คลิกที่นี่ เพื่อฟังสรุปข่าวฯ
1.“ในหลวง” เสด็จออกมหาสมาคม 5 ธ.ค. – ปชช.รอรับเสด็จล้นลานพระรูปฯ - ทรงมีพระราชดำรัส “คุณธรรม” นำชาติรอด!
เมื่อวันที่ 5 ธ.ค. เวลา 09.55น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้เสด็จฯ ลงจากชั้น 16 อาคารเฉลิมพระเกียรติ โรงพยาบาลศิริราช เพื่อเสด็จออกมหาสมาคม ณ สีหบัญชร พระที่นั่งอนันตสมาคม พระราชวังดุสิต ในการพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 85 พรรษา วันที่ 5 ธ.ค.2555 ทั้งนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฉลองพระองค์ชุดขาวจักรี ประทับรถเข็นพระที่นั่ง ทรงมีพระพักตร์สดชื่นแจ่มใส ทรงแย้มพระสรวลและโบกพระหัตถ์ให้ประชาชนที่มาเฝ้ารับเสด็จ
จากนั้น ได้เสด็จฯ โดยรถยนต์พระที่นั่งพร้อมด้วยพระบรมวงศานุวงศ์ ไปยังพระที่นั่งอนันตสมาคม โดยตลอดเส้นทางที่เสด็จฯ มีประชาชนจากทุกสารทิศใส่เสื้อสีเหลืองมาเฝ้ารับเสด็จ พร้อมโบกธงตราสัญลักษณ์และธงชาติ รวมทั้งเปล่งเสียง “ทรงพระเจริญ” เมื่อรถยนต์พระที่นั่งเคลื่อนผ่าน
ส่วนที่ลานพระบรมรูปทรงม้า ได้fมีประชาชนจากทั่วประเทศมาเฝ้ารอรับเสด็จและถวายความจงรักภักดีเต็มลานพระบรมรูปทรงม้าทอดยาวไปสุดลูกหูลูกตา ทั้งนี้ ทันทีที่รถยนต์พระที่นั่งเคลื่อนเข้ามาในบริเวณพระที่นั่งอนันตสมาคม ประชาชนต่างลุกขึ้นยืนโบกธงตราสัญลักษณ์และธงชาติ พร้อมเปล่งเสียง “ทรงพระเจริญ” ดังกึกก้องไปทั่วบริเวณ หลายคนปลาบปลื้มถึงกับกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่
ต่อมา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้เสด็จออก ณ สีหบัญชร จากนั้น สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ได้กราบบังคมทูลฯ ถวายพระพรชัยมงคลแทนพระบรมวงศานุวงศ์ หลังจากนั้น น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ,นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา ,นายไพโรจน์ วายุภาพ ประธานศาลฎีกา และ พล.อ.ธนศักดิ์ ปฏิมาประกร ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ได้กราบบังคมทูลฯ ถวายพระพรชัยมงคลตามลำดับ
