คลิกที่นี่ เพื่อฟังสรุปข่าวฯ
1.เขมร เปิดฉากยิงปืนใหญ่-จรวดใส่ไทย หวังยึดปราสาทตาควาย หลังไทยตอบโต้ ต่างฝ่ายต่างเจ็บ-ตายระนาว!

เมื่อวันที่ 22 เม.ย. เวลาประมาณ 06.30น.ได้เกิดการปะทะกันระหว่างทหารไทยกับทหารกัมพูชา บริเวณปราสาทตาควาย ต.บักได อ.พนมดงรัก จ.สุรินทร์ ทั้งนี้ ก่อนเกิดเหตุ ชุดลาดตระเวนของกองร้อยทหารพราน 2606 กองกำลังสุรนารี กองทัพภาคที่ 2 ได้ลาดตระเวนไปพบทหารกัมพูชากำลังขุดหลุมดัดแปลงที่มั่นทางทิศตะวันออกของปราสาทตาควาย ทหารไทยจึงได้เจรจาให้ทหารกัมพูชายุติการกระทำดังกล่าว แต่นอกจากจะไม่สำเร็จแล้ว ทหารกัมพูชายังใช้อาวุธยิงเข้ามาในเขตไทยด้วย ทำให้กองกำลังสุรนารีต้องตอบโต้ จึงเกิดการปะทะกันเป็นระยะๆ ตลอดแนวปราสาทตาควายจนถึงปราสาทตาเมือนธม โดยทั้งสองฝ่ายต่างใช้อาวุธหนักยิงใส่กัน ส่งผลให้มีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตกันทั้งสองฝ่าย โดยฝ่ายไทย มีทหารบาดเจ็บ 13 นาย และเสียชีวิต 4 นาย คือ ส.อ.ประเวศ หาราช ,จ.ส.อ.พูลรัตน์ สุขกิจ ,พล.ทหารบุญฤทธิ์ ชางาม สังกัดกองร้อยทหารพรานที่ 2606 กรมทหารพรานที่ 26 ฐานปฏิบัติการปราสาทตาควาย และ จ.ส.อ.วิทยะ สวนชูผล กองร้อยทหารพรานจู่โจมที่ 960 กรมทหารพรานที่ 26 ฐานปฏิบัติการปราสาทตาเมือนธม ต.ตาเมียง ส่วนฝ่ายกัมพูชานั้น มีรายงานว่า มีทหารได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิตหลายรายเช่นกัน
ระหว่างเกิดการปะทะ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก ได้สั่งให้กองทัพภาคที่ 2 คุมพื้นที่ปะทะไม่ให้ลุกลามไปพื้นที่อื่น พร้อมทั้งให้ผู้บัญชาการหน่วยในพื้นที่เร่งประสานเจรจากับทหารกัมพูชาเพื่อหยุดยิง กว่าการปะทะจะยุติก็ประมาณ 10.30น.
ด้านกระทรวงการต่างประเทศ ได้ทำหนังสือประท้วงกัมพูชาอย่างรุนแรงที่เปิดฉากโจมตีทหารและพลเรือนของไทย โดยเรียกนายยู ออย เอกอัครราชทูตกัมพูชาประจำประเทศไทย เข้ารับหนังสือประท้วงที่กระทรวงฯ พร้อมชี้ว่า การกระทำของทหารกัมพูชาที่สร้างบังเกอร์บริเวณปราสาทตาควาย ถือว่าละเมิดกฎหมายสากลและกฎบัตรสหประชาชาติ รวมทั้งบันทึกความเข้าใจ(เอ็มโอยู) ระหว่างไทย-กัมพูชาว่าด้วยการสำรวจและปักปันเขตแดนทางบก ปี 2543 ไทยจึงต้องตอบโต้ ซึ่งเป็นการใช้สิทธิป้องกันตัวตามความจำเป็นอย่างสมน้ำสมเนื้อ
อย่างไรก็ตาม ฝ่ายกัมพูชาได้ออกมากล่าวหาว่าทหารไทยเป็นฝ่ายเปิดฉากยิงก่อน โดยนายภัย สีพัน โฆษกรัฐบาลกัมพูชา อ้างว่า ทหารไทยเคลื่อนกำลังไปยังที่ตั้งของทหารกัมพูชาบริเวณปราสาทตาควาย โดยรุกล้ำเข้าไปในดินแดนกัมพูชาประมาณ 0.40 กม. แล้วยิงใส่ทหารกัมพูชา ทำให้ทหารกัมพูชาต้องใช้จรวดอาร์พีจีและอาวุธอื่นยิงตอบโต้ ขณะที่ พล.ท.ชุม โสเชต โฆษกกระทรวงกลาโหมของกัมพูชา ยอมรับว่า ผลจากการปะทะ ทำให้ทหารกัมพูชาบาดเจ็บ 6 นาย และเสียชีวิต 3 นาย
ด้านนายมาร์ตี้ นาทาเลกาวัน รัฐมนตรีต่างประเทศอินโดนีเซีย ในฐานะประธานสมาคมประชาชาติเอเชียตะวันออกเฉียงใต้(อาเซียน) ได้ออกแถลงการณ์เรียกร้องให้ทั้งฝ่ายไทยและกัมพูชายุติท่าทีที่เป็นปฏิปักษ์ต่อกันทันที รวมทั้งยุติความขัดแย้งครั้งนี้โดยสันติวิธี ขณะที่นายฮอ นัมฮง รองนายกฯ และรัฐมนตรีต่างประเทศกัมพูชา ได้ทำ จม.ถึงประธานอาเซียนทันที โดยใส่ร้ายไทยว่า เหตุการณ์ปะทะที่เกิดขึ้น สะท้อนว่าฝ่ายไทยยังไม่ยอมรับข้อตกลงหยุดยิง ขณะที่กัมพูชายอมรับทุกประการ รวมทั้งเป็นเครื่องแสดงให้เห็นว่า ไทยต้องการใช้กำลังทหารมากกว่าที่จะใช้สันติวิธีในการแก้ปัญหา
ทั้งนี้ การปะทะกันระหว่างทหารไทยกับทหารกัมพูชา ไม่เพียงส่งผลให้มีทหารไทยบาดเจ็บและเสียชีวิตหลายราย แต่ยังส่งผลให้ชาวบ้านในพื้นที่เสี่ยง ต้องอพยพไปอยู่ในที่ที่ปลอดภัยด้วย และแม้ว่าการปะทะเมื่อวันที่ 22 เม.ย.จะยุติไปแล้วในช่วงสายของวันเดียวกัน แต่ล่าสุด การปะทะก็ได้เปิดฉากขึ้นอีกครั้งในเช้าวันนี้(23 เม.ย.) เวลา 06.10น. ตลอดแนวชายแดนไทย-กัมพูชาด้านปราสาทตาเมือนธมและปราสาทตาควาย ถือว่าการปะทะกันรุนแรงกว่าเมื่อวานนี้ โดยมีการใช้ทั้งอาวุธหนักและอาวุธเบายิงเข้าใส่กันอย่างหนัก ผลจากการปะทะ ทำให้ทหารไทยบาดเจ็บ 7 นาย และเสียชีวิต 1 นาย คือ อาสาสมัครทหารพราน สมคิด สมศรี สังกัดกองร้อยทหารพราน 2602 ส่วนฝ่ายกัมพูชา มีรายงานว่า ทหารบาดเจ็บ 6 นาย เสียชีวิต 3 นาย
ด้านนายฮอ นัมฮง รองนายกฯ และรัฐมนตรีต่างประเทศกัมพูชา รีบส่งหนังสือร้องเรียนถึงประธานคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ กล่าวหาว่าไทยเจตนารุกรานกัมพูชา โดยอ้างว่าทหารไทยยิงกระสุนปืนใหญ่เข้าไปในเขตกัมพูชาเป็นระยะทางกว่า 21 กม.
ขณะที่ พล.ท.ธวัชชัย สมุทรสาคร แม่ทัพภาคที่ 2 ยืนยัน 100% ว่า ฝ่ายไทยไม่ได้เป็นฝ่ายเปิดฉากยิงก่อนแน่นอน พร้อมยืนยันว่า ทหารจะปกป้องแผ่นดินไม่ยอมให้กัมพูชารุกรานหรือยึดแผ่นดินไปเด็ดขาด พร้อมเชื่อว่า เหตุที่กัมพูชาเปิดฉากยิงใส่ทหารไทย จนเกิดการตอบโต้กันนั้น เป็นเพราะกัมพูชาต้องการสร้างสถานการณ์เพื่อให้ประเทศที่สามเข้ามาแทรกแซง ทั้งที่เป็นเรื่องทวิภาคีระหว่างไทยกับกัมพูชา “มาถึงตอนนี้ ทหารไทยเรามั่นใจในการรักษาอธิปไตย 1000% ไม่มีปัญหา เรามีการเสริมกำลังตามยุทธวิธีทางทหาร และเราไม่หวั่นไหวแต่อย่างใด ฝ่ายทหารเขมรเองไม่ได้มีมากมายอะไร ตอนนี้ขนมาทั้งประเทศแล้วที่จะมาสู้กับทหารไทย ขณะที่กำลังพลของเรามีแค่ไม่ถึงกองทัพเลย ซึ่งเรายังไม่ได้ระดมกำลังพลไปทั้งหมดเลย”
ส่วนความคืบหน้าเกี่ยวกับการพิจารณาบันทึกการประชุมคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย-กัมพูชา(เจบีซี) 3 ฉบับที่ค้างอยู่ในการพิจารณาของที่ประชุมรัฐสภา ขณะที่ศาลรัฐธรรมนูญได้ยกคำร้องที่ ส.ส.ขอให้วินิจฉัยว่าบันทึกเจบีซีดังกล่าวเข้าข่ายมาตรา 190 ของรัฐธรรมนูญที่ต้องให้รัฐสภาเห็นชอบก่อนหรือไม่ โดยให้เหตุผลว่าเรื่องยังอยู่ในการดำเนินการของฝ่ายบริหารและรัฐสภานั้น ปรากฏว่า ล่าสุดเมื่อวันที่ 19 เม.ย. ที่ประชุมร่วมรัฐสภาได้มีมติเสียงข้างมากให้ถอนบันทึกเจบีซีทั้ง 3 ฉบับออกจากการพิจารณาของรัฐสภาแล้ว หลังตีความกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญยกคำร้องว่า เป็นเพราะการเจรจาเรื่องเขตแดนยังไม่ถึงที่สุด ดังนั้นรัฐบาลต้องเร่งเจรจากับกัมพูชาให้ได้ข้อยุติก่อน
2. ไทยคม ทำวุ่น ขัดข้อง ส่งผลทีวีทุกช่องจอดับ - ปชช.ตื่นปฏิวัติ ด้าน “บิ๊กจิ๋ว” ทิ้ง พท. แล้ว “ทักษิณ”รีบดักคอ ไปแล้วอย่าทำร้ายพรรค!

