xs
xsm
sm
md
lg

สรุปข่าวเด่นในรอบสัปดาห์ 26-31 ต.ค.2557

เผยแพร่:   โดย: MGR Online

คลิกที่นี่ เพื่อฟังสรุปข่าวฯ

1.สปช.-สนช.คลอด กมธ.ยกร่าง รธน.25 คนแล้ว ด้าน คสช.-ครม.เตรียมเคาะอีก 11 ชื่อ 4 พ.ย.!
 โฉมหน้าผู้ได้รับเลือกเป็น กมธ.ยกร่าง รธน.ในส่วนของ สปช.5 คนจากผู้ได้รับเลือกทั้งหมด 20 คน
เมื่อวันที่ 29 ต.ค.ได้มีการประชุมสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ(สปช.) เพื่อเลือกกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญจำนวน 20 คน โดยก่อนหน้าการประชุม 2 วัน(27 ต.ค.) ได้มีการประชุมเพื่อกำหนดสัดส่วนกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญว่าจะให้โควตาคนนอก 5 คนตามที่วิป สปช.เสนอหรือไม่ โดยฝ่ายที่เห็นว่าควรมีคนนอก 5 คน ได้แก่ นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ เนื่องจากเห็นว่า ควรเปิดกว้างให้คู่ขัดแย้งได้เข้ามาส่วนร่วมในการปฏิรูป เช่น พรรคประชาธิปัตย์ พรรคเพื่อไทย พรรคชาติไทยพัฒนา กลุ่ม กปสส. และกลุ่ม นปช.

ขณะที่อีกฝ่าย ได้แก่ นายเสรี สุวรรณภานนท์ เห็นว่าควรให้คนใน สปช.เป็นกรรมาธิการยกร่างฯ ทั้งหมด เพื่อให้การยกร่างรัฐธรรมนูญเป็นไปตามการเสนอของ สปช.หากให้คนนอกเข้ามาเป็นกรรมาธิการ 5 คน จะส่งผลให้สัดส่วนกรรมาธิการจากคนใน สปช.มีเพียง 15 คน เมื่อสัดส่วนคนนอก สปช.มี 5 คน บวกกรรมาธิการในส่วนของ คสช.-ครม.และ สนช.อีก 16 คน จะรวมเป็น 21 คน ซึ่งจะกลายเป็นเสียงข้างมาก ทำให้การร่างรัฐธรรมนูญไม่สะท้อนความต้องการหรือข้อเสนอของ สปช. ในที่สุดที่ประชุม สปช.จึงมีมติเสียงข้างมาก 175 ต่อ 39 ไม่ให้คนนอกเข้ามานั่งกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญในส่วนของ สปช.

ทั้งนี้ มีผู้สมัครเป็นกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญในส่วนของ สปช.ทั้งสิ้น 31 คน โดยก่อนลงคะแนน นายเทียนฉาย กีระนันทน์ ประธาน สปช.ได้ให้ผู้สมัครแต่ละคนแนะนำตัวเองและผลงานที่ผ่านมาคนละ 2 นาที จากนั้นได้ให้สมาชิก สปช.ลงคะแนนลับ ผลปรากฏว่า ผู้ได้รับเลือกเป็นกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญที่มีคะแนนมากสุด 20 อันดับแรก ประกอบด้วย 1.นายมานิจ สุขสมจิตร ได้ 222 คะแนน 2.นายประชา เตรัตน์ ได้ 209 คะแนน 3.นางถวิลวดี บุรีกุล ได้ 206 คะแนน 4.น.ส.สมสุข บุญญะบัญชา ได้ 202 คะแนน 5.นายเชิดชัย วงศ์เสรี ได้ 198 คะแนน 6.พล.ท.นคร สุขประเสริฐ ได้ 197 คะแนน 7.พล.ท. เลิศรัตน์ รัตนวานิช ได้ 195 คะแนน 8.นายจุมพล สุขมั่น ได้ 192 คะแนน 9.นายวุฒิสาร ตันไชย ได้ 188 คะแนน 10.นายคำนูณ สิทธิสมาน ได้ 182 คะแนน

11.นายเอนก เหล่าธรรมทัศน์ ได้ 177 คะแนน
12.นางทิชา ณ นคร ได้ 171 คะแนน 13.นางนรีวรรณ จินตกานนท์ ได้ 163 คะแนน 14.นายจรัส สุวรรณมาลา ได้ 142 คะแนน 15.นายไพบูลย์ นิติตะวัน ได้ 125 คะแนน 16. น.ส.สุภัทรา นาคะผิว ได้ 125 คะแนน 17.นายบัณฑูร เศรษฐศิโรตม์ ได้ 122 คะแนน 18.นายชูชัย ศุภวงศ์ ได้ 118 คะแนน 19.พล.ท.นาวิน ดำริกาญจน์ ได้ 118 คะแนน 20. นายมีชัย วีระไวทยะ ได้ 117 คะแนน

