xs
xsm
sm
md
lg

MFCจีบแขกลงทุนหุ้น-อสังหาฯไทย

เผยแพร่:   โดย: MGR Online

บลจ.เอ็มเอฟซี ควงแขนตลาดหลักทรัพย์ฯ แบงก์อิสลาม จีบนักลงทุนตะวันออกกลาง ดึงเงินลงทุนตลาดหุ้น-อสังหาฯ ไทย ย้ำความมั่นใจศก.ต่ำสุดแล้ว ปีหน้าจีดีพีเป็นบวก พร้อมปรับประมาณการณ์ดัชนีหุ้นใหม่ ชูจุดขายไม่แพงเกินไป เล็งศึกษา “ซูคุก” ควบคู่ หวังเพิ่มทางเลือกให้ลูกค้ากองสำรองฯ

นายศุภกร สุนทรกิจ
นายศุภกร สุนทรกิจ รองกรรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) เอ็มเอฟซี จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า บลจ.เอ็มเอฟซี ได้ร่วมเดินทางไปให้ข้อมูล (โรดโชว์) นักลงทุนในกลุ่มประเทศตะวันออกกลาง ร่วมกับตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) บลจ.วรรณ และธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย โดยการเดินทางไปในครั้งนี้จะไปให้ข้อมูลนักลงทุนใน 3 ประเทศ ทั้งคูเวต การตาร์ และดูไบ ซึ่งเป็นรัฐหนึ่งของสหรัฐอาหรับอิมิเรสต์

สำหรับจุดประสงค์ของการเดินทางไปโรดโชว์ในครั้งนี้ เพื่อต้องการให้เห็นภาพของประเทศไทยว่าเริ่มฟื้นตัวแล้ว ไม่ว่าจะเป็นภาพทางด้านเศรษฐกิจและภาพของการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งในส่วนของเศรษฐกิจเอง เราเห็นว่าได้ผ่านจุดต่ำสุดไปแล้ว และปีหน้าตัวเลขจีดีพีของประเทศน่าจะกลับมาเป็นบวกได้ประมาณ 3.3%

ส่วนภาพการลงทุนในตลาดหุ้นเอง ในส่วนของกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ก็ฟื้นตัวแล้ว ขณะเดียวกัน ก็จะให้ภาพรวมผลตอบแทนของหุ้น โดยเฉพาะหุ้นปันผลที่กลับมามีกำไรแล้ว นอกจากนี้ เพื่อให้เห็นภาพว่านักลงทุนสถาบันในประเทศเองมีความมั่นใจในตลาดหุ้นไทย เราจึงได้ปรับประมาณการณ์ใหม่ เพื่อให้เห็นภาพว่าตลาดหุ้นไทยเองยังไม่แพงเกินไป แต่ยังสามารถลงทุนได้

“เราได้ประเมินภาพรวมการลงทุนในตลาดหุ้นไทยในปี 2553 ใหม่ หลังจากการกระตุ้นเศรษฐกิจโดยการใส่เม็ดเงินเข้าระบบผ่านโครงการไทยเข้มแข็งเริ่มเห็นการลงทุนบ้างแล้ว โดยมองว่าในปีหน้า กำไรบริษัทจดทะเบียน (บจ.)จะอยู่ที่ 23% และคาดว่าราคาต่อกำไร (พี/อี) ของตลาดหุ้นไทยจะอยู่ที่ 12-13 เท่า ซึ่งหากพีอีที่ 12 เท่า ดัชนีจะอยู่ที่ 792 จุด และหากพีอีอยู่ที่ 13 เท่า ดัชนีอยู่ที่ 858 จุด โดยมีอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลอยู่ที่ 4% และหลังจากนั้น ต้องดูว่ากำไรบจ.ในปี 2554 จะเป็นอย่างไร ขณะที่กำไรบจ.ปี 2552 คาดว่าติดลบ 15% ซึ่งอยู่ระดับต่ำสุดแล้วก่อนฟื้นตัวในปีหน้า”นายศุภกรกล่าว