จากกรณีที่มีความเคลื่อนไหวทางการเมือง โดยบางพรรคมีการกล่าวพาดพิงสถาบันพระมหากษัตริย์ให้ได้รับความเสียหาย เช่น กรณีนายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย และแกนนำกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ(นปช.) กล่าวปราศรัยบนเวทีเสื้อแดงเมื่อวันที่ 10 เม.ย.ที่ผ่านมา โดยกล่าวหาว่าทหารรักษาพระองค์และทหารเสือพระราชินีเป็นคนยิงคนเสื้อแดงเมื่อวันที่ 10 เม.ย.2553 ขณะที่บางพรรคทำเหมือนดึงสถาบันมาเป็นเครื่องมือในการหาเสียงเลือกตั้ง เช่น กรณีพรรคภูมิใจไทยได้ทำบุญครบรอบ 2 ปีของการก่อตั้งพรรคเมื่อวันที่ 6 เม.ย. พร้อมปล่อยขบวนรถเพื่อไปแจกพระบรมฉายาลักษณ์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพร้อมสมุดลงนามถวายพระพร โดยจะเดินสายแจกจ่ายทั่วประเทศนั้น ส่งผลให้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ออกมาบอกว่า ไม่สบายใจที่มีการดึงสถาบันพระมหากษัตริย์ลงมาเกี่ยวข้องกับการเมือง เพราะพระมหากษัตริย์อยู่เหนือการเมือง ใครละเมิด เจ้าหน้าที่ต้องดำเนินการ พร้อมกันนี้นายอภิสิทธิ์ได้มอบหมายให้สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ไปหารือกับคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) เพื่อออกกฎระเบียบห้ามพรรคการเมืองดึงสถาบันพระมหากษัตริย์มาเกี่ยวข้องกับการแข่งขันทางการเมือง หรือโจมตีทางการเมืองด้วย
ด้านนายประพันธ์ นัยโกวิท กกต.ด้านบริหารงานเลือกตั้ง เผยว่า สำนักบริหารงานเลือกตั้งได้ยกร่างระเบียบเกี่ยวกับวิธีหาเสียงของนักการเมืองตั้งแต่ก่อนที่นายกฯ จะส่งสัญญาณมา เพราะได้รับร้องเรียนว่าในการเลือกตั้งท้องถิ่น มีการหาเสียงโดยอ้างสถาบันพระมหากษัตริย์ คาดว่าจะนำระเบียบดังกล่าวเสนอให้ที่ประชุมใหญ่ของ กกต.พิจารณาได้ภายในเดือน เม.ย. เพื่อนำมาใช้ได้ทันในการเลือกตั้ง ส.ส.ที่จะมีขึ้นในอนาคตอันใกล้นี้ “ระเบียบดังกล่าวจะมีหลักการคล้ายข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่ห้ามกล่าวพาดพิงสถาบันพระมหากษัตริย์ไม่ว่ากรณีใด โดยระเบียบดังกล่าวจะเริ่มใช้ภายหลังยุบสภา หากผู้สมัคร ส.ส.รายใดกล่าวอ้างสถาบันพระมหากษัตริย์ ไม่ว่าจะเป็นการปกป้องหรือกรณีอื่นๆ หากทำให้เข้าใจผิดในคะแนนเสียงหรือทำให้การเลือกตั้งไม่สุจริต นอกจากมีโทษถึงขั้นให้จัดการเลือกตั้งใหม่(ใบเหลือง) หรือตัดสิทธิทางการเมือง(ใบแดง) แล้ว ยังอาจมีโทษถึงขั้นถูกดำเนินคดีอาญา และหากผู้ที่ทำผิดระเบียบดังกล่าวเป็นกรรมการบริหารพรรคการเมืองใด ก็จะนำไปสู่การยุบพรรคเช่นเดียวกับการซื้อเสียงตาม รธน.มาตรา 237 วรรคสองด้วย”
ด้านแกนนำพรรคภูมิใจไทย รีบโวย ไม่เห็นด้วยกับการออกระเบียบดังกล่าว โดยนายศุภชัย ใจสมุทร โฆษกพรรคภูมิใจไทย บอกว่า พรรคมีนโยบายปกป้องสถาบัน แล้วถ้าพรรคนำเรื่องการปกป้องสถาบันมาพูดจะผิดตรงไหน กกต.มีอำนาจอะไรมาห้าม นายศุภชัย ยังย้อน กกต.ด้วยว่า ทีพรรคที่ใกล้ชิดกับกลุ่มบุคคลที่มีท่าทีหมิ่นเหม่ต่อการก้าวล่วงสถาบัน ทำไม กกต.ถึงไม่ไปแสดงท่าทีบ้าง พร้อมแขวะ กกต.ด้วยว่า ที่มีแนวคิด(ออกระเบียบ)เช่นนี้ แสดงว่าป่วยทางจิตใช่หรือไม่
ขณะที่นายประพันธ์ นัยโกวิท กกต.ด้านบริหารงานเลือกตั้ง ย้ำว่า พรรคการเมืองใดมีนโยบายปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์อาจต้องปรับเปลี่ยนแนวทาง เพราะคนไทยทุกคนต้องปกป้องสถาบันอยู่แล้ว ดังนั้นควรหาเสียงด้วยการชูนโยบายอื่นและแข่งขันกันทำงานมากกว่า แต่ถ้าจะนำพระบรมราโชวาทมาปรับใช้ ก็ต้องดูเจตนาของผู้สมัคร หากฝ่าฝืน กกต.สามารถให้ใบเหลือง-ใบแดงได้
ด้านนายชุมพล ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงท่องเที่ยวและกีฬา ในฐานะหัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา เผยเหตุที่นายกฯ ส่งสัญญาณให้ กกต.ออกระเบียบห้ามนักการเมืองกล่าวพาดพิงสถาบันว่า เพราะสำนักราชเลขาธิการได้ทำหนังสือถึงนายกฯ นายกฯ จึงได้แจ้งให้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีทราบว่า มีพรรคการเมืองไปพิมพ์เอกสารขึ้นมา แล้วบอกว่าได้รับพระบรมราชานุญาต ซึ่งทางราชเลขาธิการได้มีหนังสือตอบปฏิเสธ โดยยืนยันว่า ไม่เคยมีพระบรมราชานุญาตแก่ผู้ใดหรือพรรคการเมืองใดทั้งสิ้น
ด้านนายชัย ชิดชอบ ประธานสภาผู้แทนราษฎร และแกนนำพรรคภูมิใจไทย รีบออกมายืนยันว่า กรณีที่พรรคได้จัดพิมพ์ภาพพระบรมฉายาลักษณ์เพื่อนำไปแจกจ่ายให้สมาชิกพรรคและประชาชนจำนวน 1 ล้านภาพ เพื่อเป็นสิริมงคลนั้น ได้รับพระบรมราชานุญาตจากกองงานส่วนพระองค์ สำนักพระราชวังเรียบร้อยแล้วตั้งแต่เมื่อวันที่ 1 เม.ย.2554 พร้อมกันนี้ นายชัยได้โชว์หนังสือตอบกลับจากกองงานส่วนพระองค์ ซึ่งลงชื่อโดยนายดิสธร วัชโรทัย รองเลขาธิการพระราชวังให้ผู้สื่อข่าวดูด้วย
นายชัย ยังยืนยันด้วยว่า การจัดทำพระบรมฉายาลักษณ์ดังกล่าวไม่ใช่การหาเสียง เพราะยังไม่มีพระราชกฤษฎีกา(พ.ร.ฎ.)ยุบสภา ส่วนที่เคยทำเอกสารให้ประชาชนเซ็นชื่อนั้น นายชัย อ้างว่า เพราะประชาชนที่อยู่ห่างไกลมาถวายพระพรที่โรงพยาบาลศิริราชลำบาก จึงได้ทำเอกสารให้เซ็นชื่อ แล้วจะนำรายชื่อเหล่านั้นมากราบบังคมทูลฯ ถวาย อย่าเข้าใจไขว้เขว
