xs
xsm
sm
md
lg

เสด็จเยือนฮอลลีวูด “เรากำลังเดินอยู่บนเมฆ กระทบไหล่กับดารา”! ทรงทำความเข้าใจเรื่อง “The King and I” อย่างเรียบง่าย!!

เผยแพร่:   โดย: โรม บุนนาค

เสด็จเยือนโรงถ่ายบริษัทปาราเมาวน์ ขณะถ่าย “G.I. Blues”
ในการเสด็จเยือนสหรัฐอเมริกาหลังจากการขึ้นครองราชย์นั้น มีรายการที่น่าสนใจอีกรายการหนึ่ง ก็คือการเสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมฮอลลีวูด

พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าหญิงวิภาวดี รังสิต ทรงนิพนธ์ไว้ในหนังสือ “เสด็จพระราชดำเนินอเมริกา พ.ศ.๒๕๐๓” ไว้ว่า จากรัฐฮาวายซึ่งทรงแวะเป็นแห่งแรก มาถึงแผ่นดินใหญ่ที่นครลอสแองเจลิส รายการสำคัญในการเสด็จเยี่ยมเมืองนี้ก็คือ ฮอลลีวูด เสด็จเยือนโรงถ่ายของบริษัทปาราเมาวน์ ขณะถ่ายภาพยนตร์เรื่อง “G.I. Blues” ที่นำแสดงโดย เอลวิส เพรสลีย์ ว่า

“บริษัทปาราเมาวน์นี้ใหญ่โตราวกับเมืองอะไรสักเมืองหนึ่ง กำลังทำหนังพร้อมกันหลายเรื่อง เรื่องบัญญัติสิบประการพึ่งทำเสร็จใหม่ๆ ฉากยังไม่ได้รื้อ เสด็จพระราชดำเนินผ่านเมืองโรมันทั้งเมืองไป เขาทำใหญ่โตมาก มีตึกรามบ้านช่อง ถนนหนทางกว้างขวาง มองดยังกับของจริง ใครวิ่งไปชนคงไม่สั่นคลอนเป็นแน่ หลังจากนั้นเขาก็นำเสด็จเข้าไปในโรงถ่ายซึ่งกำลังทำหนังเรื่อง G.I. Blues ของ Hal Wallis อยู่ นายวัลลิสป่วยในวันนั้น จึงส่งผู้แทนชื่อนายพอล เนทัน มารับเสด็จแทนตัว นายเนทันเป็นผู้นำพระเอก นางเอก คือ เอลวิส เพรสลี่ กับ จูเลียต พราวส์ เข้ามาเฝ้า ดูเหมือนหญิงได้ยินนายเอลวิสทูลพระเจ้าอยู่หัวว่า “Hello, Your Majesty, Sir” แล้วถวายคำนับตอนจับพระหัตถ์ ท่าทางเขาเรียบร้อยขี้อายผิดกว่าที่นึก หน้าตาหล่อกว่าในหนังด้วยซ้ำ ตาสีฟ้า หน้าเกลี้ยงเกลา ฟันเรียบ ยิ้มสวย เขาเพิ่งออกจากทหารมาใหม่ๆ ผมสั้นอย่างหนุ่มอเมริกันธรรมดา ไม่ยาวน่าตกใจอย่างหนังบางเรื่อง เขาแต่งหน้าสำหรับถ่ายหนัง คือทาเป็นสีน้ำตาลคล้ำไปทั้งหน้า แต่อย่างอื่นเช่นปากหรือคิ้วไม่ได้ทา คงปล่อยไว้ตามธรรมชาติ ส่วนจูเลียต พราวส์นั้นก็เหมือนในหนัง หนังเรื่อง จี.ไอ.บลูส์ นี้ มีตัวประกอบเป็นเด็กสาวสวยๆหลายคน คนหนึ่งเป็นนางรองของเรื่อง ตัวเล็กนิดเดียว หน้าตาน่าเอ็นดู แต่งสีม่วงอ่อน ออกมายืนดูสมเด็จร่วมกับคนอื่นๆ เมื่อตัวเอกของหนังเรื่องที่ถ่ายเข้ามาเฝ้าถวายตัวแล้ว พระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จก็ประทับลง เขาก็จัดการให้นายเอลวิสมานั่งข้างสมเด็จ แม่จูเลียตนั่งข้างพระเจ้าอยู่หัว แม่นั่นไม่รู้ขนบธรรมเนียมอะไร คงนั่งไขว่ห้างตามสบายของเจ้าหล่อน ช่างภาพต่างๆก็ถ่ายรูปถ่ายหนังกันเป็นการใหญ่ แล้วนายเอลวิสกับแม่จูเลียตก็ทูลลาขอตัวลุกขึ้นไปแสดงหนังถวาย นายเอลวิสขึ้นไปบนยกพื้นแล้วเต้นไปเต้นมา ท่ามกลางพลทหารอเมริกันทั้งหลายซึ่งเป็นลูกคู่ ทำปากร้องเพลงแต่ไม่มีเสียง เสียงไพล่ไปดังออกทางอื่น คงจะอัดเสียงล่วงหน้าไว้แล้ว เนื้อเพลงมีคำว่า “Did you ever...” เพลงคงจะมีชื่อคล้ายๆอย่างนั้น มีคนหมู่ใหญ่นั่งดูอยู่เต็มข้างล่าง ทั้งพลทหารนายทหารและผู้หญิง แม่จูเลียตดูเหมือนโผล่ดูออกมาจากม่านหลังยกพื้น ไม่ได้นั่งเป็นแถวดูอย่างคนอื่น เขาว่าตอนที่ถ่ายถวายทอดพระเนตรนี้ เป็นตอนสุดท้ายของหนังเรื่อง จี.ไอ.บลูส์ เขาถ่ายซ้ำ ๒ หน นายเอลวิสต้องเต้นไปเต้นมา ร้องเพลงไม่มีเสียงซ้ำ ๒ ครั้ง ระหว่างนั้นเขามีป้ายเขียนว่า “เงียบเสียง” ถ้าพวกเราเกิดไปคุยกันเข้าตอนนั้น คงมีภาษาไทยออกมาในหนังเรื่องนี้ตอนจบเป็นแน่