สำหรับผู้ที่พลาดหวังไม่ได้รับเลือก ประกอบด้วย 1. นายชัยอนันต์ สมุทวณิช 2.นางตรึงใจ บูรณสมภพ 3.นายอมร วานิชวิวัฒน์ 4.พล.อ.จิระ โกมุทพงศ์ 5.นายนันทวัฒน์ บรมานันท์ 6.นายอุดม เฟื่องฟุ้ง 7.นายวรรณชัย บุญบำรุง 8.นายไพโรจน์ พรหมสาสน์ 9.นายชาติชาย ณ เชียงใหม่ 10.พล.อ.ชูศิลป์ คุณาไทย 11.นายนิรันดร์ พันทรกิจ ขณะที่นายเจิมศักดิ์ ปิ่นทอง ได้ถอนตัวก่อนการลงคะแนน

ส่วนการเลือก 5 กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญของสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.) นั้น เมื่อวันที่ 30 ต.ค. สนช.ได้ประชุมเพื่อเลือก 5 กรรมาธิการฯ ดังกล่าว โดยมีผู้สมัครทั้งสิ้น 11 คน แต่ก่อนลงคะแนน นายชูเกียรติ รัตนชัยชาญ สนช.และเลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา ได้ขอถอนตัว โดยอ้างว่า ไม่ต้องการแข่งขันหรือตัดคะแนนนายดิสทัต โหตระกิตย์ รองเลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา ที่ได้รับการเสนอชื่อด้วย จึงขอถอนตัวเพื่อให้เกิดความหลากหลายมากขึ้น จึงเหลือผู้สมัครเพียง 10 คน

จากนั้นได้มีการประชุมลับเพื่อให้สมาชิก สนช.เลือกผู้เหมาะสมดำรงตำแหน่งกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ 5 คน โดยมีสมาชิกเข้าประชุมทั้งสิ้น 182 คน ผลการลงคะแนนปรากฏว่า ผู้ได้รับเลือกด้วยคะแนนมากสุด 5 อันดับแรก ประกอบด้วย 1.นายดิสทัต โหตระกิตย์ ได้ 175 คะแนน 2.นางกาญจนารัตน์ ลีวิโรจน์ ได้ 167 คะแนน 3.นายปรีชา วัชราภัย ได้ 149 คะแนน 4.นายวุฒิศักดิ์ ลาภเจริญทรัพย์ ได้ 126 คะแนน และ 5.พล.อ.ยอดยุทธ บุญญาธิการ ได้ 100 คะแนน

ส่วนผู้ที่พลาดหวังไม่ได้รับเลือก ได้แก่ พล.อ.สมเจตน์ บุญถนอม ซึ่งตอนแรกมีข่าวว่าจะได้รับคะแนนมากสุด กลับได้เพียง 85 คะแนน ,รศ.ทวีศักดิ์ สูทกวาทิน ได้ 67 คะแนน ,นายภัทรศักดิ์ วรรณแสง ได้ 37 คะแนน ,พล.อ.นิวัฒน์ ศรีเพ็ญ ได้ 26 คะแนน ,นายประมุท สูตะบุตร ได้ 24 คะแนน

สำหรับการเลือกกรรมาธิการยกร่างฯ ในส่วนของ ครม.5 คน คสช.5 คน และประธานกรรมาธิการยกร่างฯ อีก 1 คนที่จะเลือกโดย คสช.นั้น พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช.ได้นัดประชุม ครม.และ คสช.เพื่อเคาะรายชื่อในวันที่ 4 พ.ย. ซึ่งเป็นวันสุดท้ายที่ต้องสรรหากรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญให้ครบ 36 คนภายใน 15 วันนับตั้งแต่การประชุมนัดแรกของ สปช.

2.ศาลปกครองสูงสุด พิพากษากลับยกฟ้อง “ยิ่งลักษณ์” คดีจัดการน้ำ 3.5 แสนล้าน ชี้ แผนแม่บทแค่แนวคิด ยังไม่สร้างความเสียหาย!

 (บน) นายศรีสุวรรณ จรรยา (คนซ้าย)  นายกสมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อน 1 ในผู้ฟ้อง (ล่าง) น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯ พาบุตรชายเที่ยวกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ที่ประเทศจีน
เมื่อวันที่ 31 ต.ค. ศาลปกครองสูงสุด ได้นัดอ่านคำพิพากษาคดีที่นายศรีสุวรรณ จรรยา นายกสมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อน และชาวบ้านในพื้นที่ กทม. ,ปทุมธานี และพระนครศรีอยุธยา รวม 45 คน ยื่นฟ้อง น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ขณะดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ,คณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อวางระบบบริหารจัดการน้ำ( กยน.) ,คณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการน้ำและอุทกภัยแห่งชาติ( กบอช.) และคณะกรรมการบริหารจัดการน้ำและอุทกภัย( กบอ.) เป็นผู้ถูกฟ้องที่ 1-4 กรณีเป็นเจ้าหน้าที่รัฐและหน่วยงานทางปกครองกระทำการโดยมิชอบ ด้วยการจัดทำแผนแม่บทการบริหารจัดการน้ำไม่ถูกต้องตามขั้นตอน และใช้อำนาจฝ่ายบริหารเร่งรีบออก พ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อวางระบบการบริหารจัดการน้ำและสร้างอนาคตประเทศ พ.ศ.2555 ออกมาบังคับใช้โดยไม่มีเหตุผลเพียงพอ โดยผู้ถูกฟ้องยึดถือเงินเป็นตัวตั้ง ทั้งที่ยังไม่ทราบเลยว่าจะมีรายละเอียดของโครงการหรือกิจกรรมใดเกิดขึ้นได้จริงบ้าง แต่กลับเร่งรีบออกกฎหมายกู้เงิน 3.5 แสนล้านบาท

