xs
xsm
sm
md
lg

“ข้าวแกงบุฟเฟต์” อิ่มละ 10 บาท ไม่กลัวขาดทุนเพราะแลกด้วยความสุข!!

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



 
ทุกอย่าง 10 บาท!! “ข้าวแกงบุฟเฟต์” ราคาถูกจนต้องขยี้ตา! แถมใช้ข้าวไรซ์เบอรี่ เจ้าของร้านเปิดใจ ยึดคำสอนพ่อหลวง ร.๙ ไม่กลัวขาดทุน เพราะได้ความสุข ช่วยเด็ก-นักเรียน-ผู้มีรายได้น้อย ล่าสุด ขยายไปแล้ว 3 สาขา แถมยังเปรยว่าจะมีสาขาที่ 4 เจ้าตัวย้ำ อยากหล่อหลอมเมล็ดพันธุ์ “เด็กยุคใหม่” ให้รู้จัก “การให้”

10 บาท ตักไม่อั้น น้ำฟรี ขนมหวานพร้อม!!

“ผมว่า 10 บาทเป็นอะไรที่จ่ายได้ ทุกคนมีให้ และ 10 บาทของคุณ เราเอาตรงนี้ไปซื้อต่อทุกวัน หมุนเวียนทุกวัน เงินของคุณมันไม่ได้อยู่แค่บาทเดียว คนที่มากิน เขาสงสัยว่าทำไมผมทำแบบนี้ ผมบ้า แต่ผมบ้าบุญนะ”

“เจิด - บรรเจิด นวลเอียม” หนึ่งในจิตอาสา หรือเจ้าของร้านบุฟเฟต์อิ่มจัง จ.นครปฐม ที่ถูกพูดถึงไปทั่วสังคมออนไลน์ขณะนี้ เปิดใจกับทีมข่าว MGR Live ถึงที่มาของข้าวแกงตักไม่อั้นแต่ราคาเพียงแค่ 10 บาท!!

เขาเล่าว่า จุดเริ่มต้นสำหรับการเปิดร้านข้าวแกงบุฟเฟต์ เพราะตนเคยไปทานร้านข้าวแกง แล้วจึงเห็นช่องทางว่าเป็นอาหารที่กินได้ทุกเพศ ทุกวัย โดยเฉพาะกับวัยเรียนที่ต้องการประหยัดค่าใช้จ่าย นี่จึงเป็นไอเดียที่เกิดขึ้นผ่านการพูดคุยกันระหว่างเพื่อนๆ จิตอาสาด้วยกัน

“ผมเปิดได้ประมาณ 4 เดือนเองครับ ไอเดียมันเกิดจากเรามีเพื่อนหลายคนเป็นจิตอาสาด้วยกัน นัดกันกินข้าว สุดท้ายก็ไปจบที่บุฟเฟต์ เพราะมันถูก กับข้าวเยอะ เราไม่ได้เน้นว่าอร่อยหรอก เน้นว่ากับข้าวเยอะ ทีนี้ก็กินเรื่อยๆ ทำไมคนมันกินเยอะจัง เราก็สงสัย

เด็กก็มี ผู้ใหญ่ก็มี นักศึกษาเยอะมาก มีทุกเพศ ทุกวัย และกินได้หมด เราก็ถามเลยทราบว่า เศรษฐกิจมันไม่ค่อยดี เขากินที เขาอยู่ได้ทั้งวันเลย บางวันก็ไม่ได้กินเช้า อย่างมากินบุฟเฟต์ก็ตั้งใจเลยว่ากินให้เต็มที่มื้อเดียวเลย ก็อยู่ได้วันหนึ่ง มันประหยัด