ทั้งนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชดำรัสตอบว่า “คำอวยพรและคำปฏิญาณสัญญาที่ทุกท่านได้กล่าวนั้น เป็นที่ประทับใจมาก ขอบใจท่านทั้งหลาย ตลอดจนประชาชนชาวไทยทุกคน ที่พรั่งพร้อมกันมาด้วยความปรารถนาดีและไมตรีจิต ความปรารถนาดีและความพร้อมเพรียงกันของทุกท่าน อย่างที่ได้เห็นวันนี้ ทำให้ข้าพเจ้าปลื้มใจ มีกำลังใจมากขึ้น ด้วยความเชื่อเสมอว่า ความเมตตาปรารถนาดีต่อกันนี้ เป็นปัจจัยอย่างสำคัญ ที่จะยังความพร้อมเพรียงให้เกิดมีขึ้น ทั้งในหมู่คณะและในชาติบ้านเมือง และถ้าคนไทยเรายังมีคุณธรรมข้อนี้ประจำอยู่ในจิตใจ ก็มีความหวังได้ว่า บ้านเมืองไทยไม่ว่าจะอยู่ในสถานการณ์ใดใด ก็จะอยู่รอดปลอดภัย และดำรงมั่นคงต่อไปได้ตลอดรอดฝั่งอย่างแน่นอน ขออำนาจแห่งคุณพระศรีรัตนตรัยและสิ่งศักดิ์สิทธิ์จงคุ้มครองรักษาท่านและชาติไทยให้มีแต่ความสุขร่มเย็นยั่งยืนไป”
สำหรับพระราชพิธีเสด็จออกมหาสมาคมครั้งนี้ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ มิได้ร่วมเสด็จด้วย โดยสำนักพระราชวังได้ออกแถลงการณ์เมื่อวันที่ 4 ธ.ค.ว่า เนื่องด้วยสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ซึ่งอยู่ระหว่างประทับรักษาพระอาการประชวรที่โรงพยาบาลศิริราช ยังทรงมีพระพลานามัยไม่สมบูรณ์เต็มที่ คณะแพทย์จึงกราบบังคมทูลขอให้ทรงงดพระราชกิจครั้งนี้และต่อเนื่องไปอีกระยะหนึ่ง
2.สังคม จวกยับ “มติชน” แต่งอาเศียรวาทส่อเสียด “ในหลวง” ด้าน “มติชน” โยนผิดคนอ่าน มีอคติ ขณะที่ “สนธิ” เชื่อ “ทักษิณ” ฮุบมติชนแล้ว!
เมื่อวันที่ 5 ธ.ค. ได้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์บทอาเศียรวาทที่หนังสือพิมพ์มติชนรายวันตีพิมพ์ในหน้าแรกวันที่ 5 ธ.ค.คู่กับพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งหลายฝ่ายมองว่า เป็นอาเศียรวาทที่ไม่เหมาะสม มีลักษณะกำกวม สองแง่สองง่าม ถึงขั้นส่อเสียดพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โดยอาเศียรวาทดังกล่าว มีเนื้อความว่า “วันหนึ่งฟ้าสว่างกระจ่างแจ้ง ลมแล้งในใจไห้โหยหาย ข้าวกล้านาไร่ได้กลิ่นอาย ยามฝนขวนขวายมุ่งหมายมา วันหนึ่ง
เมฆคลุ้มเป็นกลุ่มก้อน ลมร้อนลมเย็นเป็นปัญหา พฤกษ์พุ่มชอุ่มช้ำท่วมน้ำตา ผันว่าฟ้าสว่างดีอย่างไร” ซึ่งมติชนไม่ลงชื่อผู้ประพันธ์อาเศียรวาทดังกล่าวแต่อย่างใด