เมื่อทอดพระเนตรการถ่ายหนังตอนเดียวกันซ้อน ๒ ครั้งแล้ว เขาก็นำเสด็จออกไปนอกโรงถ่าย ไปทอดพระเนตรการถ่ายหนังกลางแจ้ง ตอนนั้นเขากำลังทำหนังคาวบอยสำหรับโทรทัศน์ เรื่อง “Have Gun, Will Travel”อยู่ ฉากของหนังเรื่องนี้เป็นถนนทั้งถนน มีบ้านใหญ่บ้างเล็กบ้าง ๒ ข้างถนน แบบที่เราเห็นในหนังคาวบอยบ่อยๆ มีบาร์ ร้านตัดผม มีรถม้าอย่างปิด คือเป็นรถตู้เปิดปิดหลังคาไม่ได้เทียมม้าจอดอยู่ มีม้าหลายตัวบ้างตัวเดียวบ้างผูกอยู่ที่เสาริมถนน มีพวกคาวบอยท่าทางอันธพาลยืนจับกลุ่มอยู่ตามที่ต่างๆ บางคนก็กำลังขึ้นม้า มีผู้หญิงแต่งกายโบราณโผล่ออกมาจากบ้านบางบ้าน บ้านริมถนนทุกหลังมีห้องหลายห้อง มีบันไดขึ้นไปชั้นบนได้ ทำแข็งแรง ถึงแม้ผู้ร้ายจะถูกชกหรือถูกยิงตกบันไดมา บ้านคงไม่สั่นสะเทือนเหมือนแผ่นดินไหวเป็นแน่ มองดูยังกับเมืองคาวบอยจริงๆ เมื่อทรงพระดำเนินไปตามถนนเมืองคาวบอยนั้นสักครู่ ก็ทอดพระเนตรเห็นคาวบอยร่างใหญ่ สูงโย่ง มีหนวด คาดปืน มีลูกกระสุนเต็ม สวมหมวกปีกใหญ่สีดำ เดินส่ายอาดเข้ามาเฝ้า เมื่อแรกพอหญิงเห็นนายคนนั้นเข้า นึกในใจว่าพ่อนี่ต้องเป็นผู้ร้ายเด็ด ที่ไหนได้กลายเป็นพระเอกของเรื่อง ชื่อนาย ริชาร์ด บูน ต่างหาก นายพระเอกสูงโย่งนี่ตลกดี เมื่อเข้าเฝ้าทั้ง ๒ พระองค์เรียบร้อยแล้ว ก็ชักปืนออกมาถวายพระเจ้าอยู่หัว ยกมือ ๒ ข้างทำยอมแพ้ พวกช่างภาพต่างๆที่เดินตามเสด็จมาเป็นหมู่ร้องเอะอะว่า “ขออีกที ขออีกทีเถอะ” พระเจ้าอยู่หัวท่านก็เลยทรงถือปืนจ้องนายริชาร์ด บูน ซึ่งทำท่ายอมแพ้ ประทานให้ช่างภาพถ่ายพระรูปตามใจชอบ วันรุ่งขึ้นกับวันต่อไป หนังสือพิมพ์ที่ได้อ่านทุกฉบับ เช่น ลอสแอนเจลิสไทมส์ ฮอลลีวู้ดโพสดิสแพ้ช นิวยอร์คเจอนัล นิวยอร์คไทมส์ เป็นต้น ลงรูปนายคาวบอยใหญ่ยกมือยอมแพ้พระเจ้าอยู่หัวกันเกรียวกราว สมเด็จทรงยืนทรงพระสรวลอยู่ใกล้ๆ”