สำหรับคดีนี้ ศาลปกครองชั้นต้นมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 27 มิ.ย.56 ให้ผู้ถูกฟ้องทั้ง 4 ปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 57 วรรค 2 และ 67 วรรค 2 ด้วยการนำแผนแม่บทฯ ไปจัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียตามสิทธิชุมชนอย่างทั่วถึง ก่อนจะดำเนินการจ้างออกแบบและก่อสร้างในแต่ละแผนงาน(โมดูล)

อย่างไรก็ตาม ศาลปกครองสูงสุดพิเคราะห์แล้ว พิพากษากลับคำพิพากษาของศาลปกครองชั้นต้น เป็นให้ยกฟ้องคดีนี้ เนื่องจากเห็นว่าการจัดทำแผนแม่บทดังกล่าวเป็นเพียงกรอบแนวคิด ยังไม่มีความชัดเจนและยังไม่มีผลบังคับให้ต้องปฏิบัติตาม ประกอบกับแผนนั้นไม่มีลักษณะเป็นการวาง จัดทำ หรือดำเนินการให้เป็นไปตามผังเมืองรวมและผังเมืองเฉพาะในเมืองหรือชนบท เพื่อสร้างหรือพัฒนาเมือง หรือส่วนของเมืองขึ้นใหม่หรือแทนเมืองหรือส่วนของเมืองที่ได้รับความเสียหายที่จะถือได้ว่าแผนแม่บทฯ เป็นการผังเมือง ตามพ.ร.บ.การผังเมือง พ.ศ.2518 อีกทั้งยังไม่มีเนื้อหาเป็นการวางแผนพัฒนาเศรษฐกิจการเมืองและวัฒนธรรม ไม่ใช่การเวนคืนอสังหาริมทรัพย์และกำหนดเขตการใช้ประโยชน์ที่ดิน จึงไม่ใช่การวางผังเมืองที่อาจมีผลกระทบต่อส่วนได้ส่วนเสียสำคัญของประชาชนที่จะมีผลบังคับให้รัฐต้องจัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนอย่างทั่วถึงก่อนดำเนินการ จึงพิพากษายกฟ้อง

ด้านนายศรีสุวรรณ นายกสมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อน 1 ในผู้ฟ้อง เผยความรู้สึกหลังฟังคำพิพากษาว่า ยอมรับว่าเสียใจกับคำพิพากษาที่ออกมา และว่า คำพิพากษาของศาลมีการวางแนวปฏิบัติหลายเรื่อง ซึ่งจะทำให้ภาคประชาชนต้องเหนื่อยมากขึ้น เพราะการมาฟ้องศาล ศาลอาจมองว่าเรื่องยังไม่เกิด ชาวบ้านต้องรอให้เดือดร้อนจากโครงการก่อนแล้วจึงมาฟ้อง

ทั้งนี้ นายศรีสุวรรณ ยืนยันว่า ภาคประชาชนจะทำหน้าที่ตรวจสอบโครงการและนโยบายของรัฐที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบกับประชาชนต่อไป และว่า แม้โครงการน้ำ 3.5 แสนล้านบาทจะถูกยกเลิกไปแล้วโดยรัฐบาลปัจจุบัน แต่ พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้มีการจัดทำแผนป้องกันน้ำท่วม น้ำแล้ง และน้ำเน่าเสีย ซึ่งถือว่าเป็นยุทธศาสตร์ในการบริหารจัดการน้ำเช่นกัน โดยขณะนี้มีการสำรวจความคิดเห็นประชาชนในพื้นที่ภาคเหนือแล้ว แต่ไม่ครบทุกจังหวัด ดังนั้นสัปดาห์ที่ผ่านมาสมาคมฯ จึงทำหนังสือท้วงติงถึง พล.อ.ฉัตรชัย ว่า อยากให้มีการรับฟังความคิดเห็นประชาชนอย่างรอบด้าน หากไม่ดำเนินการ สมาคมฯ จะฟ้องศาลต่อไป โดยภาคประชาชนจะติดตามและกัดไม่ปล่อย ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลใดถ้าทำให้ประชาชนเดือดร้อน

3.“พรเพชร” เรียกประชุม สนช.โหวตถอดถอน “ยิ่งลักษณ์” 12 พ.ย. ส่วน “ขุนค้อน-นิคม” ลุ้น 6 พ.ย.!

