xs
xsm
sm
md
lg

หยุด!! น้ำท่วมซ้ำซาก 3 กูรูคอนเฟิร์ม เลิก “ถอดบทเรียน” เริ่ม “ปฏิรูป” ภัยพิบัติทั้งระบบ

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



โลกแปรปรวน เปลี่ยนแปลงรายวัน ก่อภัยพิบัติจนปรับตัวไม่ทัน แต่ “ระบบรับมือ” ของไทยกลับยังไม่เสถียร แถมไม่อัปเดตให้ทันยุค ไปยึดติดอยู่กับ “โครงสร้างเก่า” ที่ล้าสมัย


ถ้าไม่อยากกลายเป็น “เมืองจมบาดาล” เป็นการถาวร นี่คือแนวทางที่ทั้ง “3 ผู้เชี่ยวชาญ” แนะไว้ให้ ย้ำชัด “เลิกถอดบทเรียน” แล้ว “ปฏิรูป” ระบบภัยพิบัติที่ล้มเหลวทั้งระบบ!!



** เจ้าภาพจัดการน้ำ ไว้ใจ “กทม.” มากไป? **


สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย จัดกิจกรรม ราชดำเนินเสวนา หัวข้อ “หยุดวงจรน้ำท่วมซ้ำซาก ทางออกประเทศไทยสู่การบริหารน้ำระยะยาว” ที่โรงแรมเบสต์ เวสเทิร์น จตุจักร

โดยมีวิทยากรประกอบด้วย “รศ.ดร.สิตางคุ์ พิลัยหล้า”อาจารย์ประจำภาควิชาวิศวกรรมทรัพยากรน้ำ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

“ดร.สนธิ คชวัฒน์” นักวิชาการด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ, “รศ.ดร.เสรี ศุกราทิตย์” ผู้อำนวยการศูนย์การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศและภัยพิบัติ ม.รังสิต และรองประธานมูลนิธิอาสาเตือนภัยพิบัติแห่งชาติ

รวมถึง “ณัฐสิฏ รักษ์เกียรติวงศ์” นักวิจัยอาวุโส จากสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ร่วมเสวนา

เริ่มจาก “รศ.ดร.สิตางศุ์ พิลัยหล้า” ผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดการน้ำ ที่วิเคราะห์ไว้ว่า ปัญหามีเยอะมาก แนวโน้มที่จะไปข้างหน้า ก็ดูน่ากลัวมาก ไม่ว่าจะเป็นน้ำทะเลขึ้นสูง หรือโอกาสที่กรุงเทพฯ จะเป็น “เมืองจมบาดาล” ในปี 73 หรือว่าน้ำท่วม 40-96% ของพื้นที่

แต่ปัจจุบัน ปี 69 ก็ยังไม่เห็นว่า ประเทศไทยจะทำอะไรเป็นจริงเป็นจัง ทั้งที่สิ่งที่เกิดขึ้นตอนนี้ มันก็ค่อนข้างเป็นเชิงประจักษ์แล้วว่า การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ ทำให้ฝนแปรปรวนอย่างที่เห็น

ส่วนการสื่อสารของภาครัฐ โดยเฉพาะ “กรมอุตุนิยมวิทยา” พบว่า จากก่อนหน้านี้ที่ฟังไม่ค่อยรู้เรื่อง ตอนหลังดูมีการปรับตัวในการสื่อสาร ให้มีความเป็นแม่ค้าพ่อค้า ใช้ภาษาสื่อสารเข้าใจง่ายได้มากขึ้น


ถามว่า “กรุงเทพมหานคร” รู้ตัวก่อนไหมว่า น้ำจะท่วมกรุงเทพฯ กูรูด้านน้ำรายเดิมมองว่า “รู้” แต่กรมอุตุนิยมวิทยาจะทำงานแบบแค่ “ฉายภาพใหญ่” แล้วให้แต่ละจังหวัดเอาข้อมูลไปย่อย ไปจัดการในพื้นที่ของตัวเอง

ปัญหาคือ แต่ละจังหวัดไม่ได้มีศักยภาพพอ ที่จะทำได้ขนาดนั้น ดังนั้น หน่วยงานหลักที่ต้องช่วยก็คือ “สทนช. (สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ)” ที่ต้องไปช่วยจังหวัด ในการที่จะวิเคราะห์

แต่ที่ผ่านมา อาจไม่ได้เข้ามาช่วยทาง กทม.มากนัก เพราะต่างก็คิดว่า กทม.มีศักยภาพมากพอที่จะทำได้ เนื่องจากคือเมืองหลวงของประเทศ

