xs
xsm
sm
md
lg

พิษโควิด-19 สั่นสะเทือนอุตสาหกรรมรถไฟฟ้าไทย

เผยแพร่:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์






สืบเนื่องจากการเเพร่ระบาดของ Covid-19 ส่งผลให้อุตสาหกรรมยานยนต์โดยรวมได้รับผลกระทบอย่างมากอาทิการประกาศยกเลิกงานเเสดงสินค้าระดับโลกอย่างอย่างเช่นงาน เจนีวา มอเตอร์โชว์ 2020 และปารีส มอเตอร์โชว์ 2020 ผู้ผลิตรถยนต์หลายรายต้องหยุดการผลิตชั่วคราวทิศทางการลงทุนในอุตสาหกรรมรถยนต์ รวมทั้งในส่วนของเทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้าที่ประเทศไทยวางเป้าเป็นฐานการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าในระยะยาว มีแนวโน้มที่จะได้รับผลกระทบเป็นอย่างมากไม่เพียงแต่เฉพาะตลาดในประเทศไทย แต่จะมีผลกระทบในเชิงลูกโซ่จากทั่วโลกในทิศทางเดียวกัน





กฤษฎา อุตตโมทย์ อุปนายกสมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทยฝ่ายส่งเสริมการใช้




กฤษฎา อุตตโมทย์ อุปนายกสมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทยฝ่ายส่งเสริมการใช้ กล่าวถึงปัจจัยที่มีผลกระทบต่อการหดตัวในภาคธุรกิจว่า “ปัจจัยสำคัญที่มีผลกระทบคือ 1) ความเชื่อมั่นของผู้บริโภคที่มีผลต่อยอดการขายเเละการผลิตของผู้ผลิตรถยนต์ข้อมูลจากศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจมหาวิทยาลัยหอการค้าไทยระบุว่าดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคโดยรวมอยู่ในระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์นับตั้งแต่ทำการสำรวจในรอบ 21 ปี 6 เดือนโดยดัชนีลดลงอย่างมากจากระดับ 64.8 ในเดือนกุมภาพันธ์เป็น 50.3 ในเดือนมีนาคมทั้งนี้วัดจากสเกล 0-200




2) เม็ดเงินลงทุนที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาเเละการวิจัยด้านยานยนต์มีแนวโน้มที่จะปรับลดลงเพราะงบประมาณการใช้จ่ายถูกจัดสรรไปสู่ส่วนอื่นๆโดยเฉพาะด้านการปฏิบัติการที่จำเป็น 3) อาจเกิดการลดขนาดของการลงทุนในตลาดที่ไม่ใช่ตลาดเป้าหมายเร็วขึ้น 4) การหาวัตถุดิบจากผู้ผลิตชิ้นส่วนต่างๆอาจทำได้ยากขึ้นส่งผลต่อผู้ผลิตรถยนต์ที่ไม่สามารถหาอะไหล่หรือชิ้นส่วนสำคัญได้ 5) ความเป็นไปได้ในการปรับปรุงโครงสร้างของระบบการจัดจำหน่ายเพื่อให้สอดรับกับสถานการณ์ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนอย่างการแพร่ระบาดของเชื้อ Covid-19







ภาพคณะกรรมการและสมาชิกสมาคมยานยนต์ไฟฟ้า คุณกฤษฎา อุตตโมทย์อุปนายกสมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย ฝ่ายส่งเสริมการใช้(คนขวาสุด)