 น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯ-นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ อดีต ประธานรัฐสภา-นายนิคม ไวยรัชพานิช อดีตประธานวุฒิสภา
เมื่อวันที่ 29 ต.ค. นายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.) เผยความคืบหน้าคดีถอดถอน น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี จากปัญหาโครงการรับจำนำข้าว ซึ่งคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) ชี้มูลความผิด และส่งสำนวนมาให้ สนช.เมื่อวันที่ 14 ต.ค.ว่า มีเอกสารประกอบหลายร้อยหน้า โดยระบุว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์มีพฤติกรรมจงใจทำผิดรัฐธรรมนูญ 2550 มาตรา 178 และขัดต่อ พ.ร.บ.บริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ.2534 มาตรา 11(1) และขัดต่อ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย ป.ป.ช. มาตรา 58

ทั้งนี้ นายพรเพชรและวิป สนช.พิจารณาอย่างละเอียดแล้วเห็นว่า แม้สำนวนถอดถอนของ ป.ป.ช.จะอ้างฐานความผิดตามรัฐธรรมนูญ 2550 ที่ยกเลิกไปแล้ว แต่สำนวนดังกล่าวยังได้อ้างฐานความผิดตาม พ.ร.บ.บริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ.2534 และ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย ป.ป.ช.ที่ยังคงบังคับใช้อยู่ ดังนั้นจึงสั่งบรรจุเข้าเป็นวาระการประชุม สนช.นัดพิเศษในวันที่ 12 พ.ย. เพื่อเข้าสู่กระบวนการพิจารณาต่อไป

ส่วนกรณีถอดถอนนายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ อดีตประธานรัฐสภา และนายนิคม ไวยรัชพานิช อดีตประธานวุฒิสภานั้น นายพรเพชร บอกว่า สนช.ยังสงสัยฐานความผิดของสำนวนถอดถอนนายสมศักดิ์และนายนิคม เพราะ ป.ป.ช.อ้างความผิดตามรัฐธรรมนูญ 2550 ที่ยกเลิกไปแล้ว วิป สนช.จึงมีมติให้นำเข้าที่ประชุม สนช.ในวันที่ 6 พ.ย.เพื่อพิจารณาว่า เรื่องดังกล่าวอยู่ในอำนาจ สนช.หรือไม่

ผู้สื่อข่าวถามว่า กรณีถอดถอนนายสมศักดิ์และนายนิคม ต่างจากกรณีถอดถอน น.ส.ยิ่งลักษณ์อย่างไร นายพรเพชร บอกว่า กรณี น.ส.ยิ่งลักษณ์ ตรวจสอบแล้วเห็นว่า คำร้อง ข้อกล่าวหา ฐานความผิด ครบถ้วน เพราะยังมีฐานความผิดตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญที่ยังบังคับใช้อยู่ ซึ่งดำเนินการไปตามข้อบังคับ แต่กรณีนายสมศักดิ์และนายนิคม ยังไม่ชัดว่าสามารถดำเนินการตามข้อบังคับได้หรือไม่ ต้องขอความเห็นจากที่ประชุมวันที่ 6 พ.ย.ก่อน ยืนยันว่า ไม่มีประเด็นใดต้องส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย พร้อมย้ำ การทำงานของ สนช.ไม่ได้ยืดเยื้อ

อนึ่ง ก่อนหน้านี้ ที่ประชุม สนช.ได้พิจารณากรณีถอดถอนนายสมศักดิ์และนายนิคมมาแล้วครั้งหนึ่งเมื่อวันที่ 17 ต.ค. แต่ไม่ได้ข้อสรุปว่า สนช.มีอำนาจถอดถอนบุคคลทั้งสองหรือไม่ โดยที่ประชุมอ้างว่า สำนวนที่ ป.ป.ช.ส่งมามีมากถึง 4,000 หน้า จึงต้องให้สมาชิกได้พิจารณาสำนวนอย่างครบถ้วนก่อน

4.ป.ป.ช.เปิดกรุทรัพย์สิน “ ครม.ประยุทธ์” พบ “หม่อมอุ๋ย” รวยสุด 1.3 พันล้าน ด้าน “พล.ร.อ.ณรงค์” จนสุด แค่ 6 ล้าน!

(บน) พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี (ล่างซ้าย) ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล รองนายกฯ (ล่างขวา) พล.ร.อ.ณรงค์ พิพัฒนาศัย รมว.ศึกษาธิการ
เมื่อวันที่ 31 ต.ค. สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) ได้เปิดเผยบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินของคณะรัฐมนตรีในรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หรือ ครม.ประยุทธ์ 1 จำนวน 33 คน 35 ตำแหน่ง โดยพบว่า ผู้ที่มีทรัพย์สินมากสุดใน ครม.ชุดนี้ คือ ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล รองนายกรัฐมนตรี มีทรัพย์สินกว่า 1,378 ล้านบาท ไม่มีหนี้สิน รองลงมาคือ ม.ล.ปนัดดา ดิศกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และคู่สมรส มีทรัพย์สินกว่า 1,315 ล้านบาท ไม่มีหนี้สิน ส่วนผู้ที่มีทรัพย์สินน้อยสุดใน ครม.ชุดนี้ คือ พล.ร.อ.ณรงค์ พิพัฒนาศัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ มีทรัพย์สินมากกว่าหนี้สิน 6.9 ล้านบาท