บวกกับทางผู้ว่าฯ กทม.เคยบอกว่า ได้นำเอาปริมาณฝนที่ตกที่หาดใหญ่ มาปิดห้องทำ Scenario ดูแล้วว่า ถ้าเกิดเหตุแบบเดียวกันที่กรุงเทพฯ จะทำยังไง

ผลักให้คนทำงานตีความไปว่า น่าจะสบายใจได้ เพราะถ้ารู้ก่อนล่วงหน้า 7 วัน หรืออย่างน้อย 3 วัน ยังไงก็เตรียมการได้

แต่ถ้าไม่มี Scenario จำลองไว้ก่อน ยังสามารถใช้แผนที่ประเมินได้ว่า ถ้าฝนตกแบบนี้ worst case จะเป็นยังไง จะได้หยิบข้อมูลมา “เตือนล่วงหน้า”




** กลางเดือน ต.ค. “กรุงเทพฯ” เริ่มปลอดภัย **


หลักๆ แล้ว “การบริหารจัดการน้ำ” จะแบ่งออกเป็น 2 ภาวะคือ “ภาวะปกติ” ที่ไม่เกิดอะไรขึ้นเลย จะมีหน่วยงานปกติที่ทำหน้าที่ของตัวเองไปคือ “กรมชลประทาน” ก็จัดสรรน้ำเพื่อการเกษตร ส่วน “กรมอุตุนิยมวิทยา” ก็คาดการณ์พยากรณ์ฝน

กับอีกภาวะ คือมีแนวโน้มที่จะเกิด “ภาวะวิกฤต” จุดนี้ “สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.)” ภายใต้ พ.ร.บ.น้ำฯ ปี 61 ต้องเป็น “เจ้าภาพฝั่งน้ำ” รวบรวมข้อมูลด้านน้ำตามหน่วยต่างๆ มาประเมินล่วงหน้าว่า จะเกิดอะไรขึ้นบ้าง

โดยต้องทำตั้งแต่ก่อนเข้าฤดูฝน เพื่อให้มีการบริหารจัดการน้ำ “เชิงรุก” และต้องมีการวางแผน จัดเส้นทางจราจรให้น้ำ เช่น การเตรียมการพร่องน้ำจากเขื่อน ซึ่งปีที่แล้วก็ทำ แต่ปีนี้ไม่ได้ทำ

ในส่วนของกรุงเทพฯ นั้น ต้องมีการส่งคนที่มีอำนาจหน้าที่ “ไปร่วมประชุมบ้าง” ซึ่งคำว่า “บ้าง” แปลว่า ที่ผ่านมาไม่ค่อยมี

เมื่อทาง กทม.ได้ข้อมูลภาพใหญ่ จากกรมอุตุนิยมวิทยาแล้ว ก็ต้องไปย่อยข้อมูลลงในสเกลของ กทม. และต้องไปประเมินว่า ฝนที่จะตกในกรุงเทพฯ เขตไหนที่เป็น “พื้นที่เสี่ยง” เช่น พื้นที่ต่ำ ตกไม่นานก็ท่วมเลย เช่น รามคำแหง, บางกะปิ, มีนบุรี ฯลฯ

อย่างรอบนี้ที่น้ำมาเยอะ “กรมชลประทาน” เอง ก็มีเวลาไม่มากในการจัดการ เมื่อฝนเทลงมาเรื่อยๆ น้ำใน “เขื่อนเจ้าพระยา” ก็พุ่งสูงขึ้นเรื่อยๆ จาก 1,700 ลบ.ม. จนตัวเลขกำลังจะแตะที่ 2,000 ลบ.ม.

แต่การจะ “ขอระบายน้ำ” ในเขื่อนเจ้าพระยาที่ “เกิน 2,000 ลบ.ม.” จะต้องไปขอกับทาง “คณะกรรมการน้ำแห่งชาติ” ซึ่งครั้งนี้ “ทรงศักดิ์ ทองศรี” รองนายกฯ ได้รับมอบหมายให้รับผิดชอบอยู่


ลือกันว่าคำตอบคือ “ยังไม่ให้ระบาย” ให้หน่วงไว้ก่อน เพราะถ้าระบายออกเยอะ น้ำอาจไปตกอยู่ที่จังหวัดที่ใครดูแลอยู่ เช่น จ.อ่างทอง จ.สิงห์บุรี จ.อยุธยา

