xs
xsm
sm
md
lg

สมเด็จพระนางเจ้าฯ ทรงพระราชนิพนธ์ ในหลวง ก็เคยถูกชาวออสเตรเลียทำไร้มารยาท

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: MGR Online


เฟซบุ๊ก Chai Seeho เย้ยรายการทีวีออสเตรเลีย สันดานไม่เปลี่ยน ยกพระราชนิพนธ์สมเด็จพระนางเจ้าฯ เมื่อครั้งตามเสด็จฯในหลวง รัชกาลที่ ๙ ไปออสเตรเลีย ปี 2505 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ก็เคยถูกปัญญาชนกระทำไร้มารยาท ก่อนใช้พระปัญญาตอบโต้จบเงียบ

วันนี้ (19 ต.ค.) เว็บไซต์เฟซบุ๊ก Chai Seeho ได้โพสต์ข้อความระบุถึงกรณีที่รายการทีวี Have You Been Paying Attention? ของเครือรัฐออสเตรเลีย นำภาพสตรีร้องไห้ หลังทราบข่าวการเสด็จสวรรคตของ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๙ มาตั้งคำถามให้ผู้ร่วมรายการตอบในเชิงขบขัน ว่า ตนไม่แปลกใจ เพราะพวกนี้ สันดาน ไม่เปลี่ยน ชาวออสเตรเลีย ไม่ได้เป็น ผู้ดี มาจากไหนหรอก มันเป็นพวกนักโทษที่ถูกอังกฤษนำตัวไป ปล่อยเกาะ แล้วก็รุกรานเจ้าถิ่น

ทั้งนี้ เฟซบุ๊กดังกล่าวยังได้ยกพระราชนิพนธ์ของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในหนังสือ “ความทรงจำ ในการตามเสด็จฯต่างประเทศทางราชการ” ตอนหนึ่ง เล่าถึงการเสด็จฯเครือรัฐออสเตรเลียเมื่อปี 2505 ที่ มหาวิทยาลัยเมลเบิร์น ได้ทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายปริญญาบัตรนิติศาสตร์ดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ ต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ความว่า

“วันแรกที่ถึงประเทศออสเตรเลีย เราก็โดนดีทันที พอพิธีรับเสด็จที่สนามบินแคนเบอร่าเสร็จแล้ว พระเจ้าอยู่หัวก็เสด็จขึ้นประทับรถพระที่นั่งพร้อมด้วยข้าพเจ้า ทันใดนั้นก็มีเสียงพึบ ๆ ดังออกมาจากราษฎรกลุ่มหนึ่ง ซึ่งมาคอยรับเสด็จอยู่มากมายสองข้างทาง ข้าพเจ้าหันไปดูอย่างแปลกใจ ก็เห็นตำรวจกับประชาชนที่ยืนอยู่แถวนั้น ช่วยกันปล้ำคว้าตัวผู้ชายผู้หนึ่งไว้ แต่ไม่ทัน ผู้ชายนั้นได้ยกมือสองข้างขึ้น แล้วคลี่ป้าย ... ป้ายนั้นมีใจความเป็นภาษาไทยว่า “เราไม่ต้องการต้อนรับผู้เผด็จการเมืองไทย” ครั้งนั้น เป็นครั้งแรกที่ข้าพเจ้าได้เห็นคนเรียกพระเจ้าอยู่หัวว่า “ผู้เผด็จการ” และแสดงว่าไม่ยินดีต้อนรับเมื่อเสด็จมาถึงเมืองเขา ข้าพเจ้ารู้สึกใจหายวาบไปหมด กระซิบทูลถามพระเจ้าอยู่หัวว่าทอดพระเนตรเห็นป้ายไล่ผู้เผด็จการหรือไม่ รับสั่งตอบว่าเห็นแล้ว พลางหันไปทรงยิ้มและโบกพระหัตถ์กับประชาชนที่มาโห่ร้องต้อนรับ โดยไม่ทรงแสดงความรู้สึกแม้แต่น้อย

ต่อมา ถึงวันที่มหาวิทยาลัยเมลเบิร์นถวายปริญญาเอกทางนิติศาสตร์ (กิตติมศักดิ์) แด่พระเจ้าอยู่หัว ท่ามกลางคณาจารย์ “ปัญญาชน” ณ หอประชุม มีคนเต็มไปหมดคนสำคัญของเมลเบิร์นและนักหนังสือพิมพ์มากหลาย

