xs
xsm
sm
md
lg

อวสานปรากฏการณ์บ้านกกกอก!! จากวันดัง “ลุงพลฟีเวอร์” สู่วันดับ “แอนตี้ลุงพล”

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



ถอด “ปรากฏการณ์ลุงพลฟีเวอร์” จากผู้ต้องสงสัยคดีน้องชมพู่ สู่คนดังแห่งยุค ทั้งได้ออกอัลบั้ม-รับอีเวนต์รัวๆ สู่อวสานชีวิตสุขสบาย เมื่อถูกสังคมจับผิด หลังทำร้ายร่างกายนักข่าว ถึงขั้นมีกลุ่มแอนตี้ผุดเพียบ!!




จากเรียลิตีชีวิต... สู่วันกระแสตีกลับ!!



“ช่องไหนจับหน่อยสิ ปล่อยให้ผมถือหน่อย ให้ผมถือหน่อยช่องนี้…ให้ผมถือหน่อยกลัวอะไร”

กลายเป็นดรามาๆ ร้อนวงสื่อ เมื่อ ลุงพล-ไชย์พล วิภา ผู้มีศักดิ์เป็นลุงเขยของน้องชมพู่ อีกหนึ่งคนที่ถูกมองว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีฆาตกรรม ได้แย่งไมค์ผู้สื่อข่าวช่องอมรินทร์ทีวี ก่อนใช้มือทุบ 2 ครั้ง แล้วผลักไหล่ อีกทั้งปรี่เข้ามาใช้มือพยายามบีบคอ และกระชากหน้ากากอนามัยผู้สื่อข่าวออก จนต้องมีคนมาแยกออกไปจากที่เกิดเหตุ

หลังเจ้าหน้าที่ป่าไม้มุกดาหาร กำลังอ่านเอกสารร้องเรียนให้ฟังเรื่องท่อนไม้ที่นำมาบูชา โดยพบว่าเป็นแค่ไม้มะค่าแต้ คาดเกิดจากคุมอารมณ์ไม่อยู่

“พี่ถ่ายผม พี่ขออนุญาตผมยัง ช่อง 34 ห้ามถ่าย ถ้าพี่ถ่ายผมจะแจ้งความพี่ (ชี้หน้า) นี่มันละเมิดสิทธิผม ห้ามนักข่าวถ่าย…”


เมื่อย้อนกลับไป ทันทีที่เกิดคดีนี้ขึ้น สื่อต่างฉายสปอตไลต์มายังบ้านกกกอก และตัวละครสำคัญอย่างลุงพลนั้นก็ได้รับความสนใจเป็นอย่างมาก ทำให้เขากลายเป็นคนมีชื่อเสียง มีแฟนคลับ และทุกการเคลื่อนไหวของเขาเป็นข่าว และได้รับความสนใจจากเหล่า Youtuber ถึงขั้นมานอนเฝ้าติดตามชีวิตของลุงพล จนสร้างรายได้เป็นจำนวนหลักหมื่น

อย่างไรก็ดี ก่อนหน้านั้นหมู่บ้าน Youtuber แห่งนี้ยังมีเหตุการณ์แบ่งฝ่ายอย่างชัดเจน ระหว่างนักข่าวและกลุ่ม Youtuber เพราะเมื่อนักข่าวสื่อหลักลงไปปฏิบัติงานในพื้นที่ กลุ่ม Youtuber กลับเข้ามาขวางและแจ้งว่าลุงพลไม่ให้สัมภาษณ์สื่อ 2 เดือน จนเกิดเหตุชุลมุน ขณะที่ลุงพลนั่งเงียบ




ไม่เพียงแค่นั้น “อุ๊บ-วิริยะ พงษ์อาจหาญ” นักปั้นดาราชื่อดัง อีกทั้งเป็นผู้ผลักดันลุงพลให้เข้าวงการ ประกาศฟ้องลุงพล ปมใช้รูปขอรับบริจาคสร้างศาลาวัดภูหลวง จ.มุกดาหาร อีกทั้งยังสะท้อนผ่านสื่ออีกว่า ที่ผ่านมาลุงพลไม่เคยเปลี่ยน คาดเป็นสันดานส่วนตัว ตอนนี้หมดรัก ขอแฉพฤติกรรมจัดเต็ม