หน่วงไว้จนน้ำมาอยู่ “หน้าเขื่อนเจ้าพระยา” ซึ่งก็คือ จ.ชัยนาท และ จ.นครสวรรค์ กระทั่งไม่สามารถหน่วงได้อีกต่อไปแล้ว

ส่วนสถานการณ์ตอนนี้ใน “ลุ่มน้ำเจ้าพระยา” แม้ว่าฝนจะมาอีกวันที่ 9-11 ต.ค. แต่ไม่มีอะไรน่ากังวลใจ นอกจากพื้นที่นอกคันที่ อ.บางบาล

คาดการณ์ว่า น้ำจะอยู่กับลุ่มน้ำเจ้าพระยา ไปอีกถึงสิ้นเดือน ต.ค.นี้ โดยกรุงเทพฯ จะไม่ได้รับผลกระทบจาก “น้ำเหนือ” แม้ว่าจะมีน้ำหนุนมา ในช่วงวันที่ 7-9 ต.ค.นี้ก็ตาม

แต่ทาง กรุงเทพฯ ก็ยังต้องระวังเรื่อง “ฝนในพื้นที่” ซึ่งช่วงนี้ไม่มีอะไรมากแล้ว แต่ยังมีการประกาศว่า อย่าเพิ่งยกของลงมา ให้คงไว้อย่างนั้นก่อน จนกว่าจะเลย “กลางเดือน ต.ค.” ไปแล้ว




** พลาดประกาศ “ระดับภัย” เหตุเพราะ “ภัยผู้นำ” **


ส่วน “ภาคใต้” ก็ให้เตรียมรับสถานการณ์ได้เลย โดยเฉพาะช่วง 1-2 วันนี้ ที่ จ.ปัตตานี ไปจนถึง จ.นราธิวาส ส่วน “หาดใหญ่” ยังไม่สามารถวางใจ หรือสบายใจได้เลย ถึงแม้นายกฯ จะลงพื้นที่ไปหลายรอบแล้วก็ตาม

แนะให้เตรียมตัวก่อนเกิดวิกฤต ซึ่งพระเอกที่เป็นหัวโต๊ะคือ “เลขาธิการ สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.)” ที่ต้องเป็นคนบูรณาการข้อมูล นำมาวิเคราะห์ ก่อนแจ้งไปยังกระทรวงมหาดไทย

ถ้าพูดถึงส่วนของท้องถิ่นอย่าง “หาดใหญ่” นายกเทศมนตรีหาดใหญ่ ก็มีอำนาจตาม “ระดับ 1” ซึ่งถ้าข้อมูลส่งมาว่า ภัยที่จะเกิด เป็นแค่ระดับท้องถิ่น-ตำบล ก็ประกาศไว้ที่ “ระดับ 1” จากนั้นก็เตรียมความพร้อม ด้วยการซ้อมแผนเผชิญเหตุ

แต่ถ้ากลายเป็น “ระดับ 2” ก็ต้องเตรียมช่วยเหลือผู้ประสบภัย รวมถึงอุปกรณ์-เครื่องมือต่างๆ ที่ต้องเตรียมงบ “15 ล้าน” ในแต่ละจังหวัด

แต่ถ้านายกเทศมนตรีหาดใหญ่บอกว่า สถานการณ์มันใหญ่ไปกว่านั้น ท้องถิ่นทำอะไรไม่ได้แล้ว ก็จะกลายเป็น “ภัยระดับจังหวัด” ซึ่ง สทนช.ต้องประสานผู้ว่าราชการจังหวัด ให้ประกาศเป็น “ภัยระดับ 3” สั่งหน่วยงานในจังหวัดได้

แต่ถ้าเกิดภัยพิบัติในหลายจังหวัดมาก เหมือนอย่างในรอบนี้ เช่น กาญจนบุรี ราชบุรี สมุทรสงคราม นครนายก ปราจีนบุรี ฉะเชิงเทรา สระแก้ว

“รมว.มหาดไทย” ก็ต้องได้รับรายงาน และต้องไม่ใช่แค่เล็งว่า “จะไปทำข้าวผัดที่ไหน” เมื่อสถานการร์มันหนักมาก อาจต้องขอความช่วยเหลือ จากทุกหน่วยงานในประเทศเยอะมาก


ท้ายที่สุด ถ้า รมว.มหาดไทยเอาไปอยู่แล้ว ก็ต้องไปสะกิด “นายกรัฐมนตรี” ว่า ให้ประกาศเป็น “ภัยระดับ 4” ซึ่งในเคส “นายกฯ หนู (อนุทิน ชาญวีรกูล)” อาจใช้วิธี “มือซ้ายสะกิดมือขวา” เพราะคือคนคนเดียวกัน นั่งควบทั้ง 2 ตำแหน่ง