เมื่อพิธีเริ่มต้น อธิการบดีลุกขึ้นไปอ่านคำสดุดีถวายพระเกียรติพระเจ้าอยู่หัว ก่อนที่จะถวายปริญญา ทันใดนั้นเอง ข้าพเจ้าได้ยินเสียงเอะอะ เหมือนโห่ปนฮาอยู่ข้างนอก คือกลุ่ม “ปัญญาชน” ที่ยืนท่าต่าง ๆ ไม่น่าดู เช่น เอาเท้าฟาดบนต้นไม้บ้าง ถ่างขาบ้าง มือเท้าสะเอวบ้าง ซึ่งจากเสียงโห่ปนฮาของเขา ดังพอที่จะรบกวนเสียงที่อธิการบดีกำลังกล่าวอยู่ทีเดียว ข้าพเจ้ารู้สึกโกรธพุ่งขึ้นมาทันที รู้สึกสงสารพระเจ้าอยู่หัว จนทำอะไรไม่ถูก ในที่สุดก็ฝืนใจมองขึ้นไปเพื่อถวายกำลังพระทัย แต่แล้วข้าพเจ้านั่นแหละที่เป็นผู้ได้กำลังใจกลับคืนมา เพราะมองดูท่านขณะที่ทรงดำเนินไปยืนกลางเวที เห็นพระพักตร์สงบเฉย

ทันใดนั่นเอง คนที่อยู่ในหอประชุม ก็ปรบมือเสียงดังสนั่นหวั่นไหว คล้ายถวายกำลังพระทัยท่าน พอเสียงปรบมือเงียบลง ก็เห็นพระเจ้าอยู่หัว ทรงเปิดพระมาลาที่ทรงคู่กับฉลองพระองค์ครุย แล้วหันพระองค์ไปโค้งคำนับกลุ่มที่ส่งเสียงอยู่ข้างนอก อย่างงดงามที่สุด น่าดูที่สุด พระพักตร์ยิ้มนิด ๆ พระเนตรมีแววเยาะหน่อย ๆ แต่พระสุรเสียงงามเรียบยิ่งนัก กระแสพระราชดำรัสของพระเจ้าอยู่หัวที่ตรึงใจทั้งหอประชุมและภายนอกมีความว่า

“ขอขอบใจท่านทั้งหลายเป็นอันมาก ในการต้อนรับอันอบอุ่นและสุภาพเรียบร้อยที่ท่านแสดงต่อแขกเมืองของท่าน” รับสั่งเพียงเท่านั้นเอง ก็หันพระองค์มารับสั่งต่อกับผู้ที่นั่งฟังอยู่ในหอประชุม เสียงฮานั้นเงียบลงทันทีราวกับปิดสวิตช์ แล้วตั้งแต่บัดนั้นก็ไม่มีอีกเลย ทุกคนข้างนอก ข้างใน ต่างฟังพระราชดำรัสด้วยท่าทางดูขบคิด

ข้าพเจ้าเห็นว่าพระราชดำรัสวันนั้นดีมาก รับสั่งสดโดยไม่ทรงใช้กระดาษเลย ทรงเล่าถึงวัฒนธรรมอันเก่าแก่ของไทย ว่า “เรามีเอกราช มีภาษาของเราเอง มีตัวหนังสือซึ่งคิดค้นขึ้นใช้เอง เราตั้งกฎหมายปกครองของเราเอง ให้สิทธิเสรีภาพแก่ประชาชนมา 700 กว่าปีมาแล้ว” ท่ามกลางพระสุรเสียงที่ตรึงใจชาวออสเตรเลีย และ “ปัญญาชน” หลังจากรับสั่งว่า 700 กว่าปีมาแล้ว ทรงทำท่าเหมือนพึ่งนึกออก ทรงสะดุ้งนิด ๆ แล้วโค้งพระองค์อย่างสุภาพเมื่อตรัสว่า
“ขอโทษ...ลืมไป...ตอนนั้นยังไม่มีประเทศออสเตรเลียเลย” แล้วทรงตรัสต่อไปว่า “แต่ไหนแต่ไรมา คนไทยเรามีน้ำใจกว้างขวางพร้อมที่จะให้โอกาสคนอื่น และฟังความคิดเห็นของเรา เพราะเราใช้ปัญญาขบคิดไตร่ตรองหาเหตุผลก่อน จึงจะตัดสินใจว่าสิ่งไรเป็นอย่างไร ไม่สุ่มสี่สุ่มห้าตัดสินใจอะไรตามใจชอบ โดยไม่ใช้เหตุผล”

เมือเสร็จพิธีถวายพระเกียรติเรียบร้อยแล้ว ก็จำต้องผ่านคนกลุ่มนั้นอีก เขายังคงยืนคอยเราอยู่ที่เก่า แต่อากัปกิริยาเปลี่ยนไปหมด บางคนหน้าตาเฉย ๆ ดูหลบตาพวกเรา ไม่มีการมองอย่างประหลาดอีกแล้ว แต่บางคนก็มีน้ำใจเป็นนักกีฬา พอที่จะยิ้มแย้มแจ่มใสโบกมือและปรบมือให้เราตลอดทางตนถึงที่รถพระทีนั่งจอดอยู่”



กำลังโหลดความคิดเห็น...