ทั้งนี้ ได้มีการวิพากษ์วิจารณ์อาเศียรวาทดังกล่าวอย่างหนัก โดยเฉพาะทางโซเชียล เน็ตเวิร์ค เช่น อดีตนักร้องสาว เอิน-กัลยากร นาคสมภพ ได้โพสต์ข้อความแสดงความคิดเห็นต่ออาเศียรวาทดังกล่าวว่า “เมื่อใดที่กำกวม แสดงว่ามีความแฝง แต่การเทิดทูนในหลวง ไม่มีความจำเป็นต้องแฝง แถมฝีมือขนาดนี้ หากอยากเขียนดีๆ ก็คงไม่ยาก แต่หากไม่อยากเทิดทูนก็ไม่ได้ว่า เก็บไว้สักวันคงไม่ทุรนทุรายมั้งคะ หรือมันอดไม่ได้ ความอิจฉา ความหมั่นไส้มันเอ่อล้นใจมากใช่มั้ย ...หรือการยั่วอารมณ์คนให้กรุ่น ให้มีปากเสียงกันมันสนุกดี?” พร้อมกันนี้ เอิน-กัลยากร ยังเรียบเรียงบทร้อยกรองใหม่ให้มติชนเห็นด้วยว่า อาเศียรวาทที่ไม่กำกวมและเป็นการถวายพระพรจริงๆ นั้นเป็นอย่างไร โดยมีเนื้อความว่า “วันหนึ่งฟ้าสว่างกระจ่างแจ้ง ดั่งแดนดินที่แห้งแล้งกลับสดใส ข้าวกล้านาไร่ต่างผลิใบ สายฝนชโลมใจมุ่งหมายมา วันหนึ่งเมฆคลุ้มคลุมนคร ธ คลายร้อนผ่อนเย็นสิ้นปัญหา ทรงสถิตย์ในดวงใจปวงประชา เห็นแล้วว่าฟ้าสว่างเป็นอย่างไร”
ขณะที่ “บิลลี่ โอแกน” ดารานักแสดงชื่อดัง ได้โพสต์บทกลอนตอบโต้มติชนว่า ““อาเจียรวาทชาติหมาประสาหนอน แต่งคำหอนโหยหวนชวนคลื่นเหียน มติหมาภาษาสัตว์ร่วมกัดเกรียน จงวนเวียนเดียรัจฉานสถานเอย”
ด้าน ดร.อนันต์ เหล่าเลิศวรกุล อาจารย์ประจำภาควิชาภาษาไทย คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พูดถึงอาเศียรวาทของมติชนว่า เมื่อพิจารณาเนื้อหาโดยละเอียดแล้วพบว่า ผู้ประพันธ์มีเจตนาที่จะส่อเสียดมากกว่าที่จะเป็นการถวายพระพรตามปกติเช่นสื่อมวลชนอื่นๆ และว่า อาเศียรวาทดังกล่าววรรคหนึ่งถึงวรรคสี่ไม่มีปัญหา เพราะเหมือนจะสื่อว่าในหลวงคือฟ้าสว่างที่นำเอาฝนมาให้ข้าวในนาได้งอกงาม แต่พอเริ่มวรรคห้าที่ว่าลมร้อนลมเย็นเป็นปัญหา จึงเกิดคำถามว่าแล้วฝนที่มาจากฟ้าหรือจากในหลวง เหตุใดจึงทำให้เกิดปัญหา ซึ่งวรรคที่ห้านี้ได้พลิกความหมายที่ปูมาตั้งแต่วรรคหนึ่งถึงวรรคสี่แบบหน้ามือเป็นหลังมือ กลายเป็นว่าฟ้าสว่างทำให้เกิดปัญหา จากนั้นก็ตามด้วยพฤกษ์พุ่มชอุ่มช้ำท่วมน้ำตา กลายเป็นต้นข้าวถูกน้ำท่วมซ้ำ สุดท้ายก็ตั้งคำถามว่าฟ้าสว่างดีอย่างไร ไม่มีตรงไหนที่จะบอกว่าเป็นบทประพันธ์ที่ถวายพระพรเลย
ดร.อนันต์ ยังชี้ด้วยว่า อาเศียรวาทดังกล่าว หากนำออกไปตีพิมพ์เดี่ยวๆ โดยตัดคำว่าอาเศียรวาทออก คนอ่านจะไม่รู้เลยว่านี่คือบทประพันธ์ถวายพระพร และว่า ถ้าดูบทความหรือข้อเขียนต่างๆ ในหนังสือพิมพ์มติชน ก็จะยิ่งเห็นว่าบทประพันธ์ดังกล่าวมีเจตนาอย่างไร