ด้วยการประกาศภัยพิบัติระดับประเทศแบบนี้ จะช่วยให้นายกฯ มีอำนาจสูงสุด ในการเรียกสรรพกำลังในประเทศ ไปช่วยเหลือที่ไหนก็ได้ รวมทั้งขอความช่วยเหลือจาก “ต่างประเทศ” มาได้ด้วย

เมื่อถามว่าสถานการณ์ปัจจุบัน คือ “ภัยระดับไหน” นักวิเคราะห์เรื่องการจัดการน้ำอย่าง “รศ.ดร.สิตางศุ์” ก็ตอบทันทีว่า เป็น “ภัยของผู้นำ”

ก่อนอธิบายเพิ่มเติมว่า ผู้นำคนเดียวกันนี้ ไม่ว่าจะผ่านมากี่ “อุทกภัย” ก็ยังไม่เคยเห็นประกาศ “ระดับภัยพิบัติ” ตาม พ.ร.บ. น้ำฯ เลยแม้แต่ครั้งเดียว รวมถึง “น้ำท่วมหาดใหญ่” ด้วย

สิ่งที่เห็นคือ นายกฯ ลงไป “ทำข้าวผัด” ซึ่งถือเป็นขวัญและกำลังใจที่ดี แต่ถามว่าก่อนที่จะลงพื้นที่ตรงนั้น ได้นั่งบัญชาการในฐานะ “นายกฯ” และ “รมว.มหาดไทย” หรือยัง? รวมถึงในฐานะผู้บัญชาการสูงสุดของ “ภัยระดับ 4” แล้วหรือยัง?




** เสนอ “SITANG MODEL” หยุดดัน “โครงการเก่า” **


ท่ามกลางความสับสนอลหม่านเรื่องการจัดการน้ำ “รศ.ดร.สิตางศุ์” ขอเสนอแนะโมเดลที่คิดขึ้นมา และขอตั้งชื่อของตัวเอง นั่นก็คือ “สิตางศุ์โมเดล (SITANG MODEL)”

เริ่มจากตัว “S” แรก ที่ย่อมาจาก “Stop Pushing Old Project” คือให้ “หยุดผลักดัน” โครงการที่คิดขึ้น 20-30 ปีที่แล้ว ซึ่งเป็นโปรเจกต์เก่าที่ค้างอยู่ในท่อ และมีอีกเยอะมากที่รอมาขออนุมัติงบ

บางโครงการคิดไว้ตั้งแต่ปี 54 ซึ่งอาจไม่ตอบโจทย์กับหลายๆ อย่างที่เปลี่ยนไปแล้ว เลยขอให้หยุดผลักดันโครงการเดิมๆ เมื่อหลายปีก่อนเอาไว้

ตัวต่อมาคือ “I” ย่อมาจาก “Investigate Ourselves” แนะให้สำรวจและทบทวน “ต้นทุนที่มีทั้งหมด” ใหม่ว่า รัฐใช้งบประมาณไปกับอะไรบ้างมากมายที่ผ่านมา แล้วมาสำรวจว่าในพื้นที่ มีโครงสร้างอะไรบ้างที่ยังไม่มี

ตัว “T” ย่อมาจาก “Thinking New” หมายถึงคิดใหม่ บนบริบทจริงที่เปลี่ยนไป คือแนะให้เปลี่ยนวิธีคิด ในการบริหารจัดการ เพื่อทำให้ท้องถิ่นเข้มแข็งขึ้น

ตัว “A” ย่อมาจาก “Artificial Intelligence Unit” คือให้ใช้เทคโนโลยี AI ช่วยสนับสนุน การตัดสินใจบริหารจัดการน้ำ

ตัว “N” ย่อมาจาก “Nature-based Solution” ให้มุ่งหาทางออกที่เอื้อวิถีธรรมชาติ มากกว่าพยายามเอาชนะธรรมชาติ

และ ตัว “G” ย่อมาจาก “Gather Public-Private Participation” คือการมีส่วนร่วมในการจัดการน้ำ ทั้งภาครัฐ เอกชน และประชาชน ได้ร่วมกันกำหนดชะตา


