xs
xsm
sm
md
lg

ถลุงงบแสนล้าน!! “เมกะโปรเจกต์แก้น้ำท่วม” ไม่ตอบโจทย์ “โลกแปรปรวน” ยุคปัจจุบัน?

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



รัฐบาลโดนด่ายับ เพราะจัดการน้ำล้มเหลว ปล่อยให้ท่วมเมืองหลวงของประเทศ แบบไม่ทันได้ตั้งตัว จนเสียหายเกินเยียวยา ผุดเมกะโปรเจกต์ ทุ่มกว่า 1.6 แสนล้าน ขุดคลองสายใหม่ “ชัยนาท–ป่าสัก–อ่าวไทย”

แต่ดูเหมือนอาจยังไม่ตอบโจทย์ ทั้งเรื่องความคุ้มค่า และการแก้ปัญหาเร่งด่วน ที่รอให้โครงการระยะยาว หลายชั่วอายุคน อีกกว่า 20 ปี สร้างเสร็จไม่ไหวแล้ว

** “ยั้งไว้ก่อน” เมกะโปรเจกต์ชั่วชีวิต? **

หลังรัฐบาล “นายกฯ หนู” (อนุทิน ชาญวีรกูล) โดนด่ายับ จากวิกฤตน้ำท่วมกรุงเทพฯ ล่าสุด ออกมาโชว์แผนแก้ปัญหาแล้วว่า อนุมัติ “อภิมหาโครงการขุดคลองสายใหม่” ไปเรียบร้อยแล้ว

“เมกะโปรเจกต์” ที่ว่า คือการขุดคลองสายใหม่ อย่าง “ชัยนาท–ป่าสัก–อ่าวไทย” ให้เป็นคลองระบายน้ำหลากจาก “ภาคกลาง” ตัดตรงลง “อ่าวไทย” ความยาวรวมกว่า “270 กม.”

โดยแบ่งออกเป็น 2 ช่วงคือ “ชัยนาท-ป่าสัก” 134 กม. กับ “ป่าสัก-อ่าวไทย” อีก 135 กม. ใช้งบราวๆ “1.6 แสนล้านบาท” และจะเริ่มทำในปี 70 คาดว่าน่าใช้เวลา “8 ปี” ในการสร้าง



คำถามคือ มันคุ้มค่ากับการลงทุนและรอคอย รวมถึงจะแก้ปัญหาได้จริงๆ ใช่ไหม? เกี่ยวกับเรื่องนี้ กูรูด้านการจัดการน้ำ อย่าง “รศ.ดร.สิตางศุ์ พิลัยหล้า”ช่วยวิเคราะห์เอาไว้ให้แล้ว

อาจารย์ภาควิชาวิศวกรรมทรัพยากรน้ำ คณะวิศวกรรมศาสตร์ ม.เกษตร รายนี้มองว่า โครงการนี้ช่วย “ลดปัญหา”น้ำท่วมในภาคกลางได้จริง แต่กลับ “ไม่ช่วยแก้ปัญหา” น้ำท่วมกรุงเทพฯ ขนาดนั้น

เพราะโครงสร้างที่จะผุดขึ้นมา มันแค่ “ตัดมวลน้ำ” จากภาคเหนือที่จะไหลเข้ามา แต่ตัวแปรสำคัญที่ทำให้เกิด “น้ำท่วมในกรุงเทพฯ”ยังมีอีกหลายปัจจัย

ทั้ง “น้ำทะเลหนุน”และ “น้ำรอการระบาย” รวมถึงกรณีล่าสุด ที่เกิดจาก “ฝนตกแช่”นานติดต่อกัน จนทำให้กรุงเทพฯ จมบาดาลในที่สุด

จึงชวนให้หันกลับมามองก่อนว่า จริงๆ แล้วเราควรทุ่มงบกว่า “1.6 แสนล้านบาท”สร้างเมกะโปรเจกต์นี้หรือเปล่า? ซึ่งรัฐบาลคงต้องตอบปัญหา 2-3 ข้อนี้ให้ได้ก่อน

อย่างแรก พื้นที่ที่คลองสายนี้ตัดผ่าน โดยเฉพาะช่วง “ป่าสัก-อ่าวไทย”จะกลายเป็น “แก้มลิง” รับน้ำที่ “ระบาย”ออก “ไม่ได้” เพราะพื้นที่ “ต่ำ” ทำให้โซนนี้ “น้ำ”จะ “ท่วมหนัก” กว่าเดิม

ถามว่าคือ รัฐบาลจะเยียวยา หรือหาทางออก ให้คนที่อาศัยบริเวณนั้นยังไง?