ส่วนกรณีที่นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทยและแกนนำ นปช.กล่าวปราศรัยบนเวทีเสื้อแดงเมื่อวันที่ 10 เม.ย.ที่ผ่านมา ทำนองให้ร้ายสถาบันนั้น ได้นำไปสู่ความเคลื่อนไหว ทั้งจากฝ่ายทหารและพรรคเพื่อไทย โดยในส่วนของพรรคเพื่อไทยนั้น ได้พยายามแยกตัวเองออกจากคนเสื้อแดงและแกนนำ นปช.เพื่อไม่ให้กรณีดังกล่าวนำไปสู่การถูกยุบพรรค สังเกตได้จากหลังประชุม ส.ส.ของพรรคเมื่อวันที่ 18 เม.ย. พรรคเพื่อไทยได้ออกแถลงการณ์ยืนยันว่า พรรคไม่ได้อยู่เบื้องหลังและไม่เห็นด้วยกับการกระทำใดใดที่จาบจ้วงสถาบันหรือหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ หากพบหลักฐานว่าใครกระทำการดังกล่าว ขอให้ดำเนินคดีตามกฎหมายได้เลย
ด้านนายจตุพร พรหมพันธุ์ ก็ออกมายืนยันว่า พรรคเพื่อไทยกับ นปช.ไม่ได้มีอะไรเกี่ยวกันตั้งแต่แรกอยู่แล้ว เพียงแต่มีบางคนที่ดำรง 2 สถานะ ทั้งในพรรคเพื่อไทยและใน นปช. แต่ถ้ามี พ.ร.ฎ.ยุบสภาเมื่อไหร่ ผู้สมัคร ส.ส.ก็จะขึ้นแต่เวทีหาเสียงของพรรคเพื่อไทยเท่านั้น ส่วนตนก็ไม่จำเป็นต้องลาออกจากแกนนำ นปช.เพราะไม่รู้จะไปลาออกกับใคร นายจตุพร ยังย้ำด้วยว่า กรณีที่นายกฯ ให้ กกต.ออกระเบียบห้ามนำสถาบันพระมหากษัตริย์มาใช้ในการหาเสียงนั้น ไม่กระทบพวกตนอยู่แล้ว แต่กระทบกับพรรคภูมิใจไทยมากกว่า
ขณะที่นายก่อแก้ว พิกุลทอง แกนนำ นปช. ไม่พอใจที่พรรคเพื่อไทยออกแถลงการณ์เหมือนเอาตัวรอด แต่ลอยแพแกนนำ นปช.ที่กำลังถูกดำเนินคดีข้อหาหมิ่นสถาบัน จึงออกมาสวนกลับพรรคเพื่อไทยว่า “มวลชนคนเสื้อแดงก็เป็นมวลชนของพรรคเพื่อไทย ดังนั้น อย่าเหนียมอายกันอีกเลย เพราะหากต่อต้านหรือไม่เห็นด้วยกับแกนนำเสื้อแดง ก็เท่ากับว่าไม่เอามวลชนคนเสื้อแดงเหมือนกัน... จริงๆ แล้วพรรคเพื่อไทยควรจะขอบคุณนายจตุพร ที่ยืนเป็นหัวหมู่ทะลวงฟันมาตลอด ถ้าไม่มีนายจตุพร ไม่รู้ว่าพรรคเพื่อไทยถูกยุบไปกี่ครั้งแล้ว”
สำหรับความเคลื่อนไหวของฝ่ายทหาร หลังจาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก ได้ส่งนายทหารพระธรรมนูญเข้าแจ้งความดำเนินคดีนายจตุพร พรหมพันธุ์ และแกนนำ นปช.อีก 2 คน ฐานปราศรัยให้ร้ายสถาบัน และถูกนายจตุพรกับพวกแจ้งความกลับเช่นกันฐานหมิ่นประมาทและแจ้งความเท็จ ปรากฏว่า ทหารจากหลายหน่วย เช่น กรมทหารราบที่ 11 รักษาพระองค์ ฯลฯ ต่างตบเท้าแสดงพลังปกป้องสถาบันและให้กำลังใจ พล.อ.ประยุทธ์ ขณะที่ พล.อ.ประยุทธ์ ได้ออกมาปรามผู้ที่พูดจาให้ร้ายสถาบัน ให้หยุดพฤติกรรมดังกล่าว ไม่เช่นนั้นจะเท่ากับบังคับให้ทหารต้องออกมาถืออาวุธอีกครั้ง “ผมขอร้องหลายครั้งแล้ว อย่าพยายามทำให้ทหารตกเป็นจำเลยของสังคม เพราะสิ่งแรกต้องถืออาวุธ ก่อนหน้านี้ไม่ได้ถืออาวุธ แต่เหตุการณ์บังคับให้ต้องถือ ซึ่งทุกอย่างต้องพัฒนาไปตามสถานการณ์ อย่าให้นำไปสู่จุดนั้นอีกครั้งหนึ่งเลย...”
ทั้งนี้ ได้เกิดเหตุการณ์ที่ทำให้หลายฝ่ายคิดว่าทหารได้ออกมายึดอำนาจเมื่อวันที่ 21 เม.ย. เพราะจู่ๆ สถานีโทรทัศน์ทุกช่อง ทั้งฟรีทีวี และทีวีผ่านดาวเทียม ต่างจอมืดพร้อมกันทุกพื้นที่ตั้งแต่เวลาประมาณ 16.00น. และเป็นอยู่นานประมาณ 3 ชั่วโมง ส่งผลให้ประชาชนโทรเช็คกันวุ่นว่าเกิดการรัฐประหารขึ้นหรือไม่ แม้แต่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ก็ตกใจ ถึงกับโทรเช็คผู้เกี่ยวข้องเช่นกัน กระทั่งได้รับแจ้งว่า ทหารไม่ได้ออกมาปฏิวัติหรือรัฐประหาร แต่เป็นเพราะดาวเทียมไทยคม 5 ขัดข้อง โดยนายอารักษ์ ชลธาร์นนท์ ประธานเจ้าหน้าที่ผู้บริหาร บริษัท ไทยคม จำกัด(มหาชน) แถลงชี้แจงว่า ปัญหาเกิดจากประจุไฟฟ้าในอวกาศ ทำให้ดาวเทียมไทยคม 5 ต้องหันตัวเองไปอยู่ในจุดที่ปลอดภัยโดยอัตโนมัติ(เซฟโหมด) ทำให้สัญญาณดาวเทียมขาดหายไป แต่บริษัทก็ได้แก้ปัญหาด้วยการใช้ดาวเทียมไทยคม 4(ไอพีสตาร์) มาช่วยสำรองช่องฟรีทีวี ทำให้ฟรีทีวีกลับสู่ปกติได้เร็วกว่า “ยืนยันว่า ช่วงเวลาที่เกิดเหตุ ดาวเทียมไทยคม 5 ไม่ได้หลุดจากวงโคจรและไม่ได้ถูกกระทำโดยใคร หรือเตรียมการล่วงหน้า เป็นเหตุสุดวิสัยจริงๆ ไม่มีกระบวนการทางการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้อง เพราะบริษัทไม่เคยยุ่งเกี่ยวกับการเมือง”
ด้านนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำ นปช. ได้ออกมาอ้างว่า ทหารมีแผนทำรัฐประหาร โดยจะถอนประกันแกนนำ นปช.และยึดอำนาจหลังยุบสภา “ปฏิบัติการครั้งนี้มีชื่อเรียกว่า ถอน ยุบ ยึด ได้ข่าวมาว่าจะเริ่มต้นในสัปดาห์หน้าที่จะถอนประกัน แล้วรอให้ยุบสภาต้นเดือน พ.ค.และยึดอำนาจ...”
ส่วนกรณีที่มีข่าวว่า พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ประธานพรรคเพื่อไทย จะลาออกจากพรรคเพื่อไทย(พท.) เนื่องจากรับไม่ได้ที่แกนนำ นปช.ปราศรัยทำนองให้ร้ายสถาบันนั้น ปรากฏว่า พล.อ.ชวลิต ได้ให้คนสนิทไปยื่นใบลาออกจากพรรคเพื่อไทยแล้วเมื่อวันที่ 18 เม.ย. โดยไม่ได้ระบุเหตุผลในการลาออกแต่อย่างใด ทั้งนี้ มีรายงานว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ได้วิดีโอลิงก์มายังที่ประชุม ส.ส.พรรคเพื่อไทย(18 เม.ย.) โดยพูดทำนองปราม พล.อ.ชวลิตที่ลาออกจากพรรคเพื่อไทยไปแล้วว่า ไม่สบายใจจะถอนตัวก็ไม่โกรธ แต่ขอให้จากกันด้วยดี อย่าทำร้ายพรรค เป็นที่น่าสังเกตว่า หลัง พล.อ.ชวลิตตัดสินใจลาออกจากพรรคเพื่อไทย เริ่มมีแกนนำคนอื่นๆ ทยอยลาออกตามแล้ว เช่น พล.อ.จิรเดช คชรัตน์ อดีตรองผู้บัญชาการทหารบก แต่อ้างเหตุว่าต้องการพักผ่อนและทำงานส่วนตัว ไม่ได้เกี่ยวกับการที่แกนนำ นปช.ปราศรัยหมิ่นเหม่ต่อการหมิ่นสถาบันแต่อย่างใด
3. “พล.อ.ธีรเดช มีเพียร” ได้นั่ง ปธ.วุฒิสภาตามคาด หลังคะแนนทิ้งห่างคู่แข่งขาดลอย!