ส่วนการฟื้นตัวของอุตสาหกรรมยานยนต์โดยรวมโดยเฉพาะในส่วนของยานยนต์ไฟฟ้า จำเป็นต้องอาศัยมาตรการจากทางภาครัฐเข้ามาสนับสนุนซึ่งเมื่อต้นเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมาได้มีการประชุมคณะกรรมการนโยบายยานยนต์ไฟฟ้าเเห่งชาติครั้งที่ 1 โดยมีดร. สมคิดจาตุศรีพิทักษ์รองนายกรัฐมนตรีเป็นประธานการประชุมและพร้อมกันนี้ ดร. ยศพงษ์ ลออนวล นายกสมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย หนึ่งในคณะกรรมาธิการพลังงานได้เข้าร่วมประชุมด้วยนั้น มีการกำหนดเป้าหมายให้ภายในปี 2573 ประเทศไทยจะต้องมีการผลิตรถยนต์ไฟฟ้า 30 % ของปริมาณการผลิตทั้งหมดเพราะรัฐบาลเล็งเห็นว่ายานยนต์ไฟฟ้าจะช่วยลดการปล่อยมลพิษและมีส่วนช่วยลดปัญหาฝุ่น PM 2.5 เเถมยังช่วยประหยัดพลังงานได้อีกด้วยซึ่งทางคณะกรรมการได้มีข้อเสนอจัดทำเเผนส่งเสริมการใช้รถยนต์ที่ปล่อยมลพิษต่ำเพื่อสร้างเเรงจูงใจให้ประชาชนเปลี่ยนมาใช้รถยนต์ไฟฟ้าเเละกระตุ้นให้ผู้ประกอบการหันมาลงทุนผลิตยานยนต์ไฟฟ้ารวมทั้งสนับสนุนการวิจัยพัฒนาที่เกี่ยวข้อง




สำหรับผลกระทบต่อการลงทุนเพื่อให้เกิดนวัตกรรมใหม่ๆจากเหตุการณ์การเเพร่ระบาดนี้มีหลายปัจจัยที่ทำให้ผู้ประกอบการต้องหันมาปรับเปลี่ยนระบบต่างๆเพื่อให้สามารถตอบรับกับสถานการณ์อันไม่คาดคิดนี้ได้ตัวอย่างเช่นการวางเเผนการผลิตในรอบการผลิตที่จำนวนล๊อตลดลงเเละมีระยะเวลาในการประกอบที่สั้นลงเช่นกัน ต้องลดต้นทุนการผลิตลงให้ได้มากที่สุดอีกทั้งปัจจัยในเรื่องของการวางแผนการผลิตเพื่อให้สามารถปรับระดับสต็อกสินค้าได้อย่างทันเหตุการณ์มากขึ้นจะส่งผลให้การผลิตมีความคล่องตัวมากยิ่งขึ้น












กฤษฎามองว่า “สำหรับในประเทศไทยนั้นถือเป็นยักษ์ใหญ่ของอุตสาหกรรมยานยนต์ในภูมิภาคเรามีฝีมือแรงงานทักษะความชำนาญความละเอียดและมีเทคโนโลยีที่ทันสมัยหากเทียบกับประเทศอื่นในอาเซียนดังนั้นประเทศไทยจึงควรเร่งส่งเสริมวิจัยและพัฒนาอุตสาหกรรม- ยานยนต์ไฟฟ้าให้เป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้นนอกจากนี้การต่อยอดเทคโนโลยีใหม่ๆก็เป็นจุดที่น่าสนใจในยุคนี้เพื่อกระตุ้นตลาดให้กลับมาฟื้นตัวอีกครั้ง


เทคโนโลยีของรถยนต์ไฟฟ้ายังมีทิศทางที่น่าจะเติบโตได้เร็วกว่าที่คิดโดยเฉพาะในกลุ่มรถยนต์ไฟฟ้าที่มีราคาที่ไม่สูงมากทางสมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทยเองได้นำเสนอ 8 ข้อเสนอเเนะเเนวทางการสนับสนุนยานยนต์ไฟฟ้าไทยกับหลายหน่วยงานของภาครัฐเมื่อปี 2562 เเละได้รับการตอบรับที่ดีในการนำข้อเสนอดังกล่าวไปปรับใช้ในเเนวทางการส่งเสริม













อย่างไรก็ดี เป็นเรื่องที่ค่อนข้างแน่ชัดว่าอุตสาหกรรมชิ้นส่วนและส่วนประกอบสำหรับรถยนต์ระบบสันดาปภายในจะได้รับผลกระทบโดยตรงในช่วงการเปลี่ยนผ่านไปสู่อุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้านี้เนื่องจากเทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้าล้วนใช้ชิ้นส่วนและส่วนประกอบสำคัญที่เปลี่ยนไปจากรถยนต์ระบบสันดาปภายในโดยเฉพาะตลาดชิ้นส่วนประกอบ (OEM) อย่างระบบส่งกำลังและเครื่องยนต์จะถูกทดแทนด้วยระบบมอเตอร์ไฟฟ้าและแบตเตอรี่แรงดันสูงเเละตลาดชิ้นส่วนอะไหล่ทดแทน