นอกเหนือไปจากนั้น ถ้าอยากให้ประเทศชาติ “เปลี่ยนแปลง” ไปในทางที่ดีขึ้นได้ ผู้นำประเทศต้องมีมุมมองการบริหาร ที่ขับเคลื่อนไปในทิศทางนั้นก่อน ไม่อยากนั้นอาจเหลือแค่ต้อง “เปลี่ยนผู้นำประเทศ” ถึงจะสร้างการเปลี่ยนแปลงได้จริง

“ผู้นำประเทศต้องเปลี่ยนมายด์เซ็ต เพราะหากนายกฯ ไม่เปลี่ยน รัฐมนตรีที่อยู่ข้างล่างจะเปลี่ยนได้ยังไง หากนายกฯ ไม่เปลี่ยน ทุกอย่างก็เหมือนเดิม แล้วเราจะมีนายกฯ ไว้ทำไม”


“มายด์เซ็ตของผู้บริหารสูงสุดจะต้องเปลี่ยน หากเปลี่ยนไปพร้อมกับภัยพิบัติที่มันรุนแรงขึ้น การบริหารจัดการน้ำมันต้องเปลี่ยน”


“หากผู้นำเรายังไม่รู้เลยว่า จุดอ่อนอยู่ตรงไหน ไม่รู้เลยว่าเขาไม่รู้อะไร เขาคิดว่าเขารู้ทุกอย่าง หากผู้นำประเทศไม่เปลี่ยนมายด์เซ็ต เราอาจจะต้องเปลี่ยนผู้นำประเทศแทน”



** โลกรวน อุตุฯ โลกเตือน!! “กรุงเทพฯ เตรียมจม” **


อีกมุมมองที่น่าจับตา คือคำเตือนจาก “ดร.สนธิ คชวัฒน์” นักวิชาการด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ ที่บอกไว้ว่า สิ่งที่ต้องจับตาคือ “สภาวะโลกรวน” ต้นเหตุภาวะโลกร้อนในปัจจุบัน ที่จะส่งผลร้ายแรงในอนาคต

ล่าสุด ข้อมูลจากสหประชาชน รายงานว่า ปรากฏการณ์น้ำแข็งที่ขั้วโลกเหนือและขั้วโลกใต้ กำลังละลายอย่างหนัก รวมกันแล้วอยู่ที่ประมาณ 12.5 ล้านล้านตัน

ที่น่าวิตกกังวลคือ ข้อมูลจาก “องค์การอุตุนิยมวิทยาโลก (World Meteorological Organization : WMO)” ที่คาดการณ์ไว้ว่า “ภูมิภาคเอเชีย” จะเสี่ยงต่อภัยพิบัติรุนแรงที่สุดในโลก

เนื่องจากมีประชากรหนาแน่น และมีแนวชายฝั่งยาว จึงทำให้น่าจะเกิดความเสี่ยงที่สุด ตั้งแต่ปี 2573 - 2593

จากภาวะวิกฤตน้ำแข็งละลายที่เกิดกับแถบขั้วโลก ทั้งกรีนแลนด์, เทือกเขาหิมาลัย, เทือกเขาแอลป์ในยุโรป ฯลฯ ผลักให้ระดับน้ำทะเลสูงขึ้น จนนำไปสู่ปัญหาน้ำท่วมชายฝั่ง

โดยพื้นที่เสี่ยงคือ เมืองหลวงในประเทศที่เป็น “เกาะต่ำ” เช่น มัลดีฟส์ รวมถึง “พื้นที่ริมฝั่งทะเล” ของประเทศไทย จากผลของแบบจำลองการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ จากทางองค์การอุตุนิยมวิทยาโลก

ย้ำว่าปี 2573 จะเป็น “จุดเริ่มต้น” ของความผันผวน และภาวะสุดขั้วที่จะเกิดขึ้นกับโลกใบนี้ ถ้ายังไม่มีการลดคาร์บอนอย่างจริงจัง จะยิ่งมีสัญญาณเตือนที่รุนแรงขึ้นเรื่อยๆ

ภัยพิบัติที่เห็นได้ชัดในเอเชียคือ “ภัยแล้ง” สลับกับ “น้ำท่วมฉับพลัน” โดยเฉพาะใน เอเชียตะวันออก จีน และญี่ปุ่น ที่จะเผชิญภัยแล้งบ่อยและรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ

ขณะที่เอเชียกลางจะมีปริมาณความชื้นและฝนเข้ามาเพิ่มขึ้น คลื่นความร้อนรุนแรงขึ้น ส่วนเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จะเจอมรสุมแปรปรวน ฝนตกหนักขึ้นในระยะเวลาสั้น ส่งให้เกิดดินถล่มและน้ำป่าไหลหลาก


