“เราถอดบทเรียนมาตั้งหลายครั้ง เคยมีใคร ถอดบทเรียนของนายกฯ บ้างไหมอะ? แกรู้หรือเปล่าว่า จุดอ่อน ความไม่รู้เรื่อง มาจากนายกฯ”
และนี่คือบทวิเคราะห์แซ่บๆ จาก 1 ในนักวิชาการที่ฝีปากร้อนแรงมากที่สุด แต่ก็พูดถูกใจพี่น้องประชาชนมากที่สุดในตอนนี้ “ศ.ดร.สิตางศุ์ พิลัยหล้า”
** ชะล่าใจ-ไม่ทำการบ้าน จนท่วมหนัก!! **
บอกได้เลยว่า นี่ไม่ใช่การพูดลอยๆ แบบไม่มีหลักการ แต่คือการพูดจากประสบการณ์ตรง ในฐานะคนที่เคยร่วมงานกับคณะรัฐมนตรีมาหลายรัฐบาล
แถมยังเคยเป็นที่ปรึกษาให้แก่ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม แต่สุดท้ายต้องขอลาออกมาเกือบทั้งคณะ เพราะรู้สึกว่างานไม่เดิน และเสียเวลาชีวิต
มาวันนี้ เธอช่วยวิเคราะห์สถานการณ์ “วิกฤตน้ำท่วมกรุงเทพฯ”ในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดการน้ำ และอาจารย์ประจำภาควิชาวิศวกรรมทรัพยากรน้ำ คณะวิศวกรรมศาสตร์ ม.เกษตร
กับคำถามที่หลายๆ คนยัง “คาใจ” คือทำไมรัฐบาลถึงได้ “ประเมิน”สถานการณ์ได้ “แย่” ขนาดนี้ หลักๆ อาจารย์มองว่า เริ่มจากฝั่ง กทม.เองก่อน ที่ดูเหมือนจะ “ไม่ได้ประเมิน”สถานการณ์เอาไว้เลย
ทั้งๆ ที่ได้ข้อมูลจาก “กรมอุตุนิยมวิทยา”เรื่อง “ปริมาณฝน”ล่วงหน้าไปแล้ว ซึ่งปกติกรมอุตุฯ จะส่งข้อมูล “คาดการณ์สภาพอากาศ” ล่วงหน้าให้ “3-7 วัน”
แล้ว “หน้าที่”ของ กทม.ก็คือ เอาข้อมูลตรงนี้ ไปประเมินต่อว่า ในแต่ละเขต สถานการณ์น้ำจะเป็นยังไงบ้าง
ไหนจะข้อมูล “เรดาร์ฝน”และ “ปริมาณน้ำในคลอง”ของ กทม.เองอีก พูดตรงๆ ว่า ถ้านั่งมอนิเตอร์กันจริงๆ ก็ต้องรู้แล้วว่า ระบบระบายของเมืองรับจะรับ “มวลน้ำ” ได้หรือไม่? และจะเสี่ยงน้ำท่วมหรือเปล่า?