เมื่อวันที่ 22 เม.ย. ได้มีการประชุมวุฒิสภาเพื่อเลือกประธานวุฒิสภาคนใหม่แทนนายประสพสุข บุญเดช อดีต ส.ว.สรรหา ที่ครบวาระการดำรงตำแหน่ง โดยการประชุมครั้งนี้มีนางพรทิพย์ โล่ห์วีระ รองประธานวุฒิสภาคนที่ 2 ทำหน้าที่ประธานการประชุม เนื่องจากนายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานวุฒิสภาคนที่ 1 ได้รับการเสนอชื่อจาก ส.ว.เลือกตั้งให้เข้าชิงตำแหน่งประธานวุฒิสภา ซึ่งนายนิคมไม่ยอมลาออกจากรองประธานวุฒิสภาคนที่ 1 จนกว่าจะรู้ผลว่าตนเองได้รับเลือกเป็นประธานวุฒิสภาก่อน
ทั้งนี้ เมื่อการประชุมเริ่มขึ้น นายสุรชัย ชัยตระกูลทอง ส.ว.ชลบุรี ได้แจ้งต่อที่ประชุมว่า ส.ว.เลือกตั้งมีมติเสนอชื่อนายนิคม เป็นตัวแทนชิงตำแหน่งประธานวุฒิสภา จากนั้นนายมณเฑียร บุญตัน ส.ว.สรรหา กลุ่ม 40 ส.ว.ได้ลุกขึ้นเสนอชื่อ พล.อ.ธีรเดช มีเพียร ส.ว.สรรหา เพื่อเป็นตัวแทนชิงตำแหน่ง ด้าน น.ส.สุมล สุตะวิริยะวัฒน์ ส.ว.เพชรบุรี กลุ่ม 40 ส.ว.ก็ได้ลุกขึ้นเสนอชื่อ น.ส.รสนา โตสิตระกูล ส.ว.กทม. กลุ่ม 40 ส.ว. เพื่อเข้าชิงตำแหน่งด้วย ซึ่งสร้างความประหลาดใจแก่บรรดา ส.ว.สายเลือกตั้งอย่างมาก พร้อมวิพากษ์วิจารณ์ว่า การเสนอชื่อ น.ส.รสนา ก็เพื่อตัดคะแนนนายนิคม ทำให้นายยุทธนา ยุพฤทธิ์ ส.ว.ยโสธร ลุกขึ้นเสนอชื่อนายพิเชต สุนทรพิพิธ ส.ว.สรรหาอีกคน เข้าชิงตำแหน่ง เพื่อหวังตัดคะแนน พล.อ.ธีรเดช แต่นายพิเชตถอนตัว ทำให้เหลือแคนดิเดตชิงตำแหน่งแค่ 3 คน
สำหรับข้อบังคับการประชุมวุฒิสภา ระบุว่า ถ้ามีผู้ถูกเสนอชื่อมากกว่า 2 คน ผู้ที่จะได้เป็นประธานวุฒิสภาต้องได้คะแนนไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกที่เข้าประชุม หากไม่มีใครได้คะแนนถึงกึ่งหนึ่ง ให้นำผู้ที่ได้รับคะแนนอันดับ 1 และ 2 มาเลือกกันใหม่อีกครั้ง
อย่างไรก็ตาม ก่อนให้สมาชิกลงคะแนน ที่ประชุมได้เปิดโอกาสให้ผู้ถูกเสนอชื่อทั้ง 3 คนได้แสดงวิสัยทัศน์คนละไม่เกิน 10 นาที ก่อนลงคะแนนลับ ผลปรากฏว่า พล.อ.ธีรเดชได้ 91 คะแนน จากจำนวนสมาชิกที่ลงคะแนนทั้งหมด 148 คน ถือว่าคะแนนถึงกึ่งหนึ่ง จึงได้เป็นประธานวุฒิสภา ขณะที่นายนิคมได้ 52 คะแนน ส่วน น.ส.รสนาได้ 3 คะแนน หลังจากนี้จะมีการนำชื่อ พล.อ.ธีรเดชขึ้นทูลเกล้าฯ เพื่อโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งต่อไป
4. “ผกก. สภ.ไทรงาม” ถูกยิงดับคาบ้านพัก ด้าน ตร.นครสวรรค์ได้วงจรปิดมัดคนร้าย ฉายา “ภาพ 100 ศพ” ขอศาลออกหมายจับแล้ว!

เมื่อกลางดึกคืนวันที่ 18 เม.ย. ล่วงเข้าวันที่ 19 เม.ย. เวลา 00.30น. ได้เกิดเหตุ พ.ต.อ.เกริกฤทธิ์ นิยมเสริม ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธร(ผกก.สภ.) ไทรงาม จ.กำแพงเพชร อายุ 54 ปี ถูกคนร้ายบุกยิงเสียชีวิต ขณะกำลังล้างรถโฟล์คตู้ในบริเวณบ้านพัก ซึ่งเป็นอาคารพาณิชย์ ตั้งอยู่ที่ ต.นครสวรรค์ตก อ.เมือง จ.นครสวรรค์ โดยคนร้ายได้ขี่รถจักรยานยนต์มาจอดหน้าปากซอย ก่อนเดินเข้าซอยมาที่บ้าน พ.ต.อ.เกริกฤทธิ์ ซึ่งห่างจากปากซอยประมาณ 20 เมตร จากนั้นได้ใช้ปืนลูกโม่ยิง พ.ต.อ.เกริกฤทธิ์ 4 นัด จนล้มลง ก่อนขี่รถจักรยานยนต์หลบหนีไป ขณะที่เพื่อนบ้านได้ช่วยกันนำร่าง พ.ต.อ.เกริกฤทธิ์ส่งโรงพยาบาล แต่เจ้าตัวทนพิษบาดแผลไม่ไหว เสียชีวิตในเวลาต่อมา
ด้านเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมืองนครสวรรค์ สันนิษฐานเบื้องต้นว่า ปมสังหารน่าจะมาจากความขัดแย้งเรื่องธุรกิจประมูลงานก่อสร้าง เพราะสัปดาห์ก่อน ลูกน้องของ พ.ต.อ.เกริกฤทธิ์เพิ่งยื่นซองชนะการประมูลงานขุดลอกและทำถนนขององค์การบริหารส่วนจังหวัด(อบจ.) นครสวรรค์ด้วยงบประมาณหลายล้านบาท
ขณะที่ พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ ฉายาพันธุ์ ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง ได้สั่งการให้ พล.ต.ต.สุพิศาล ภักดีนฤนาถ ผู้บังคับการกองปราบปราม นำชุดสืบสวนร่วมคลี่คลายคดีกับทาง พล.ต.ต.ชฎิล พรหมไพบูลย์ ผู้บังคับการตำรวจภูธร จ.นครสวรรค์ เนื่องจากเป็นคดีอุกฉกรรจ์สะเทือนขวัญ คนร้ายก่อเหตุอย่างไม่เกรงกลัวต่อกฎหมาย
ด้าน พล.ต.ท.อาจินต์ โชติวงศ์ ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 6 เผยว่า ตำรวจภูธรภาค 6 มีหลักฐานภาพวงจรปิดระหว่างที่คนร้ายจ่อยิง พ.ต.อ.เกริกฤทธิ์ โดยคนร้ายเป็นชายสวมหมวกปิดบังใบหน้า เดินเหมือนคนขาเป๋ ยิงในระยะประชิด พ.ต.อ.เกริกฤทธิ์พยายามหนีกระสุน แต่ไม่พ้น
ด้าน พล.ต.ต.สุพิศาล ภักดีนฤนาถ ผู้บังคับการกองปราบปราม บอกว่า เบื้องต้นคาดว่าคนร้ายน่าจะเป็นคนที่รู้จักผู้ตาย โดยอาจเป็นคู่แค้นกัน เพราะคนร้ายมาก่อเหตุตอนที่ผู้ตายอยู่บ้านพอดี อีกทั้งอาวุธปืนเป็นปืนลูกโม่ ไม่ใช่ปืนที่มือปืนรับจ้างใช้กันทั่วไป นอกจากนี้เมื่อคนร้ายยิงจนกระสุนหมด ได้วิ่งหนีอย่างลุกลี้ลุกลน คาดว่าไม่น่าใช่มือปืนอาชีพ
ทั้งนี้ หลังรวบรวมพยานหลักฐาน เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.นครสวรรค์สามารถขอศาลออกหมายจับมือปืนที่ยิง พ.ต.อ.เกริกฤทธิ์แล้วเมื่อวันที่ 21 เม.ย. ทราบชื่อคือ นายณรงค์ ธงชัย หรือภาพ 100 ศพ ซึ่งศาลได้อนุมัติหมายจับแล้ว สำหรับจุดที่ทำให้ตำรวจมั่นใจว่าคนร้ายน่าจะเป็นนายณรงค์ เนื่องจากได้ประสานตำรวจราชบุรี เพื่อขอเปรียบเทียบหัวกระสุนที่คนร้ายใช้ยิง พ.ต.อ.เกริกฤทธิ์ กับหัวกระสุนปืนที่คนร้ายยิงภรรยาอัยการ จ.สุราษฎร์ธานี ที่ อ.สวนผึ้ง จ.ราชบุรีแล้ว พบว่าเป็นหัวกระสุนที่ยิงออกจากปืนกระบอกเดียวกัน นอกจากนี้ยังมีพยานบุคคลซึ่งเป็นญาติของผู้ตายช่วยยืนยันด้วยอีกทาง
ด้าน พล.ต.ต.ชฎิล พรหมไพบูลย์ ผู้บังคับการตำรวจภูธร จ.นครสวรรค์ บอกว่า หากใครสามารถชี้เบาะแสแก่เจ้าหน้าที่จนสามารถจับกุมนายณรงค์ได้ จะมีรางวัลให้ 1 แสนบาท
1.เขมร เปิดฉากยิงปืนใหญ่-จรวดใส่ไทย หวังยึดปราสาทตาควาย หลังไทยตอบโต้ ต่างฝ่ายต่างเจ็บ-ตายระนาว!