เช่นเดียวกับ “หมอปลา-จีรพันธ์ เพชรขาว” หนึ่งคนที่เคียงข้างลุงพล เปรียบเสมือนคนในครอบครัว ถึงขั้นเอาชื่อตนเองมาประกันความบริสุทธิ์ให้ ล่าสุดขอยุติความสัมพันธ์ทางใครทางมัน แถมแจ้งความให้ตำรวจหาความจริงเครื่องดักฟังในรถของลุงพลเป็นฝีมือใครกันแน่ เพราะไม่สบายใจที่ถูกกล่าวหา


ส่วนในเรื่องเงินบริจาคนั้น ที่หลายคนตั้งข้อสงสัย หมอปลาได้ท้วงติงให้หยุดรับเงินบริจาค เพราะอาจถูกครหาได้ แต่จากการตรวจสอบพบว่าเงินในบัญชีจำนวน 8 แสนบาท มีเข้ามายังบัญชีจริงๆ แต่เมื่อตรวจสอบกับทางพระที่วัดภูหลวง ก็ระบุว่ายังไม่ได้รับเงินจำนวนดังกล่าวแต่อย่างใด และทางวัดก็จะไม่ขอยุ่งเกี่ยว

ส่งให้สังคมตั้งคำถามกับปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นนั้นเป็นเพราะสาเหตุอะไร หรือนี่อาจจะถึงจุดสิ้นสุด “ลุงพลฟีเวอร์” ที่สื่อต่างฉายสปอตไลต์





จากเข้าข้างก็เอาตัวรอด กูรูฉะ อย่าเป็นเหยื่อสื่อ!!


สำหรับความคืบหน้าล่าสุด ผู้สื่อข่าวช่องดังหลังถูกแย่งไมค์ และทำร้ายร่างกายนั้น ล่าสุดเตรียมแจ้งความ มองว่าเป็นการคุกคามสื่อ พร้อมทั้งยืนยัน ณ เวลานั้นยังไม่มีการสัมภาษณ์หรือสอบถามข้อมูลใดจากลุงพล


ทั้งนี้ ทีมข่าว MGR Live ได้ติดต่อไปยัง ผศ.ดร.พรทิพย์ เย็นจะบก  ผู้ทรงคุณวุฒิคณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการรู้เท่าทันสื่อ ให้ช่วยวิเคราะห์ปรากฏการณ์ลุงพล จากวันที่มีกระแสโด่งดัง สู่ดรามาร้อนแรงที่เกิดขึ้น โดยสะท้อนถึงเรื่องนี้ไว้ว่า ทฤษฎีเชิงนิเทศศาสตร์ ทั้งหมดสื่อจะเป็นคนเซต ก่อให้เกิดมูลค่าเพิ่มแก่พื้นที่และตัวบุคคล

“ที่ใดก็ตามหรือคนใดก็ตาม จู่ๆ มันดังขึ้นมาไม่ได้ถ้าไม่มีสื่อ เพราะฉะนั้น ทฤษฎีเชิงนิเทศศาสตร์ สื่อจะเป็นคนเซตขึ้นมาว่าฉันจะเลือกอะไรขึ้นมาเป็นประเด็น แต่มันต้องมีสิ่งแวดล้อม มีสถานการณ์ก่อน

ผศ.ดร.พรทิพย์ เย็นจะบก
คือหมู่บ้านนี้อยู่ของเขาเงียบๆ ชาวโลกแทบจะไม่รู้จักอะไรเลย โดยเป็นตัวทฤษฎี ตราบใดที่มีเหตุการณ์เฉยๆ ก็ไม่มีปัญหา แต่ตราบใดที่สื่อไม่ไปจับว่าเหตุการณ์นี้เด่น บุคคลนี้เด่น มันก็ไม่เกิดมูลค่า ไม่เกิดกระแสขึ้น บังเอิญสื่อไปเล่นกับเรื่องนี้ ซึ่งเป็นเรื่องธรรมชาติของสื่ออยู่แล้ว อะไรที่เป็นเงื่อนงำ อะไรที่โหดร้ายทารุณกับเด็ก อะไรที่มันเป็นปริศนา อะไรที่มันหาข้อเท็จจริงไม่ได้ สื่อก็จะต้องควานหาอยู่อย่างนั้น ควานหาก็เจอแต่ความขัดแย้งในพื้นที่ เจอข้อสันนิษฐานที่มันขัดแย้งตัวตนตัวบุคคล เพราะฉะนั้นต้องโทษสื่อค่ะ