และที่น่าตั้งคำถามสุดๆ คือ ผู้ว่าฯ กทม.อย่าง “ชัชชาติ สิทธิพันธุ์” เอง ที่เคยออกมาบอกเองว่า ได้เอาเคส “น้ำท่วมหาดใหญ่”มาจำลองว่า ถ้าฝนตกขนาดนั้น จุดไหนกรุงเทพฯ จะเสี่ยงท่วมบ้าง เพื่อหาวิธีรับมือ
คือถ้าทำอย่างที่พูดจริงๆ ก็ยิ่งต้องรู้สิว่า พื้นที่ไหนน่าจะมีน้ำท่วมสูง และต้องรีบเตือนให้ประชาชนอพยพ หรือย้ายรถ ขนของขึ้นที่สูงได้ทัน ตรงกันข้ามกับสิ่งที่เป็นอยู่
“อาจารย์คิดว่า กทม.ไม่ได้ประเมินสถานการณ์ก่อนเกิดเหตุ คือถ้าประเมิน มันจะต้องแจ้งเตือนอะไรได้ทัน และเมื่อเกิดเหตุแล้ว อาจารย์คิดว่า กทม.ก็ไม่ได้ประเมินอยู่ดี”
“สิ่งที่ควรจะเป็นคือ กทม.ผู้ปฏิบัติงานจะต้องรู้แล้วว่า ตั้งแต่เมื่อวานเย็น มาจนถึงวันนี้ ฝนมันตกมากี่ มม. มันเกินศักยภาพ ที่ระบบระบายจะรับได้หรือเปล่า”
“สรุปว่า อาจารย์คิดว่า กทม.ไม่ได้ประเมิน ทั้งที่รับข้อมูลจากอุตุฯ 3 วัน 7 วันล่วงหน้า กทม.ก็ไม่ได้เอามาทำการบ้านต่อ”
“จนกระทั่งถึงฝนเริ่มตกไปแล้ว เริ่มขังนองไปแล้ว ก็ยังไม่ได้ประเมินอะไรเลย ไม่รู้คนทำงานหายไปไหน เอางี้ดีกว่า ไม่เห็นมีใครทำงานเลย”
** ไม่สังเกต-ไม่เอะใจ รู้ตัวอีกที หายนะ!! **
ทีนี้มาดูภาพรวม ในฝั่งของรัฐบาลกลางกันบ้าง หน่วยงานที่ต้องดูแลเรื่องนี้ ถามว่าทำไมถึง “ไม่เอะใจ” คือกว่าจะรู้ตัว รู้ว่าวิกฤตหนัก น้ำก็ท่วมถึงหัวเข่าแล้ว
ตั้งแต่ “กรมอุตุนิยมวิทยา” เห็นข้อมูลฝนที่ผิดปกติ แต่ไม่สงสัย ไม่รู้สึกเอะใจเลยว่า แบบนี้จะทำให้เกิดน้ำท่วมหรือเปล่า?
หรือแม้แต่ “การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.)” ที่ดูแล “เขื่อนขนาดใหญ่” ก็ไม่ได้ถามกลับไปที่กรมอุตุฯ ว่า ฝนที่จะมา มันตกบริเวณไหน “ท้ายเขื่อน” หรือ “เหนือเขื่อน” จะได้เตรียมระบายน้ำเพื่อรับมือได้ทัน
ไปจนถึง “กรมชลประทาน” ที่ดูแล “น้ำในคลอง” เอง ก็พอๆ กัน ไม่ฉุกคิดเลยว่า “ระดับน้ำ” ในคลองต่างๆ ตอนนี้มันสูงขนาดไหน ถ้ามีฝนตกมาเสริม หรือถ้าเขื่อนปล่อยน้ำมา จะระบายทันไหม น้ำจะล้นตลิ่งหรือเปล่า
ความ “ไม่เอ๊ะ” พวกนี้เอง ที่ทำให้เกิดภาพน้ำท่วม “กะทันหัน” แบบที่ผู้คนรับมือกันไม่ทัน อย่างในเคสพื้นที่ “อยุธยา” ที่จมน้ำ ก่อนที่ฝนจะถล่มกรุงเทพฯ เสียอีก
อีกอย่าง ที่ทำให้การบริหารน้ำในปีนี้แย่ เป็นเพราะรัฐบาลคิดว่า ปีนี้จะแล้งจาก “เอลนีโญ” เลย “ชะล่าใจ” ไม่พร่องน้ำออกจากเขื่อน หรือเฝ้าระวังสถานการณ์ฝนเลย
“อุตุฯ เขาต้องเอ๊ะๆ ให้เราไง เออนี่ 24 ชั่วโมงที่ผ่านมาเนี่ย มันมีฝนตก 200 มม. จริงๆ หน่วยงานอื่นก็ต้อง..แย่ละ มันจะเกิดน้ำหลากหรือเปล่า แล้วก็เรียกประชุม”