เมื่อวันที่ 22 เม.ย. เวลาประมาณ 06.30น.ได้เกิดการปะทะกันระหว่างทหารไทยกับทหารกัมพูชา บริเวณปราสาทตาควาย ต.บักได อ.พนมดงรัก จ.สุรินทร์ ทั้งนี้ ก่อนเกิดเหตุ ชุดลาดตระเวนของกองร้อยทหารพราน 2606 กองกำลังสุรนารี กองทัพภาคที่ 2 ได้ลาดตระเวนไปพบทหารกัมพูชากำลังขุดหลุมดัดแปลงที่มั่นทางทิศตะวันออกของปราสาทตาควาย ทหารไทยจึงได้เจรจาให้ทหารกัมพูชายุติการกระทำดังกล่าว แต่นอกจากจะไม่สำเร็จแล้ว ทหารกัมพูชายังใช้อาวุธยิงเข้ามาในเขตไทยด้วย ทำให้กองกำลังสุรนารีต้องตอบโต้ จึงเกิดการปะทะกันเป็นระยะๆ ตลอดแนวปราสาทตาควายจนถึงปราสาทตาเมือนธม โดยทั้งสองฝ่ายต่างใช้อาวุธหนักยิงใส่กัน ส่งผลให้มีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตกันทั้งสองฝ่าย โดยฝ่ายไทย มีทหารบาดเจ็บ 13 นาย และเสียชีวิต 4 นาย คือ ส.อ.ประเวศ หาราช ,จ.ส.อ.พูลรัตน์ สุขกิจ ,พล.ทหารบุญฤทธิ์ ชางาม สังกัดกองร้อยทหารพรานที่ 2606 กรมทหารพรานที่ 26 ฐานปฏิบัติการปราสาทตาควาย และ จ.ส.อ.วิทยะ สวนชูผล กองร้อยทหารพรานจู่โจมที่ 960 กรมทหารพรานที่ 26 ฐานปฏิบัติการปราสาทตาเมือนธม ต.ตาเมียง ส่วนฝ่ายกัมพูชานั้น มีรายงานว่า มีทหารได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิตหลายรายเช่นกัน
ระหว่างเกิดการปะทะ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก ได้สั่งให้กองทัพภาคที่ 2 คุมพื้นที่ปะทะไม่ให้ลุกลามไปพื้นที่อื่น พร้อมทั้งให้ผู้บัญชาการหน่วยในพื้นที่เร่งประสานเจรจากับทหารกัมพูชาเพื่อหยุดยิง กว่าการปะทะจะยุติก็ประมาณ 10.30น.
ด้านกระทรวงการต่างประเทศ ได้ทำหนังสือประท้วงกัมพูชาอย่างรุนแรงที่เปิดฉากโจมตีทหารและพลเรือนของไทย โดยเรียกนายยู ออย เอกอัครราชทูตกัมพูชาประจำประเทศไทย เข้ารับหนังสือประท้วงที่กระทรวงฯ พร้อมชี้ว่า การกระทำของทหารกัมพูชาที่สร้างบังเกอร์บริเวณปราสาทตาควาย ถือว่าละเมิดกฎหมายสากลและกฎบัตรสหประชาชาติ รวมทั้งบันทึกความเข้าใจ(เอ็มโอยู) ระหว่างไทย-กัมพูชาว่าด้วยการสำรวจและปักปันเขตแดนทางบก ปี 2543 ไทยจึงต้องตอบโต้ ซึ่งเป็นการใช้สิทธิป้องกันตัวตามความจำเป็นอย่างสมน้ำสมเนื้อ
อย่างไรก็ตาม ฝ่ายกัมพูชาได้ออกมากล่าวหาว่าทหารไทยเป็นฝ่ายเปิดฉากยิงก่อน โดยนายภัย สีพัน โฆษกรัฐบาลกัมพูชา อ้างว่า ทหารไทยเคลื่อนกำลังไปยังที่ตั้งของทหารกัมพูชาบริเวณปราสาทตาควาย โดยรุกล้ำเข้าไปในดินแดนกัมพูชาประมาณ 0.40 กม. แล้วยิงใส่ทหารกัมพูชา ทำให้ทหารกัมพูชาต้องใช้จรวดอาร์พีจีและอาวุธอื่นยิงตอบโต้ ขณะที่ พล.ท.ชุม โสเชต โฆษกกระทรวงกลาโหมของกัมพูชา ยอมรับว่า ผลจากการปะทะ ทำให้ทหารกัมพูชาบาดเจ็บ 6 นาย และเสียชีวิต 3 นาย
ด้านนายมาร์ตี้ นาทาเลกาวัน รัฐมนตรีต่างประเทศอินโดนีเซีย ในฐานะประธานสมาคมประชาชาติเอเชียตะวันออกเฉียงใต้(อาเซียน) ได้ออกแถลงการณ์เรียกร้องให้ทั้งฝ่ายไทยและกัมพูชายุติท่าทีที่เป็นปฏิปักษ์ต่อกันทันที รวมทั้งยุติความขัดแย้งครั้งนี้โดยสันติวิธี ขณะที่นายฮอ นัมฮง รองนายกฯ และรัฐมนตรีต่างประเทศกัมพูชา ได้ทำ จม.ถึงประธานอาเซียนทันที โดยใส่ร้ายไทยว่า เหตุการณ์ปะทะที่เกิดขึ้น สะท้อนว่าฝ่ายไทยยังไม่ยอมรับข้อตกลงหยุดยิง ขณะที่กัมพูชายอมรับทุกประการ รวมทั้งเป็นเครื่องแสดงให้เห็นว่า ไทยต้องการใช้กำลังทหารมากกว่าที่จะใช้สันติวิธีในการแก้ปัญหา
ทั้งนี้ การปะทะกันระหว่างทหารไทยกับทหารกัมพูชา ไม่เพียงส่งผลให้มีทหารไทยบาดเจ็บและเสียชีวิตหลายราย แต่ยังส่งผลให้ชาวบ้านในพื้นที่เสี่ยง ต้องอพยพไปอยู่ในที่ที่ปลอดภัยด้วย และแม้ว่าการปะทะเมื่อวันที่ 22 เม.ย.จะยุติไปแล้วในช่วงสายของวันเดียวกัน แต่ล่าสุด การปะทะก็ได้เปิดฉากขึ้นอีกครั้งในเช้าวันนี้(23 เม.ย.) เวลา 06.10น. ตลอดแนวชายแดนไทย-กัมพูชาด้านปราสาทตาเมือนธมและปราสาทตาควาย ถือว่าการปะทะกันรุนแรงกว่าเมื่อวานนี้ โดยมีการใช้ทั้งอาวุธหนักและอาวุธเบายิงเข้าใส่กันอย่างหนัก ผลจากการปะทะ ทำให้ทหารไทยบาดเจ็บ 7 นาย และเสียชีวิต 1 นาย คือ อาสาสมัครทหารพราน สมคิด สมศรี สังกัดกองร้อยทหารพราน 2602 ส่วนฝ่ายกัมพูชา มีรายงานว่า ทหารบาดเจ็บ 6 นาย เสียชีวิต 3 นาย
ด้านนายฮอ นัมฮง รองนายกฯ และรัฐมนตรีต่างประเทศกัมพูชา รีบส่งหนังสือร้องเรียนถึงประธานคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ กล่าวหาว่าไทยเจตนารุกรานกัมพูชา โดยอ้างว่าทหารไทยยิงกระสุนปืนใหญ่เข้าไปในเขตกัมพูชาเป็นระยะทางกว่า 21 กม.
ขณะที่ พล.ท.ธวัชชัย สมุทรสาคร แม่ทัพภาคที่ 2 ยืนยัน 100% ว่า ฝ่ายไทยไม่ได้เป็นฝ่ายเปิดฉากยิงก่อนแน่นอน พร้อมยืนยันว่า ทหารจะปกป้องแผ่นดินไม่ยอมให้กัมพูชารุกรานหรือยึดแผ่นดินไปเด็ดขาด พร้อมเชื่อว่า เหตุที่กัมพูชาเปิดฉากยิงใส่ทหารไทย จนเกิดการตอบโต้กันนั้น เป็นเพราะกัมพูชาต้องการสร้างสถานการณ์เพื่อให้ประเทศที่สามเข้ามาแทรกแซง ทั้งที่เป็นเรื่องทวิภาคีระหว่างไทยกับกัมพูชา “มาถึงตอนนี้ ทหารไทยเรามั่นใจในการรักษาอธิปไตย 1000% ไม่มีปัญหา เรามีการเสริมกำลังตามยุทธวิธีทางทหาร และเราไม่หวั่นไหวแต่อย่างใด ฝ่ายทหารเขมรเองไม่ได้มีมากมายอะไร ตอนนี้ขนมาทั้งประเทศแล้วที่จะมาสู้กับทหารไทย ขณะที่กำลังพลของเรามีแค่ไม่ถึงกองทัพเลย ซึ่งเรายังไม่ได้ระดมกำลังพลไปทั้งหมดเลย”
ส่วนความคืบหน้าเกี่ยวกับการพิจารณาบันทึกการประชุมคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย-กัมพูชา(เจบีซี) 3 ฉบับที่ค้างอยู่ในการพิจารณาของที่ประชุมรัฐสภา ขณะที่ศาลรัฐธรรมนูญได้ยกคำร้องที่ ส.ส.ขอให้วินิจฉัยว่าบันทึกเจบีซีดังกล่าวเข้าข่ายมาตรา 190 ของรัฐธรรมนูญที่ต้องให้รัฐสภาเห็นชอบก่อนหรือไม่ โดยให้เหตุผลว่าเรื่องยังอยู่ในการดำเนินการของฝ่ายบริหารและรัฐสภานั้น ปรากฏว่า ล่าสุดเมื่อวันที่ 19 เม.ย. ที่ประชุมร่วมรัฐสภาได้มีมติเสียงข้างมากให้ถอนบันทึกเจบีซีทั้ง 3 ฉบับออกจากการพิจารณาของรัฐสภาแล้ว หลังตีความกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญยกคำร้องว่า เป็นเพราะการเจรจาเรื่องเขตแดนยังไม่ถึงที่สุด ดังนั้นรัฐบาลต้องเร่งเจรจากับกัมพูชาให้ได้ข้อยุติก่อน
2. ไทยคม ทำวุ่น ขัดข้อง ส่งผลทีวีทุกช่องจอดับ - ปชช.ตื่นปฏิวัติ ด้าน “บิ๊กจิ๋ว” ทิ้ง พท. แล้ว “ทักษิณ”รีบดักคอ ไปแล้วอย่าทำร้ายพรรค!