สื่อเล่นอยู่นาน สื่อแข่งขันกัน ว่าต้องเอาคนนี้ จะต้องได้พื้นที่ จะต้องรายงานยาวกว่า อันนี้บทบาทหน้าที่ของสื่อในเรื่องของเซตขึ้นมา ก่อให้เกิดมูลค่าเพิ่มแก่พื้นที่ ซึ่งถ้าพื้นที่นั้นหรือบุคคลนั้นตั้งหลักไม่ถูก ตั้งรับไม่ถูก รู้ไม่เท่าทันสื่อว่าสื่อใช้คุณเป็นเครื่องมือในการหาข่าวของเขา ในการเล่นข่าวของเขา ในการทำให้ช่องเขามีค่าในการทำให้สปอนเซอร์เขาได้

จริงๆ ตัวคุณอาจจะไม่มีความน่าสนใจอะไรเลยแม้แต่นิด ในเมื่อตำรวจก็ไม่ได้บอกอะไรออกมา หรือความคืบหน้าของตำรวจ ตำรวจก็ต้องทำงานอยู่แล้ว แต่ตำรวจไม่ต้องออกข่าวทุกวัน พอตำรวจไม่ต้องออกข่าวทุกวัน ข่าวไม่มีอะไรเล่น ข่าวเองก็อยากเล่นทุกวัน”


ไม่เพียงแค่นี้ ยังมองว่าการทำหน้าที่ของสื่อหลักอย่างโทรทัศน์เกาะกระแสนี้ นำเสนอทุกแง่มุม แม้จะไม่เกี่ยวข้องกับคดี จนไม่ต่างจากละครหนึ่งเรื่อง ทำให้ทุกพื้นที่ต่างจับจ้องมาที่ลุงพล

“อย่างที่บอก ข่าวก็จะต้องส่งนักข่าวไปในพื้นที่ ข่าวต้องจับตัวละครขึ้นมา และต้องยอมรับอย่างหนึ่งว่า เดี๋ยวนี้เราดูข่าวเป็นละคร

เพราะฉะนั้น เราดูวันๆ หนึ่ง ลุงพลก็เหมือนจะเป็นพระเอก อีกวันหนึ่งก็ดูเหมือนจะเป็นผู้ร้าย เกิดการตลาดของลุงพล เกิดสื่อสารการตลาด เพราะฉะนั้น ลุงพลจะไม่สามารถเป็นนักร้อง ซึ่งอยู่ในหมู่บ้านธรรมดา

จะมาปลุกปั้น ก็แล้วแต่ว่าใคร back up เขา ไปนำเขาสู่พื้นที่สื่อ สื่ออันไหนเล่นกับเขา เราจะเห็นว่าลุงพลก็อยู่เฉยๆ จะไม่ดัง ใครล่ะ? …ก็ต้องไปหาตัวคนที่ประกอบสร้างขึ้นมาเป็นลุงพลอยู่ในปัจจุบัน

และมีคำแม้กระทั่ง ถ้าลุงพลเป็นฆาตกร เขาจะยอม… เอาตัวเองเข้าไปปกป้อง ซึ่งถามว่าใครจริงๆ ก็ปกป้องใครไมได้ ตราบใดถ้าหลักฐานไม่ออกมา ปริศนาหรือข้อเฉลยฆาตกรตรงนี้”


ไม่เพียงแค่นั้น ยังสะท้อนการให้สปอตไลต์ของสื่อสร้างมูลค่าแก่คนที่เสนอออกไป ทั้งความเชื่อ และเกิดการป้อนงานที่ไม่คาดคิด แม้คนคนนั้นจะอยู่ในสถานะใดก็ตาม