“แต่ถ้าอุตุฯ ไม่เอ๊ะ หรือชลประทาน มีน้ำอยู่ในลำธารขึ้นเรื่อยๆ แล้วชลประทานก็ลืมเอ๊ะ ตอนที่จะรู้ มันก็คือจวนตัว ซึ่งปีนี้เหตุการณ์มันเป็นแบบนั้น”
** “ภัยพิบัติ” ที่มาในรูปแบบของ “ผู้นำ” **
ไหนจะคำสั่งที่เสริมให้สถานการณ์ยิ่งพังพินาศเข้าไปอีก เมื่อรัฐมนตรีลูกเทพ อย่าง “พลพีร์ สุวรรณฉวี”รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ที่ไปโวยวายหน้าเขื่อนขุนด่านปราการชล สั่งให้ปิดประตูระบาย
ทั้งๆ ที่น้ำในเขื่อนเกินความจุ 100% ไปแล้ว จนสุดท้ายต้องเร่งระบายน้ำออกแบบฉุกเฉิน เพื่อไม่ให้เขื่อนแตก เพราะความวุ่นวายของคนที่ไม่มีความรู้จริง
“ อาจารย์ว่าคนบริหารจัดการน้ำ ที่มีอำนาจอยู่ตอนนี้เนี่ย ไม่มีความรู้ความเข้าใจในหลายๆ เรื่อง พอตัวเองไม่มีความรู้ ก็ไม่รู้ว่าตัวเองไม่รู้ แล้วตัวเองก็ไม่ได้เลือกใช้คนที่รู้”
“ในฐานะผู้บริหาร ก็ต้องเลือกรับข้อมูล จากคนที่รู้ รับคำแนะนำจากผู้ที่เชี่ยวชาญ”
“อันนี้มันเป็นทักษะของผู้บริหารสูงสุด ที่จะต้องเลือกว่า ตัวเองจะฟังใคร หรือจะใช้ใคร แล้วก็สั่งงานไปให้ถูก ซึ่งไม่มีไง”
หรือแม้แต่หัวเรือใหญ่อย่าง “นายกฯ หนู” (อนุทิน ชาญวีรกูล) ที่ไม่เลือก ประกาศให้เหตุการณ์น้ำท่วมนี้เป็นภาวะภัยพิบัติเลย ทั้งๆ ที่ท่วมสูงหลายจังหวัด จนไปสู่ “ภัยพิบัติระดับ 3 ”ไปแล้ว
และถ้าถึงขั้นภัยพิบัติระดับ 3 ผู้มีอำนาจสูงสุดในการบัญชาสถานการณ์ก็คือ “รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย” ซึ่งก็คือตัวนายกฯ เอง ที่นั่งควบตำแหน่งนี้
โดยจะต้องทำหน้าที่สั่งการแบบ Single Command เพื่อให้การทำงานเป็นเอกภาพ รวดเร็ว และไม่สับสน
แต่สิ่งที่นายกฯ ทำคือตั้งคณะกรรมการมา 6 คณะ เพื่อแยกกันไปดูแลตามภาคต่างๆ ซึ่งทำให้สถานการณ์มันวุ่นวายขึ้นไปอีก
“พออาจารย์เห็น ท่านนายกฯ ไม่ได้ทำอะไร ตามที่ควรจะเป็น ไม่ได้บังคับใช้กฎหมาย ภายใต้ภาวะวิกฤตแบบนี้เนี่ย ก็มองได้ 2 อย่างคือ ท่านนายกฯ ไม่มีความรู้ ความเข้าใจ ระเบียบบ้านเมืองในภาวะวิกฤต”
“หรืออันที่ 2 นายกฯ ก็รู้แหละ แต่นายกฯ ไม่อยากทำงาน นายกฯ เจอใครนายกฯ ก็มอบไปเรื่อยๆ”
จะอ้างไปว่า นายกฯ คนนี้ขาดประสบการณ์ก็คงไม่ได้ เพราะนายกฯ อนุทินเคยผ่านเคสน้ำท่วมหาดใหญ่ปี 68 มาแล้ว แถมตอนปี 67 นายกฯ หนูก็นั่งเก้าอี้มหาดไทย บริหารเหตุการณ์น้ำท่วมเชียงรายมาแล้วด้วย
แต่กลายเป็นว่า ถึงจะผ่านบทเรียนมามากมาย สุดท้ายก็ยังบริหารงานพังเหมือนเดิม จนอยากย้อนถามคำว่า ถอดบทเรียน ที่นายกฯ พูดถึง
ว่าจริงๆ แล้ว ไม่ควรไป “ถอดบทเรียนเหตุการณ์น้ำท่วม” แต่เป็น “บทเรียนความผิดพลาดของตัวผู้นำ” เองมากกว่า ที่ควรถอดให้กระจ่าง เผื่อจะมองออกเสียทีว่า “จุดอ่อน” ของประเทศจริงๆ อยู่ที่ตรงไหน?