สำหรับ “ประเทศไทย” ในปี 2573 จะเผชิญกับความเสี่ยงที่ร้ายแรงที่สุดใน “กรุงเทพฯ” คือถ้าไม่มีการเตรียมความพร้อมรับมือที่ดี จะกลายเป็น “เมืองจมน้ำ” โดยเสี่ยงท่วมสูงถึง 40-96%

นี่คือคำเตือนจากองค์การระดับโลกหลายแห่ง ที่เตือนไว้ตรงกัน ทั้งเวิลด์แบงก์ กรีนพีซ และอุตุนิยมวิทยาโลก

นอกนั้น กรุงเทพฯ ยังต้องเจอกับภัยพิบัติอย่าง “เมืองทรุด” โดยทรุดปีละ 1-2 ซม. เพราะมีการสร้างตึกต่างๆ เยอะ ทั้งที่เมืองเป็น “แอ่งกระทะ” พร้อมเก็บน้ำเอาไว้ ทำให้น้ำจากทุกสายไหลมาลงกรุงเทพฯ ก่อนส่งต่อไปที่สมุทรปราการ

ส่วนการคาดการณ์ในระยะไกลกว่านั้นคือ ปี 2593 ที่จะเกิดวิกฤตกับ “เมืองชายฝั่ง” แบะระบบเศรษฐกิจทั้งหมด โดยเฉพาะเมืองหลวงใหญ่ๆ และเมืองท่าสำคัญในเอเชีย จะจมน้ำชายฝั่งทั้งหมด

ตั้งแต่กรุงเทพฯ ของประเทศไทย, จาการ์ตา ของอินโดนีเซีย, มะนิลา ของฟิลิปปินส์, เมืองมุมไบ ของอินเดีย ที่จะเสี่ยงเผชิญน้ำทะเลหนุนสูง และแผ่นดินทรุด จนเกิดน้ำท่วมหนักในเวอร์ชั่นเกินจะรับมือ




** ไม่ต้อง “ถอดบทเรียน” แต่ต้อง “ปฏิรูป” ทั้งระบบ **


เทียบกับประเทศแห่งภัยพิบัติอย่าง “ญี่ปุ่น” แล้ว เขาฝนตกติดต่อกัน 34 วัน แต่น้ำไม่ท่วม ทั้งที่ขึ้นชื่อว่าคือประเทศแห่งหมู่เกาะ แต่บ้านเมืองเราเจอฝนตกแค่ 3 วัน น้ำกลับท่วมแล้ว

สะท้อนให้เห็นว่า คำว่า “ถอดบทเรียน” สำหรับประเทศไทย มันช้าไปแล้ว ไม่จำเป็นแล้วกับการถอดซ้ำๆ แล้วก็ทำงานล้มเหลวเหมือนเดิม ตั้งแต่น้ำท่วมหาดใหญ่, เชียงราย, เชียงใหม่ มาจนถึง น้ำท่วมกรุงเทพฯ

เพราะฉะนั้น ถึงเวลา “ปฏิรูป” ระบบทั้งหมดสักที คือไม่ต้องทำแบบเดิมๆ แล้ว เวลาเกิดภัยพิบัติทีนึง ก็ทำหนังสือราชการะหว่างกรม หรือออกแถลงการณ์ต่างๆ ที่เคลื่อนไหวอย่างเชื่องช้า

หรือแม้แต่ปัญหาเรื่องการสื่อสาร ที่เกิดกับ “กรมอุตุนิยมวิทยา” ในเรื่องการพยากรณ์อากาศ ที่เข้าใจยาก ฟังไม่รู้เรื่อง ไม่มีความแม่นยำ บางพื้นที่บอกไม่ท่วม แต่สุดท้ายกลับท่วม

ทางที่ดีให้ “ก๊อบปี้” โมเดลของประเทศที่จัดการน้ำได้ผลดี ป้องกันความเดือดร้อนของประชาชนได้ อย่างญี่ปุ่นมาเลย “ไม่ต้องไปคิดใหม่แล้ว” ดร.สนธิ แนะไว้อย่างนั้น


แต่ตอนนี้กลับยังไม่เห็นว่า ประเทศไทยจะกระเตื้องอะไรเลย ถึงจะมีข้อมูลจากองค์การระดับโลกเตือนแล้วว่า “เมืองหลวงจะจมบาดาล” ตั้งแต่ปี 2573 และกรุงเทพฯ จะท่วมไม่ต่ำกว่า 1 เมตร และจะ “จมน้ำถาวร”

