ตราด - “อภิสิทธิ”หาเสียงตราด มั่นใจได้ ส.ส.ภาคตะวันออก 4 จังหวัด ชี้ยกเลิก MOU 43 อาจสร้างความเสี่ยงให้ไทย หวั่น กัมพูชา นำเรื่องฟ้องร้ององค์กรระหว่างประเทศซึ่งไม่ใช่สถานการณ์ที่ไทยต้องการ ย้ำพรรคฯ ยังคงสนับสนุน กองทัพ ปกป้องอธิปไตย แต่จุดเด่นของประชาธิปัตย์คือยุทธศาสตร์การทูตและการต่างประเทศ
เมื่อเวลา 08.30 น.วันนี้ ( 23 ม.ค.) นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ พร้อมด้วย นายสาธิต ปิตุเตชะ รองหัวหน้าพรรค และนายสาธิต วงษ์หนองเตย ,นายธีระ สลักเพชร อดีต ส.ส.ตราด 5 สมัย รวมทั้ง นายปรีชาวิทย์ ฉิมผกา ผู้สมัคร ส.ส.ตราด พรรคประชาธิปัตย์ ได้ลงพื้นที่หาเสียงบริเวณหน้าตลาดสดเทศบาบตำบลแสนตุ้ง อ.เขาสมิง จ.ตราด ท่ามกลางผู้ให้การสนับสนุนจำนวนมาก
จากนั้นได้ขึ้นปราศรัยชูนโยบายการบริหารงานที่ชัดเจนและไม่มีการทุจริต รวมทั้งนโยบายดูแลประชาชนตั้งแต่แรกเกิดจนถึงผู้สูงอายุ โดยเฉพาะในเรื่องของเด็กแรกเกิด ที่จะมีเงินทุนสนับสนุนไปจนถึงโตและมีเงินทุนในการศึกษา 1 แสนบาทที่สามารถนำไปใช้ในการศึกษาได้
พร้อมระบุว่า ตนเองต้องการเห็นการยกระดับใน 3 ภาคส่วนสำคัญเพื่อให้เศรษฐกิจไทยกลับมาเติบโตอย่างรวดเร็วทั้งภาคการเกษตร ที่จะมุ่งเน้นการแปรรูปอาหารและการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลไม้ซึ่งเป็นจุดแข็งของภาคตะวันออก ให้กลายเป็นเครื่องยนต์เศรษฐกิจตัวใหม่ ในการขับเคลื่อนประเทศ
ส่วนภาคอุตสาหกรรม มุ่งเน้นการปรับฐานการผลิตจากอุตสาหกรรมดั้งเดิมไปสู่อุตสาหกรรมที่มีเทคโนโลยีสูง (High Technology) ภาคการท่องเที่ยว เน้นการสร้างรายได้จากการท่องเที่ยวคุณภาพสูงเกือบทุกจังหวัดในภาคตะวันออก
ด้านการพัฒนาเศรษฐกิจนั้นพรรคประชาธิปัตย์ ยังต้องพัฒนาโครงการ อีอีซี.ต่อไป เพื่อต่อยอดให้กับการลงทุนของนักลงทุนต่างประเทศต่อไปที่จะทำให้ภาคตะวันออกเติบโตอย่างมีระบบ
“ การลงพื้นที่ครั้งนี้เป็นการนำเสนอแนวทางเพื่อขอเสียงสนับสนุนเข้าไปผลักดันนโยบายดังกล่าวให้เป็นจริง และวันนี้ต้องยอมรับว่าประเทศไทยถูกจับตามองเรื่องการเลือกตั้งว่ามีการนำเงินสีเทามาใช้ในการซื้อเสียง จึงขอฝากพี่ชาวตราด ว่าอย่าไปรับเพราะจะได้ผู้สมัครที่เข้าไปอย่างไม่สุจริตและมั่นใจว่าการเดินทางมาในครั้งนี้ จะสามารถยึดที่นั่งได้ ส.ส.ภาคตะวันออก ได้คืนจากกระแสของความนิยมของพรรคที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง”
นายอภิสิทธิ์ ยังเผยถึงประเด็นด้านความมั่นคงว่า พรรคฯ ยังคงสนับสนุน กองทัพ เพื่อปกป้องอธิปไตยซึ่งเป็นหน้าที่พื้นฐานของทุกรัฐบาล แต่จุดเด่นของพรรคประชาธิปัตย์คือ การเน้น ยุทธศาสตร์การทูตและการต่างประเทศ เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องแก่ประชาคมโลก และช่วยกันป้องปรามไม่ให้กัมพูชาเข้ามารุกรานพื้นที่ของไทยซ้ำอีก รวมทั้งการเร่งเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากการปะทะในช่วงที่ผ่านมาอย่างเร่งด่วน
ส่วนการแก้ปัญหาความขัดแย้งในช่วงการหยุดยิง เป้าหมายหลักคือ การเจรจาและให้มีผู้สังเกตการณ์เข้าไปในฝั่งกัมพูชา เพื่อตรวจสอบและป้องกันไม่ให้มีการลักลอบลำเลียงกำลังพลและอาวุธเข้ามาประชิดชายแดน หากทำสำเร็จจึงจะเร่งกลับมาสู่กระบวนการจัดทำหลักเขตแดนตามสนธิสัญญาต่อไป
นายอภิสิทธิ์ ยังได้ชี้แจงรายละเอียดเกี่ยวกับบันทึกความเข้าใจ MOU 44 (ทางทะเล) ว่าปัจจุบันไม่มีการนำมาใช้ปฏิบัติจริง ดังนั้นการจะคงอยู่หรือยกเลิกจึงแทบไม่มีผลเปลี่ยนแปลงสถานการณ์ใดๆ ส่วนMOU 43 (ทางบก) ยังเป็นกรอบการทำงานที่จำเป็น
นายอภิสิทธิ์ ยังยืนยันว่าจากการหารือกับเจ้าหน้าที่ทหาร กรมแผนที่ทหารว่า การทำงานภายใต้ MOU 43 ไม่เคยยึดถือแผนที่มาตราส่วน 1:200,000 ตามที่มีการเข้าใจผิดกัน
ส่วนเรื่องการยกเลิก MOU 43 อาจสร้างความเสี่ยงให้กับประเทศไทย ซึ่งกัมพูชานำเรื่องนี้ไปฟ้องร้องต่อองค์กรระหว่างประเทศ ซึ่งไม่ใช่สถานการณ์ที่ประเทศไทยต้องการ