ขณะที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และคู่สมรส มีทรัพย์สินมากว่าหนี้สิน 128 ล้านบาท สำหรับรัฐมนตรีคนอื่นๆ ที่น่าสนใจ ได้แก่ ,พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม มีทรัพย์สิน 87.3 ล้านบาท ,พล.อ.ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และคู่สมรส มีทรัพย์สิน 186 ล้านบาท ,นายยงยุทธ ยุทธวงศ์ รองนายกรัฐมนตรี และคู่สมรส มีทรัพย์สินมากกว่าหนี้สิน 88.6 ล้านบาท ,นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมาย และคู่สมรส มีทรัพย์สินมากกว่าหนี้สิน 116.8 ล้านบาท ,พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และคู่สมรส มีทรัพย์สิน 37 ล้านบาท

พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม และคู่สมรส มีทรัพย์สินมากกว่าหนี้สิน 54.6 ล้านบาท ,นางกอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงท่องเที่ยวและกีฬา คู่สมรส และบุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ มีทรัพย์สินมากกว่าหนี้สิน 305.1 ล้านบาท ,พล.อ.สุรศักดิ์ กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน และคู่สมรส มีทรัพย์สินมากกว่าหนี้สิน 26.1 ล้านบาท ,พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม และคู่สมรส มีทรัพย์สินมากกว่าหนี้สิน 25.4 ล้านบาท , พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และคู่สมรส มีทรัพย์สินมากกว่าหนี้สิน 78.9 ล้านบาท

พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และคู่สมรส มีทรัพย์สินทั้งสิ้น 93.9 ล้านบาท ,นายสมหมาย ภาษี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และคู่สมรส มีทรัพย์สินมากกว่าหนี้สิน 113.4 ล้านบาท ,นายดอน ปรมัตถ์วินัย รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และคู่สมรส มีทรัพย์สินมากกว่าหนี้สิน 138.1 ล้านบาท , นายปีติพงษ์ พึ่งบุญ ณ อยุธยา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และคู่สมรส มีทรัพย์สินมากกว่าหนี้สิน 830.5 ล้านบาท ,นายพรชัย รุจิประภา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร และคู่สมรส มีทรัพย์สินมากกว่าหนี้สิน 108.9 ล้านบาท ,นายณรงค์ชัย อัครเศรณี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน และคู่สมรส มีทรัพย์สินทั้งสิ้น 283.7 ล้านบาท ,พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และคู่สมรส มีทรัพย์สินทั้งสิ้น 33.2 ล้านบาท ,พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม และคู่สมรส มีทรัพย์สินมากกว่าหนี้สิน 51.7 ล้านบาท ,นพ.รัชตะ รัชตะนาวิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข และคู่สมรส มีทรัพย์สินทั้งสิ้น 140.2 ล้านบาท

5.“ผู้ใหญ่วอ” นำลูกชายตรวจดีเอ็นเอพิสูจน์ไม่เกี่ยวคดีเกาะเต่า ด้าน กสม.เอือม ตร.เมินแจงปมซ้อมผู้ต้องหา เชิญซ้ำ 3 พ.ย.!

บรรยากาศการตรวจดีเอ็นเอนายวรท ตู้วิเชียร บุตรชายนายวรพันธุ์ หรือผู้ใหญ่วอ และการแถลงข่าวของ พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ผบ.ตร. เมื่อวันที่ 30 ต.ค.
ความคืบหน้าคดีข่มขืนและฆ่า น.ส.ฮันนาห์ วิทเธอร์ริดจ์ และนายเดวิด วิลเลียม มิลเลอร์ 2 นักท่องเที่ยวชาวอังกฤษที่เกาะเต่า จ.สุราษฎร์ธานี เมื่อวันที่ 15 ก.ย. หลังจากนายวิน ซอ ตุน และนายซอ ลิน 2 แรงงานต่างด้าวชาวพม่า ตกเป็นผู้ต้องหา ขณะที่หลายฝ่ายกังขาว่าผู้ต้องหาทั้งสองอาจเป็นแพะ หลัง 2 ผู้ต้องหากลับคำรับสารภาพ โดยยืนยันว่า ถูกซ้อมและถูกขู่ฆ่าจากเจ้าหน้าที่ตำรวจของไทยว่า หากไม่รับสารภาพ จะจับเผานั่งยางหรือฆ่าหั่นศพโยนทิ้งน้ำ ซึ่งทางทนายความและครอบครัวของ 2 ผู้ต้องหาได้ยื่นขอความเป็นธรรมต่ออัยการสูงสุดของไทยแล้ว ขณะที่ นพ.นิรันดร์ พิทักษ์วัชระ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ(กสม.) ได้เชิญผู้กำกับการ สภ.เกาะพะงันเข้าชี้แจงว่ามีการซ้อมผู้ต้องหาหรือไม่ ซึ่งผู้กำกับฯ ยืนยันว่า ตำรวจในพื้นที่ไม่มีการซ้อม แต่ไม่ยืนยันว่าการซ้อมและการทรมาณจะเกิดขึ้นในขั้นตอนอื่นหรือไม่ เนื่องจากชุดสืบสวนที่ลงไปมีหลายหน่วย นพ.นิรันดร์ จึงได้มีหนังสือเชิญไปทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติให้เข้าชี้แจงในวันที่ 27 ต.ค.

