้างว่า จำเลยได้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์ร่วมทั้ง 4 คน

ทั้งนี้ ศาลฎีกาเห็นว่า การที่จำเลยได้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ร่วมทั้ง 4 คน เป็นเรื่องที่จำเลยต้องรับผิดชอบให้แก่โจทก์ร่วมตามกฎหมายในทางแพ่งอยู่แล้ว ส่วนที่จำเลยอ้างว่า จบการศึกษาจากต่างประเทศ เป็นกรรมการผู้มีอำนาจในบริษัท มีคุณงามความดีช่วยเหลือผู้อื่น หลังเกิดเหตุได้บวชอุทิศส่วนกุศลให้กับผู้ตายทั้ง 2 เป็นเวลา 2 เดือน 3 สัปดาห์ ศาลเห็นว่า ก็ยังไม่เป็นเหตุผลเพียงพอที่จะลงโทษจำเลยสถานเบา หรือรอการลงโทษให้จำเลยได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาลงโทษจำคุกจำเลย 4 ปี นั้น นับว่าเหมาะสมแก่พฤติการณ์ของรูปคดีแล้ว และเป็นคุณแก่จำเลยแล้ว

ส่วนที่โจทก์ร่วมขอให้ศาลฎีกา ลงโทษจำเลยสถานหนักและไม่รอการลงโทษ เห็นว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ลงโทษจำเลย ได้ใช้กฎหมายที่มีบทลงโทษหนักที่สุดแก่จำเลยและชอบด้วยกฎหมายแล้ว ไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะเปลี่ยนแปลง แก้ไขทั้งบทและโทษที่ลงแก่จำเลย ฎีกาของโจทก์ร่วมฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน คงจำคุกจำเลย 4 ปี โดยไม่รอลงอาญา

5.เจอดาบแรก! "ส.ต.ท." สังกัด ตชด.33 ผู้ต้องหาคดี "เตี้ย มช." ถูกให้ออกจากราชการไว้ก่อน!


ความคืบหน้าเกี่ยวกับการตายของ “เตี้ย มช.” สุนัขชื่อดังของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และคนรักสุนัข ซึ่งศพถูกทิ้งไว้ในป่าหญ้าข้างทางในซอยเปลี่ยว ต.ช้างเผือก อ.เมือง จ.เชียงใหม่ หลังจากที่หายตัวไป จนมีการประกาศตามหาตัว ต่อมา ตำรวจยศ ส.ต.ท. สังกัด ตชด.33 ออกมายอมรับว่า เป็นคนพาเตี้ย มช.ขึ้นรถจักรยานยนต์ไปขี่รถเล่น แต่อ้างว่า ระหว่างนั้นสุนัขได้กระโดดลงจากรถ และถูกล้อหลังทับตาย พร้อมปฏิเสธไม่ได้ทำทารุณกรรมแต่อย่างใด ขณะที่ทางมูลนิธิวอชด็อก ไทยแลนด์ ไม่เชื่อ และแจ้งความดำเนินคดีข้อหาทารุณกรรมสัตว์ต่อผู้ต้องสงสัย โดยตำรวจ สภ.ภูธรภูพิงคราชนิเวศน์ จ.เชียงใหม่ ได้แจ้งข้อหาผู้ต้องสงสัยรายนี้ 3 ข้อหา คือ 1.ลักทรัพย์ในเวลากลางคืนโดยใช้ยานพาหนะ 2.กระทำการทารุณกรรมสัตว์โดยไม่มีเหตุอันควร และ 3.ทิ้งซากสัตว์ นั้น

เมื่อวันที่ 2 มิ.ย. เพจเฟซบุ๊ก “มูลนิธิวอชด็อก ไทยแลนด์ Watchdog Thailand-WDT” ได้โพสต์ความคืบหน้าคดี “เตี้ย มช.” ว่า ตำรวจ ตชด.ยศสิบตำรวจโท ผู้ต้องหาในคดีถูกลงโทษสั่งให้ออกจากราชการ พร้อมทั้งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบวินัยร้ายแรง โดยระบุว่า “ #สั่งให้ออกจากราชการแล้ว พร้อมตั้งคณะกรรมการตรวจสอบวินัยร้ายแรง หลังการประชุม ปรึกษาและขอความช่วยเหลือในการคืนความเป็นธรรมให้ในกรณี พี่เตี้ย มช. และได้รับความกรุณาให้การช่วยเหลือและดำเนินการอย่างยุติธรรมที่สุด จาก พล.ต.อ. จักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ มอบหมาย พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และ พล.ต.ท.จารุวัฒน์ ไวศยะ ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เป็นผู้อำนวยการดำเนินการ WDT และประชาชน พร้อมคณะผู้ร้องเรียนได้รับทราบจาก พล.ต.ท.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการประจำสำนักงานผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ว่า ได้มีการสั่งการลงดาบแรกให้ "ผู้ต้องหาคนแรก" ออกจากราชการไว้ก่อน พร้อมตั้งคณะกรรมการตรวจสอบวินัยร้ายแรงเรียบร้อยแล้ว ถือเป็นอีกก้าวหนึ่งของความสำเร็จ "เด็ดดอกไม้สะเทือนถึงดวงดาว" ดอกแรก ที่ต้องจดจำไว้เป็นประวัติศาสตร์ครับ ขอบคุณ”