“สื่อมีอะไรเล่นในวันนี้ สื่อยังไม่มี เพราะความคืบหน้าฆาตกรก็ยังไม่มีออกมาชัดเจน เพียงแต่เป็นเพราะตำรวจพูดอยู่ 2-3 วัน ว่ามีหลักฐานใหม่แค่คำเดียว ประโยคเดียวตรงนั้นที่ทิ้งไว้ สื่อใช้ช่องทางนั้นปลุกกระแสลุงพลขึ้นมาอีก ในฐานะเป็นครู มันก็ไม่ถูกต้อง เพราะจริงๆ ไม่มีประเด็นอะไรเลย ในเมื่อไม่มีประเด็นในความคืบหน้าเรื่องคดี เพราะฉะนั้นคุณไม่ควรเล่นอะไรก็ได้”

แม้ตอนนี้ลุงพลจะมีสังคมและสื่อตีกลับ เพราะมองว่านอกจากกระแสข่าวที่ถูกมองว่าหากินกับผู้ตายแล้ว ในส่วนของคดีความยังไม่คืบหน้า โดยผู้เชี่ยวชาญด้านการรู้เท่าทันสื่อกล่าวอีกว่า คนที่เข้าข้างในวันนี้ก็เอาตัวรอด เพราะอาจจะไม่รู้เท่าทัน อีกทั้งทิ้งท้ายการเสพสื่อให้ฟังว่าควรมีวิจารณญาณให้เท่าทันสื่อในปัจจุบัน

“ในความนิเทศศาสตร์ คือ เรารู้ไม่เท่าทันสื่อ เราต้องเป็นเหยื่อของสื่อ สื่อใช้ผู้ชมเป็นฐานเพื่อที่จะรองรับงานของตน เพื่อที่จะสร้างกระแส แล้วให้สื่อนั้นมีคุณค่า สื่อนั้นคนอยากติดตาม ทั้งๆ ที่ตามไปแล้วมันอาจจะไม่มีเนื้อหาอะไร


ทางนิเทศศาสตร์ คือ สื่อสร้างเนื้อหาขึ้นมา สื่อประกอบสร้างขึ้นมา สื่อจะประกอบสร้างจากความจริงหรือไม่ จากมีความจริงนิดเดียวแล้วสื่อก็ประกอบอื่นๆ มาให้มันเป็นเรื่องราว โดยนิเทศศาสตร์ คือ สื่อทุกสื่อเป็นตัวประกอบสร้างทั้งความจริง ประกอบสร้างทั้งเนื้อหา

สังคมมีตัวเลือกสื่อเยอะ มีตัวเลือกสื่อหลายประเภท เพราะฉะนั้น อันดับแรกอยากให้สังคมเลือกรับสื่อได้ เลือกรับสื่อเป็น ตอนนี้สื่อไวและเร็ว แล้วสื่อออนไลน์ไปได้เร็วกว่าทีวี เพราะฉะนั้นสังคมควรจะเลือกรับ รับอย่างมีวิจารณญาณ รับอย่างที่เรารู้ว่าถูกผิดประการใด

เราจะรู้ว่าถูกผิดประการใดอย่ารับสื่อเดียว เราต้องรับหลายๆ สื่อ เพื่อเช็กข่าวกันเอง แล้วในโลกประชาธิปไตยทั้งหลายจะต้องไม่ปิดสื่อ ไม่ว่าสื่อนั้นจะดีหรือไม่ แต่มันจะมีข้อที่ตามมา คือ สังคมจะเป็นตัวเลือกความถูกต้องเอง สังคมจะต้องได้รับข้อมูลทุกด้าน แล้วอยากให้สังคมวินิจฉัย ใช้สื่อในมือ ถ้าคุณเป็นประชาชนในโลกดิจิทัล สื่อที่อยู่ในมือนั้น เราต้องรู้ว่าเราสร้างการมีส่วนร่วมของสังคมได้”









ข่าวโดยทีมข่าว MGR Live
ขอบคุณภาพ : แฟนเพจ "งามพริ้งเจ้าของแบรนด์" , ยูทูบ "JINTARA CHANNEL OFFICIAL"



** มาตามติด ไลฟ์สไตล์บันดาลใจ+ประเด็นสดใหม่ ได้ที่นี่!! **




กำลังโหลดความคิดเห็น...