การบำรุงรักษาจะได้รับผลกระทบจากการบำรุงรักษาที่มีรอบการเข้ารับบริการน้อยลงเนื่องจากรถยนต์ไฟฟ้ามีชิ้นส่วนรถยนต์ที่เคลื่อนไหว (Moving Parts) น้อยกว่ารถยนต์ระบบสันดาปภายในอย่างไรก็ตามชิ้นส่วนบางประเภทที่สามารถใช้ร่วมกันได้สำหรับรถยนต์ทั้งสองประเภทเช่นโครงสร้างตัวถังรถ (body&chasis) และระบบช่วงล่าง (Suspension) จะได้รับผลกระทบน้อยกว่าชิ้นส่วนและส่วนประกอบประเภทอื่นการเปลี่ยนแปลงนี้จะมีผลกระทบต่อทั้งระบบห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมรถยนต์ไปจนถึงอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง













ทั้งนี้ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาภาครัฐตระหนักถึงแนวโน้มที่จะเปลี่ยนแปลงอุตสาหกรรมในครั้งนี้จึงเริ่มมีการออกนโยบายในการส่งเสริมการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าภายในประเทศออกมาอย่างต่อเนื่องไม่ว่าจะเป็นการออกมาตรการสนับสนุนโดยทาง BOI หรือการขยายพื้นที่ให้บริการสถานีชาร์จไฟฟ้าต่างๆอย่างไรก็ตามเรายังต้องพยายามองหาแนวทางในการสนับสนุนส่งเสริมการพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าให้สามารถแข่งขันได้กับประเทศอื่นๆในอาเซียนโดยหนึ่งในนั้นคือแนวทางการสนับสนุนผู้ใช้เพื่อเป็นการกระตุ้นให้เกิดการลงทุนอันจะเป็นตัวขับเคลื่อนระบบห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมตามมาอย่างที่เราได้เคยทำสำเร็จมาแล้วในอุตสาหกรรมผลิตรถยนต์สันดาปภายในที่ผ่านมา







“เกี่ยวกับพฤติกรรมของผู้บริโภคในการซื้อรถยนต์ที่จะเปลี่ยนไปอีกว่า “ถึงเเม้ราคาน้ำมันในตลาดโลกจะปรับตัวลงก็ตามมีหลายท่านอาจสงสัยว่ารถยนต์ไฟฟ้าอาจไม่ได้เป็นที่น่าสนใจมากในช่วงเวลานี้แต่ในระยะยาวนั้น ผมเชื่อมั่นว่าผู้ใช้รถยนต์ไฟฟ้าพลังงานแบตเตอรี่ (BEV) หรือรถยนต์ไฟฟ้าเเบบปลั๊กอินไฮบริด(PHEV) เป็นกลุ่มผู้บริโภคใหม่ที่ให้ความสนใจในเรื่องสิ่งเเวดล้อมการมีส่วนช่วยลดมลภาวะ เเละคนกลุ่มนี้จริงๆเเล้วเริ่มมีมากขึ้นเรื่อยๆโดยในอนาคตนั้น ผู้ใช้รถยนต์พลังงานสะอาดเหล่านี้ จะมีส่วนในการสร้างวัฒนธรรมรูปเเบบการใช้ชีวิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมเเล้วจะทำให้คนอื่นๆได้รับรู้และปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเพื่อร่วมกันลดมลภาวะในทิศทางเดียวกัน โดยการห้นมาใช้รถยนต์ไฟฟ้าพลังงานแบตเตอรี่ (BEV) หรือรถยนต์ไฟฟ้าเเบบปลั๊กอินไฮบริด (PHEV) อันเป็นเทคโนโลยีสำหรับอนาคตอันใกล้นี้อย่างแท้จริง” กฤษฎา กล่าวทิ้งท้าย









กำลังโหลดความคิดเห็น...