กระทรวงการต่างประเทศของสหรัฐ กำชับพวกฮอลลีวูดและนักหนังสือพิมพ์ไว้อย่างแข็งขันว่า อย่าเอ่ยถึงหนังเรื่อง “The King and I” ที่ถูกห้ามฉายในไทย ด้วยเห็นว่าเป็นของแสลง แต่พระเจ้าอยู่หัวทรงทำให้เห็นเป็นเรื่องธรรมดา ในพระราชดำรัสตอบตอนที่สมาคมภาพยนตร์อเมริกันเลี้ยงถวายที่สโมสรของบริษัทปาราเมาวน์ในเที่ยงวันนั้น ซึ่งพระองค์หญิงวิภาวดีทรงเล่าว่า

“พระราชดำรัสในวันนั้นเป็นกันเอง ขำๆดี คนฟังชอบใจมาก หัวเราะกันก๊ากๆ แล้วตบมือถวายหลายครั้ง ใจความบางตอนถ้าหญิงจำไม่ผิดก็คล้ายๆงี้ “เรากำลังเดินอยู่บนเมฆ กระทบไหล่กับดารา เหล่าดาราส่องแสงไปทั่วโลก...(ตอนนี้พวกดาราที่นั่งอยู่ที่โต๊ะต่างยิ้มน้อยยิ้มใหญ่) พวกคนไทยโดยมากเป็นนักดูหนัง และติดตามความเป็นไปของดาราดวงที่ตนชอบอย่างสนใจที่สุด ข้าพเจ้าจำต้องรับสารภาพอย่างน่าเสียใจว่า แฟนหนังวัยรุ่นของเราบางคน สนใจเรื่องของดาราภาพยนตร์ที่ตนชอบมากกว่าสนใจวิชาที่เรียนจากโรงเรียนเสียอีก...”