ปรากฏว่า เมื่อถึงกำหนด(27 ต.ค.) ทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติไม่ยอมเข้าชี้แจง โดยมีรายงานว่า ตำรวจอ้างว่ายังไม่พร้อมจะชี้แจงข้อเท็จจริง พร้อมให้เหตุผลว่าสำนวนการสืบสวนสอบสวนอยู่ในชั้นอัยการแล้ว การจะมาชี้แจงต่อหน่วยงานอื่น ต้องได้รับการเห็นชอบจากอัยการก่อน เพื่อไม่ให้กระทบสิทธิของผู้ต้องหา ด้าน นพ.นิรันดร์ ยืนยันว่า กรรมการสิทธิมนุษยชนฯ มีหน้าที่ตรวจสอบการซ้อมทรมาณผู้ต้องหา ไม่เกี่ยวข้องกับเนื้อหาคดีที่อยู่ในชั้นอัยการแต่อย่างใด และว่า หากคดียังไม่ได้ส่งฟ้องต่อศาล กรรมการสิทธิมนุษยชนฯ สามารถเรียกผู้เกี่ยวข้องมาชี้แจงได้ แต่หากคดีขึ้นสู่ศาลแล้ว กรรมการสิทธิฯ จะไม่สามารถเรียกผู้เกี่ยวข้องมาชี้แจง เพราะจะกลายเป็นการแทรกแซงศาล

นพ.นิรันดร์ บอกด้วยว่า หลังจากนี้จะทำหนังสือชี้แจงไปยังสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพื่อยืนยันอำนาจของ กสม.ในการตรวจสอบเกี่ยวกับการละเมิดสิทธิ ซึ่งไม่เกี่ยวกับเนื้อหาคดีในชั้นอัยการ พร้อมเชิญตำรวจให้มาชี้แจงอีกครั้งในวันที่ 3 พ.ย.เวลา 13.30น. เพื่อให้การตรวจสอบเรื่องนี้เสร็จโดยเร็วที่สุด นพ.นิรันดร์ ย้ำด้วยว่า พ.ร.บ.คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ มาตรา 34 ระบุว่า หากบุคคลใดไม่ยอมมาชี้แจงต่อกรรมการสิทธิฯ ในฐานะที่เป็นเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานตามกฎหมายอาญา ก็สามารถแจ้งความดำเนินคดีได้ แต่เราไม่อยากใช้อำนาจในส่วนนี้ อีกทั้งอาจถูกมองว่าเป็นการข่มขู่ได้ อยากให้ภาพออกมาเป็นการทำงานร่วมกันมากกว่า เพื่อให้เกิดการยอมรับ

เป็นที่น่าสังเกตว่า เมื่อวันที่ 28 ต.ค. นายวรพันธุ์ ตู้วิเชียร หรือผู้ใหญ่วอ เจ้าของร้านเอซีบาร์ ที่เกาะเต่า จ.สุราษฎร์ธานี ได้บินด่วนจากเกาะเต่าเข้ากรุงเทพฯ ก่อนพานายวรท ตู้วิเชียร หรือโดโด้ บุตรชาย ซึ่งถูกโจมตีทางโซเชียลมีเดียว่าเป็นผู้มีอิทธิพล และเกี่ยวข้องกับคดีฆาตกรรม 2 นักท่องเที่ยวชาวอังกฤษ เดินทางเข้าพบ พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ผู้บัญชาการตำรวจตำรวจแห่งชาติ(ผบ.ตร.) เมื่อวันที่ 30 ต.ค.เพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจและชี้แจงต่อสังคม รวมทั้งขอตรวจดีเอ็นเอบุตรชายเพื่อเปรียบเทียบกับตัวอย่างดีเอ็นเอที่เก็บได้ในตัวผู้เสียชีวิต เนื่องจากคดีนี้ส่งผลกระทบต่อครอบครัว รวมทั้งส่งผลต่อภาพลักษณ์อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทยด้วย

ทั้งนี้ หลังเจ้าหน้าที่เก็บตัวอย่างดีเอ็นเอนายวรทด้วยการเจาะเลือดและเก็บเนื้อเยื่อในกระพุ้งแก้ม แล้ว พล.ต.อ.สมยศ พร้อมด้วยผู้ใหญ่วอและบุตรชายได้เปิดแถลงข่าวร่วมกัน โดย พล.ต.อ.สมยศ เผยว่า ทีมผู้เชี่ยวชาญที่มาเก็บตัวอย่างดีเอ็นเอนายวรท มาจาก 4 สถาบัน ประกอบด้วย สถาบันนิติเวชวิทยา โรงพยาบาลตำรวจ ,โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ,โรงพยาบาลศิริราช และโรงพยาบาลรามาธิบดี พล.ต.อ.สมยศ ยังย้ำด้วยว่า การตรวจดีเอ็นเอนายวรทครั้งนี้ เป็นการยืนยันความบริสุทธิ์ใจไม่เกี่ยวข้องกับสำนวนการสอบสวน เนื่องจากสำนวนอยู่ในชั้นอัยการแล้ว และว่า เหตุที่ไม่ได้ตรวจดีเอ็นเอนายวรทในช่วงที่ผ่านมา เนื่องจากเจ้าหน้าที่พิสูจน์ทราบว่านายวรทไม่ได้อยู่ในที่เกิดเหตุ จึงไม่ได้สอบสวนและตรวจพิสูจน์