นอกจากนี้ เพจเฟซบุ๊ก “มูลนิธิวอชด็อก ไทยแลนด์ Watchdog Thailand-WDT” ยังได้โพสต์อ้างว่า มีผลชันสูตร “เตี้ย มช.” ฉบับใหม่ ที่บ่งชี้สาเหตุการตายว่า มีการแตกของกะโหลกที่ถูกทุบตี โดยระบุว่า “#เด็ดดอกไม้สะเทือนถึงดวงดาว #องก์ที่ 3 ขอบคุณเจ้าของภาพทุกท่านครับ ในที่สุดก็ได้เห็นกันแล้วว่า เมื่อ WDT และประชาชนเกิดข้อสงสัยในผลชันสูตรที่ปรากฏต่อสาธารณชนในครั้งแรก ทำให้เกิดการต่อสู้เพื่อพิสูจน์ข้อเท็จจริง ไม่ว่าจะเป็นการลงพื้นที่ดำเนินการสืบสวนสอบสวนใหม่ หรือความพยายามขอให้เปิดเผยผลชันสูตรที่แท้จริง #และยังไม่ทันไร…#ก็ปรากฏผลชันสูตรอีกฉบับออกมาแล้ว! ขอบคุณคณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ สำหรับ "ผลชันสูตรฉบับนี้" ซึ่งบ่งชี้ไปในทางตรงกันข้ามกับผลชันสูตรฉบับแรก ที่เกือบจะโน้มนำให้กลายเป็น "อุบัติเหตุ" ไปซะแล้ว

#ผลชันสูตรฉบับล่าสุด #บอกกล่าวเป็นภาษาชาวบ้าน ประมาณว่า…พยาธิสภาพที่ทำให้พี่เตี้ยต้องตาย ก็คือกะโหลกที่แตกทั้งสองด้าน ด้านหนึ่งแตกร้าว อีกด้านหนึ่งแตกละเอียดเป็นชิ้นๆ ถึงขั้นที่บอกได้ว่า ณ ขณะนั้นต้องมีสมองไหล เพราะไม่มีแผ่นกะโหลกรองรับอีกต่อไป# และบอกกล่าวเป็นภาษาทางวิชาการว่า# จากรูปที่ 1 พบการแตกของกะโหลกศีรษะจนเห็นรูปกะโหลกเปิดออกนั้นมาจากแรงกระแทก ซึ่งเป็นไปได้สูงว่า นี่จะเป็นสาเหตุของการตาย #จากรูปที่ 2 แสดงให้เห็นว่า มีการแตกของกะโหลกศีรษะเป็นชิ้นส่วน เช่น ส่วนของกระดูก occipital (กระดูกท้ายทอย), ส่วนของกระดูก perietal (ขม่อม) และส่วนของกระดูก temporal (ขมับ)

#และเมื่อมีรอยแตกของกะโหลกถึงสามรอย ก็ย่อมหมายความว่า มีการทุบถึงสามครั้ง! #พี่เตี้ยคงสิ้นใจในวินาทีนั้น หมดความรู้สึกไม่เจ็บไม่ปวดอีกต่อไป ไม่ว่าเขาจะเหยียบย่ำซ้ำเติมท่อนล่างของพี่เตี้ยจนอวัยวะภายในฉีกขาด หรือไม่ว่าจะปรากฏร่องรอยและเสียงปืนดังก็ตาม ดั่งจะให้แน่ใจว่า…พี่เตี้ยจะไม่มีวันลุกขึ้นมาขัดหูขัดตาใครได้อีก! ผลชันสูตรล่าสุด…ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า พี่เตี้ยสิ้นใจตายทรมานอย่างไร ผลชันสูตรล่าสุด…จะนำไปสู่ "รายงานผลชันสูตรและคำวินิจฉัยของสัตวแพทย์" ที่ตรงกันข้ามกับคำให้การของผู้ต้องหา ผลชันสูตรล่าสุด…จะนำไปสู่ถ้อยคำที่ลั่นวาจาไว้ของผู้บังคับบัญชาระดับสูงสุดของสำนักงานตำรวจแห่งชาติว่า ชอบนะ! ที่ผู้ต้องหาให้การปฏิเสธข้อกล่าวหาจะได้เป็นเครื่องพิสูจน์ฝีมือการสืบสวนสอบสวนของเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ปฏิบัติหน้าที่อย่างสุจริตและเข้มแข็ง รอครับ… ว่าดอกไม้ดอกใดจะถูกเด็ดเป็นรายต่อไป #รวมพลังคืนความเป็นธรรมให้กับพี่เตี้ย มช. ขอบคุณ”

ทั้งนี้ ยังไม่มีการยืนยันอย่างเป็นทางการจากคณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ว่า ผลชันสูตรฉบับล่าสุดที่เพจเฟซบุ๊ก “มูลนิธิวอชด็อกฯ” ระบุ เป็นผลชันสูตรที่ได้จากคณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ จริงหรือไม่

ด้าน พล.ต.ต.พิเชษฐ จีระนันตสิน ผบก.ภ.จว.เชียงใหม่ เผยเมื่อวันที่ 2 มิ.ย.ว่า ผู้บังคับบัญชา ต้นสังกัดของ ส.ต.ท.ปริญญา ปัญญาบุตร ผบ.หมู่ ตชด.33 ค่ายสมเด็จพระบรมราชินี ผู้ต้องหาคดี "เตี้ย มช." ได้มีคำสั่งตั้งคณะกรรมการสืบสวนเพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงเรื่องที่เกิดขึ้นแล้ว และมีคำสั่งให้ ส.ต.ท.ปริญญา ปัญญาบุตร ออกจากราชการไว้ก่อน ส่วนการดำเนินคดีนั้น พนักงานสอบสวนอยู่ระหว่างรวบรวมพยานหลักฐาน และสอบปากคำเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องในการสืบสวน ตรวจสอบข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น ก่อนที่จะสรุปสำนวนเสนออัยการ เพื่อพิจารณาสั่งฟ้องผู้ต้องหาต่อไป


กำลังโหลดความคิดเห็น...