ข้อต่อไป ในช่วงการก่อสร้าง “ป่าสัก-อ่าวไทย” อันนี้เป็นคลองที่ต้อง “ขุดใหม่” ระยะทางราวๆ 134 กม. ซึ่งไม่รู้ว่าต้องใช้เวลาก่อสร้างนานเท่าไหร่


                                                      {“รศ.ดร.สิตางศุ์ ” นักวิชาการ ด้านการจัดการน้ำ}

เพราะถึงรัฐบาลจะบอกว่า ทั้งโครงการใช้เวลา 8 ปี แต่ถ้าไปเทียบดูโครงการที่คล้ายๆ กัน อย่าง “บางบาล–บางไทร” ที่ยาวแค่ 20 กม.

ผลที่ได้คือ เริ่มสร้างตั้งแต่ปี 62 และบอกจะเสร็จภายใน 8 ปีเหมือนกัน แต่สุดท้ายก็ขยายเวลาเป็น 12 ปี

จึงน่าตั้งข้อสงสัยไว้ว่า แล้ว 134 กม.โครงการเมกะโปรเจกต์ล่าสุดนี้ จะต้องใช้เวลาจริงๆ กี่ปี และถ้าเวลามันยืดยาวออกไป ปัญหาคือ “งบประมาณ”ที่ตั้งไว้ มันจะมีเงินเพียงพอหรือเปล่า?

“ควรมีเมกะโปรเจกต์ไหม เอาว่าจำเป็นไหมดีกว่า ควรทำไหม ไปดูก่อนว่า มีเงินในกระเป๋าหรือเปล่า?”

“ควรจะลงทุนกับโครงการเมกะโปรเจกต์ ใช้งบแสนล้านขนาดนี้ แล้ว 20 ปี ไม่รู้เสร็จไหม อาจารย์ก็เลยบอกว่า ยั้งไว้ก่อนไหม โครงการพวกนี้ 20 ปี ไม่รู้จะเสร็จไหม”


                                                                   {“เมกะโปรเจกต์” 1.6 แสนล้าน คุ้มค่า?}

** “เทคโนโลยี” ทำเลย แก้ได้เลย ไม่ต้องรอ **

กูรูเรื่องการจัดการน้ำอย่าง “รศ.ดร.สิตางศุ์” ชวนคิดว่า เทียบกับเงินมหาศาล ที่ต้องลงไปกับเมกะโปรเจกต์ โดยไม่รู้ว่าจะสร้างเสร็จ และแก้ปัญหาได้จริงๆ เมื่อไหร่

สู้เอาเงินมาลงทุนเรื่อง “ระบบ” ดีกว่าไหม? เพราะใช้เงินและเวลาน้อยกว่า แถมน่าจะเห็นผล และแก้ได้ตรงจุด

นั่นก็คือระบบแจ้งเตือนและระวังอัตโนมัติ ที่เรียกว่า “Decision Support System (DSS)” ที่บ้านเมืองเราไม่เคยมี

ผลักให้เกิดปัญหาซ้ำๆ มาตลอด จากการบริหารจัดการน้ำ ตามแนวทางที่ “พึ่งคน” มากเกินไป ในการตัดสินใจและตีความ ที่เห็นได้ชัดคือ การพึ่งคำพยากรณ์จาก “กรมอุตุนิยมวิทยา” เรื่อง “ฝน”

และการจะบอกได้ว่า พายุฝนที่เข้ามาแต่ละครั้ง จะทำให้เกิด “น้ำท่วม” หรือเปล่า ก็ต้องเรียก “กรมชลประทาน” มาคุย
หรือต้องแจ้งไปยัง “การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.)” ที่ดูแลเขื่อนขนาดใหญ่ ให้เตรียมรับน้ำฝน



สรุปคือ ขั้นตอนทั้งหมดนี้ขึ้นอยู่กับ “ประสบการณ์” ส่วนบุคคลของ “เจ้าหน้าที่” ที่อ่านข้อมูล สุดท้าย ถ้าคนคนนั้นมองภาพใหญ่ไม่ออกว่า ฝนที่มาจะไปรวมกับน้ำเหนือเขื่อน จนเกิดน้ำปริมาณสูง