ทั้งที่ “อินโดนีเซีย” เมื่อเจอการคาดการณ์ว่า “เมืองจาการ์ตา” จะจมบาดาล เขาก็สร้างกำแพงกันน้ำไว้ แต่พอประเมินว่าอาจเอาไม่อยู่ ล่าสุดจึงตัดสินใจย้ายเมืองหลวงไป “นูซันตารา” เรียบร้อยแล้ว

ส่วนประเทศไทยคาดว่าน่าจะ “ย้ายเมืองหลวง” ไม่ได้ เพราะลงทุนหลายๆ อย่างไว้เยอะในกรุงเทพฯ ดังนั้น เราต้องมีแผนรับมืออย่างจริงจัง ทั้งที่ไปประชุมกันมาแล้วถึงฟิลิปปินส์ หรือสหรัฐอเมริกา แต่พอกลับมา กลับ “เงียบ” ไม่ทำอะไรเลย

“เราจะต้องทำเชิงรุก ไม่ใช่ไปตั้งรับ แล้วก็เยียวยา แบบที่ผ่านมาไม่ได้แล้ว และการคาดการณ์ต้องแม่นยำ ต้องให้ประชาชนเข้มแข็ง ต้องกระจายอำนาจด้วย”


“ระบบต่าง ๆ ของเรา Big Data ไม่มี AI ก็ไม่มี ต่างคนต่างทำ ระบบเราต้องรอจดหมายราชการ ต้องปฏิรูปแน่นอน ต้องมองภาพรวมเป็นลุ่มน้ำ”


“เช่น ลุ่มเจ้าพระยา แน่นอนว่า เราต้องเจอน้ำเหนือ น้ำหนุน แล้วก็น้ำตา ประชาชน สุดท้ายต้องอยู่ที่น้ำยาของรัฐบาล ไม่อย่างนั้นก็แก้ไม่ได้”



** จี้ระบบเตือนภัย ให้ “ท้องถิ่น” ร่วมรับผิดชอบ **


“ถ้าไม่ปรับมันไม่ได้แล้ว” คือมุมมองจาก “ดร.เสรี ศุภราทิตย์” รองประธานมูลนิธิอาสาเตือนภัยพิบัติแห่งชาติ ที่ร่วมเสวนาผ่านระบบออนไลน์ แนะว่าสิ่งที่เกิดขึ้นในตอนนี้ มันใกล้ตัวจนกระทบวิถีชีวิตพี่น้องชาวไทยไปหมดแล้ว

ดังนั้น แผนงานต่างๆ จากทางภาครัฐ ทั้งแผนยุทธศาสตร์ชาติ ไปจนถึงแผนเกี่ยวกับเรื่องน้ำ ต้องปรับ ต้องยืดหยุ่นได้ อย่างที่เขียนไว้ว่าให้เน้น Nature-based Solutions (แนวทางการแก้ปัญหาโดยอาศัยธรรมชาติเป็นฐาน)

ถ้ามองจากบทเรียนที่เกิดขึ้นกับ “หาดใหญ่” บอกเลยว่าต้องปฏิรูปขนานใหญ่ โดยเฉพาะเรื่อง “การเตือนภัย” ที่ระบบถูกออกแบบไว้เป็น National Alert (การแจ้งเตือนภัยฉุกเฉินระดับชาติ) ซึ่งสากลก็ใช้ระบบแบบนี้หมด

คือถูกวางไว้ว่า จะรับผิดชอบเฉพาะภัยขนาดใหญ่ เช่น แผ่นดินไหว พายุ การก่อการร้าย ซึ่งเป็นลักษณะเตือนภัยในภาพกว้าง ผ่านระบบ Cell Broadcast

ทั้งที่ภัยพิบัติ “น้ำท่วม” ควรวางไว้ว่า ให้ท้องถิ่นเตือน โดยไม่ใช่การผลักภาระให้ แต่ให้ทุกระบบสอดรับกัน เช่น หากมี National Alert ไป ต้องดูด้วยว่าทางท้องถิ่นทำได้หรือไม่ได้

ถ้าขาดเครื่องมือ อุปกรณ์ หรือขาดระบบ ก็ต้องร้องขอส่วนกลางมา อย่านิ่งเฉย เพราะท้องถิ่นคือคนที่รู้จักสภาพพื้นที่ดีที่สุด แต่ถ้ายังกระจายระบบเตือนภัยไปยังท้องถิ่นไม่ได้ ก็จะเกิดปัญหา “เตือนล่าช้า” อย่างที่เป็นมาตลอด