จากกรณีที่มีความเคลื่อนไหวทางการเมือง โดยบางพรรคมีการกล่าวพาดพิงสถาบันพระมหากษัตริย์ให้ได้รับความเสียหาย เช่น กรณีนายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย และแกนนำกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ(นปช.) กล่าวปราศรัยบนเวทีเสื้อแดงเมื่อวันที่ 10 เม.ย.ที่ผ่านมา โดยกล่าวหาว่าทหารรักษาพระองค์และทหารเสือพระราชินีเป็นคนยิงคนเสื้อแดงเมื่อวันที่ 10 เม.ย.2553 ขณะที่บางพรรคทำเหมือนดึงสถาบันมาเป็นเครื่องมือในการหาเสียงเลือกตั้ง เช่น กรณีพรรคภูมิใจไทยได้ทำบุญครบรอบ 2 ปีของการก่อตั้งพรรคเมื่อวันที่ 6 เม.ย. พร้อมปล่อยขบวนรถเพื่อไปแจกพระบรมฉายาลักษณ์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพร้อมสมุดลงนามถวายพระพร โดยจะเดินสายแจกจ่ายทั่วประเทศนั้น ส่งผลให้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ออกมาบอกว่า ไม่สบายใจที่มีการดึงสถาบันพระมหากษัตริย์ลงมาเกี่ยวข้องกับการเมือง เพราะพระมหากษัตริย์อยู่เหนือการเมือง ใครละเมิด เจ้าหน้าที่ต้องดำเนินการ พร้อมกันนี้นายอภิสิทธิ์ได้มอบหมายให้สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ไปหารือกับคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) เพื่อออกกฎระเบียบห้ามพรรคการเมืองดึงสถาบันพระมหากษัตริย์มาเกี่ยวข้องกับการแข่งขันทางการเมือง หรือโจมตีทางการเมืองด้วย
ด้านนายประพันธ์ นัยโกวิท กกต.ด้านบริหารงานเลือกตั้ง เผยว่า สำนักบริหารงานเลือกตั้งได้ยกร่างระเบียบเกี่ยวกับวิธีหาเสียงของนักการเมืองตั้งแต่ก่อนที่นายกฯ จะส่งสัญญาณมา เพราะได้รับร้องเรียนว่าในการเลือกตั้งท้องถิ่น มีการหาเสียงโดยอ้างสถาบันพระมหากษัตริย์ คาดว่าจะนำระเบียบดังกล่าวเสนอให้ที่ประชุมใหญ่ของ กกต.พิจารณาได้ภายในเดือน เม.ย. เพื่อนำมาใช้ได้ทันในการเลือกตั้ง ส.ส.ที่จะมีขึ้นในอนาคตอันใกล้นี้ “ระเบียบดังกล่าวจะมีหลักการคล้ายข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่ห้ามกล่าวพาดพิงสถาบันพระมหากษัตริย์ไม่ว่ากรณีใด โดยระเบียบดังกล่าวจะเริ่มใช้ภายหลังยุบสภา หากผู้สมัคร ส.ส.รายใดกล่าวอ้างสถาบันพระมหากษัตริย์ ไม่ว่าจะเป็นการปกป้องหรือกรณีอื่นๆ หากทำให้เข้าใจผิดในคะแนนเสียงหรือทำให้การเลือกตั้งไม่สุจริต นอกจากมีโทษถึงขั้นให้จัดการเลือกตั้งใหม่(ใบเหลือง) หรือตัดสิทธิทางการเมือง(ใบแดง) แล้ว ยังอาจมีโทษถึงขั้นถูกดำเนินคดีอาญา และหากผู้ที่ทำผิดระเบียบดังกล่าวเป็นกรรมการบริหารพรรคการเมืองใด ก็จะนำไปสู่การยุบพรรคเช่นเดียวกับการซื้อเสียงตาม รธน.มาตรา 237 วรรคสองด้วย”
ด้านแกนนำพรรคภูมิใจไทย รีบโวย ไม่เห็นด้วยกับการออกระเบียบดังกล่าว โดยนายศุภชัย ใจสมุทร โฆษกพรรคภูมิใจไทย บอกว่า พรรคมีนโยบายปกป้องสถาบัน แล้วถ้าพรรคนำเรื่องการปกป้องสถาบันมาพูดจะผิดตรงไหน กกต.มีอำนาจอะไรมาห้าม นายศุภชัย ยังย้อน กกต.ด้วยว่า ทีพรรคที่ใกล้ชิดกับกลุ่มบุคคลที่มีท่าทีหมิ่นเหม่ต่อการก้าวล่วงสถาบัน ทำไม กกต.ถึงไม่ไปแสดงท่าทีบ้าง พร้อมแขวะ กกต.ด้วยว่า ที่มีแนวคิด(ออกระเบียบ)เช่นนี้ แสดงว่าป่วยทางจิตใช่หรือไม่
ขณะที่นายประพันธ์ นัยโกวิท กกต.ด้านบริหารงานเลือกตั้ง ย้ำว่า พรรคการเมืองใดมีนโยบายปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์อาจต้องปรับเปลี่ยนแนวทาง เพราะคนไทยทุกคนต้องปกป้องสถาบันอยู่แล้ว ดังนั้นควรหาเสียงด้วยการชูนโยบายอื่นและแข่งขันกันทำงานมากกว่า แต่ถ้าจะนำพระบรมราโชวาทมาปรับใช้ ก็ต้องดูเจตนาของผู้สมัคร หากฝ่าฝืน กกต.สามารถให้ใบเหลือง-ใบแดงได้
ด้านนายชุมพล ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงท่องเที่ยวและกีฬา ในฐานะหัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา เผยเหตุที่นายกฯ ส่งสัญญาณให้ กกต.ออกระเบียบห้ามนักการเมืองกล่าวพาดพิงสถาบันว่า เพราะสำนักราชเลขาธิการได้ทำหนังสือถึงนายกฯ นายกฯ จึงได้แจ้งให้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีทราบว่า มีพรรคการเมืองไปพิมพ์เอกสารขึ้นมา แล้วบอกว่าได้รับพระบรมราชานุญาต ซึ่งทางราชเลขาธิการได้มีหนังสือตอบปฏิเสธ โดยยืนยันว่า ไม่เคยมีพระบรมราชานุญาตแก่ผู้ใดหรือพรรคการเมืองใดทั้งสิ้น
ด้านนายชัย ชิดชอบ ประธานสภาผู้แทนราษฎร และแกนนำพรรคภูมิใจไทย รีบออกมายืนยันว่า กรณีที่พรรคได้จัดพิมพ์ภาพพระบรมฉายาลักษณ์เพื่อนำไปแจกจ่ายให้สมาชิกพรรคและประชาชนจำนวน 1 ล้านภาพ เพื่อเป็นสิริมงคลนั้น ได้รับพระบรมราชานุญาตจากกองงานส่วนพระองค์ สำนักพระราชวังเรียบร้อยแล้วตั้งแต่เมื่อวันที่ 1 เม.ย.2554 พร้อมกันนี้ นายชัยได้โชว์หนังสือตอบกลับจากกองงานส่วนพระองค์ ซึ่งลงชื่อโดยนายดิสธร วัชโรทัย รองเลขาธิการพระราชวังให้ผู้สื่อข่าวดูด้วย
นายชัย ยังยืนยันด้วยว่า การจัดทำพระบรมฉายาลักษณ์ดังกล่าวไม่ใช่การหาเสียง เพราะยังไม่มีพระราชกฤษฎีกา(พ.ร.ฎ.)ยุบสภา ส่วนที่เคยทำเอกสารให้ประชาชนเซ็นชื่อนั้น นายชัย อ้างว่า เพราะประชาชนที่อยู่ห่างไกลมาถวายพระพรที่โรงพยาบาลศิริราชลำบาก จึงได้ทำเอกสารให้เซ็นชื่อ แล้วจะนำรายชื่อเหล่านั้นมากราบบังคมทูลฯ ถวาย อย่าเข้าใจไขว้เขว