 
อย่างร้านข้าวราดแกงที่ผมตระเวนกิน มีกับข้าว 15-20 อย่าง แต่เขาเก็บ 50 บาท มีขนมหวาน มีทุกอย่างเลย เราก็ดูหลายๆ อย่าง พอเขาบอกเศรษฐกิจมันไม่ดี และทุกคนต้องการประหยัด ต้องการช่วยค่าครองชีพของตัวเอง คนก็จะมากินแบบนี้กัน”

จากนั้นเขาและทีมจิตอาสาก็ได้รวมตัวกันเปิดเป็นร้านข้าวแกงบุฟเฟต์ขึ้นมา โดยมีความตั้งใจอยากช่วยเหลือผู้ที่มีรายได้ไม่มากมาย หรือนักเรียน นักศึกษาที่ยังไม่มีรายได้ ส่วนจุดเด่นของร้านนี้นอกจากมีราคาเบาๆ สบายกระเป๋าแล้ว ยังเป็นร้านข้าวแกงที่ใช้ข้าวไรซ์เบอรี่ด้วย!!

“ส่วนใหญ่ข้าวที่กินจะเป็นข้าวหอมมะลิทั่วไป สมัยก่อนเราเคยแจกข้าวไรซ์เบอรี่ ทานแล้วมันอิ่มนาน อิ่มได้ทั้งวัน มันมีใย มีกากไฟเบอร์ สุดท้ายสามารถทำให้ลำไส้ ระบบการย่อยดีมาก ขับถ่ายก็ดี ก็เลยคำนึงถึงประโยชน์มัน

เราก็เลยรวมตัวกัน มาคุยกันว่าเราไม่ทำบุฟเฟต์เหรอ ทำให้คนที่เขาเดือดร้อนกินไหม ใครว่างก็มา ใครเป็นพ่อครัวเก่าก็มา มาช่วยกันทำ ก็เลยเป็นที่มาของบุฟเฟต์ 10 บาท เราเป็นจิตอาสา คำว่าจิตอาสาคือจะมาช่วยบรรเทา คนละไม้คนละมือ ใครเก่งเรื่องทำครัวก็มา ใครมีแรง มีเวลาก็มาช่วยตักแจก

ผมมาขายใหม่ๆ ทุกคนจะถามหาข้าวขาวหมดเลย หลังๆ ไม่มีใครมาถามสักคนเลย เขาแชร์กันว่าข้าวไรซ์เบอรี่มันมีประโยชน์อยู่แล้ว ต้านอนุมูลอิสระ คนที่เป็นโรคเหน็บชา เท้าชา มันหายหมด ระบบขับถ่ายดีมาก ทุกวันนี้ที่เราทำอาหารมันครบ 5 หมู่ มีขนมหวาน มีผลไม้ น้ำดื่มฟรี ทานเท่าไหร่ก็ได้เหมือนกัน”

สำหรับเมนูอาหารแต่ละวันมีไม่ต่ำกว่า 10 อย่าง ซึ่งในราคา 10 บาทสามารถเลือกตักได้ตลอดแบบไม่อั้น แต่หากลูกค้าคนไหนที่กินไม่หมดจะต้องถูกปรับ 10 เท่า

“วันหนึ่งทำไม่ต่ำกว่า 10 อย่างครับ หลักๆ ก็มีไข่พะโล้ที่เด็กชอบมาก ติด 5 ดาวเลย มีน้ำพริกผัก ไข่เจียว ทอดมันทะเล พะแนงน่องไก่ เขียวหวานลูกชิ้นปลากราย แกงป่าไก่ แกงส้มไข่เค็ม อย่างดีหมดครับ เราทำตามนั้น แต่เราไม่ต้องการไปโชว์ เราอยากปิดทองหลังพระเหมือนในหลวงท่าน
 
เราไม่อยากดังหรือยิ่งใหญ่อะไรหรอก เราอยากให้น้องๆ ได้มีอยู่มีกิน จริงๆ ทำอาหารเป็นอะไรที่เหนื่อยสุดๆ เรามีทีมอาสาทั้งหมด 10-20 คน ทำอาหารแล้วส่งไป 3 สาขา ร้านเปิดตั้งแต่ 7 โมงเช้า ถึงประมาณบ่าย 2 แต่ช่วงบ่ายอาหารก็หมดแล้วครับ”