ทั้งนี้ หลังถูกหลายฝ่ายวิพากษ์วิจารณ์ถึงความไม่เหมาะสมของอาเศียรวาท มติชนได้ออกมาชี้แจงว่า ผู้ประพันธ์อาเศียรวาทดังกล่าวอธิบายว่า ความหมายของบทกวีเป็นไปตามตัวอักษรทุกวรรคตอน โดยบทแรกนั้น วันฟ้าสว่าง หมายถึงความสว่างในพระบรมเดชาเมตตาบารมีที่ปกเกล้าพสกนิกรและทุกสรรพสิ่ง เช่นฟ้าฝน ชลประทาน หรืออ่างเก็บน้ำ ซึ่งยังประโยชน์แก่ไร่นา เมื่อมีวันมืดครึ้ม ธรรมชาติผันผวน มีหรือที่จะไม่นึกฝันถึงวันฟ้าสว่าง วันที่ร่มเย็นอยู่ในพระบรมโพธิสมภารว่าดีอย่างไร ดีขนาดไหน
ขณะที่นายฐากูร บุนปาน คอลัมนิสต์และกรรมการ บริษัท มติชน ได้ชี้แจงเกี่ยวกับอาเศียรวาทผ่านทีวีของมติชนโดยยืนยันว่า อาเศียรวาทดังกล่าวตรงไปตรงมาทุกคำ ไม่มีการซ่อนเร้นนัยใดใด โดยเฉพาะบาทสุดท้ายที่ตั้งคำถามกันมากว่า “ฝันว่าฟ้าสว่างดีอย่างไร” ส่วนสาเหตุที่มติชนไม่เปิดเผยชื่อผู้ประพันธ์อาเศียรวาทนั้น นายฐากูร อ้างว่า เพราะผู้เขียนเลยจุดที่ต้องการชื่อเสียงไปแล้ว
นายฐากูร ยังยืนยันด้วยว่า อาเศียรวาทดังกล่าวไม่มีปัญหา แต่ปัญหาอยู่ที่ผู้อ่าน เพราะถ้าอ่านอย่างเข้าใจ ไม่มีอคติบังตา ก็น่าจะเห็นว่าอาเศียรวาทดังกล่าวเป็นอาเศียรวาทที่ดีด้วยซ้ำ นายฐากูร ยังเหน็บแนมนักวิชาการที่วิพากษ์วิจารณ์อาเศียรวาทดังกล่าวด้วยว่า เป็นอาจารย์ภาษาไทย ก็ตีความภาษาไทยอย่างตรงไปตรงมาหน่อย เป็นสื่อก็พยายามค้นหาข้อมูลหน่อย พร้อมย้ำ ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ตัวอาเศียรวาท แต่อยู่ที่ทัศนคติของคนอ่าน ที่อ่านแล้วตีความแบบลากให้เป็นอย่างที่ตัวเองต้องการ
ด้านนายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย กล่าวถึงอาเศียรวาทของมติชนว่า ถ้าอ่านกลอนดังกล่าวแบบไม่คิด จะเห็นว่าไม่มีอะไร แต่ถ้าอ่านเพื่อหาความหมายจะเห็นว่า คนที่แต่งกลอนนี้ ต้องการตำหนิติเตียนพระเจ้าแผ่นดินในด้านพระมหากรุณาธิคุณและพระปรีชา รวมทั้งการกระทำที่ไม่บังควรในบาทสุดท้ายที่ใช้คำว่า “ฝันว่าฟ้าสว่างดีอย่างไร” หมายความว่าพระมหากรุณาธิคุณนั้นมีความดีอย่างไรนั่นเอง ซึ่งเหมือนกับกรณีนายสมศักดิ์ เจียมธีรสกุล ที่เคยออกมาตั้งคำถามว่ารู้ได้อย่างไรว่าในหลวงทรงงานหนัก
นายสนธิ ยังย้ำด้วยว่า การเขียนอาเศียรวาทสรรเสริญ ไม่ควรเขียนให้ผู้อ่านต้องตีความ การเขียนให้ตีความแสดงว่ามีเจตนาร้าย พร้อมยกตัวอย่างด้วยว่า ทำไมอาเศียรวาทของมติชนเมื่อวันที่ 5 ธ.ค.2554 เขียนได้ชัดเจนไม่มีปัญหา แต่ปีนี้กลับมีปัญหา เพราะวันนี้มติชนเป็นของคนที่อยู่ดูไบแล้ว ตนกล้าฟันธง
3. รัฐบาล เดินหน้าลงมติแก้ รธน.วาระ 3 รับ แก้ ม.309 ล้างผิด “ทักษิณ” ด้าน “ปชป.-40 ส.ว.” ขู่ยื่นศาล รธน.วินิจฉัย!
หลังความพยายามแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับของรัฐบาลเงียบหายไประยะหนึ่ง เพราะศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญโดยยกร่างใหม่ทั้งฉบับไม่สามารถทำได้ เนื่องจากไม่สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ มาตรา 291 แต่หากแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นรายมาตรา เป็นอำนาจของรัฐสภาที่สามารถทำได้และสอดคล้องกับเจตนารมณ์ของมาตรา 291 ส่งผลให้รัฐบาลและรัฐสภาไม่กล้าเดินหน้าให้มีการลงมติร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 291 ในวาระ 3 นั้น ปรากฏว่า ล่าสุด เมื่อวันที่ 3 ธ.ค. ที่พรรคเพื่อไทย ได้มีการประชุมคณะทำงานพรรคร่วมรัฐบาลเพื่อศึกษาการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 ที่มีนายโภคิน พลกุล อดีตประธานรัฐสภา เป็นประธาน ซึ่งที่ประชุมได้ข้อสรุป 4 ข้อ คือ 1. เห็นพ้องกันว่าเป็นหน้าที่ของสมาชิกรัฐสภาที่ต้องลงมติร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญในวาระ 3 ต่อไป เพราะมีญัตติค้างอยู่ในรัฐสภา พร้อมอ้างว่า รัฐธรรมนูญกำหนดให้ลงมติวาระ 3 ภายใน 15 วันหลังจากลงมติวาระ 2 ไม่เช่นนั้นจะถือว่าละเว้นการปฏิบัติหน้าที่
2.กำหนดให้วันที่ 10 ธ.ค.นี้ ซึ่งเป็น วันครบรอบ 80 ปีของรัฐธรรมนูญไทย เป็นวันเริ่มต้นรณรงค์ให้ประชาชนเข้าใจการแก้รัฐธรรมนูญ 3. คณะทำงานเห็นพ้องว่า หลังจากลงมติร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญในวาระ 3 และเลือกตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ(ส.ส.ร.) เพื่อร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่แล้ว ค่อยทำประชามติถามประชาชนว่าจะรับหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ ไม่จำเป็นต้องทำประชามติก่อนร่างรัฐธรรมนูญ พร้อมอ้างว่า การทำประชามติหลังยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่แล้วนั้น สอดคล้องกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ระบุว่าการจะแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับต้องทำประชามติก่อน 4.การแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นรายมาตรา คณะทำงานเห็นว่าเป็นอำนาจของรัฐสภาที่จะทำได้ แต่คณะทำงานจะเสนอให้ลงมติวาระ 3 ก่อน แล้วค่อยพิจารณาเรื่องรายมาตราต่อไป
ทั้งนี้ นายโภคิน เผยว่า ระหว่างนี้คณะทำงานต้องใช้เวลาปรับปรุงแก้ไขร่างรายงานสรุปแนวทางแก้ไขรัฐธรรมนูญที่มีความยาว 41 หน้า คาดว่าจะส่งรายงานฉบับสมบูรณ์ให้พรรคร่วมรัฐบาลได้ภายในวันที่ 17 ธ.ค. ส่วนจะเสนอให้รัฐสภาลงมติวาระ 3 ในสมัยประชุมสามัญนิติบัญญัติวันที่ 21 ธ.ค.นี้หรือไม่นั้น นายโภคิน บอกว่า ควรมีการรณรงค์ให้ประชาชนเห็นความสำคัญของการแก้ไขรัฐธรรมนูญสัก 1-2 เดือนก่อน