ส่วนกรณีที่นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทยและแกนนำ นปช.กล่าวปราศรัยบนเวทีเสื้อแดงเมื่อวันที่ 10 เม.ย.ที่ผ่านมา ทำนองให้ร้ายสถาบันนั้น ได้นำไปสู่ความเคลื่อนไหว ทั้งจากฝ่ายทหารและพรรคเพื่อไทย โดยในส่วนของพรรคเพื่อไทยนั้น ได้พยายามแยกตัวเองออกจากคนเสื้อแดงและแกนนำ นปช.เพื่อไม่ให้กรณีดังกล่าวนำไปสู่การถูกยุบพรรค สังเกตได้จากหลังประชุม ส.ส.ของพรรคเมื่อวันที่ 18 เม.ย. พรรคเพื่อไทยได้ออกแถลงการณ์ยืนยันว่า พรรคไม่ได้อยู่เบื้องหลังและไม่เห็นด้วยกับการกระทำใดใดที่จาบจ้วงสถาบันหรือหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ หากพบหลักฐานว่าใครกระทำการดังกล่าว ขอให้ดำเนินคดีตามกฎหมายได้เลย
ด้านนายจตุพร พรหมพันธุ์ ก็ออกมายืนยันว่า พรรคเพื่อไทยกับ นปช.ไม่ได้มีอะไรเกี่ยวกันตั้งแต่แรกอยู่แล้ว เพียงแต่มีบางคนที่ดำรง 2 สถานะ ทั้งในพรรคเพื่อไทยและใน นปช. แต่ถ้ามี พ.ร.ฎ.ยุบสภาเมื่อไหร่ ผู้สมัคร ส.ส.ก็จะขึ้นแต่เวทีหาเสียงของพรรคเพื่อไทยเท่านั้น ส่วนตนก็ไม่จำเป็นต้องลาออกจากแกนนำ นปช.เพราะไม่รู้จะไปลาออกกับใคร นายจตุพร ยังย้ำด้วยว่า กรณีที่นายกฯ ให้ กกต.ออกระเบียบห้ามนำสถาบันพระมหากษัตริย์มาใช้ในการหาเสียงนั้น ไม่กระทบพวกตนอยู่แล้ว แต่กระทบกับพรรคภูมิใจไทยมากกว่า
ขณะที่นายก่อแก้ว พิกุลทอง แกนนำ นปช. ไม่พอใจที่พรรคเพื่อไทยออกแถลงการณ์เหมือนเอาตัวรอด แต่ลอยแพแกนนำ นปช.ที่กำลังถูกดำเนินคดีข้อหาหมิ่นสถาบัน จึงออกมาสวนกลับพรรคเพื่อไทยว่า “มวลชนคนเสื้อแดงก็เป็นมวลชนของพรรคเพื่อไทย ดังนั้น อย่าเหนียมอายกันอีกเลย เพราะหากต่อต้านหรือไม่เห็นด้วยกับแกนนำเสื้อแดง ก็เท่ากับว่าไม่เอามวลชนคนเสื้อแดงเหมือนกัน... จริงๆ แล้วพรรคเพื่อไทยควรจะขอบคุณนายจตุพร ที่ยืนเป็นหัวหมู่ทะลวงฟันมาตลอด ถ้าไม่มีนายจตุพร ไม่รู้ว่าพรรคเพื่อไทยถูกยุบไปกี่ครั้งแล้ว”
สำหรับความเคลื่อนไหวของฝ่ายทหาร หลังจาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก ได้ส่งนายทหารพระธรรมนูญเข้าแจ้งความดำเนินคดีนายจตุพร พรหมพันธุ์ และแกนนำ นปช.อีก 2 คน ฐานปราศรัยให้ร้ายสถาบัน และถูกนายจตุพรกับพวกแจ้งความกลับเช่นกันฐานหมิ่นประมาทและแจ้งความเท็จ ปรากฏว่า ทหารจากหลายหน่วย เช่น กรมทหารราบที่ 11 รักษาพระองค์ ฯลฯ ต่างตบเท้าแสดงพลังปกป้องสถาบันและให้กำลังใจ พล.อ.ประยุทธ์ ขณะที่ พล.อ.ประยุทธ์ ได้ออกมาปรามผู้ที่พูดจาให้ร้ายสถาบัน ให้หยุดพฤติกรรมดังกล่าว ไม่เช่นนั้นจะเท่ากับบังคับให้ทหารต้องออกมาถืออาวุธอีกครั้ง “ผมขอร้องหลายครั้งแล้ว อย่าพยายามทำให้ทหารตกเป็นจำเลยของสังคม เพราะสิ่งแรกต้องถืออาวุธ ก่อนหน้านี้ไม่ได้ถืออาวุธ แต่เหตุการณ์บังคับให้ต้องถือ ซึ่งทุกอย่างต้องพัฒนาไปตามสถานการณ์ อย่าให้นำไปสู่จุดนั้นอีกครั้งหนึ่งเลย...”
ทั้งนี้ ได้เกิดเหตุการณ์ที่ทำให้หลายฝ่ายคิดว่าทหารได้ออกมายึดอำนาจเมื่อวันที่ 21 เม.ย. เพราะจู่ๆ สถานีโทรทัศน์ทุกช่อง ทั้งฟรีทีวี และทีวีผ่านดาวเทียม ต่างจอมืดพร้อมกันทุกพื้นที่ตั้งแต่เวลาประมาณ 16.00น. และเป็นอยู่นานประมาณ 3 ชั่วโมง ส่งผลให้ประชาชนโทรเช็คกันวุ่นว่าเกิดการรัฐประหารขึ้นหรือไม่ แม้แต่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ก็ตกใจ ถึงกับโทรเช็คผู้เกี่ยวข้องเช่นกัน กระทั่งได้รับแจ้งว่า ทหารไม่ได้ออกมาปฏิวัติหรือรัฐประหาร แต่เป็นเพราะดาวเทียมไทยคม 5 ขัดข้อง โดยนายอารักษ์ ชลธาร์นนท์ ประธานเจ้าหน้าที่ผู้บริหาร บริษัท ไทยคม จำกัด(มหาชน) แถลงชี้แจงว่า ปัญหาเกิดจากประจุไฟฟ้าในอวกาศ ทำให้ดาวเทียมไทยคม 5 ต้องหันตัวเองไปอยู่ในจุดที่ปลอดภัยโดยอัตโนมัติ(เซฟโหมด) ทำให้สัญญาณดาวเทียมขาดหายไป แต่บริษัทก็ได้แก้ปัญหาด้วยการใช้ดาวเทียมไทยคม 4(ไอพีสตาร์) มาช่วยสำรองช่องฟรีทีวี ทำให้ฟรีทีวีกลับสู่ปกติได้เร็วกว่า “ยืนยันว่า ช่วงเวลาที่เกิดเหตุ ดาวเทียมไทยคม 5 ไม่ได้หลุดจากวงโคจรและไม่ได้ถูกกระทำโดยใคร หรือเตรียมการล่วงหน้า เป็นเหตุสุดวิสัยจริงๆ ไม่มีกระบวนการทางการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้อง เพราะบริษัทไม่เคยยุ่งเกี่ยวกับการเมือง”
ด้านนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำ นปช. ได้ออกมาอ้างว่า ทหารมีแผนทำรัฐประหาร โดยจะถอนประกันแกนนำ นปช.และยึดอำนาจหลังยุบสภา “ปฏิบัติการครั้งนี้มีชื่อเรียกว่า ถอน ยุบ ยึด ได้ข่าวมาว่าจะเริ่มต้นในสัปดาห์หน้าที่จะถอนประกัน แล้วรอให้ยุบสภาต้นเดือน พ.ค.และยึดอำนาจ...”
ส่วนกรณีที่มีข่าวว่า พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ประธานพรรคเพื่อไทย จะลาออกจากพรรคเพื่อไทย(พท.) เนื่องจากรับไม่ได้ที่แกนนำ นปช.ปราศรัยทำนองให้ร้ายสถาบันนั้น ปรากฏว่า พล.อ.ชวลิต ได้ให้คนสนิทไปยื่นใบลาออกจากพรรคเพื่อไทยแล้วเมื่อวันที่ 18 เม.ย. โดยไม่ได้ระบุเหตุผลในการลาออกแต่อย่างใด ทั้งนี้ มีรายงานว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ได้วิดีโอลิงก์มายังที่ประชุม ส.ส.พรรคเพื่อไทย(18 เม.ย.) โดยพูดทำนองปราม พล.อ.ชวลิตที่ลาออกจากพรรคเพื่อไทยไปแล้วว่า ไม่สบายใจจะถอนตัวก็ไม่โกรธ แต่ขอให้จากกันด้วยดี อย่าทำร้ายพรรค เป็นที่น่าสังเกตว่า หลัง พล.อ.ชวลิตตัดสินใจลาออกจากพรรคเพื่อไทย เริ่มมีแกนนำคนอื่นๆ ทยอยลาออกตามแล้ว เช่น พล.อ.จิรเดช คชรัตน์ อดีตรองผู้บัญชาการทหารบก แต่อ้างเหตุว่าต้องการพักผ่อนและทำงานส่วนตัว ไม่ได้เกี่ยวกับการที่แกนนำ นปช.ปราศรัยหมิ่นเหม่ต่อการหมิ่นสถาบันแต่อย่างใด
3. “พล.อ.ธีรเดช มีเพียร” ได้นั่ง ปธ.วุฒิสภาตามคาด หลังคะแนนทิ้งห่างคู่แข่งขาดลอย!