เป็นที่น่าสังเกตว่า ก่อนหน้านี้ พล.ต.อ.สมยศ อ้างเหตุที่ตำรวจไม่ตรวจดีเอ็นเอนายวรทว่า เนื่องจากได้ตรวจดีเอ็นเอพ่อแล้ว ไม่ต้องตรวจดีเอ็นเอลูกก็ได้ เพราะให้ผลเหมือนกัน แต่ภายหลัง พญ.คุณหญิงพรทิพย์ โรจนสุนันท์ ผู้อำนวยการสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ กระทรวงยุติธรรม ออกมายืนยันว่า ดีเอ็นเอพ่อไม่สามารถยืนยันความบริสุทธิ์ของลูกได้

พล.ต.อ.สมยศ ยังเตือนผู้ที่โพสต์ข้อความหรือส่งต่อข้อมูลหรือข้อความที่ไม่ถูกต้องหรือเป็นเท็จทางสังคมออนไลน์ด้วยว่า จะมีความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 มาตรา 14(1) โทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ พร้อมยืนยันว่า คดีเกาะเต่าไม่มีแพะแน่นอน ประชาชนและสื่อมวลชนควรเชื่อมั่นตำรวไทย เพราะแม้แต่ตำรวจอังกฤษที่มาร่วมรับฟังการทำงานของตำรวจไทยยังยอมรับว่า การปฏิบัติหน้าที่ของตำรวจไทยถูกต้องเชื่อถือได้ตามมาตรฐานสากล

ด้านนายวรพันธ์ หรือผู้ใหญ่วอ กล่าวว่า ที่ผ่านมาบางเพจลงข้อมูลเกินจริง ทำให้ครอบครัวได้รับผลกระทบ และว่า ที่ผ่านมาตนให้ความร่วมมือกับตำรวจมาตลอด ไม่ทราบเจตนาของผู้ที่พยายามโจมตี ส่วนการฟ้องร้องผู้ที่ทำให้ครอบครัวตนเสียหาย ได้มอบหมายให้ทีมทนายความไปดำเนินการแล้ว

ขณะที่นายวรท บุตรชายผู้ใหญ่วอ กล่าวเพียงสั้นๆ ว่า รู้สึกเสียใจที่คนไทยไปเชื่อบุคคลที่ไม่มีตัวตน และว่า ไม่มีใครเข้ามาถามความจริงกับตน มีเพียงแค่เพื่อนสนิทเท่านั้น

พล.ต.อ.สมยศ เผยด้วยว่า ได้สั่งให้ พล.ต.ต.ศิริพงษ์ ติมุลา ผู้บังคับการปราบปรามการกระทำผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี(บก.ปอท.) ไปตรวจสอบเจ้าของเพจผู้โพสต์ข้อความและผู้ที่ส่งต่อข้อความเท็จคดีเกาะเต่าแล้ว ทราบว่าผู้กระทำมีเจตนาลดความน่าเชื่อถือการทำงานของตำรวจ ผบ.ตร. สำนักงานตำรวจแห่งชาติ รวมถึงรัฐบาลด้วย ซึ่งตำรวจทราบแล้วว่าใครเป็นเจ้าของเพจ พร้อมเตือนผู้ที่ส่งต่อข้อความว่าจะมีความผิดเท่ากับผู้โพสต์ข้อความ

ผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ระบุว่าผู้ต้องหาชาวพม่าสามารถร้องขอให้มีการตรวจดีเอ็นเอซ้ำอีกครั้งได้ พล.ต.อ.สมยศ บอกว่า เรื่องนี้เป็นดุลพินิจของอัยการ หากอัยการอนุญาตก็สามารถทำได้ และว่า หลังจากนี้ตำรวจจะดำเนินการทุกอย่างเฉพาะที่อัยการสั่งมาเท่านั้น พล.ต.อ.สมยศ ยังส่งสัญญาณด้วยว่า ตำรวจจะไม่ไปชี้แจงกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติที่เชิญไปชี้แจงว่ามีการซ้อม 2 ผู้ต้องหาชาวพม่าหรือไม่ โดยบอกว่า กรณีที่องค์กรใดจะเชิญตำรวจไปชี้แจงหรือให้ข้อมูลนั้น ยืนยันว่าตำรวจไม่สามารถทำได้ เพราะตำรวจต้องปฏิบัติตามกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา การให้ข้อมูลในรายละเอียดที่เป็นเรื่องในสำนวนการสอบสวนไม่สามารถทำได้ เพราะถูกจำกัดด้วยข้อกฎหมาย