“เคยมีใครถอดบทเรียนของนายกรัฐมนตรีบ้างไหมอะ แกรู้หรือเปล่าว่า จุดอ่อน ความไม่รู้เรื่อง มาจากนายกฯ ตั้งแต่หาดใหญ่ มาถึงน้ำเชียงราย มาถึงน้ำเชียงใหม่”
“ว่าท่านไม่เข้าใจ ระเบียบแผ่นดินในสภาวะวิกฤต ทำให้ท่านตั้งอนุฯ เยอะแยะไปหมด หน้างานคืองงไปหมด ไม่รู้ว่าใครคือผู้บัญชาการสูงสุด ไม่รู้ Single Command อยู่ตรงไหน”
“อาจารย์ว่าปัญหาตอนนี้ ภัยธรรมชาติก็เรื่องนึงนะ เรามีปัญหา ภัยมาจากผู้นำด้วย”
@livestyle.official ...“เราถอดบทเรียนมาตั้งหลายครั้ง เคยมีใคร ถอดบทเรียนของนายกฯ บ้างไหมอะ? แกรู้หรือเปล่าว่า จุดอ่อน ความไม่รู้เรื่อง มาจากนายกฯ”... . และนี่คือบทวิเคราะห์แซ่บๆ จาก 1 ในนักวิชาการที่ฝีปากร้อนแรงมากที่สุด แต่ก็พูดถูกใจพี่น้องประชาชนมากที่สุดในตอนนี้ "ศ.ดร.สิตางศุ์ พิลัยหล้า" . อ่าน "สกู๊ปพิเศษ" ฉบับเต็ม : https://shorturl.at/zq4Zt . เรื่อง : LIVE Style . LIVE Style - ไลฟ์สไตล์บันดาลใจ ประเด็นสดใหม่เสิร์ฟมุมมอง . #LIVEstyle #LIVEstyleofficial #ข่าวTikTok #TikTokCommunityTH #น้ําท่วมแล้ว #กรุงเทพน้ําท่วมแล้ว #น้ําท่วมกทม #น้ําท่วม2569 #กรุงเทพมหานคร #ฝนตกหนัก #กรมอุตุนิยมวิทยา #พยากรณ์อากาศ #อนุทินชาญวีรกูล #สิตางศุ์พิลัยหล้า ♬ เสียงต้นฉบับ - LIVE Style
สกู๊ป : ทีมข่าว MGR Live
ขอบคุณภาพ : Facebook “ธนะสิทธิ์ มักม่วนบาร์เบอร์”, @AyutthayaAround, “ข่าวอยุธยา”, “789 โฟโต้”, “PRofChainat” , “Thailand Update”, “Sitang Pilailar”, “Somjai Kultiwanich” | X @munitedxi
** มาตามติด ไลฟ์สไตล์บันดาลใจ+ประเด็นสดใหม่ ได้ที่นี่!! **