ด้านนายประสาร มฤคพิทักษ์ ส.ว.สรรหา ได้ออกมาแฉว่า มีข่าววงในว่า รัฐบาลจะผลักดันการลงมติแก้ไขรัฐธรรมนูญในวาระ 3 ให้เสร็จในช่วงต้นของการประชุมสภาสมัยสามัญนิติบัญญัติ และมีการเดินสายล็อบบี้ ส.ว.เลือกตั้งให้ร่วมลงมติสนับสนุน โดยมีข้อแลกเปลี่ยนคือ การแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพื่อยืดอายุการดำรงตำแหน่งของ ส.ว.เลือกตั้งให้เท่ากับ ส.ว.สรรหา คือ 6 ปี
ขณะที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ปฏิเสธที่จะพูดถึงการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยอ้างว่า รัฐบาลไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง เป็นเรื่องของทางสภา และขอดูรายงานก่อน
ด้านนายวิรัตน์ กัลยาศิริ หัวหน้าทีมกฎหมายพรรคประชาธิปัตย์(ปชป.) ได้ออกมาเตือนรัฐบาลว่า หากเดินหน้าโหวตร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญวาระ 3 พรรคประขาธิปัตย์จะยื่นคำร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยอีกครั้งว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้ไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ มาตรา 68 รวมทั้งจะยื่นถอดถอนผู้ที่ลงชื่อสนับสนุนร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญในวาระ 3 ด้วย “ขอเตือนว่า การเดินหน้าแก้รัฐธรรมนูญจะทำให้รัฐบาลอายุสั้น เพราะจะมีมวลชนจำนวนมากที่ไม่เห็นด้วยออกมาต่อต้าน”
ขณะที่กลุ่ม 40 ส.ว.นำโดย นายสมชาย แสวงการ และนายประสาร มฤคพิทักษ์ ส.ว.สรรหา ได้เปิดแถลงเตือนรัฐบาลเช่นกันว่า การเดินหน้าลงมติร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญในวาระ 3 เป็นการกระทำที่ขัดต่อคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ พร้อมเตือนเพื่อน ส.ว.และ ส.ส.หากลงมติในวาระ 3 จะสุ่มเสี่ยงต่อการขัดคำสั่งของศาลรัฐธรรมนูญ และอาจส่งผลต่อการยุบพรรคและพ้นจากสมาชิกภาพได้ โดยพวกตนจะยื่นศาลรัฐธรรมนูญเพื่อคัดค้านการลงมติวาระ 3 ต่อไป
ด้านนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้ออกมาติงรัฐบาลเช่นกันที่พยายามเดินหน้าลงมติร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญในวาระ 3 พร้อมเชื่อว่า สาเหตุที่เป็นตัวเร่งให้รัฐบาลผลักดันเรื่องนี้ เพราะ พ.ต.ท.ทักษิณ พูดมาตลอดว่าจะกลับมาภายในสิ้นปีนี้ ดังนั้นทุกอย่างจึงกลับไปสู่จุดเดิม ตอบสนองความต้องการของคนคนเดียว ซึ่งอาจนำไปสู่การชุมนุมคัดค้านและเกิดสงครามมวลชนขึ้นมาได้ “ต้องถามรัฐบาลว่า ประเทศไทยเพิ่งผ่านบรรยากาศที่คนไทยมีความสุข สามัคคี เหตุใดจึงเริ่มประเด็นความขัดแย้งรอบใหม่ ทั้งที่ควรแก้ปัญหาให้ชาติมากกว่า เพราะมีหลายเรื่องที่เกิดจากนโยบายของรัฐบาล เช่น นโยบายจำนำข้าว...ปัญหาภาคใต้ยังมีความรุนแรง...การทุจริตคอร์รัปชั่น...”