ไม่มีการ “เอ๊ะ” ล่วงหน้าจากการนำตัวเลขต่างๆ มาวิเคราะห์ ก็จะมองไม่เห็นข้อมูลว่า ตอนนี้น้ำในคลองล้น จนระบายไม่ได้แล้ว ก็จะไม่เกิดการเรียกประชุม เพื่อเตรียมตัวก่อนเกิดวิกฤต

ดังนั้น บ้านเมืองเราจึงควรพัฒนาระบบ “Decision Support System” ที่คอยประมวลข้อมูลทั้งหมดโดยอัตโนมัติ จะได้ช่วยวิเคราะห์ล่วงหน้า เพื่อให้บุคลากรเห็นภาพ และตัดสินใจเตรียมการได้เร็วขึ้น

“ซึ่งระบบ Decision Support System ที่อาจารย์พูดถึง แต่ประเทศไทยเรายังไม่มีเนี่ย มันควรจะเสนอทางเลือกให้ด้วยว่า ฝนแบบนี้ น้ำมาแบบนี้ เราควรจะจัดการมันยังไง”

“สมมติฝนเกิน 50 มม. มันก็ต้องเอะให้เรา Alert เฮ้ยๆ มาสะกิดเรา จะมีเหตุการณ์เกิดขึ้นแล้วนะ น้ำท่วมได้นะ มีแนวทางแบบนี้นะ”

“เอาเงินมาลงทุนกับระบบที่มันเริ่มทำวันนี้ ใช้วันนี้ได้วันนี้ อย่าง Decision Support System ซึ่งจะช่วยในการบริหารจัดการน้ำ แบบไม่ใช้โครงสร้างไหม”



แต่ประเด็นนี้ นักวิชาการที่ติดตามปัญหาน้ำท่วมอีกราย อย่าง “ณัฐสิฏ รักษ์เกียรติวงศ์” นักวิจัยอาวุโส สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) มีความเห็นที่ต่างออกไป

คือมองว่า เทคโนโลยีอย่างเดียวไม่พอ เพราะต่อให้มีระบบที่วิเคราะห์และคาดการณ์แทนคนได้ แต่ตราบใดที่หน่วยที่เกี่ยวกับน้ำ ยังทำงาน “แยกกัน” สุดท้ายก็บริหารช้า จนน้ำท่วมอยู่ดี

กว่าจะมารวมตัวช่วยกันบริหารสถานการณ์ได้ ก็ต่อเมื่อมันเกิด “วิกฤตน้ำท่วม”ไปแล้ว จึงควรแก้กฎหมายให้มี “หน่วยงานถาวร” ที่ดูแลน้ำท่วมตามลุ่มน้ำต่างๆ

เพื่อคอยจัดการทั้งระบบ ตั้งแต่เรื่อง “ป้องกัน-แจ้งเตือน-ฟื้นฟู”เกี่ยวกับภัยพิบัติน้ำท่วม ไม่ใช่หลังภัยมา แล้วทำได้แค่รับมือเฉพาะหน้าอย่างที่เป็นอยู่

“คือปัจจุบันเนี่ย เวลามันจะเกิด ผู้บัญชาการเหตุการณ์เนี่ย มันจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อ มีการประกาศเป็นภัยพิบัติ ถูกไหมครับ ตั้งขึ้นหลังจากเกิดภัยพิบัติไปเรียบร้อยแล้ว”

“หมายความว่า พอเหตุการณ์มันเกิดขึ้นแล้วเนี่ย แล้วมันไม่มีการเตรียมการ ไม่มีการประสานงาน ไม่มีอะไรกันล่วงหน้าเนี่ย ถามว่าตั้งขึ้นมาแล้ว เขามีปัญญาทำอะไรบ้าง ไม่มี”


                                                                      {“ณัฐสิฏ” นักวิจัยอาวุโส TDRI}

** ระบบชลประทาน “รับไม่ไหว” ต้อง “อัปเกรด” **

สรุปแล้ว ประเทศไทยควรมี “เมกะโปรเจกต์” ไหม? หรือแค่มีการบริหารจัดการที่ดีก็พอแล้ว อย่างที่นักวิชาการหลายคนพูดตรงกันว่า “โครงสร้าง” เรื่องน้ำไม่ว่าจะคลอง, เขื่อน และแก้มลิง ของไทย “มีเพียงพอแล้ว”