ส่วนความเคลื่อนไหวของบิดา-มารดาของ 2 ผู้ต้องหาชาวพม่าที่ยังอยู่ในประเทศไทยนั้น เมื่อวันที่ 29 ต.ค. นายวิน เมือง เอกอัครราชทูตพม่าประจำประเทศไทย ได้นำครอบครัวของ 2 ผู้ต้องหาเข้าพบนายเดชอุดม ไกรฤทธิ์ นายกสภาทนายความ เพื่อปรึกษาเกี่ยวกับการต่อสู้คดีและร้องขอความเป็นธรรมให้บุตรชายด้วย

หลังหารือ นายเดชอุดม เผยว่า สภาทนายความจะรับเรื่องดังกล่าวไว้ โดยจะตั้งคณะกรรมการ 12 คน และที่ปรึกษา 8 คนเพื่อดูแลคดี โดยตนจะเป็นประธานคณะกรรมการชุดนี้ ส่วนแนวทางการต่อสู้คดีนั้น ต้องรอให้อัยการส่งฟ้องก่อน จากนั้นจะประชุมระหว่างทีมทนายความกับเจ้าหน้าที่ของสถานทูตพม่าเพื่อหาแนวทางต่อสู้คดี ส่วนกรณีที่ผู้ต้องหาร้องว่ามีการใช้กำลังบีบบังคับให้รับสารภาพ นายเดชอุดม บอกว่า ทีมทนายต้องตรวจสอบเอกสารคำให้การรับสารภาพอย่างละเอียด เพื่อหาขั้นตอนการได้มาซึ่งคำรับสารภาพเหล่านั้น โดยยืนยันว่า จะทำด้วยความโปร่งใสและเป็นธรรมแน่นอน

ล่าสุด เมื่อคืนวันที่ 31 ต.ค. พล.ต.ท.ประวุฒิ ถาวรศิริ โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้แถลงผลการตรวจดีเอ็นเอของนายวรท ตู้วิเชียร บุตรชายนายวรพันธุ์ หรือผู้ใหญ่วอ ที่ตรวจโดย 4 สถาบันเมื่อวันที่ 30 ต.ค.ยืนยันว่า ไม่ตรงกับดีเอ็นเอที่พบในวัตถุพยานในคดีนี้ ทั้งก้นบุหรี่ที่พบในที่เกิดเหตุ และดีเอ็นเอที่พบในศพ พร้อมย้ำว่าดีเอ็นเอของนายวรทตรงกับนายวรพันธุ์ยืนยันว่าทั้งสองคนเป็นพ่อลูกกัน ซึ่งยืนยันได้ว่าที่ผ่านมาที่ตำรวจตรวจเพียงดีเอ็นเอของนายวรพันธุ์ เทียบกับวัตถุพยานโดยไม่ต้องตรวจของบุตรชายก็ถูกต้องแล้ว ดังนั้นเรื่องนี้ถือว่าจบ และไม่กระทบต่อคดีที่มีการจับกุมผู้ต้องหา ส่วนกรณีผู้ต้องหาชาวพม่า ร้องขอให้ตรวจดีเอ็นเออีกครั้งนั้น หากอัยการสั่ง ตำรวจก็พร้อมตรวจตามที่ร้องขอ ตรวจแบบใช้สถาบันอื่นด้วยก็ยินดี

พล.ต.ท.ประวุฒิ บอกด้วยว่า แม้สังคมออนไลน์จะยังข้องใจและตั้งปมสงสัยต่อเนื่อง รวมทั้งยังคลางแคลงใจอีกก็ไม่เป็นไร ขอให้สังคมใช้วิจารณญาณในการบริโภคสื่อ ตำรวจและผู้ที่ถูกพาดพิงแสดงความบริสุทธิ์ใจแล้ว ถือว่าได้ทำเต็มที่แล้ว และว่า "จากการตรวจสอบมีข้อมูลชัดเจนว่า กลุ่มเพจ CSI LA ที่ออกมาโจมตีการทำงานของตำรวจนั้น มีการนำเสนอข้อมูลเป็นเท็จ มีเป้าหมายโจมตีรัฐบาล และตำรวจ ดิสเครดิตกระบวนการยุติธรรมไทย ตรวจสอบแล้วพบเพจนี้ผู้เป็นแอดมินหลักอยู่ในต่างประเทศ เจ้าของเป็นคนไทยที่ใช้ชีวิตในต่างประเทศเสียเป็นส่วนใหญ่ มีทีมงานหาข้อมูลในประเทศไทย ออกมาเคลื่อนไหวโจมตีทางการเมืองตั้งแต่การชุมนุมของกปปส.ในปี 2555" โดยตำรวจกำลังติดตามตัวมาดำเนินคดีในความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ พร้อมวอนสังคมและสื่อใช้วิจารณญาณในการพิจารณา อย่าให้ราคากับกลุ่มนี้
กำลังโหลดความคิดเห็น...