ตอนนี้คนสำคัญของโลกภาพยนตร์ต่างหัวเราะชอบใจ ต่อไปพระเจ้าอยู่หัวก็ตรัสดีขึ้นไปอีก ตอนนี้ขอลอกพระราชดำรัสแท้ๆ มัวแปลเดี๋ยวเสียรสคำหมด

“Now” ทรงมีพระราชดำรัสต่อไป “I would like to confide something-and this is between the King and you. It’s about The King and I”

ตอนนี้ถึงฮาตึงเลยทีเดียว ทรงอธิบายให้เขาฟังว่า ถึงแม้บริษัททเว้นตี้ย์ เซ็นทูรี ฟ้อกซ์ ได้ทำหนังเรื่องนี้ให้เป็นหนังที่สนุก น่าดู สวยงาม เพลงไพเราะ แต่ไม่ถูกพงศาวดารนัก ถ้าออกฉายในเมืองไทยอาจทำให้ผิดใจกันขึ้นระหว่างประเทศ เพราะคนไทยนับถือกษัตริย์ของเขามาก คงจะไม่ชอบที่จะเห็นกษัตริย์ของเขาพระองค์หนึ่งแสดงเป็นตัวตลกอยู่ในหนังเรื่องนี้”

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวยังทรงมีพระราชดำรัสเกี่ยวกับ “เดอะ คิง แอนด์ ไอ” ให้เห็นเป็นเรื่องธรรมดาอีก ตอนที่ให้นักข่าวเข้าเฝ้าที่โฮเตลที่กรุงวอชิงตัน ทรงมีพระราชดำรัสกับนักข่าวที่แออัดอยู่ในห้องนั้นว่า

“พระเจ้าแผ่นดินกับนักหนังสือพิมพ์มีหน้าที่เหมือนกัน คือนำคนที่อยู่คนละแห่งในโลกให้เข้ามาใกล้กัน และช่วยให้สถานการณ์ของโลกดีขึ้น...ไม่ใช่เลวลง...etc. etc. etc.”

นักข่าวชอบใจตรง etc เพราะเผอิญไปตรงกับคำพูดของนายยูล บรินเนอร์ ตอนแสดงเป็นรัชกาลที่ ๔ ของเราในหนังและละครเรื่อง “เดอะ คิง แอนด์ ไอ”เข้า เลยฮากันตึง

หนังสือพิมพ์อเมริกันคงจะติดใจ “เดอะ คิง แอนด์ ไอ”ในด้านให้อารมณ์ขันมาก หนังสือพิมพ์นิวยอร์คมิเร่อ ฉบับวันที่ ๓๐ มิถุนายน จึงบรรยายพระฉายาลักษณ์พระเจ้าอยู่หัวประทับอยู่กับประธานาธิบดีไอค์เซนเฮาว์ ซึ่งชาวอเมริกันเรียกกันสั้นๆว่า “Ike”ว่า “The King and I(ke)”

ไม่ว่าจะทรงเสด็จฯไปที่ใด ก็ทรงได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่น ทุกคนต่างมีความสุขที่ได้เข้าเฝ้ารับเสด็จฯ สมดังพระราชปณิธานที่ทรงมีกระแสพระราชดำรัสอำลาประชาชนทางวิทยุกระจายเสียงก่อนเสด็จไปว่า

“ข้าพเจ้าก็จะแสดงต่อประชาชนของประเทศเหล่านั้นว่า ประชาชนชาวไทยมีมิตรจิตมิตรใจต่อเขา และข้าพเจ้าจะพยายามเต็มที่ เพื่อให้ฝ่ายเขารู้จักเมืองไทย และให้เกิดมีน้ำใจดีต่อชาวไทย”

แม้แต่เรื่อง “เดอะ คิง แอนด์ ไอ” ที่รัฐบาลอเมริกันกลัวนักกลัวหนาว่าจะทรงไม่พอพระทัยถ้ามีใครเอ่ยถึง ก็ทรงเอ่ยเสียเองให้เห็นเป็นเรื่องธรรมดาๆ และทำให้เข้าใจถึงเหตุผลว่า ทำไมภาพยนตร์เรื่องนี้จึงไม่ได้ฉายในเมืองไทย

นี่ก็เป็นพระราชกรณียกิจอีกอย่างหนึ่ง ที่ทรงทำให้คนในหลายประเทศชื่นชมยกย่องพระองค์
ราชาเพลงร็อคได้จับพระหัตถ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
ทอดพระเนตรการถ่ายภาพยนตร์โทรทัศน์  “Have Gun, Will Travel”
วอลท์ ดิสนีย์ รับเสด็จฯ
กำลังโหลดความคิดเห็น...