แต่ “ณัฐสิฏ” ก็ชี้ให้เห็นอีกมุมว่า “โครงสร้างพื้นฐาน” เรื่องน้ำของไทย มันอาจจะ “เอาไม่อยู่” กับ “สภาพอากาศ” ที่ “เปลี่ยนแปลง” ไปแล้วในตอนนี้ ซึ่งเรื่องนี้แก้ที่ “การบริหาร” อย่างเดียวไม่ได้

เพราะในช่วง 2-3 ปี ที่ผ่านมา เห็นได้ชัดว่าพอเข้าฤดูฝน น้ำในหลายๆ คลองก็แทบล้นตลิ่งอยู่แล้ว แค่ฝนตกเสริมนิดหน่อย น้ำก็พร้อมท่วมแล้ว แถม “ปริมาณฝน” หลายครั้งก็เกินกว่าที่คลองหรือเขื่อนจะรับไหว



“ปีที่แล้วเนี่ย พอฝนมันเกินปุ๊บ มันก็เลยท่วมเลย มันก็ค่อนข้างเป็นเป็นหลักฐาน ที่ฟ้องอยู่เหมือนกัน ว่า โครงสร้างพื้นฐานที่เรามีเนี่ย มันไม่พอ แบบนี้ คุณจัดการอย่างอื่นไม่ได้ ก็ต้องลงทุนจริงๆ ถูกไหม”

“ถ้าพูดแบบวิศวกรรม สเปคมันไม่ตรงกับงานที่ต้องรับทำแล้ว มันก็ต้องอัปเกรด ให้ได้สเปคที่มันรับงานได้มากขึ้น”

ถึงนักวิชาการรายนี้จะมองว่า ประเทศไทยควรจะ “อัปเกรด” โครงสร้างพื้นฐานเรื่องน้ำ แต่ไอ้ตัวเมกะโปรเจกต์ “ชัยนาท-ป่าสัก-อ่าวไทย” ก็รีบดันออกมาจนน่ากังวล

เพราะมันดู “ฉุกละหุก” จนอยากรู้ว่า ได้ศึกษาผลกระทบแบบรอบด้านแล้วจริงๆ ใช่ไหม? และมั่นใจได้แค่ไหนว่า ที่ทุ่มทุนไปครั้งนี้จะแก้ปัญหาน้ำท่วมภาคกลางได้อยู่หมัดจริงๆ?

จุดบอดตอนนี้คือ วิธีคิดโปรเจกต์จัดการน้ำ ยังยึดติดกับแบบเดิมๆไม่อยู่บนสถานการณ์ปัจจุบัน ที่กำลังเจอ “Climate Change” อย่าง “Rain Bomb”



                                                                    {“ระบบชลประทาน” ต้องอัปเกรด}

เพราะตอนนี้ แค่ฝนตกแช่ ก็สามารถผลักให้เกิด “น้ำท่วม” ได้แล้ว ปัญหามันเลยไม่ได้อยู่ที่ “น้ำเหนือหนุน” หรือน้ำจากภาคเหนือ ไหลมาท่วมภาคกลางแล้ว

จึงเกิดเป็นคำถามว่า เราจำเป็นต้องมีเมกะโปรเจกต์จริงไหม? ถ้าโครงสร้างเหล่านั้น ไม่ได้ยึดจากสภาพอากาศที่แปรปรวนรุนแรงในปัจจุบัน

สุดท้าย ทั้งเรื่อง “เงิน” และ “เวลา” ก็คงจะ “ไม่คุ้มค่า” ถ้า “เมกะโปรเจกต์” ไม่ตอบโจทย์ปัญหาภัยพิบัติที่หมุนเปลี่ยนไปทุกวัน

“ด้วยความฉุกละหุกเนี่ย มันแก้ปัญหาจริงหรือเปล่า มันช่วยระบายน้ำจากภาคกลางตรงนั้นเนี่ย ลงมาได้จริงหรือเปล่ามากกว่า”

“ภูมิอากาศที่มันเข้ามาเนี่ย มันได้เปลี่ยนไปแล้ว เพราะฉะนั้น เวลาคิดเรื่องความคุ้มค่าของโครงการ มันต้องคิดบนฐานของ Scenario ใหม่”

“มันใช้ข้อมูลที่เป็นมาในอดีตเนี่ย ไม่ได้ เพราะว่ามันเกิด Climate Change”



สกู๊ป : ทีมข่าว MGR Live



** มาตามติด ไลฟ์สไตล์บันดาลใจ+ประเด็นสดใหม่ ได้ที่นี่!! **