 
ขาดทุน = กำไร

“คำว่าขาดทุนคือ ขาดทุนตัวเงิน ยังไงทุกคนก็ขาดทุน ขาดทุนทั้งเวลา ขาดทุนทั้งแรงกาย แต่เราต้องการจะให้ มันปลื้มปีตินะ ทุกคนชื่นชม ทุกคนทานเสร็จแล้วยกมือไหว้กันหมด ทุกคนมีความสุข”

สิ่งที่สงสัยคือเขาจะได้อะไรจากการทำตรงนี้ ซึ่งเขาบอกอย่างตรงไปตรงมาเลยว่าเรื่องขาดทุนต้องมีแน่นอนอยู่แล้ว แต่สิ่งที่ได้กลับมาคือความสุขที่ประเมินด้วยราคาไม่ได้

“ผมมีนโยบาย หลักการ และยึดมั่นในอุดมคติของในหลวง ร.๙ ว่า ขาดทุนคือกำไร ท่านห่วงใยลูกๆ ห่วงใยประชาชนว่าอยู่ดีกินดีไหม ลำบากไหม ท่านก็ช่วยให้ทุกคนมีอาชีพ ท่านทำเยอะมาก พอท่านสวรรคต พวกเราก็ไปรวมตัวทำอาหารแจกกันปีกว่าๆ เลย และทุกคนก็เลยประทับใจ

พอผมได้รู้จักหลายคนเป็นวงกว้าง มีอะไรก็คุยกัน และสานต่อ ปัจจุบันนี้ทุกคนก็มีความเห็นด้วยกันว่า 10 บาท เรารู้ว่าเด็กลำบาก ไหนค่าหอ ค่าครองชีพ และยังเป็นค่ากิจกรรมที่ครูมีให้แต่ละวันอีก สมัยก่อนผมเรียนผมรู้ แต่เราไม่เคยคิด คิดว่าพ่อแม่เราเหมือนตู้เอทีเอ็ม วันไหนไม่มีก็ขอ

แต่พอเราโตขึ้นเรื่อยๆ ปัจจุบันนี้ ผมอายุ 56 ปีแล้วก็คิดว่าเรายังไม่เคยตอบแทนคุณแผ่นดิน ตอบแทนคุณในหลวง ร.๙ ของเราเลย ท่านยิ่งใหญ่มาก ทุกวันนี้ก็เอาเพลงมาเปิด เปิดเพื่อให้เด็กๆ ซาบซึ้ง
หรือว่าสักวันเขาคงถามว่าลุงเปิดทำไมเหรอ แต่ผมว่าเขาเข้าใจนะ ผมต้องการให้เขาซึมซับว่าทุกวันที่เราอยู่ได้ เพราะในหลวงท่าน

ส่วนเรื่องค่าใช้จ่ายที่ต้องออกเพิ่ม ตรงนั้นไม่ได้คิดหรอกครับ เราคิดที่จะทำให้แล้ว เราคิดถึงในหลวงอย่างที่บอก ในหลวงก็ไม่เคยคิดว่าขาดทุนนะ ท่านไม่เคยคิดเป็นตัวเงิน คิดว่าสิ่งที่ทำประเสิรฐสุดแล้ว เป็นอะไรที่ยิ่งใหญ่ อย่าไปคิดถึงตัวเงิน”

ย้อนไปชีวิตก่อนหน้าที่จะมาเป็นพ่อค้าขายข้าวแกง เขาใช้ชีวิตอยู่ที่กรุงเทพฯ มาตลอด โดยเป็นนายหน้าขายอสังหาริมทรัพย์ ก่อนจะตัดสินใจมาเอาจริงเอาจังเส้นทางนี้เพื่อช่วยเหลือและตอบแทนสังคม