นายศุภกรกล่าวต่อว่า กลุ่มเป้าหมายของการโรดโชว์ในกลุ่มประเทศตะวันออกกลางในครั้งนี้ ส่วนใหญ่จะเป็นนักลงทุนสถาบัน บรรดากองทุน สถาบันการเงิน รวมไปถึงกองทุนความมั่งคั่ง (SWF) ของประเทศเหล่านี้ด้วย ซึ่งเราจะให้เขาเข้ามาลงทุนทั้งทางตรง และลงทุนในตลาดหุ้นไทย โดยเซกเตอร์ที่นักลงทุนกลุ่มนี้สนใจ คือ การลงทุนในอสังหาริมทรัพย์และกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ (พร็อพเพอร์ตี้ฟันด์) ซึ่งการลงทุนเหล่านี้ ตรงตามหลักศาสนาอิสลามอยู่แล้ว นอกจากนี้ การท่องเที่ยวของไทยที่มีแนวโน้มจะกลับมาหลังจากตกต่ำไป น่าจะเป็นแรงจูงใจให้เขาอยากเข้ามาลงทุน

ทั้งนี้ ในช่วง 1-2 ปีก่อนหน้านี้ บลจ.เอ็มเอฟซีเอง เคยคุยกับนักลงทุนในตะวันออกกลางมาบ้างแล้ว ซึ่งเองต้องการทำนา ปลูกพืชผลการเกษตร เลี่ยงสัตว์ โดยหาผู้เชี่ยวชาญในประเทศให้การสนับสนุนทางด้านเทคโนโลยี แต่เนื่องจากไม่ตรงกับจุดประสงค์ของเรานักลงทุนเหล่านี้จึงหันไปหาช่องทางอื่น อย่างที่เคยเป็นข่าวมา

นายศุภกรกล่าวว่า นอกจากเราจะเดินทางไปให้ข้อมูลเพื่อเชิญชวนให้เข้ามาลงทุนในประเทศแล้ว บลจ.เอ็มเอฟซีเองมีความสนใจเข้าไปลงทุนเช่นกัน โดยเฉพาะการลงทุนในตราสารหนี้ที่เรียกว่า ซูคุก ซึ่งเป็นตราสารหนี้ที่ถูกต้องตามหลักศาสนาอิสลาม ซึ่งขณะนี้เราสนใจตั้งกองทุนสำรองเลี้ยงชีพที่มีนโยบายลงทุนในซูคุก เพื่อเป็นทางเลือกให้กับนักลงทุนและเพื่อชดเชยการลงทุนในหุ้นที่ค่อนข้างผันผวน
ทั้งนี้ ในไทยเองตราสารซูคุกที่ถูกต้องตามหลักศาสนาอิสลามยังไม่มี มีเพียงการลงทุนในเงินฝากกับธนาคารอิสลามเท่านั้น ซึ่งหากมีทางเลือกในต่างประเทศแล้วตั้งเป็นกองทุนเอฟไอเอฟ ก็จะเป็นทางเลือกให้กับนักลงทุนได้รับความสนใจ ซึ่งในครั้งนี้เองมีธนาคารอิสลามเดินทางไปด้วย น่าจะมีการหารือเรื่องนี้ร่วมกัน

อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ยังติดปัญหาในเรื่องของกฎหมายที่คำว่า ซูคุก ไม่ได้ระบุไว้ในพระราชบัญญัติตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ. 2535 ซึ่งในส่วนของสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เองมองว่าไม่ผิดสามารถลงทุนได้ แต่ในทางศาสนายังมีข้อสงสัยเพราะมีคำว่าหนี้รวมอยู่ ซึ่งหากมีหนี้ก็ต้องมีดอกเบี้ย ดังนั้น จะมองเป็นดอกเบี้ยไม่ได้ แต่อย่างไรก็ตาม มองว่าเรื่องนี้ต้องมีเคสการลงทุนเกิดขึ้นให้เห็นก่อน แล้วหลังจากนั้นค่อยพัฒนาต่อไป
กำลังโหลดความคิดเห็น