ด้านนายอุดมเดช รัตนเสถียร ส.ส.นนทบุรี พรรคเพื่อไทย และประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล(วิปรัฐบาล) เผยว่า วันที่ 10 ธ.ค. ตัวแทนพรรคร่วมรัฐบาลที่ไปร่วมพิธีวางพวงมาลาเนื่องในวันรัฐธรรมนูญที่รัฐสภา อาจเปิดแถลงข่าวนับหนึ่งเริ่มกิจกรรมรณรงค์เรื่องแก้ไขรัฐธรรมนูญ พร้อมยอมรับว่า ในรายงานของคณะทำงานชุดนายโภคิน มีการบรรจุข้อเสนอให้แก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 68 (ที่ระบุว่า บุคคลจะใช้สิทธิและเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญเพื่อล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขตามรัฐธรรมนูญนี้มิได้ และบุคคลจะใช้สิทธิและเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญนี้เพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศโดยวิธีการซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทางที่ได้บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญนี้มิได้) ,มาตรา 237 (เกี่ยวกับการยุบพรรค) และมาตรา 309 (ที่หลายฝ่ายคัดค้านก่อนหน้านี้ เนื่องจากเป็นการแก้เพื่อให้ พ.ต.ท.ทักษิณหลุดพ้นจากคดีความต่างๆ รวมทั้งคดีที่ศาลพิพากษาไปแล้ว และอาจถึงขั้นได้ทรัพย์สินที่ถูกยึดทรัพย์กลับคืน) อย่างไรก็ตาม นายอุดมเดช อ้างว่า การแก้ไขมาตราดังกล่าวเป็นเพียงข้อเสนอ ไม่ได้บอกว่าต้องแก้ไขเท่านั้น แต่มีลักษณะเป็นปลายเปิด เมื่อมีข้อโต้แย้งก็สามารถแก้ไขได้
4.ศาล ปค.ไม่รับฟ้องฮั้วประมูล 3 จี ชี้ ผู้ตรวจการฯ ไร้อำนาจ ด้าน “กทค.” รีบแจกใบอนุญาต 3 จี ขณะที่ “สุริยะใส” เตือน ระวังใบอนุญาตเถื่อน!
เมื่อวันที่ 3 ธ.ค. องค์คณะตุลาการศาลปกครองกลาง ได้มีมติ 4 ต่อ 2 ไม่รับฟ้องกรณีผู้ตรวจการแผ่นดินยื่นฟ้องคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ(กสทช.) จัดประมูล 3 จีไม่ชอบตามรัฐธรรมนูญ พร้อมขอให้ศาลมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวจนกว่าศาลจะมีคำพิพากษา ทั้งนี้ ตุลาการเสียงข้างมาก 4 เสียงเห็นว่า ผู้ตรวจการแผ่นดินไม่มีอำนาจฟ้อง กสทช. เนื่องจาก กสทช.เป็นองค์กรอิสระ และการจัดประมูล 3 จีเป็นไปตามอำนาจและหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญที่กำหนดให้ กสทช.ทำหน้าที่จัดสรรคลื่นความถี่ ดังนั้นการที่คณะกรรมการกิจการโทรคมนาคม(กทค.) ได้กำหนดเงื่อนไขการประมูลต่างๆ ถือเป็นการกระทำที่ชอบด้วยกฎหมาย