“ก่อนหน้านี้ ผมทำเกี่ยวกับพวกนายหน้าขายอสังหาริมทรัพย์ครับ ขายถั่งเช่าของทิเบต อยู่กรุงเทพฯ มาตลอด ก่อนนี้ทำงานประจำอยู่ 3 ปี แล้วพอในหลวง ร.๙ ท่านสวรรคตก็ออกมาเป็นจิตอาสาช่วยสังคม ปัจจุบันก็ไม่ได้ทำอะไร จริงๆ ที่ทำอยู่ก็มีขายพวกถั่งเช่า และอสังหาริมทรัพย์เป็นนายหน้า




 
พอมาทำตรงนี้ สิ่งที่ผมทำจะพูดว่าผมเป็นต้นแบบก็จะดูไม่ดี เอาเป็นว่าตรงนี้มันเป็นสิ่งที่ดีนะ ถ้าคนไหนมีกำลัง ผมบอกเขาต่อเลย ถ้ามีกำลัง มีแรงก็อยากให้เขาทำ จังหวัดละร้านก็ยังดี ให้คนไปกิน ไม่ต้องแข่งกัน ไม่ต้องแย่งค่าครองชีพกันมากมาย

ผมกำลังคิดถึงเมล็ดพันธุ์เด็กๆ ที่กำลังโตมา เราต้องมาหล่อหลอมเขา มาช่วยเขา เขาขาดเหลืออะไรก็มาช่วยเขา อย่างคนที่มาช่วยผมส่วนใหญ่เขาเต็มใจมา ทุกคนเห็นเด็กๆ กินก็มีความสุข แม้แต่ผมเอง ทุกวันนี้ผมบอกว่าไม่เหนื่อยเลย เพราะผมเห็นภาพที่คนทานแล้วมีความสุข มันหายเหนื่อยได้”

แม้แรกเริ่มเขายอมรับว่าตั้งใจจะทำแค่เพียง 1 ปี แต่ปัจจุบันได้ขยายสาขาไปถึง 3 แห่งด้วยกัน นั่นคือ โรงเจหอคุณธรรมฟ้า วัดอ้อน้อย กำแพงแสน สาขา 1 หน้า ม. ศิลปากร สาขา 2 และ ม.เกษตรศาสตร์ กำแพงแสนเป็นสาขาที่ 3 ซึ่งเจ้าตัวเปิดใจว่าจะทำต่อไปเรื่อยๆ แน่นอน

“ตอนแรกผมคิดว่าจะทำสักปีหนึ่ง แต่ตอนนี้เห็นในโซเชียลฯ ลง และคนโทร.มาเยอะเลยครับ มาชื่นชมบอกว่าทำต่อไปนะ ได้เลยครับ ผมต้องทำต่อไปอยู่แล้วล่ะ
จนกว่าเมล็ดพันธุ์ที่ผมกำลังปลูก ส่งไม้ต่อให้ได้ ถ้าเขาจบออกมาเขามีกำลังจะได้ไปบอกคนที่มีกำลัง เช่น พ่อ แม่ พี่ ป้า น้า อา ว่าอันไหนที่เขาพอไหวก็ทำนะ มันเป็นสิ่งดี

ที่ทำอยู่ มันเห็นความสุขเลย ไม่ต้องไปรอชาติหน้าว่าบุญมา ทุกคนยกมือไหว้ ขอถ่ายรูปด้วย ขอจับมือด้วย มันเป็นความสุขที่เห็นเลย เกิดขึ้นตรงหน้าทันทีและเป็นสัจธรรม”

ข่าวโดย MGR Live




** มาตามติด ไลฟ์สไตล์บันดาลใจ+ประเด็นสดใหม่ ได้ที่นี่!! **



กำลังโหลดความคิดเห็น...