ศูนย์ข่าวขอนแก่น-“คุณหญิงกัลยา”ประธานพรรคไทยก้าวใหม่ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ไม่หาเสียงด้วยคำพูด
แต่พาลงพื้นที่ดูของจริง เปิด “ชุมแพโมเดล” ต้นแบบแก้ปัญหาน้ำทั้งระบบ ชูองค์ความรู้–เทคโนโลยีตามแนวพระราชดำริ สร้างต้นแบบเกษตรยั่งยืน ไม่ขายฝัน ทำได้จริง
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้(16 ม.ค.)ที่บ่อน้ำสาธารณะบ้านนายเพียง ต.นาเพียง อ.ชุมแพ จ.ขอนแก่น คุณหญิงกัลยา โสภณพาณิชย์ ประธานพรรคไทยก้าวใหม่ และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วย ผศ.ดร.ศักย์ ทับพลี รองหัวหน้าพรรค, ดร.เศรษฐฐากรณ์ วงษ์อทรยะสกุล, นายธเนศ นะธิศรี ที่ปรึกษาประธานพรรค รวมถึงผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบเขต และแบบบัญชีรายชื่อ พรรคไทยก้าวใหม่ ลงพื้นที่เพื่อศึกษาต้นแบบการแก้ไขปัญหาน้ำทั้งระบบ และการเพาะปลูกถั่วเขียวซึ่งเป็นพืชใช้น้ำน้อย สามารถปลูกนอกฤดูกาล และสร้างรายได้ที่มั่นคงให้เกษตรกร เพื่อนำไปสื่อสารเป็นนโยบายหลักของพรรค
คุณหญิงกัลยา โสภณพาณิชย์ ประธานพรรคไทยก้าวใหม่ และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ปัญหาการบริหารจัดการน้ำของประเทศไทยเป็นปัญหาเรื้อรังมายาวนาน โดยเฉพาะบ่อน้ำที่ขุดขึ้นทั่วประเทศนับแสนบ่อ ซึ่งส่วนใหญ่มีน้ำเฉพาะช่วงฤดูฝน แต่กลับแห้งขอดในฤดูแล้ง แต่การลงพื้นที่ในครั้งนี้ เป็นการพาคณะมาดูผลงานที่ประสบความสำเร็จแล้วจริง สามารถแก้ไขปัญหาให้ประชาชนได้ ด้วยองค์ความรู้ เทคโนโลยี และผู้เชี่ยวชาญของพรรคไทยก้าวใหม่ การบริหารจัดการน้ำในพื้นที่แห่งนี้ เป็นสิ่งที่พิสูจน์ได้ว่านโยบายของพรรคสามารถทำได้จริง ไม่ใช่การขายฝัน
โดยบ่อน้ำที่ขุดด้วยองค์ความรู้ มีลักษณะเขียวสมบูรณ์ มีน้ำใช้ตลอดทั้งปี จากเดิมที่เคยแห้งขอด เปรียบเทียบกับบ่อน้ำที่ขุดแบบทั่วไปโดยไม่มีการศึกษาเชิงระบบ ซึ่งไม่สามารถกักเก็บน้ำในฤดูแล้งได้
พรรคไทยก้าวใหม่มีนโยบายชัดเจนในการแก้ไขปัญหาน้ำให้ประชาชน โดยเฉพาะเกษตรกร ให้มีน้ำใช้ตลอดปี หลังจากการขุดบ่อแล้ว น้ำจากฤดูฝนจะสามารถใช้ได้ต่อเนื่องไปจนถึงฤดูฝนถัดไป ผ่านการบริหารจัดการน้ำโดยชุมชนตามแนวพระราชดำริ ซึ่งตนได้ดำเนินการในบทบาทประธานมาเป็นเวลาหลายปี ที่ผ่านมา ได้เริ่มต้นตั้งแต่กระทรวงศึกษาธิการ โดยให้วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีในสังกัด จำนวน 47 แห่ง เรียนรู้ทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ พร้อมพัฒนาหลักสูตร “ชลกร” เพื่อสร้างบุคลากรด้านการบริหารจัดการน้ำ โดยย้ำว่า ประเทศไทยไม่ได้ขาดแคลนน้ำ แต่ขาดผู้บริหารจัดการน้ำที่มีความรู้และมองเห็นภาพรวมทั้งระบบ
ทั้งนี้ ประเทศไทยมีปริมาณน้ำฝนเฉลี่ยปีละประมาณ 245,000 ล้านลูกบาศก์เมตร หากคิดเป็น 100 เปอร์เซ็นต์ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือสามารถกักเก็บน้ำได้เพียงร้อยละ 3.5 ส่วนที่เหลืออีกกว่า 90 เปอร์เซ็นต์ ไหลบ่าทำลายบ้านเรือน พื้นที่เกษตร และโครงสร้างพื้นฐาน ก่อนจะไหลลงสู่แม่น้ำลำคลองและสูญเสียไป นั่นสะท้อนถึงปัญหาการจัดการน้ำที่ไม่มีประสิทธิภาพ เมื่อมีองค์ความรู้ เทคโนโลยี และเครื่องมือที่เหมาะสม จะสามารถนำมาวิเคราะห์พื้นที่ วางระบบกักเก็บน้ำ และนำน้ำหลากในฤดูฝนไปเก็บไว้ใต้ดินในรูปแบบธนาคารน้ำใต้ดิน เพื่อใช้เป็นน้ำต้นทุนในฤดูแล้งได้
สำหรับตำบลนาเพียง อำเภอชุมแพ ในช่วงฤดูฝนมักประสบปัญหาน้ำหลาก เข้าท่วมพื้นที่การเกษตร สร้างความเสียหายต่อระบบเศรษฐกิจของชุมชน พรรคไทยก้าวใหม่จึงได้ลงพื้นที่ศึกษาทั้งตำบล ออกแบบระบบบริหารจัดการน้ำจนประสบผลสำเร็จแล้วกว่า 80 เปอร์เซ็นต์ โดยยังเหลืออีก 3 บ่อที่ไม่สามารถขุดได้ทันก่อนเข้าฤดูฝน ส่งผลให้พื้นที่กว่า 20,000 ไร่ ของตำบลนาเพียง สามารถลดปัญหาน้ำหลากจากแม่น้ำเชิญและแม่น้ำพรหม และมีน้ำใช้ตลอดปี ถือเป็นพื้นที่ต้นแบบที่เรียกว่า “นาเพียงโมเดล” หรือ “ชุมแพโมเดล”