ด้านนายไพบูลย์ นิติตะวัน ส.ว.สรรหา ชี้ว่า การที่ศาลปกครองไม่รับฟ้อง ไม่ได้หมายความว่าการประมูล 3 จีมีความถูกต้องหรือไม่ถูกต้อง เพราะยังไม่ได้มีการพิจารณาประเด็นฮั้วประมูล 3 จีแต่อย่างใด โดยทราบว่าขณะนี้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) ได้ตั้งคณะอนุกรรมการขึ้นมาตรวจสอบประเด็นนี้แล้ว นอกจากนี้ ตนและ น.ส.สุมล สุตะวิริยะวัฒน์ ส.ว.เพชรบุรี จะใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 62 ยื่นหนังสือขอให้ผู้ตรวจการแผ่นดินเสนอเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อวินิจฉัยว่าอำนาจในการอนุญาตจัดสรรคลื่นความถี่และการรับรองการประมูล 3 จี เป็นของ กสทช.ทั้ง 11 คน ไม่ใช่อำนาจของ กทค.แค่ 6 คนดังกล่าว การใช้อำนาจของ กทค.จึงขัดต่อรัฐธรรมนูย มาตรา 47 และ 305(1)
ขณะที่นายสุริยะใส กตะศิลา ผู้ประสานงานกลุ่มกรีน ได้ยื่นหนังสือถึงผู้ตรวจการแผ่นดิน ขอให้อุทธรณ์คำสั่งของศาลปกครองกลางต่อศาลปกครองสูงสุด เพื่อกำหนดมาตรการคุ้มครองชั่วคราวกรณีศาลปกครองกลางไม่รับคำร้องของผู้ตรวจการแผ่นดินที่ฟ้อง กสทช.กรณีประมูล 3 จี เนื่องจากเห็นว่าคำสั่งของศาลปกครองกลางเป็นการจำกัดอำนาจหน้าที่ของผู้ตรวจการแผ่นดิน ประกอบกับ กสทช.ไม่ใช่องค์กรตามรัฐธรรมนูญ แต่เป็นหน่วยงานทางปกครองที่อิสระ ดังนั้น คณะกรรมการ กสทช.และ กทค.จึงเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ การกระทำหรือคำสั่งใดใดของ กสทช.และ กทค.จึงอยู่ในอำนาจของศาลปกครอง นอกจากนี้การไม่รับฟ้องของศาลปกครองกลาง ยังส่งผลให้สำนักงาน กสทช.และ กทค.มีสถานะสูงเกินกว่าที่กฎหมาย อำนาจตุลาการ และอำนาจองค์ใดใดจะตรวจสอบได้
เป็นที่น่าสังเกตว่า หลังศาลปกครองกลางไม่รับคำร้องของผู้ตรวจการแผ่นดิน ปรากฏว่า กทค. ได้รีบประชุมบอร์ด กทค. เมื่อวันที่ 7 ธ.ค. ก่อนมีมติ 4 ต่อ 1 อนุมัติออกใบอนุญาต 3 จีแก่ผู้ที่ชนะการประมูลทั้ง 3 ราย ประกอบด้วย บริษัท แอดวานซ์ ไวร์เลส เน็ทเวอร์ค จำกัด ในเครือเอไอเอส ,บริษัท ดีแทค เน็ทเวอร์ค จำกัด และบริษัท เรียล ฟิวเจอร์ จำกัด ในเครือทรู
ทั้งนี้ พ.อ.เศรษฐพงศ์ มะลิสุวรรณ รองประธาน กสทช.ในฐานะประธาน กทค.บอกว่า ถือว่าใบอนุญาต 3 จี มีผลแล้วตั้งแต่วันที่ 7 ธ.ค.เป็นต้นไป จนกว่าจะครบกำหนดอายุใบอนุญาต 15 ปี ในวันที่ 6 ธ.ค.2570 ส่วนใบอนุญาตจะถึงมือผู้ประกอบการภายในสัปดาห์หน้าแน่นอน และว่า ใบอนุญาตที่ออกมา ได้กำหนดเงื่อนไขแนบท้ายด้วยว่า ผู้รับใบอนุญาตต้องกำหนดค่าบริการให้เป็นธรรม สมเหตุสมผล ไม่เอาเปรียบผู้บริโภค และจัดให้มีบริการที่มีคุณภาพ โดยจะต้องลดค่าบริการทั้งประเภทเสียงและไม่ใช้เสียงลงจากราคาเฉลี่ยในปัจจุบัน 15% จนกว่าจะมีการออกใบประกาศ กสทช.เรื่องอัตราค่าบริการที่เป็นธรรมในอนาคต
ด้านนายสุริยะใส กตะศิลา ผู้ประสานงานกลุ่มกรีน ได้ออกมาติง กทค.ที่รวบรัดให้ใบอนุญาต 3 จีอย่างผิดปกติ พร้อมเตือน กทค.ว่า หากศาลปกครองสูงสุดรับฟ้องและไต่สวน พร้อมกำหนดมาตรการคุ้มครองชั่วคราวการประมูล 3 จีที่มีปัญหา ใบอนุญาต 3 จี ที่เอกชนได้ไป จะกลายเป็นใบอนุญาตเถื่อนทันที