เมื่อวันที่ 22 เม.ย. ได้มีการประชุมวุฒิสภาเพื่อเลือกประธานวุฒิสภาคนใหม่แทนนายประสพสุข บุญเดช อดีต ส.ว.สรรหา ที่ครบวาระการดำรงตำแหน่ง โดยการประชุมครั้งนี้มีนางพรทิพย์ โล่ห์วีระ รองประธานวุฒิสภาคนที่ 2 ทำหน้าที่ประธานการประชุม เนื่องจากนายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานวุฒิสภาคนที่ 1 ได้รับการเสนอชื่อจาก ส.ว.เลือกตั้งให้เข้าชิงตำแหน่งประธานวุฒิสภา ซึ่งนายนิคมไม่ยอมลาออกจากรองประธานวุฒิสภาคนที่ 1 จนกว่าจะรู้ผลว่าตนเองได้รับเลือกเป็นประธานวุฒิสภาก่อน
ทั้งนี้ เมื่อการประชุมเริ่มขึ้น นายสุรชัย ชัยตระกูลทอง ส.ว.ชลบุรี ได้แจ้งต่อที่ประชุมว่า ส.ว.เลือกตั้งมีมติเสนอชื่อนายนิคม เป็นตัวแทนชิงตำแหน่งประธานวุฒิสภา จากนั้นนายมณเฑียร บุญตัน ส.ว.สรรหา กลุ่ม 40 ส.ว.ได้ลุกขึ้นเสนอชื่อ พล.อ.ธีรเดช มีเพียร ส.ว.สรรหา เพื่อเป็นตัวแทนชิงตำแหน่ง ด้าน น.ส.สุมล สุตะวิริยะวัฒน์ ส.ว.เพชรบุรี กลุ่ม 40 ส.ว.ก็ได้ลุกขึ้นเสนอชื่อ น.ส.รสนา โตสิตระกูล ส.ว.กทม. กลุ่ม 40 ส.ว. เพื่อเข้าชิงตำแหน่งด้วย ซึ่งสร้างความประหลาดใจแก่บรรดา ส.ว.สายเลือกตั้งอย่างมาก พร้อมวิพากษ์วิจารณ์ว่า การเสนอชื่อ น.ส.รสนา ก็เพื่อตัดคะแนนนายนิคม ทำให้นายยุทธนา ยุพฤทธิ์ ส.ว.ยโสธร ลุกขึ้นเสนอชื่อนายพิเชต สุนทรพิพิธ ส.ว.สรรหาอีกคน เข้าชิงตำแหน่ง เพื่อหวังตัดคะแนน พล.อ.ธีรเดช แต่นายพิเชตถอนตัว ทำให้เหลือแคนดิเดตชิงตำแหน่งแค่ 3 คน
สำหรับข้อบังคับการประชุมวุฒิสภา ระบุว่า ถ้ามีผู้ถูกเสนอชื่อมากกว่า 2 คน ผู้ที่จะได้เป็นประธานวุฒิสภาต้องได้คะแนนไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกที่เข้าประชุม หากไม่มีใครได้คะแนนถึงกึ่งหนึ่ง ให้นำผู้ที่ได้รับคะแนนอันดับ 1 และ 2 มาเลือกกันใหม่อีกครั้ง
อย่างไรก็ตาม ก่อนให้สมาชิกลงคะแนน ที่ประชุมได้เปิดโอกาสให้ผู้ถูกเสนอชื่อทั้ง 3 คนได้แสดงวิสัยทัศน์คนละไม่เกิน 10 นาที ก่อนลงคะแนนลับ ผลปรากฏว่า พล.อ.ธีรเดชได้ 91 คะแนน จากจำนวนสมาชิกที่ลงคะแนนทั้งหมด 148 คน ถือว่าคะแนนถึงกึ่งหนึ่ง จึงได้เป็นประธานวุฒิสภา ขณะที่นายนิคมได้ 52 คะแนน ส่วน น.ส.รสนาได้ 3 คะแนน หลังจากนี้จะมีการนำชื่อ พล.อ.ธีรเดชขึ้นทูลเกล้าฯ เพื่อโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งต่อไป
4. “ผกก. สภ.ไทรงาม” ถูกยิงดับคาบ้านพัก ด้าน ตร.นครสวรรค์ได้วงจรปิดมัดคนร้าย ฉายา “ภาพ 100 ศพ” ขอศาลออกหมายจับแล้ว!
เมื่อกลางดึกคืนวันที่ 18 เม.ย. ล่วงเข้าวันที่ 19 เม.ย. เวลา 00.30น. ได้เกิดเหตุ พ.ต.อ.เกริกฤทธิ์ นิยมเสริม ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธร(ผกก.สภ.) ไทรงาม จ.กำแพงเพชร อายุ 54 ปี ถูกคนร้ายบุกยิงเสียชีวิต ขณะกำลังล้างรถโฟล์คตู้ในบริเวณบ้านพัก ซึ่งเป็นอาคารพาณิชย์ ตั้งอยู่ที่ ต.นครสวรรค์ตก อ.เมือง จ.นครสวรรค์ โดยคนร้ายได้ขี่รถจักรยานยนต์มาจอดหน้าปากซอย ก่อนเดินเข้าซอยมาที่บ้าน พ.ต.อ.เกริกฤทธิ์ ซึ่งห่างจากปากซอยประมาณ 20 เมตร จากนั้นได้ใช้ปืนลูกโม่ยิง พ.ต.อ.เกริกฤทธิ์ 4 นัด จนล้มลง ก่อนขี่รถจักรยานยนต์หลบหนีไป ขณะที่เพื่อนบ้านได้ช่วยกันนำร่าง พ.ต.อ.เกริกฤทธิ์ส่งโรงพยาบาล แต่เจ้าตัวทนพิษบาดแผลไม่ไหว เสียชีวิตในเวลาต่อมา
ด้านเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมืองนครสวรรค์ สันนิษฐานเบื้องต้นว่า ปมสังหารน่าจะมาจากความขัดแย้งเรื่องธุรกิจประมูลงานก่อสร้าง เพราะสัปดาห์ก่อน ลูกน้องของ พ.ต.อ.เกริกฤทธิ์เพิ่งยื่นซองชนะการประมูลงานขุดลอกและทำถนนขององค์การบริหารส่วนจังหวัด(อบจ.) นครสวรรค์ด้วยงบประมาณหลายล้านบาท
ขณะที่ พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ ฉายาพันธุ์ ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง ได้สั่งการให้ พล.ต.ต.สุพิศาล ภักดีนฤนาถ ผู้บังคับการกองปราบปราม นำชุดสืบสวนร่วมคลี่คลายคดีกับทาง พล.ต.ต.ชฎิล พรหมไพบูลย์ ผู้บังคับการตำรวจภูธร จ.นครสวรรค์ เนื่องจากเป็นคดีอุกฉกรรจ์สะเทือนขวัญ คนร้ายก่อเหตุอย่างไม่เกรงกลัวต่อกฎหมาย
ด้าน พล.ต.ท.อาจินต์ โชติวงศ์ ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 6 เผยว่า ตำรวจภูธรภาค 6 มีหลักฐานภาพวงจรปิดระหว่างที่คนร้ายจ่อยิง พ.ต.อ.เกริกฤทธิ์ โดยคนร้ายเป็นชายสวมหมวกปิดบังใบหน้า เดินเหมือนคนขาเป๋ ยิงในระยะประชิด พ.ต.อ.เกริกฤทธิ์พยายามหนีกระสุน แต่ไม่พ้น
ด้าน พล.ต.ต.สุพิศาล ภักดีนฤนาถ ผู้บังคับการกองปราบปราม บอกว่า เบื้องต้นคาดว่าคนร้ายน่าจะเป็นคนที่รู้จักผู้ตาย โดยอาจเป็นคู่แค้นกัน เพราะคนร้ายมาก่อเหตุตอนที่ผู้ตายอยู่บ้านพอดี อีกทั้งอาวุธปืนเป็นปืนลูกโม่ ไม่ใช่ปืนที่มือปืนรับจ้างใช้กันทั่วไป นอกจากนี้เมื่อคนร้ายยิงจนกระสุนหมด ได้วิ่งหนีอย่างลุกลี้ลุกลน คาดว่าไม่น่าใช่มือปืนอาชีพ
ทั้งนี้ หลังรวบรวมพยานหลักฐาน เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.นครสวรรค์สามารถขอศาลออกหมายจับมือปืนที่ยิง พ.ต.อ.เกริกฤทธิ์แล้วเมื่อวันที่ 21 เม.ย. ทราบชื่อคือ นายณรงค์ ธงชัย หรือภาพ 100 ศพ ซึ่งศาลได้อนุมัติหมายจับแล้ว สำหรับจุดที่ทำให้ตำรวจมั่นใจว่าคนร้ายน่าจะเป็นนายณรงค์ เนื่องจากได้ประสานตำรวจราชบุรี เพื่อขอเปรียบเทียบหัวกระสุนที่คนร้ายใช้ยิง พ.ต.อ.เกริกฤทธิ์ กับหัวกระสุนปืนที่คนร้ายยิงภรรยาอัยการ จ.สุราษฎร์ธานี ที่ อ.สวนผึ้ง จ.ราชบุรีแล้ว พบว่าเป็นหัวกระสุนที่ยิงออกจากปืนกระบอกเดียวกัน นอกจากนี้ยังมีพยานบุคคลซึ่งเป็นญาติของผู้ตายช่วยยืนยันด้วยอีกทาง
ด้าน พล.ต.ต.ชฎิล พรหมไพบูลย์ ผู้บังคับการตำรวจภูธร จ.นครสวรรค์ บอกว่า หากใครสามารถชี้เบาะแสแก่เจ้าหน้าที่จนสามารถจับกุมนายณรงค์ได้ จะมีรางวัลให้ 1 แสนบาท