ส่วนเหตุการณ์น้ำท่วมในกรุงเทพฯ และปริมณฑล “ดร.เสรี” คอนเฟิร์มให้สบายใจได้ว่า “ไม่มีน้ำเหนือมาแน่นอน” เพราะในช่วงสัปดาห์หน้า ไม่มีอะไรที่เป็นเรื่องความเสี่ยง คือมีฝนตกเป็นปกติ แต่ไม่มีพายุฝนและน้ำหลาก

ประเด็นที่คาดการณ์กันไว้ว่า สัปดาห์หน้าช่วง 11-14 ต.ค. ฝนจะตกหนักนั้น มองว่าไม่น่ากังวล เพราะฝนจะไปอยู่ทางภาคเหนือ และไปลงทางภาคใต้

สำหรับเหตุการณ์น้ำท่วมที่ปราจีนบุรี นายกฯ ได้สั่งการกระทรวงสาธารณสุข ให้เร่งช่วยเหลือผู้ป่วย และกลุ่มเปราะบางที่อยู่ตามจุดต่างๆ แล้ว เรื่องเร่งด่วนที่แนะให้ทำคือ ต้องช่วยชีวิตคนก่อน ทั้งเสบียงอาหาร และเร่งระบายน้ำ



** โลกหมุนไป แต่ไทยยังยึด “โครงสร้างเดิม” **


อีกมุมชวนคิดจาก “ณัฐสิฏ รักษ์เกียรติวงศ์” นักวิจัยอาวุโส จากสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ผู้เชี่ยวชาญด้านการพัฒนาการศึกษา กำลังคน และนโยบายสาธารณะ คือระบบที่รองรับเรื่องการจัดการน้ำ ต้องอยู่กับปัจจุบัน อัปเดตด้วย “ข้อมูลใหม่” ไม่ใช่ยึดอยู่กับ “ข้อมูลเดิมๆ”

เพราะทุกวันนี้ Climate Change ทำให้เกิดภัยที่รุนแรงขึ้นและถี่ขึ้นเรื่อยๆ ดังนั้น สิ่งที่ต้องนำมาคิดคือ สังคมมนุษย์อยู่ด้วยโครงสร้างที่ถูกออกแบบมาตั้งแต่ในอดีต แต่ไม่ได้ถูกออกแบบสำหรับ “โลกใหม่” ทำให้ไม่สามารถรับ “โจทย์ใหม่” ได้ จึงจำเป็นต้องมา “ออกแบบใหม่”

เนื่องจากโมเดลการจัดการในเรื่องการรับมือภัยพิบัติ โมเดลที่ประเทศไทยเคยมีมาตั้งแต่ในอดีต แสดงให้เห็นว่าภัยที่เกิดขึ้น มีความถี่ระดับนึง แต่ทุกวันนี้ได้เปลี่ยนแปลงไปแล้ว

คือเมื่อก่อนพอมีภัยมา เข้าไปช่วยเหลือเท่าที่ทำได้ เช่น น้ำลดก็เอาถุงยังชีพไปให้ ให้เงินชดเชยเยียวยา ช่วยเหลือ ให้เกิดการฟื้นฟูชีวิต ซึ่งก็ไม่ใช่วิธีการที่เพอร์เฟกต์ แต่ถ้าเกิดขึ้นสัก 10 ปีครั้ง มันก็อาจพออยู่กันได้

แต่ตอนนี้ระยะเวลาที่เกิดภัยพิบัติ มันเกิดขึ้นถี่ขึ้นมาก ไม่ใช่แค่ 10 ปีครั้ง แต่แคบลงมา เช่น 3 ปีครั้ง ทำให้ไม่มีระยะเวลาพอ ให้ผู้คนได้ฟื้นตัว


“วิธีการต้องเปลี่ยน เพราะวิธีการที่ผ่านมา มันตามไม่ทัน ไม่ใช่แค่เกิดภัยพิบัติ เข้าไปช่วย แล้วก็แยกย้าย เพราะวันนี้โจทย์เปลี่ยนไปเวลาเกิดภัย”


“และปัญหาสำคัญของเราอย่างนึงก็คือ ไม่มี Operation Model ที่มีความสามารถรับมือปัญหาเหล่านี้ได้ เวลาเกิดภัยพิบัติขึ้น”












** มาตามติด ไลฟ์สไตล์บันดาลใจ+ประเด็นสดใหม่ ได้ที่นี่!! **